Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาลเห็นชอบ ‘ผังเมืองรวม’ จ.อยุธยา แก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินชนบท-เกษตรกรรม รองรับเศรษฐกิจเติบโต

    รัฐบาลเห็นชอบ ‘ผังเมืองรวม’ จ.อยุธยา แก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินชนบท-เกษตรกรรม รองรับเศรษฐกิจเติบโต

    รัฐบาล เห็นชอบปรับผังเมืองรวมอยุธยา รองรับเศรษฐกิจ–อุตสาหกรรม–ที่อยู่อาศัย ควบคู่คุ้มครองพื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม

    7 กรกฎาคม 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก มีบทบาทเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงจำเป็นต้องปรับข้อกำหนดผังเมืองให้รองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสม

    สาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว เป็นการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสีเขียว หรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถดำเนินการหรือประกอบกิจการในอาคารได้ตามความสูงและขนาดที่กำหนด รวมถึงยกเว้นการจำกัดความสูงของอาคารบางประเภท เช่น อาคารเพื่อการศาสนา สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ไซโล โกดัง คลังสินค้า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค และหอถังส่งน้ำในบางบริเวณ

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ยังเปิดให้บางพื้นที่สามารถประกอบพาณิชยกรรม อาคารชุด หอพัก หรืออาคารอยู่อาศัยรวมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และต้องตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ และยังคงรักษาสมดุลของพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของผังเมือง

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แล้ว โดยคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบ และได้ปิดประกาศเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อคิดเห็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะการคำนึงถึงผังน้ำ พื้นที่น้ำหลาก การควบคุมกิจกรรมในพื้นที่ผ่อนปรน และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่สมดุล รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะช่วยให้พื้นที่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1028057/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XQDnXYkwkRn1XApp2uzfM

  • จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นสำหรับสถานการณ์เอลนีโญ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ โดยภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบหนักสุด หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า “เอลนีโญ” กำลังกลับมา คือ การที่ดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ปรับลดลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ดัชนี SOI อยู่ที่ -11 และ -14 ตามลำดับ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ -13 สะท้อนว่าภาวะเอลนีโญเริ่มก่อตัวชัดเจนมากขึ้น

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    นอกจากนี้ อีกสัญญาณที่น่ากังวล คือความถี่ของการเกิดเอลนีโญที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนเกิดเอลนีโญรุนแรงในปี 2558-2559 ไทยเคยเผชิญเอลนีโญในปี 2552-2553 หรือห่างราว 5 ปี แต่หลังจากนั้นเอลนีโญเกิดซ้ำในปี 2562-2563 และ 2566-2567 หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี และล่าสุดในปี 2569 หรือภายใน 2 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง

    อย่างไรก็ตาม คาดเอลนีโญจะกระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 69 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปี 70 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเกษตรเสียหายมากสุดตั้งแต่ 100,000 ล้านบาท (Worst case) ที่ฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ปลายปี 69 ถึงต้นปี 70 และราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 100% ส่วนความเสียหายระดับกลาง มูลค่า 62,000 ล้านบาท (Base case) ซึ่งฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ปลายปี 69 ถึงต้นปี 70 และราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 70% และเสียหายน้อยสุด มูลค่า 38,000 ล้านบาท (Base case) ในกรณีฝนทิ้งช่วงปลายปี 69 และราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40% ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย (GDP) 0.51-0.19%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    “ข้าว -อ้อย-มันสำปะหลัง” กระทบหนักสุด

    ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์ว่าหากเกิดวิกฤตเอลนีโญ สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักสุด คือข้าว ซึ่งในกรณีเสียหายรุนแรง (Worst case) คาดว่าผลผลิตจะหายประมาณ 9.74 ล้านตัน มูลค่าเสียหาย 75,000 ล้านบาท แต่กรณีเสียหายปานกลาง (Base case) ผลผลิตหาย ราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท และกรณีเสียหายน้อยสุด ผลผลิตหายราว 4.1 ล้านตัน มูลค่า 32,000 ล้านบาท

    สินค้าเกษตร รองลงมา คืออ้อย ในกรณีเสียหายรุนแรง (Worst case) คาดว่าผลผลิตจะหายประมาณ 16.3 ล้านตัน มูลค่าเสียหาย 14,500 ล้านบาท แต่กรณีเสียหายปานกลาง (Base case) ผลผลิตหาย ราว 12 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 10,700 ล้านบาท และกรณีเสียหายน้อยสุด ผลผลิตหายราว 3.6 ล้านตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    และมันสำปะหลัง ในกรณีเสียหายรุนแรง (Worst case) คาดว่าผลผลิตจะหายประมาณ 4.2 ล้านตัน มูลค่าเสียหาย 10,800 ล้านบาท แต่กรณีเสียหายปานกลาง (Base case) ผลผลิตหาย ราว 3.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 8,000 ล้านบาท และกรณีเสียหายน้อยสุด ผลผลิตหายราว 1 ล้านตัน มูลค่า 2,500 ล้านบาท

    ภาคเกษตรไทยเป็นภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569–2570 มากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ และมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    สำหรับปริมาณน้ำใช้การได้ของไทยล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้ โดยรวมทั้งประเทศ เริ่มปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะภาคกลาง โดยข้อมูล 6 มิ.ย.2569 ปริมาณน้ำใช้การได้ของภาคกลางอยู่ที่ราว 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤติ ซึ่งอยู่ที่ราว 30% โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งข้าวนาปีจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปี 2569 รวมทั้งข้าวนาปรัง ที่เพาะปลูกในภาคกลางเป็นหลัก ที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2570

    ชี้ “เอลนีโญ” รอบนี้จะกระทบเศรษฐกิจไทย?

    ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์อีกว่า เอลนีโญรอบนี้ อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งผลกระทบหลักจะส่งผ่านสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ซึ่งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้การอยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตของพืชหลายชนิด ขณะเดียวกันเกษตรกรยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลง และยิ่งซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรให้ปรับลดลงมากขึ้น

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    โดยผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทย คือ รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง จากปริมาณผลผลิตที่หดตัว ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร และ ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป

    สำหรับรายได้เกษตรกรในปี 2569-70 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2568 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีย้อนหลัง จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 คาดจะลดลงราว -8% จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว -18% จากผลกระทบของเอลนีโญ ส่วนในปี 2570 คาดลดลงต่อเนื่อง -2% ซึ่งเกิดจากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิต และราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว -5% จากผลของเอลนีโญ

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    โรงสี “ไม่รอด” ข้าวเปลือกลด รายได้ลดตาม

    ศูนย์วิจัยกรุงไทย ประเมินว่าเอลนีโญรอบนี้ จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของ GDP (กรณี Base Case) คาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570

    สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด และเมื่อผลผลิตข้าวมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายมากที่สุด ธุรกิจโรงสีจึงได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดัน ด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากภาวะภัยแล้งในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและอุปทานข้าวเปลือกตึงตัว

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    ทั้งนี้คาดว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โรงสีจะลดลงราว 18% ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งข้าวสารปรับเพิ่มได้เพียง 7% เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการแข่งขันจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง อีกทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมภาระต้นทุน โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ

    ภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรงในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570 จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการใช้น้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทานและพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก จึงมีความเปราะบางต่อปัญหาภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยง และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน  ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    จับตา “เอลนีโญ” เกษตรเสียหายแสนล้าน ข้าวหาย 9 ล้านตัน GDP หด 0.51%

    ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้งและติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว

    ดังนั้น วิกฤต “เอลนีโญ” นอกจากฉุดผลผลิตสินค้าเกษตรเสียหายแสนล้าน ยังกระทบไปถึงเศรษฐฏิจไทย (GDP) ไม่โตอีก ซึ่ง “ข้าว” เสียหายหนักสุด 7 หมื่นล้าน ผลผลิตลด 9 ล้านตัน กระทบโรงสีข้าว ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะเกษตรกรปลูกพืชทนแล้ง ให้ข้อมูลเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ น่าจะเป็นทางริดให้กับเกษตรกรในช่วงภัยแล้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง

    อ่านข่าว:

    แม่น้ำลี้ แห้งขอด ชาวบ้านห่วงผลพวง “ซูเปอร์เอลนีโญ“ ทำผลผลิตแห้งตาย

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    ก.เกษตรฯ ปั้น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ยกระดับข้าวไทย แข่งขันตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aUCbfKETGvSASJHWBuf8L

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ชวนช้อปของดีผลิตภัณฑ์ OTOP นครพนม และสัมผัสเสน่ห์งานมรดกวัฒนธรรมงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 เสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ชวนช้อปของดีผลิตภัณฑ์ OTOP นครพนม และสัมผัสเสน่ห์งานมรดกวัฒนธรรมงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 เสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ชวนช้อปของดีผลิตภัณฑ์ OTOP นครพนม และสัมผัสเสน่ห์งานมรดกวัฒนธรรมงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 เสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก


    7/07/2569 | 36 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ชวนช้อปของดีผลิตภัณฑ์ OTOP นครพนม และสัมผัสเสน่ห์งานมรดกวัฒนธรรมงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 เสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.30 น. ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยเลขานุการกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีเปิดงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี และมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นำหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

    การจัดงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่ออันเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โอกาสนี้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เยี่ยมชมและให้กำลังใจผู้ประกอบการที่นำผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้า OTOP มาจัดแสดงและจำหน่าย ณ บริเวณลานคนเมือง ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้าหัตถกรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านมิติทางวัฒนธรรม

    กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ควบคู่กับการอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการชุมชน ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/388805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328mB0W7I1jOATFAunj1Hn

  • รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

    รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

    วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

    ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทย ยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. เติมแรงส่งใหม่ 

    เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค 

    สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ   ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย 

    “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k0yc_EGd0b-v2RLFNKDFE

  • ครม.ไฟเขียว แก้ผังเมืองอยุธยา เปิดทางสร้างโรงงาน-คอนโด

    ครม.ไฟเขียว แก้ผังเมืองอยุธยา เปิดทางสร้างโรงงาน-คอนโด

    ครม. ไฟเขียว แก้ผังเมืองอยุธยา เปิดทางสร้างโรงงาน-คอนโด รับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก เช็กเลย เงื่อนไขมีอะไรบ้าง

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก มีบทบาทเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงจำเป็นต้องปรับข้อกำหนดผังเมืองให้รองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสม

    สาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว เป็นการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสีเขียวหรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถดำเนินการหรือประกอบกิจการในอาคารได้ตามความสูงและขนาดที่กำหนด

    รวมถึงยกเว้นการจำกัดความสูงของอาคารบางประเภท เช่น อาคารเพื่อการศาสนา สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ไซโล โกดัง คลังสินค้า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค และหอถังส่งน้ำในบางบริเวณ

    การแก้ไขครั้งนี้ยังเปิดให้บางพื้นที่สามารถประกอบพาณิชยกรรม อาคารชุด หอพัก หรืออาคารอยู่อาศัยรวมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และต้องตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ และยังคงรักษาสมดุลของพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของผังเมือง

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แล้ว โดยคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบ และได้ปิดประกาศเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อคิดเห็น

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะการคำนึงถึงผังน้ำ พื้นที่น้ำหลาก การควบคุมกิจกรรมในพื้นที่ผ่อนปรน และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่สมดุล รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงผังเมืองรวม จ.พระนครศรีอยุธยา ครั้งนี้ จะช่วยให้พื้นที่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10314137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NDjfbzfF1H27now-eam-l

  • ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดลบ 119.43 จุด กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดลบ 119.43 จุด กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดลบในวันนี้ (7 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน หลังจากธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงในปีนี้และปีหน้า ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จีนจะรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเปิดเผยรายงานการประชุมในสัปดาห์นี้

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ปิดที่ระดับ 23,496.89 จุด ลดลง 119.43 จุด หรือ -0.51%

    ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.4% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 โดยระบุถึงภาวะถดถอยที่ยืดเยื้อของภาคอสังหาริมทรัพย์และอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ซบเซาลง

    นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ค.) รวมถึงรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิ.ย.ของจีน ในวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.)

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/611329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mSMsW7kOwQsFZDft1DxjA

  • ที่ไหนบ้าง? “10 จังหวัดยากจนที่สุดในประเทศไทย”, มี 2 จังหวัด “จนเรื้อรัง” 15 ปีติดต่อกัน

    ที่ไหนบ้าง? “10 จังหวัดยากจนที่สุดในประเทศไทย”, มี 2 จังหวัด “จนเรื้อรัง” 15 ปีติดต่อกัน

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูล จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย จากรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ (อัปเดตปี 2567)

    พบว่าจำนวนประชากรยากจนของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ตก โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่เผชิญความยากจนซ้ำซ้อนมาเป็นเวลานาน

    คนจนไทยเพิ่มขึ้น เส้นความยากจนขยับสูง

    รายงานระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจนคิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 3.43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 3.41

    การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับเส้นความยากจน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในระดับมาตรฐาน

    afp__20210330__9732mk__v1__mi

    เปิดรายชื่อ 10 จังหวัดคนจนมากที่สุดในไทย

    สศช. เปิดเผยรายชื่อจังหวัดที่มีจำนวนและสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 อันดับแรกของประเทศ ได้แก่

    1. แม่ฮ่องสอน
    2. ยะลา
    3. ปัตตานี
    4. นราธิวาส
    5. อุบลราชธานี
    6. สระแก้ว
    7. พัทลุง
    8. ศรีสะเกษ
    9. เชียงราย
    10. ตาก

    สัดส่วนคนจนต่อประชากร สูงสุด 10 จังหวัด

    เมื่อพิจารณาในแง่สัดส่วนประชากรยากจนต่อจำนวนประชากรทั้งหมด พบว่าแต่ละจังหวัดมีอัตราความยากจนดังนี้

    1. แม่ฮ่องสอน 25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส 21.07%
    5. อุบลราชธานี 20.34%
    6. สระแก้ว 16.00%
    7. พัทลุง 15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย 13.69%
    10. ตาก 13.37%

    จนเรื้อรังหลายปี แม่ฮ่องสอน-ปัตตานี ติดอันดับยาว

    รายงานยังพบว่า 5 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส และ ตาก มักติดอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

    โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอนและปัตตานี ที่ประสบปัญหาความยากจนเรื้อรังต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี

    afp__20190825__1jr1lv__v1__mi

    สภาพัฒน์ชี้ปัญหาใหญ่ ความเจริญกระจุกตัวในเมืองหลวง

    สศช. ระบุว่า เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าภาคเหนือมีสัดส่วนคนจน 5.75% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.56% และภาคใต้สูงถึง 9.43%

    ขณะที่ความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศกลับกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์รวมแรงงานในภาคบริการสมัยใหม่กว่า 25% ครอบคลุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ และการสื่อสาร รวมถึงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    ชี้ช่องว่างนโยบายรัฐ แก้ปัญหาความจนยังไม่ตรงจุด

    สศช. ประเมินว่า มาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของภาครัฐที่ผ่านมา ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ได้แก่

    – มาตรการช่วยเหลือไม่สอดคล้องกับครัวเรือนยากจนที่มีภาระพึ่งพิงสูง ทำให้เข้าถึงบริการจำเป็นได้ยาก
    – การออกแบบนโยบายไม่คำนึงถึงบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากร และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
    – ขาดการประเมินผลกระทบโครงการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
    – การช่วยเหลือเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพียงการบรรเทาระยะสั้น ขาดการสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว

    สรุปสถานการณ์จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย

    จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

    รายงานของ สศช. ชี้ชัดว่า การแก้ปัญหาความยากจนจำเป็นต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และมุ่งสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9897934/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w6PrrfSvGNgKpWQ4ybqKY

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 ก.ค. 69) ปตท. บางจากลดราคาเบนซิน 2.51 บาท ดีเซล 2.56 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 ก.ค. 69) ปตท. บางจากลดราคาเบนซิน 2.51 บาท ดีเซล 2.56 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ b20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 ก.ค. 69) ปตท. บางจากลดราคาเบนซิน 2.51 บาท ดีเซล 2.56 บาท

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MYPIbeFWRfACA9AxPnYiq

  • ‘ศุภจี’ ไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรด้วยการอุ้มราคา แต่แก้ด้วยการออกแบบระบบมูลค่าใหม่

    ‘ศุภจี’ ไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรด้วยการอุ้มราคา แต่แก้ด้วยการออกแบบระบบมูลค่าใหม่

    7 ก.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่าคุณศุภจีไม่ได้มองสินค้าเกษตรเป็นแค่ “ผลผลิต” แต่มองเป็น “ระบบเศรษฐกิจครบวงจร”

    คุณศุภจีไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูก แต่กำลังพยายามเปลี่ยนเกษตรกรไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่

    The Harmony Model จึงไม่ใช่แค่โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตร แต่เป็นแนวคิดใหม่ในการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ

    เริ่มจากคำถามสำคัญว่า

    เกษตรกรควรผลิตอะไร

    ตลาดต้องการอะไร

    สินค้านั้นต้องมีมาตรฐานแบบไหน

    และจะต่อยอดให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร

    นี่คือการเปลี่ยนเกษตรไทยจากการ “ผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด” ไปสู่การ “รู้ตลาดก่อน แล้วจึงออกแบบการผลิต”

    กรณีมะพร้าวน้ำหอมของอะโรแมติกฟาร์มจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สินค้าเกษตรไทยสามารถไปได้ไกลกว่าการขายผลผลิตเป็นลูก ๆ หากมีระบบจัดการที่ดี มีมาตรฐาน มีเครือข่ายเกษตรกร มีตลาดรองรับ และมีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

    ที่สำคัญ โมเดลนี้ไม่ได้หยุดแค่การขายมะพร้าว แต่ยังต่อยอดไปถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้ของเหลือจากการเกษตรให้เกิดประโยชน์ การทำไบโอชาร์ วัสดุรักษ์โลก พลังงานทดแทน และแม้กระทั่งคาร์บอนเครดิต

    พูดง่าย ๆ คือ มะพร้าวหนึ่งลูกไม่ได้มีมูลค่าแค่น้ำกับเนื้ออีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่สวนของเกษตรกร ไปจนถึงตลาดพรีเมียม ตลาดโลก และเศรษฐกิจสีเขียว

    นี่คือจุดที่ทำให้ผลงานของศุภจีน่าสนใจ

    เพราะนี่ไม่ใช่นโยบายแบบแจกเงิน ไม่ใช่การอุ้มราคา และไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาสินค้าล้นตลาด

    แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่ให้เกษตรกรไทยผลิตของที่ตลาดต้องการ ขายได้ในราคาที่ดี มีมาตรฐานแข่งขันได้ และยังสร้างรายได้จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้ง

    ถ้าโมเดลนี้ขยายไปสู่สินค้าเกษตรอื่นได้จริง ประเทศไทยจะไม่ได้ขายแค่สินค้าเกษตรราคาถูก แต่จะขายคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราว นวัตกรรม และความมั่นคงทางอาหารให้กับตลาดโลก

    นี่คือแนวทางที่ถูกต้องของกระทรวงพาณิชย์ในยุคใหม่

    ไม่ใช่แค่ช่วยขายของ แต่ต้องช่วยยกระดับทั้งระบบ

    จากข่าว The Harmony Model มีจุดแข็ง 5 ชั้น

    ______________________________________________

    1. ผลิตของที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วค่อยหาคนซื้อ

    นี่คือการเปลี่ยนตรรกะเกษตรไทยจาก supply-driven เป็น demand-driven

    ปัญหาเกษตรไทยจำนวนมากเกิดจาก “ผลิตตามความเคยชิน” พอผลผลิตล้นตลาด รัฐก็ต้องเข้าไปอุ้มราคา รับซื้อ ชดเชย หรือจัดงานขายช่วยเกษตรกร แต่โมเดลของศุภจีเริ่มกลับด้าน คือถามก่อนว่า ตลาดต้องการอะไร ต้องการคุณภาพแบบไหน ปริมาณเท่าไร มาตรฐานอะไร แล้วจึงออกแบบการผลิตให้ตรงกับตลาด

    นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญมาก เพราะถ้าเกษตรกรผลิตได้ตรงความต้องการของผู้ซื้อ ปัญหาราคาตกจะลดลงตั้งแต่ต้นทาง

    ______________________________________________

    2. ยกระดับจากสินค้าเกษตรธรรมดา เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    กรณีมะพร้าวน้ำหอมอะโรแมติกฟาร์ม ไม่ได้ขายแค่มะพร้าว แต่ขายคุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ เครือข่ายเกษตรกร ระบบส่งมอบ และภาพลักษณ์สินค้าไทย

    นี่คือการเปลี่ยนจาก “ขายของเป็นลูก” ไปสู่ “ขายระบบคุณค่า”

    มะพร้าวหนึ่งลูกจึงไม่ใช่แค่ผลผลิตจากสวน แต่กลายเป็นสินค้าเกษตรพรีเมียมที่สามารถเข้าโรงแรม บริษัทใหญ่ ตลาดสุขภาพ ตลาดของฝาก ตลาดส่งออก และตลาดอาหารอนาคตได้

    ______________________________________________

    3. สร้างมาตรฐานให้เกษตรกร ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

    ประเด็น PGS, GAP, Organic และ GI สำคัญมาก เพราะตลาดโลกยุคใหม่ไม่ได้ซื้อแค่ “ของอร่อย” แต่ซื้อของที่ตรวจสอบได้ ปลอดภัย มีที่มา มีมาตรฐาน และเล่าเรื่องได้

    นี่คือจุดที่เกษตรไทยต้องขยับจากภูมิปัญญาอย่างเดียว ไปสู่ภูมิปัญญาที่มีระบบรับรอง

    ถ้าไม่มีมาตรฐาน สินค้าไทยจะถูกมองเป็นของดีแบบท้องถิ่น

    แต่ถ้ามีมาตรฐาน สินค้าไทยจะกลายเป็นของดีที่เข้าตลาดโลกได้

    ______________________________________________

    4. เพิ่มมูลค่าของของเหลือทิ้ง ด้วย Circular Economy และ Valued Waste

    จุดนี้เป็นหัวใจที่น่าสนใจที่สุด เพราะศุภจีไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายมะพร้าว แต่ไปไกลถึงเปลือก กะลา วัสดุเหลือใช้ ไบโอชาร์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และคาร์บอนเครดิต

    นี่คือการเปลี่ยน “ขยะเกษตร” ให้เป็น “สินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่”

    ในอดีต เกษตรกรขายผลผลิตหลักแล้วจบ

    แต่โมเดลนี้ทำให้ของเหลือจากการผลิตยังสร้างรายได้ต่อได้อีกหลายชั้น

    มะพร้าวหนึ่งลูกจึงสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ น้ำ เนื้อ วุ้น โยเกิร์ต ไอศกรีม เปลือก กะลา เชื้อเพลิง วัสดุรักษ์โลก ไปจนถึงคาร์บอนเครดิต

    นี่คือเกษตรสมัยใหม่ ไม่ใช่เกษตรแบบเดิม

    ______________________________________________

    5. รัฐทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ไม่ใช่แค่ผู้แจกเงินหรือแก้ปัญหาราคา

    บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในโมเดลนี้น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่พาไปออกบูธ หรือช่วยขายเวลาของล้นตลาด แต่ทำหน้าที่เชื่อมเกษตรกร ตลาด มาตรฐาน เงินทุน วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และตลาดโลกเข้าด้วยกัน

    ตรงนี้คือภาพของรัฐแบบ “ผู้สร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” ไม่ใช่รัฐแบบ “หน่วยงานสงเคราะห์เฉพาะหน้า”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1027552/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QUcCUN_fWWvQZbG-N119V

  • ราคาทองวันนี้ 07/07/69 เปิดตลาด ปรับลง 50 บาท  รูปพรรณขายออก 66,200 บาท

    ราคาทองวันนี้ 07/07/69 เปิดตลาด ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,200 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ajTeIkyyL-r7xGIQMmT43