Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ | TOPNEWS

    เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ | TOPNEWS

    เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ

    • เผยแพร่ : 25/08/2025 17:38

    อ.เมืองเลย จ.เลย ปลูกทุเรียนพันธุ์ดี”หลง รัก เลย” ปลอดสารพิษ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่เมืองเลย ขยายสู่ชุมชน เพิ่มผลผลิต เกิดรายได้และขยายตลาด

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 27 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปเยี่ยมศูนย์เรียนรู้“อำภาฟาร์ม” อยู่ที่ 311 หมู่ 5 บ้านห้วยสีเสียด ต.น้ำหมาน อ.เมืองเลย จ.เลย พบว่าภายในเนื้อที่ 42 ไร่ อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ยางพารา ส้มโอ มังคุด มะพร้าว มะม่วง อาโวคาโด สระน้ำ บ่อน้ำ ระบบท่องพีวีซี.โดยเฉพาะ สร้างเงินและรายได้แก่เกษตรกรจำนวนมาก สร้างผืนป่า รักษาสิ่งแวดล้อม และยังขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่อีกจำนวนมาก อีกด้วย

    นายวิชิต พิมพ์โคตร อายุ 46 ปี เจ้าของอำภาฟาร์ม “ทุเรียนพันธุ์ดี หลง รัก เลย” ศูนย์การเรียนรู้อำภาฟาร์ม เปิดเผยว่า เดิมนั้นปลูกสับปะรด เห็นว่าเป็นพืชเชิงเดี่ยวจึงหันมาปลูกพืชหลายอย่าง แบบผสมผสาน โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง หรือ พันธุ์หลง รัก เลย การใช้ปุ๋ยมูลม้าป้องกันปลวกไม่มีแมลงมารบกวน มูลวัว มูลค้างคาว มูลม้าที่เลี้ยงไว้นำมาเป็นปุ๋ยใช้ในสวนส่วนน้ำใช้จากสระนาดใหญ่ที่ขุดไว้ โดยตนเลี้ยงวัวและม้าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปลูกพืชที่ตลาดต้องการจึงนับเป็นเกษตรปลอดสารพิษ ทานและขาย ปลูกตามร่องภูเขาและต้นยางพารา แซมไปด้วยกันแบบผสมผสาน ขุดบ่อน้ำ หมอนทอง เมื่อทานแล้วเป็นพันธุ์”หลง รัก เลย” ซึ่งเคยทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเทพฯเมื่อวันที่ 6 ส.ค.65 น้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมาใช้ในฟาร์มแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน

    นายวิชิต พิมพ์โคตร กล่าวอีกว่า ด้านศัตรูทุเรียนนั้นมีแมลงมาเจาะ กระรอกมารบกวนมากัดแทะ ต้องใช้กับดักและเปิดเพลงเสียงดังขับไล่ตลอด 4 เดือนในช่วงให้ผลผลิต ปัจจุบันปลูกมาแล้ว 15 ปี ให้ผลผลิต 15-40 ลูก/ต้น และ ผลิตผลิตรวม 5 ตัน/ปี ราคาทุเรียน หลง รัก เลย ปีนี้ 130 บาท/กก. ด้านการตลาดถือว่าเปิดกว้างเพราะมีห้างร้านจำหน่ายไม้ผลที่ปั้มน้ำมันปตท. 8 แห่ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และตลาดจากกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคอื่นๆสั่งออร์เดอร์มาและ มีพ่อค้านำรถมารับถึงสวน ด้านการใช้ปุ๋ยมูลม้า มูลวัวทั้งป้องกันปลวก ไม่มีแมลงมารบกวน มูลวัว มูลค้างคาว เพราะภายในสวนยังเลี้ยงวัวและม้าเป็นปุ๋ยหมักปุ๋ยชีวภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เรียกว่าใช้เป็นการเกษตรปลอดสารพิษ รักษาสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ทรัพยากรภายในสวนหมุนเวียนนำมาสร้างประโยชน์ ทั้งน้ำ และวัตถุดิบ มีทางสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ออกใบรับรองคุณภาพว่า”สวนปลอดสารพิษ” การันตีให้“อำภาฟาร์ม”ได้ปลูกไม้ผลเพื่อจำหน่ายเอง ต่อยอดธุรกิจไม้ผลเมืองเลย ที่มีคุณภาพ รสชาติดี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ดิน สภาพอากาศและน้ำ ดีและสมบูรณ์ จะสามารถตีตลาดผลไม้ไทย สร้างศักยภาพมาตรฐานผลผลิตที่ดี นำชื่อเสียงมาสู่จังหวัดเลยแน่นอน มีสิ่งที่การันตี ผลงานคือ เป็นเกษตรกรดีเด่นปี 2565 สาขาพืชสวนและ รางวัลชมเชยระดับประเทศ ประสานได้ที่….082 986 7978 ,064 504 3394.

    ภาพ-ข่าว บุญชู ศรีไตรภพ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.เลย

    12

    SOCAIL 16-9

    ชาวบ้านพื้นที่เกาะยอร้องขอเสื้อชูชีพ-ไฟสปอร์ตไลท์ หลังช่วยเหลือคนกระโดดสะพานถี่ขึ้น

    รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดมินิธัญญารักษ์ยะลา จนสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ดีลประวัติศาสตร์ “กองทัพอากาศ” ลงนามเซ็นสัญญา G to G ซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen

    ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ห้ามพลาด! สินเชื่อดอกเบี้ยถูก 3% ต่อปี เสริมแกร่งธุรกิจ ยื่นกู้ได้ทันที ในงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์”

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ ผบ.ตร.เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด

    ศอ.บต. หารือแนวทาง เยียวยาชุมชน จากเหตุความรุนแรงในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fBoCNTgv-PaLUcxj5yhJh

  • เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    “การพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่เพียงภารกิจร่วมกันที่ยุคสมัยมอบหมายแก่เรา แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตด้วย” นี่เป็นใจความสำคัญหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษใน Session ‘สู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน: ความร่วมมือจีน-ไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน ‘TCP Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด Sustainable Growth : The Future of Growth’ โดย เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย โดยการปาฐกถามีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทยที่แน่นแฟ้นและยาวนานไม่เสื่อมคลาย

    “ปีนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยต่างยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ขณะที่มิตรภาพก็แน่นแฟ้นและยืนยาวไม่เสื่อมคลายมองไปข้างหน้า โดย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จะเป็นทั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่และจุดเด่นสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” 
    “การแลกเปลี่ยนของข้าพเจ้าในวันนี้ จะนำเสนอจากมุมมองส่วนตัว โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน, ผลสำเร็จที่จีนบรรลุในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน, และข้อเสนอเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย” เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เน้นย้ำ

    เจียง เหว่ย

    หนึ่ง แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

    การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นโจทย์ร่วมของมนุษยชาติ และเป็นเส้นทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้บริบทการพัฒนาใน ยุคสมัยใหม่ รัฐบาลจีนได้บูรณาการเข้ากับสภาพความเป็นจริงของประเทศ ยกระดับแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การบูรณาการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน
    โดยแนวคิดการพัฒนาใหม่นี้สอดคล้องกับ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ของสหประชาชาติ และสะท้อนถึงความรับผิดชอบและบทบาทของจีนในฐานะประเทศขนาดใหญ่ และแนวคิดนี้มีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ
    1. การบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศ เพื่อบรรลุความก้าวหน้าของการผลิต ความมั่งคั่งของชีวิตและความสมดุลของระบบนิเวศ
    2. การวางแผนเชิงระบบ บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ระดับชาติ เดินหน้าบูรณาการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การปฏิรูประบบพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโช่การพัฒนา
    3. ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกลไกการจัดการสภาพภูมิอากาศโลก ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติแบ่งปันโอกาสในการพัฒนากับทุกประเทศ และร่วมกันรับผิดชอบต่อภารกิจสำคัญของยุคสมัย

    การเชื่อมโยงไทย-จีน

    สอง เส้นทางมาตรการและผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยังยืน

    เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจีนได้จัดตั้งระบบการทำงานแบบ “สี่ประสาน” ได้แก่ การออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง การกำหนดนโยบายชี้นำ การขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด และการมีส่วนร่วมของสังคม ในวันนี้ จะขอเน้นแนวทางและมาตรการตลอดจนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยั่งยืน
    • กำหนดเป้าหมาย “คาร์บอนสองประการ” โดยมุ่งบรรลุการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060 ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นที่จีนได้ประกาศต่อประชาคมโลก
    • วางแนวทางการพัฒนาสีเขียว โดยยึดการปรับโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเป็นแกนหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างเข้มแข็ง อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ และอาคารประหยัดพลังงาน
    • ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ลดสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเร่งพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่เป็นหลัก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล
    • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอาทิ การรีโซเคิลวัสดุที่ใช้แล้ว และพัฒนาระบบอุตสาหกรรมด้านทรัพยากรหมุนเวียน
    • คุ้มครองด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ โดยปรับปรุง “กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” และ “กฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ให้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น ระบบอนุญาตการปล่อยมลพิษ และระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียวดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
    • อนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่กับการขับเคลื่อบยุทธการ “พิทักษ์ท้องฟ้าสีคราม น้ำใส และผืนดินสะอาด” พร้อมทั้งริเริ่มโครงการสำคัญ อาทิ การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ การคืนพื้นที่เพาะปลูกสู่ป่าและทุ่งหญ้า และการจัดการแหล่งกำเนิดพายุทรายในเขตปักกิง-เทียนงิน เพื่อสร้างแนวป้องกันทางนิเวศ
    • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นการบุกเบิกและ พัฒนาในสาขาหลัก อาทิ เชมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีสะอาดพร้อมทั้งสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย
    เจียง เหว่ย
    ส่วนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติที่ชี้วัดได้ คือ
    1. การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงาน ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เดิบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยมีการบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ยปีละ 3% ขณะที่ ความเข้มข้นการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ลดลงกว่า 35% ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลในโครงสร้างการใช้พลังงานขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นจากราว 9% เป็นมากกว่า 18%
    2. “ภูเขาเขียว น้ำใส” เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อัตราความครอบคลุมของพื้นที่ป่าในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มากที่สุดในโลก
    3. อุตสาหกรรมเกิดใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จีนครองอันดับหนึ่งของโลกด้านกำลังการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องหลายปี โดยมีกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 08 พันล้านกิโลวัตต์ ฐานพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในมณฑลชิงไห่ กานซู่ และ พื้นที่อื่นๆ ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีน แต่ยังเป็นต้นแบบความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย
    4. ในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ จีนยังครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งการผลิตและยอดขาย ต่อเนื่องหลายปี แบรนด์ชั้นนำอย่าง BYD, SAIC และ Changan ไม่เพียงได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมสีเขียวของโลก
    5. การเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ กรุงปักกิง และเซินเจิ้น ได้ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสู่การใช้พลังงานใหม่อย่างสมบูรณ์ และจัดให้มีระบบการคัดแยกขยะให้ครอบคลุมทุกเมืองทั่วประเทศ
    6. ส่งเสริมการฟื้นฟูชนบทคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรกรรมเฉพาะทาง แนวคิดอาคารสีเขียวเมืองฟองน้ำ และการคมนาคมอัจฉริยะ ให้สามารถหยั่งรากลึกในสังคมและก่อเกิดเป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้และนำไปขยายผลได้เป็นวงกว้าง
    7. การมีส่วนร่วมเชิงรุกในธรรมาภิบาลโลก จีนผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาสีเขียวผ่าน “ข้อริเริ่มความสัมพันธ์หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสีเขียวของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการลงทุนสีเขียวและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ
    8. ร่วมมือกับประเทศในทวีปแอฟริกาในการจัดทำโครงการต้นแบบเกษตรสีเขียว นำเทคโนโลยีชลประทานแบบประหยัดน้ำและองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรเชิงนิเวศเข้ามาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียวและการ พัฒนาที่ยั่งยืนของสินค้าเกษตร
    และเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โมเดล “ชนบทอันงดงาม” แห่งอันจี มณฑลเจ้อเจียง ยังได้รับการเผยแพร่และ ส่งเสริมโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) อีกด้วย
    ความสำเร็จเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าจีนได้กาวเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางการพัฒนาที่ยังยืน และยังได้มอบ “แนวทางแบบจีน” ที่เป็นประสบการณ์ให้แก่ประชาคมโลกได้นำไปศึกษาและประยุกต์ใช้

    ในวันนี้ จึงขอนำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย ผ่านแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่ของจีน ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับโมเดล BCG ของประเทศไทย (เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) โดยแนวคิดนี้จะเปิดโอกาสสำหรับการยกระดับและขยายความร่วมมือด้านการ พัฒนาที่ั่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
    • การมีส่วนร่วมเชิงรุกและการแบ่งปั่นโอกาสจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
    ปัจจุบัน จีนมีขนาดเศรษฐกิจรวมเกือบ 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าต่อปีมากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ครอบคลุมประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน มูลค่ารวมเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลาดผู้บริโภคของจีนมีทั้งความหลากหลายและความเฉพาะตัว
    ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมของจีนกำลังมุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเชิงอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสอันกว้างขวางสำหรับผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
    ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาอย่างรอบด้านถึงศักยภาพการเติบโต แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มต่าง ๆอย่างละเอียด พร้อมทั้งมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศจีนให้เติบโตยิ่งขึ้น
    • เสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่
    โดยประเทศไทย มีพื้นฐานและศักยภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ขณะที่จีน มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและศักยภาพในอุตสาหกรรมการผลิต อุปกรณ์พลังงานใหม่ ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศจึงควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมยานยนต์พลังงานใหม่ และการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ร่วมกันในระยะยาว
    • ส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรสีเขียวและการแปรรูปอาหาร
    พร้อมผสานศักยภาพด้านทรัพยากรเกษตรของไทยเข้ากับเทคโนโลยีการเพาะปลูกสีเขียวของจีน ผลักดันการประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ระบบชลประทานแบบแม่นยำ และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียวให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารสีเขียวและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของจีน ร่วมกันสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสีเขียวระดับสากลของจีน-ไทย ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในการพัฒนาเกษตรในจีน ถือเป็นตัวอย่างที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำมาปรับใช้อย่างยิ่ง
    • เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างแบรนด์จีน-ไทยอย่างแข็งขัน
    อาทิ งานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติประเทศจีน (China International Import Expo – CIE), งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (Canton Fair), และ งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) ถือเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีน
    และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการแถลงข่าวว่าวันที่ 26-28 กันยายน 2568 จะมีการจัดงาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2025” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะ มีผู้ประกอบการจีนและไทยเข้าร่วมหลายร้อยราย รวมถึงกลุ่มธุรกิจ TCP ด้วยสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ซึ่งแน่นอนว่าเวทีนี้นับเป็นโอกาสอันดี ในการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งของ จีน-ไทย กับการขับเคลื่อนเป้าหมาย “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ร่วมกันด้วย

    รับรู้แนวคิดดีๆ จากบุคคลสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในทุกด้าน

    โปรแกรม Office ตำรับไทย “Word ราชวิถี” ฝีมือ “นายแพทย์ชุษณะ มะกรสาร” ผู้มาก่อน Bill Gates

    อัจฉริยะครูเพลง “สุรพล โทณะวณิก” รอยต่อระหว่าง “ลูกกรุง” กับ “สตริง”

    รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ‘มหาวิทยาลัยแก้จน’ ที่พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกฝ่าย เพื่อขจัดความจนให้คนอีสานอย่างยั่งยืน

    Post Views: 139

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/25/speech-of-china-ambassador-sustainable-growth-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KNst-N-UJPyT5lZlwwk50

  • ‘เวียดนาม’ ลุยปฏิรูปประเทศ สู่ประเทศรายได้สูงในอีก 20 ปี

    ‘เวียดนาม’ ลุยปฏิรูปประเทศ สู่ประเทศรายได้สูงในอีก 20 ปี

    เคยแข่งกับกับเกาหลี เคยแข่งกับมาเลเซีย แต่ตอนนี้ไทยกำลังแข่งกับ ‘เวียดนาม’ ?

    ในช่วง 4-5 ปีให้หลัง “เวียดนามจะแซงไทย” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบอกเล่าผ่านสื่ออยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไม่เป็นอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง แต่จริงๆ แล้วสถานการณ์ไทยกับเวียดนามตอนนี้เป็นยังไง

    Brand Inside สรุปเนื้อหาจากโพสต์ของ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ นักเศรษฐศาสตร์และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาชนมาให้อ่านกัน

    1) เริ่มแรก ‘วีระยุทธ’ ยืนยันว่า เวียดนามยังตามหลังไทยในด้าน ‘ขนาดเศรษฐกิจ’ และ ‘รายได้ประชากรต่อหัว’ คนเวียดนามมีรายได้เฉลี่ย 4,990 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 7,120 ดอลลาร์ต่อปี สูงกว่าเกือบ 2 เท่าตัว

    2) ขณะเดียวกันเวียดนามยังมี ‘จุดอ่อน’ อีกหลายด้าน โดยเฉพาะ ‘การพึ่งพาตลาดส่งออก’ และ ‘บริษัทข้ามชาติ’ สูงมาก จนทำให้ต้องยอมแลกทุกอย่างให้สหรัฐอเมริกาลดภาษีนำเข้า ส่วนกิจการในประเทศยังพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้มาก แม้ ‘รัฐวิสาหกิจ’ และ ‘กลุ่มทุน’ จะได้รับการปกป้องจากรัฐ

    3) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ “เวียดนามกล้ายอมรับความจริง” รวมไปถึง “กล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ” อย่างการปฏิรูประบบราชการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งพัฒนาคน เพราะเวียดนามอยากจะเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ในอีก 20 ปีข้างหน้า

    4) ปีนี้จึงเดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างกรม-กอง-กระทรวง-หน่วยงานท้องถิ่น ไปจนถึงพรรคคอมมิวนิสต์ เลือกลดคนตอนเศรษฐกิจเฟื่องฟูและเอกชนต้องการคนทำงาน และเดือนที่ผ่านมายังเล่นใหญ่ประกาศลงทุนใหญ่ 250 โครงการมูลค่า 10% ของ GDP พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน สนามบิน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โรงพยาบาลเฉพาะทาง

    5) นอกจากนั้น เวียดนามยังรู้จุดอ่อนว่าตัวเองพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกมากเกินไป จึงตั้งใจจะพัฒนาศักยภาพตลาดภายในประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดึงเอกชนมาร่วมลงทุนโครงการใหม่ๆ อย่างสมาร์ทซิตี้ และถ้าเศรษฐกิจเวียดนามสามารถเติบโตปีละ 7% แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรอครบ 20 ปี แต่อีก 15 ปีเวียดนามจะกลายเป็นประเทศรายได้สูง

    6) การพัฒนาคน = หัวใจของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ นโยบายเศรษฐกิจสวยหรูก็ผลิดอกออกผล เพราะ “คนพร้อม” ถึงตอนนี้เวียดนามจะมีแรงงานจบระดับอาชีวะหรือปริญญาตรีแค่ 13% (ไทยมี 21%) แต่เวียดนามก็ฝันใหญ่ทำจริง ตั้งเป้าผลิตคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 5 หมื่นคนใน 5 ปีข้างหน้า และอบรมครูกว่า 1,300 คน เพื่อสอนในศูนย์วิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ด้วยการร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำของโลก

    7) วีระยุทธ ฉายภาพในส่วนของเราเองว่า “ประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณ” แต่ละปีมีงบพัฒนาคนหลายหมื่นล้านบาท เรียกว่า “ไม่แพ้เวียดนาม” แต่ปัญหาคือไม่ค่อยมีใครมาดูรายละเอียดการใช้งบประมาณเลย

    นักเศรษฐศาสตร์ยกตัวอย่าง ‘งบปี 69’ ที่ไทยตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงาน 9 แสนคน (สูงกว่าของเวียดนาม) แต่ฝากความหวังไว้กับโครงการ ‘โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา’ ใช้งบรวม 5,400 ล้านบาท

    ความน่าสนใจคือ แม้โครงการจะมีวัตถุประสงค์เน้นจัดเก็บ บูรณาการ และแสดงข้อมูลทักษะการเรียนรู้ของบุคคลของนักศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 1.6 ล้านคน แต่โครงการจะทำคลิปวิดีโอเน้น ‘การช่วยให้รู้จักและเข้าใจตนเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้’ จำนวน 447 คลิป ความยาวคลิปละ 15 นาที

    จนทำให้ ‘วีระยุทธ’ ตั้งคำถามว่า ไทยจะฝากความหวังในการแก้ปัญหาวิกฤตทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงานไทยไว้กับโครงการนี้แค่ไหน ในเมื่อระบบเดิมที่มีอย่าง Thai-MOOC ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นคือ อาจไม่ใช่ทุกทักษะที่ยกระดับกันได้ผ่าน ‘ระบบออนไลน์’ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่กำลังสาหัส

    8) สุดท้ายวีระยุทธยกบทเรียนในอดีตอย่าง ‘คนไทยเคยรวยกว่าคนเกาหลีใต้’ จนกระทั่งถึงปี 2511 จนนำมาสู่การศึกษาของวงการเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยน พอมาถึงศตวรรษที่ 21 เวียดนามก็จะกลายเป็นกรณีศึกษาว่า ‘ผู้มาทีหลัง’ ทำอย่างไรและได้ผลแบบไหน

    “ถ้าเรากลัวเวียดนามจะแซงจริงๆ ก็ต้องจริงจังกับการพัฒนาคน พัฒนาทักษะกันมากกว่านี้ ต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยระดับวิสัยทัศน์ มาให้ถึงรายละเอียดระดับโครงการ ว่าควรออกแบบประสานระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างไรในแต่ละอุตสาหกรรม จัดสรรงบประมาณอย่างไรให้เหมาะสม ถ้าจะแปลงเงินภาษีให้กลายเป็นอนาคตประเทศได้ มีแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการใช้งบและวิธีกำหนด KPI ของกลไกราชการเท่านั้น”

    แล้วคุณล่ะมองการแข่งขันของไทยและเวียดนามในศตวรรษนี้ยังไง และคิดว่าไทยต้องทำอะไรอีกบ้าง เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ นำคนไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ในอนาคต

    อ่านเนื้อหาเต็มๆ ในโพสต์ของวีระยุทธใน Facebook

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/veerayooth-kanchoochat-view-about-thai-vs-vietnam/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-Cfasn0zadI_V30c6RPMz

  • ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ภาค ก – ภาค ข ครบทุกเขต รอบทั่วไป 2568

    ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ภาค ก – ภาค ข ครบทุกเขต รอบทั่วไป 2568

    ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ภาค ก – ภาค ข ครบทุกเขต รอบทั่วไป 2568

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย – รายชื่อผู้สอบผ่านครูผู้ช่วย ภาค ก – ภาค ข รอบทั่วไป 2568 ครบทุกเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว เช็กเลย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/255514&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SFCHs6W9oZwsHDh1tLPur

  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ เวิร์คพอยท์ฯ เปิดพื้นที่ให้ “นักศึกษาแพทย์” ประชันความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ ในรายการควิซโชว์ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

    ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ เวิร์คพอยท์ฯ เปิดพื้นที่ให้ “นักศึกษาแพทย์” ประชันความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ ในรายการควิซโชว์ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

    ดาวน์โหลด PDF

    ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาแพทย์ จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ แข่งขันวัดความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ (กระดูกและข้อ) แบบเจาะลึก เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาสูงสุด 100,000 บาท ในรายการ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

    เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ, ผู้ช่วยอาจารย์คลินิก นพ.พสธร สุวรรณผ่องใส พร้อมด้วย คุณปัญญา นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ดร.วิชนี ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด และคุณธนศักดิ์ หุ่นอารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายพัฒนาธุรกิจ นอกจากนั้นยังมี นิสิตนักศึกษาแพทย์ จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการ ณ สตูดิโอเวิร์คพอยท์ ปทุมธานี

    โดย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “การเรียนการสอนด้านองค์ความรู้ด้านออร์โธปิดิคส์ กระดูกและข้อ มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก เราเลยอยากเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาแพทย์ได้แสดงออกถึงศักยภาพความสามารถ ที่พวกเขาได้เรียนมา ทั้งความรู้และความเก่ง รวมไปถึงคุณธรรม จิรยธรรมแพทย์ ของนักศึกษาแพทย์ที่จะแฝงอยู่ในการแข่งขันในรายการ “The bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช”

    ในด้านของสถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ 23 ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์บันเทิงครบรสที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย คุณปัญญา นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอบคุณทางภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดโอกาสให้ช่องเวิร์คพอยท์ ร่วมกันผลิตรายการ Edutainment รายการสาระความรู้ พร้อมรวมพลังต่อยอดในรูปแบบรายการแข่งขันเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ด้านออร์โธปิดิคส์ กระดูกและข้อ ทำให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุกและสามารถเอาความรู้จากรายการมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และที่สำคัญเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาแพทย์จาก 19 สถาบันแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แสดงศักยภาพความเก่งของตัวเองได้อย่างสูงสุด และเชื่อว่าผู้ชมที่ได้ดูจะไม่ผิดหวังแน่นอน”

    สำหรับรายการ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช” ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 20.05 น. ทางช่องเวิร์คพอยท์23 เริ่มออกอากาศวันแรก วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 ดำเนินรายการโดย “ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์”

    สามารถติดตามการแข่งขันและความเคลื่อนไหวของรายการ “The Bone เก่งเข้ากระดูก by ศิริราช” ได้ทางช่องทางออนไลน์ Facebook : Workpoint Entertainment และ Siriraj Orthopaedics

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.workpoint.co.th/th/newsroom/press-releases/1871/%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5-%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A5-%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%258C-%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%258B%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%258C-the-bone-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2581-by-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258A&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VZjhoOoUJ285dRZ-EEqex

  • เปิดเฮียริ่ง”แลนด์บริดจ์” คมนาคมชงร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าครม.ปลายปีคาดเปิดประมูลปี 69 : อินโฟเควสท์

    เปิดเฮียริ่ง”แลนด์บริดจ์” คมนาคมชงร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าครม.ปลายปีคาดเปิดประมูลปี 69 : อินโฟเควสท์

    นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยมีตัวแทนจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมการสัมมนา

    นางมนพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการศึกษา ออกแบบ โครงการแลนด์บริดจ์ และจัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอด 4 ปี (64-68) ซึ่งครั้งนี้เป็นการสรุปการศึกษา ข้อเสนอแนะ ข้อห่วงใย ข้อกังวล รวมถึงส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกรณีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น กระทบจากการพัฒนาพื้นที่หลังท่า การทำประมง พื้นบ้าน ในพื้นที่พะโต๊ะ เป็นต้น จะมีแผนรองรับจัดที่ดินให้ประชานทำกินได้ต่อไป และจะมีการชดเชย เยียวยา กรณีการสูญเสียอาชีพ ซึ่งจะกำหนดให้ผู้เข้ามาลงทุน ส่วนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการตามข้อกำหนดของสผ.อย่างเค่งครัด

    ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) นั้น จะมีประเด็นเรื่องเงินกองทุน ที่จะเข้ามาชดเชยกรณีอาชีพและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าว ซึ่งทราบว่าเสร็จแล้วเตรียมส่งกลับกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในกรอบเวลา เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธ.ค. 68 จากนั้นจะเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรพิจารณา

    “นักลงทุนต่างชาติ ทั้งยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง ให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งสนข. ศึกษา ออกแบบ โดยอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน สามารถเชื่อมต่อทะเลได้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน เป็นเส้นทางทางเลือกในการขนส่งสินค้าทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการค้าของประเทศไทย”

    นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการ สนข.กล่าววว่า การสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็มีบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อห่วงกังวลในเรื่องต่าง ๆ เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน การทำประมงพื้นบ้าน และการขุดลอกและถมทะเลเพื่อทำท่าเรือ โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรับทราบมาตรการในการแก้ปัญหา และมาตรการเยียวยาจากภาครัฐว่าจะเป็นอย่างไร

    สนข.ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลา 4 ปี จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกว่า 60 เวที โดย สนข.ได้รับทราบข้อกังวลทั้งหมดจากประชาชน และได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดมากำหนดมาตรการในการป้องกัน และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วน โดยยึดหลักการพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในการศึกษาครั้งนี้มีการกำหนดให้ผู้บริหารโครงการต้องทำการจัดตั้งกองทุน โดยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สมทบเงินเข้ากองทุน และนำเงินในกองทุนเพื่อไปใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนมีการพัฒนาโครงการ

    ที่ปรึกษาต่างชาติยันแลนด์บริดจ์ มีดีมานด์ตู้สินค้า

    ทั้งนี้ จากที่สนข.ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษา วงเงิน 68 ล้านบาท เมื่อปี 64 เพื่อศึกษาออกแบบเบื้องต้นและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีผลการศึกษาในระดับหนึ่ง และในการศึกษาได้มีการจ้างบริษัท Rayal HaskoningDHV จากประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบท่าเรือระดับโลก มาทำการศึกษาและให้ความเห็นเพิ่มเติม ได้รับการยืนยันว่าโครงการนี้มีความเป็นไปได้โดยมีผลตอบแทนการลงทุน ถึง 11% ขณะที่ประเมินความเป็นไปได้ด้านการขนส่งว่าจะมีปริมาณตู้สินค้าในช่วงสามปีแรกถึง 4 ล้านตู้ต่อปีและสามปีต่อไปอีก 4 ล้านตู้ต่อปี และจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 14 ล้านตู้ต่อปีในปีที่ 25 จากนั้นจะขยายเป็น 20 ล้านตู้ต่อปีจนหมดอายุสัมปทาน

    ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุด มีการปรับแผนการลงทุนใหม่เพื่อให้เหมาะสม กับสภาพปัจจุบันและแนวโน้มทิศทางของเศรษฐกิจโลก โดย มีมูลค่าลงทุนรวม 997,680.1 ล้านบาท แบ่งการพัฒนา แบ่งออกเป็น 3 เฟส

    เฟส 1/1 มูลค่าลงทุนรวม 617,067 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าลงทุนท่าเรือ 177,466.6 ล้านบาท ค่าลงทุนพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า(SRTO) 35,311.1 ล้านบาทค่าลงทุนเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ ได้แก่ มอเตอร์เวย์และรถไฟมูลค่า 219,502 ล้านบาท การลงทุนพื้นที่อเนกประสงค์มูลค่า 42,305.4 ล้านบาทและมูลค่าการลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 142,482 ล้านบาท

    การพัฒนาเฟส 1/2 มีมูลค่าลงทุนรวม 174,963 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือ 109,596.2 ล้านบาท เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) 20,756.6 ล้านบาท เส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ ได้แก่ มอเตอร์เวย์และรถไฟ มูลค่า 36,561 ล้านบาท การลงทุนพื้นที่อเนกประสงค์มูลค่า 8,050.1 ล้านบาท

    การพัฒนาเฟส 1/3 มีมูลค่าลงทุนรวม 205.649.7 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าลงทุนท่าเรือ 147,484.5 ล้านบาท ค่าลงทุนพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) 26,712.4 ล้านบาทค่าลงทุนเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ ได้แก่ มอเตอร์เวย์และรถไฟ มูลค่า 15,410 ล้านบาท การลงทุนพื้นที่อเนกประสงค์มูลค่า 16,042.8 ล้านบาท

    ขณะที่ปรับการคาดการณ์ปริมาณการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือฝั่งระนองและชุมพรใหม่ เป็นช่วง 2 ปีแรก เปิดบริการปี 73-74 มีปริมาณสินค้าท่าเรือระนอง 3.75 ล้านทีอียู ท่าเรือชุมพร 3.765 ล้านทีอียู , ช่วง 2 ปีต่อไปปี 75-76 มีปริมาณสินค้าท่าเรือระนอง 8.132 ล้านทีอียู ท่าเรือชุมพร 8.067 ล้านทีอียู , ช่วง 18 ปีต่อไป (ปี 78-96) มีปริมาณสินค้าท่าเรือระนอง 14.092 ล้านทีอียู ท่าเรือชุมพร 13.835 ล้านทีอียู

    และ ระยะที่ 2 ช่วงปี 97-22 มีปริมาณสินค้าท่าเรือระนอง 20 ล้านทีอียู ท่าเรือชุมพร 20 ล้านทีอียู

    นายปัญญากล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำ พ.ร.บ. SEC ว่า อยู่ในขั้นตอนเสนอ ครม. จากนั้น เสนอสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน คาดใช้เวลาอีก 5-6 เดือน ในขณะเดียวกัน สนข.ได้จัดทำร่าง RFP เพื่อเตรียมประมูล คาดว่าจะมีการเปิดรับฟังความเห็นนักลงทุนในปี 69 และเปิดประมูล ในปี 69 ใช้รูปแบบลงทุน PPP net Cost รัฐลงทุนเรื่องค่าเวนคืนที่ดิน ส่วนที่เหลือเอกชนลงทุนทั้งหมด ระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524049&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3upRr1G8arvr7-n6DreqLW

  • กทม.ร่วมขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ผลักดันการศึกษาเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    กทม.ร่วมขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ผลักดันการศึกษาเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมพิธีเปิดและกล่าวสนับสนุนโครงการสัมมนา Learning, Sharing and Networking for the UNESCO GNLC and UCCN Membership โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม Ms. Marina Patrier รอง ผอ. และหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพมหานคร ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ภาคีเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เขตบางคอแหลม

    รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หัวใจหลักด้านการศึกษาของเมือง ขณะนี้มีความท้าทายหลัก 2 ข้อ คือ ข้อแรกโรงเรียนในสังกัดของ กทม. มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการจัดการเรียนรู้จาก Education สู่ Learning ซึ่งความหมายของ Education คือมีคนมาทำให้เรา แต่ Learning คือเราทำให้ตัวเราเอง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนอยากเรียนรู้ และจัดการศึกษาของตนเอง อีกความท้าทายคือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ กทม. มีโรงเรียนที่ได้คะแนน PISA (โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) อันดับต้นๆ สู้กับประเทศสิงคโปร์ได้ แต่ก็มีบางโรงเรียนที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ จึงเห็นได้ว่ามีความเหลื่อมล้ำของการศึกษาค่อนข้างมาก

    รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในคำตอบที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และทีมผู้บริหาร กทม. พยายามผลักดัน โดยสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย เปลี่ยนแปลงหลักสูตร นำเทคโนโลยีมาใช้ มีวิชาเลือกเสรีให้เรียนในสิ่งที่ชอบ สำหรับเรื่องความเหลื่อมล้ำ เราพยายามนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น

    “คงมีความท้าทายอีกมากที่ กทม. ต้องทำ วันนี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เรียนรู้ร่วมกับเมืองอื่น ๆ เชื่อว่ามีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในหลายเมือง เราไม่จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่คนเดียว แต่เรียนรู้ระหว่างกัน และกรุงเทพมหานครพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกเมืองเพื่อพัฒนาการศึกษาไปด้วยกัน” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

    กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จัดโครงการสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Learnin, Sharing and Networking for the UNESCO GNLC and UCCN Membership” ขึ้น มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์การสมัครสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองสร้างสรรค์ 2. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีและประสบการณ์จากเมืองสมาชิกที่มีอยู่ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของเมืองที่สนใจเข้าร่วมเครือข่าย 3. เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างเมืองและผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำในการเตรียมการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายอย่างเป็นระบบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5050843/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hRrE6dnxoW4l2HZCVVlq1

  • “สว.กลุ่มอิสระ” ค้าน สว.ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “สว.กลุ่มอิสระ” ค้าน สว.ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “เปรมศักดิ์” แถลงค้านวุฒิสภา ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – MOU 44 เปรียบเป็นญัตติลักหลับ ชี้ใช้ “วุฒิสภา” เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้กับบางพรรคการเมือง

    วันนี้ (25 ส.ค.68) นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ ,น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล สว.ร่วม การแถลงข่าวคัดค้านญัตติขอให้วุฒิสภา ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา เป็นผู้เสนอ

    นายเปรมศักดิ์ ระบุโดยตั้งข้อสังเกตว่า การบรรจุระเบียบวาระญัตติดังกล่าวในสัปดาห์นี้ เปรียบเป็นญัตติลักหลับ เพราะ สว.ไม่ทราบมาก่อน และ สว.กลุ่มอิสระ ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตให้ข้อทักท้วงไว้ คือ สภาฯได้มีการบรรจุระเบียบวาระญัตติลักษณะเดียวกันนี้ของ สส.พรรคภูมิใจไทย แต่สภาปิดประชุมไปก่อน

    เมื่อพิจารณาไม่ได้ทำให้มีการเสนอญัตติใน สว.โดยฉุกเฉินและเร่งด่วนที่เรียกว่า ลักหลับ เสมือนให้เกิดผลกระทบในลักษณะห่วงโซ่ รับลูก จากสภาฯ มองอย่างไรก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    นายเปรมศักดิ์ ชี้ว่า การทำงานในลักษณะนี้ไม่ใช่ทำงานโดยใช้ สว.เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้พรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ เพราะมีความเชื่อมโยงกัน โดยอ้างว่า จะมีการศึกษาเรื่องต่าง ๆ ที่มีผลกระทบทางการเมืองกับรัฐบาลและเห็นว่าการเสนอญัตติจะเป็นการเตะฟรีคิกกับรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

    นายเปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาของ สว.ที่จะเร่งใช้งบประมาณก่อนที่จะหมดปีงบประมาณซึ่งต้องการใช้งบประมาณให้หมดไปโดยมีความชอบธรรมหรือไม่ โดยตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อใช้จ่ายและเชิญบุคคลเข้าร่วม โดยเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติจึงทักท้วง แม้จะรู้ว่าญัตติดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาและมีการอภิปรายตีวัวกระทบคราดไปถึงรัฐบาลโดย สว.กลุ่มอิสระ จะไม่ร่วมพิจารณา

    ไม่มีเหตุผลที่จะร่วมประชุมเพราะรู้อยู่แล้วว่า เขาจะดึง จะชักจะลากไปอย่างไรเพราะเสียงข้างมาก จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปอยู่ร่วมสังฆกรรมในสิ่งที่พวกเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง

    นายเปรมศักดิ์ ยังหยิบยกกรณี สว.กลุ่มอิสระ ยื่นคำร้องถอดถอน 136 สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับถ่วงเวลา จนรายชื่อในคำร้องถูกถอนและทำให้คำร้องตกไปเพราะผู้ที่เข้าชื่อไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้กลุ่ม สว.อิสระ ยังสรุปว่าจะยื่นคำร้องใหม่หรือไม่ โดยจะต้องพิจารณาความคืบหน้าคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ แต่ไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่า การไม่เข้าชื่อคำร้องใหม่เพราะจำนวน สว.ไม่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่เพียงแต่เลี่ยงที่จะตอบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก

    อ่านข่าว : “นพดล” วอนเลิกปลุกกระแสการเมือง MOU44-เกาะกูด 

    ปัดฝุ่น “MOU44” พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา 

    ยกเลิกด่วน MOU44 พปชร.หวั่นไทยเสียดินแดนกระทุ้ง “แพทองธาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355749&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pb-Lnt1h8pc07jI0fe-z8

  • กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ชิงทุนการศึกษา

    กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ชิงทุนการศึกษา

    กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ภายใต้แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” ชิงทุนการศึกษากว่า 175,000 บาท ทีม HydroBlaze CPW  โรงเรียนชลประทานวิทยา คว้ารางวัลชนะเลิศ

    เมื่อวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดคลิป TikTok โครงการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ภายใต้กิจกรรม “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 พร้อมคณะผู้บริหาร กปน. คณะอาจารย์ และนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เข้าร่วมพิธี

    การประกวดคลิป TikTok ดังกล่าว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” เป็นการต่อยอดความรู้จากการที่นักเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 21 ทีม จากโรงเรียนทั้งหมด 15 แห่งได้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ให้ความรู้เรื่องกระบวนการผลิตน้ำประปา การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ตลอดจนการสร้างคลิป TikTok ที่ กปน. ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และทุกทีมได้ส่งผลงานเป็นคลิป TikTok เข้าร่วมประกวด โดยได้คัดเลือกผลงานที่ผ่านเข้ารอบ จำนวน 10 ทีม โพสต์ลง TikTok ของการประปานครหลวง (MWAthailand) ชิงทุนการศึกษากว่า 175,000 บาท สำหรับผลการตัดสิน มีดังนี้ 

    • รางวัลชนะเลิศ ทีม HydroBlaze CPW  โรงเรียนชลประทานวิทยา ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล 
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ทีม SSP2 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัล 
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ทีม WeSee 1 โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 3 ทีม Deb Non Production  โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 4 ทีม Just Do IT โรงเรียนสารวิทยา ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ 

    – ทีม SBP How to save โรงเรียนเศรษฐบุตรบําเพ็ญ  
    – ทีม ขาดเราไปใครจะอนุรักษ์น้ำ โรงเรียนสตรีนนทบุรี         
    – ทีม D.S. Team โรงเรียนมัธยมวัดด่านสําโรง      
    – ทีม WeSee 2 โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย  
    – ทีม เดอะแก๊งท่าทราย โรงเรียนการเคหะท่าทราย 

    นางสาวสุวรา กล่าวว่า ผลงานจากทุกโรงเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ น่าสนใจ และตอบโจทย์แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” ซึ่ง กปน. มุ่งหวังว่าความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำกับสังคมออนไลน์อย่าง TikTok จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และสร้างสังคมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของน้ำ และร่วมกันรักษาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมี Special Talk หัวข้อ “TikTok X Gen Z กับภารกิจ…How to Save” กับ ดร.มานะ  ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการพิจารณาและตัดสินผลงานการประกวดคลิป TikTok ได้นำเสนอภาพรวมการประกวดคลิป และข้อเสนอแนะผลงานที่ส่งเข้าประกวด ปัจจัยสำคัญในการทำคลิปลง Social media เช่น รูปแบบการนำเสนอ การเลือกเนื้อหา รูปภาพ ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เป็นต้น รวมทั้งมุมมองการสื่อสาร การเข้าถึงสื่อในยุคปัจจุบัน และการใช้สื่อ Social media ของเด็กในยุคปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2878629&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rQ_A66jVo5u0ScXutUWrx

  • มจร.เมืองคอน ยกทับนิสิตรัฐศาสตร์ เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน | TOPNEWS

    มจร.เมืองคอน ยกทับนิสิตรัฐศาสตร์ เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน | TOPNEWS

    วันที่ 25 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ดร.อัครเดช ยุติธรรม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนคณะนิสิตชั้นปีที่ 3 รายวิชา นวัตกรรมกับการเมืองไทย, การเมืองการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นของไทย หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รวมจำนวน 73 คน/รูป ศึกษาดูงาน ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (ชั้น ๕) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งนี้ในส่วนของคณะศึกษาดูงานภายใต้การนำของ  ผศ.ดร.บัญญัติ แพรกปาน, พระปลัดธันวา วิชุชากโร, ดร.,  ผศ.พอพล อุบลพันธุ์, อาจารย์เสรี ปานทน, น.ส.ภัควลัญญ์ ทองสงค์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดโครงการในครั้งนี้ เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และนวัตกรรมในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการบริหารจัดการและพัฒนาท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กรต่างๆ สามารถนำความรู้มาปรับใช้และพัฒนาศักยภาพนิสิต ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ศึกษาโครงสร้างการบริหารงาน บทบาทหน้าที่ อำนาจในการตัดสินใจ และนวัตกรรมกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาท้องถิ่น การศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์สำหรับนิสิตหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเรียนรู้ทฤษฎีและหลักการในห้องเรียนเท่านั้น การได้สัมผัสและสังเกตการณ์การดำเนินงานจริงของหน่วยงานภาครัฐภาคประชาสังคม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองในท้องถิ่น เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง รอบด้าน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของนิสิตให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมสำหรับการปฏิบัติงานจริงในอนาคต ซึ่ง จ.นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง การปกครองมาอย่างยาวนาน การศึกษาดูงาน ณ สถานที่สำคัญต่างๆ ในจังหวัด จะช่วยให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การอนุรักษ์สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์กับการเมืองการปกครองในปัจจุบัน

    ดังนั้นการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในครั้งนี้เป็นการบูรณาการในรายวิชา การเมืองการปกครองส่วน ภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นของไทย,นวัตกรรมกับการเมืองไทย โดยให้นิสิตได้ศึกษาเรียนรู้ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในสถานที่สำคัญดังนี้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช, และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช เพื่อให้นิสิตในหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิตได้เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ มุมมองที่หลากหลาย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา การพัฒนาตนเองในการศึกษาเรียนรู้ต่อไป.

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์  ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288042&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0epV2tYxgHAsHYk2-bmfYf