Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ

    ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ

    ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ บนความผันผวนเศรษฐกิจโลกจากแรงกดดันสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่คลี่คลาย ทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “แรงกระแทก” ที่เริ่มส่งผลชัดขึ้น ทั้งการชะลอตัวของการเติบโตและแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    จุดที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงทิศทางเศรษฐกิจแต่คือ “ความไม่เท่ากัน” ของผลกระทบที่กระจายไปแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่อง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างที่หลายฝ่ายประเมิน โดยผลกระทบที่ชัดเจน คือ เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เริ่มรับแรงกดดันมากขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบมิติหนี้และสภาพคล่อง

    สำหรับผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” หรือ uneven โดยประเทศที่พึ่งนำเข้าจะรับผลกระทบมากกว่าประเทศส่งออก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนในประเทศมีผลกระทบไม่เท่ากันมากขึ้น 

    โดยเฉพาะ 1.กลุ่มเปราะบางรับผลกระทบมากสุด เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น เช่น ดีเซลจาก 30 บาทเป็น 40 บาทต่อลิตร และราคาสินค้าอื่นเพิ่มตาม กลุ่มมีรายได้สูงยังรับมือได้

    แต่กลุ่มรายได้ปานกลางรับผลกระทบมากขึ้น และกลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบรายได้

    2.ภาคธุรกิจมีลักษณะเดียวกัน โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถปรับตัวสูง มีสภาพคล่องและกันชนการเงินทำให้บริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดการแข่งขัน นวัตกรรมและสภาพคล่อง จะได้รับผลกระทบมากกว่า

    • ผลกระทบ“ไม่เท่ากัน”ชัดเจนขึ้น

    สำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่เป็นกลุ่มรับแรงกระแทกโดยตรงทั้งมิติต้นทุน สภาพคล่องและความสามารถในการดำรงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    โดยไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบยังต่างกันตามอุตสาหกรรม โดยบางภาคส่วน เช่น ขนส่งและท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพราะต้นทุนพลังงานและความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบน้อยกว่าสำหรับภายในประเทศยิ่งมีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจนขึ้น

    โดยเฉพาะมิติรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน กลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากสุดเพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง จึงกระทบโดยตรงและรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูงที่ยังรับมือได้

    “ในไทย uneven ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนเปราะบางรับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมน้อย มีขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด กำไรบาง สภาพคล่องน้อยก็รับผลกระทบเยอะ แล้วแต่อุตสาหกรรม”

    • เตือนผลกระทบยาวแม้สงครามจบ

    ดังนั้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแน่นอน ซึ่งต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาลมาช่วยเสริม ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นชัดเจนอาจอยู่ระดับ 3-4% ก่อนลดลงช่วงปลายปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันอยู่ระดับสูงแม้สงครามยุติ แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติทำให้เงินเฟ้อเจอแรงกดดันต่อเนื่อง และมีผลกระทบต่ออีก

    ทั้งนี้ เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฐานสูง โดยเฉพาะช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2570 ดังนั้นแม้สงครามจบแต่ราคาน้ำมันยังสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติ

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณารูปแบบรอบคอบว่าจะเป็นการโอนเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น หรือการลงทุนเพื่อสร้างผลต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีต่างกัน การโอนเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที แต่ผลจะหายไปในปีถัดไป ขณะที่การลงทุนแม้ส่งผลช้ากว่าแต่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นภาครัฐอาจต้องช่างน้ำมันผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น”

    • ติดตามสถานการณ์หนี้ใกล้ชิด

    ในมิติหนี้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย หรือมาตรการอื่นเพื่อป้องกันหนี้เสีย รวมถึงใช้เครื่องมือเฉพาะจุด Credit Boos และ Secure Plus แต่มองว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 ที่รายได้ของหลายภาคส่วนหายไปเกือบหมด

    ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการขนาดใหญ่ทันที แต่เตรียมความพร้อมหากสถานการณ์แย่ลงก็ออกมาตรการเพิ่ม เช่น มาตรการโอนทรัพย์ชำระหนี้ มาตรการฟ้าส้ม มาตรการบริหารสินทรัพย์ ที่เคยใช้ช่วงโควิด

    “วันนี้พยายามประคองสถานการณ์ทั้งการชำระเงินไม่ให้เป็นหนี้เสีย ทั้งลดดอกลดต้น ซึ่งทั้งหมดจับตาใกล้ชิด”

    • แนะนโยบายคลังรับมือ Supply shock

    ทั้งนี้ ช็อคเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็น “ช็อกจากฝั่งอุปทาน” (supply shock) นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพสุด ไม่ใช่นโยบายการเงินที่เปรียบเสมือนเครื่องมือออกฤทธิ์กว้าง

    ซึ่งปัจจุบันต้องการช่วยเหลือมุ่งเป้ากลุ่มได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชนฐานราก เอสเอ็มอี รายย่อย หรือภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูง 

    ขณะที่นโยบายการเงินมีลักษณะเป็นเครื่องมือกว้างไม่สามารถเจาะจงได้ ดังนั้นมาตรการควรมีลักษณะ “เจาะจง” หรือ targeted มากขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มรับผลกระทบสูง เช่น กลุ่มรายได้น้อย เอสเอ็มอี และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง

    • เตือนกู้เงินต้องเนินเพื่อการลงทุน

    ส่วนที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แบงก์ชาติมองว่าควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนการลงทุนมากกว่าการแจก เงินเยียวยาเดียว เพราะช่วยเพียงระยะสั้นและจะส่งผลเสียต่อ GDP ปีถัดไปเนื่องจากฐานสูงเกินจริง

    ขณะที่การลงทุนจะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน
    ในฝั่งการเงินที่ปัจจุบันเครื่องมือการดูแลปัญหาถูกพัฒนาขึ้นมาก โดยที่ผ่านมาใช้นโยบายการเงินตัวเดียวดูแลเสถียรภาพ เศรษฐกิจมหาภาค และเงินเฟ้อ 

    ขณะนี้ ธปท.ขยายบทบาทการดูแลเสถียรภาพไม่ใช่การดูแลเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ต้องดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตระดับเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินถูกใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา แต่ทำควบคู่การดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น

    รวมทั้งปัจจุบัน ธปท.ไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มีใช้มาตรการเฉพาะจุดที่เพิ่งประกาศจะทยอยมีผล 3-6 เดือน เช่น Credit Boos ดังนั้นมีทั้งดอกเบี้ยนโยบาย มาตรการดูแลเฉพาะจุด 

    นอกจากนี้ มีเครื่องมือยามจำเป็น คือ เงินที่นำมาชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)​ โดยลดเงินสมทบจาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเครื่องมือกระทบวงกว้างและรุนแรงที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ทันที ดังนั้นพร้อมทำเพิ่มเติมหากจำเป็น

    • ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่ม

    ส่วนขณะนี้ไม่ควรลดอัตราดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่หากปี 2569-2570 เศรษฐกิจมีปัญหาหนักทุกอย่างจะขึ้นกับ Data Dependent นโยบายการเงิน นโยบายเฉพาะจุดก็พร้อมขยับตามทันที

    ขณะที่นโยบายการเงิน โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับต่ำ 1% ต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก รองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น และนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกประเมินไปทิศทางเดียวกัน คือ Wait and see ชะลอดูสถานการณ์หรือคงอัตราดอกเบี้ย แล้ว Look Through หรือการมองผ่านความผันผวนชั่วคราว 

    สำหรับเงินเฟ้อรอบนี้มีสาเหตุหลักจาก Supply-side ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อล้นตลาด (Demand-side) การเร่งขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำลายความต้องการซื้อและจะทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ลดลง และอาจส่งผลร้ายทำลายเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1232286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrNUuj8-R8EFoswRVaXmo

  • ชวนลุ้น ‘สามเณรตฤณ’ วัย 7 ขวบ ทำลายสถิติอายุน้อยที่สุดสอบผ่าน ‘สามเณรทรงพระปาติโมกข์’ | เดลินิวส์

    ชวนลุ้น ‘สามเณรตฤณ’ วัย 7 ขวบ ทำลายสถิติอายุน้อยที่สุดสอบผ่าน ‘สามเณรทรงพระปาติโมกข์’ | เดลินิวส์

    พระมหาใจ เขมจิตฺโต วัดชนะสงคราม ประธานดำเนินงานโครงการ สามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 กล่าวว่า โครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 ประกาศรับสมัครสามเณรผู้มีฉันทะเพื่อสอบเป็นผู้ทรงพระปาติโมกข์ สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร มีฉันทะ ตั้งใจเป็นผู้ทรงจำภิกขุปาติโมกข์ ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส หรือพระอาจารย์ผู้ปกครอง รูปแบบการสอบ จะมีการสอบ 2 รอบ คือ รอบที่ 1.สอบผ่านระบบออนไลน์ สอบทุกวันพระ ตามตารางสอบที่กำหนดให้ จนกว่าจะครบทุกรูป สอบตามลำดับที่สมัคร ผู้สมัครก่อนมีสิทธิสอบก่อน รอบที่ 2.สอบภาคปฏิบัติกับพระเถระผู้ทรงปาติโมกข์  (หลังสอบออนไลน์ผ่านแล้ว) จะกำหนดวันสอบในวันรับทุน หรือก่อนวันรับทุน 1 วัน โดยผู้ที่ผ่านสอบจะได้รับวุฒิบัตร และทุนการศึกษารูปละ 30,000 บาท (หรือรางวัลอื่นเพิ่มเติม) รับสมัครเพิ่มเติมตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 พ.ค. 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.098-2892154 หรือ Facebook: จ.เขมจิตต์

    พระมหาใจ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีสามเณรสนใจเข้าสมัครโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ปีที่ 6 แล้ว 11 รูป มีอายุระหว่าง 7-17 ปี โดยพบว่ามีสามเณรที่อายุน้อยสุดเพียง 7 ขวบ สมัครเข้าร่วมโครงการด้วย คือ สามเณรตฤณ อภิวันท์สนอง จากวัดนิคมผัง 16 จ.นครราชสีมา ซึ่งหากสามเณรตฤณ สามารสอบผ่านจะทำสถิติประเทศไทยใหม่ ในฐานะสามเณรอายุน้อยสุดตั้งแต่ทำโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ โดยจะมีอายุน้อยกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2568 คือ สามเณรธนากรณ์ โสดาจันทร์ ที่สามารถสอบผ่านขณะอายุ 9 ขวบ

    ทั้งนี้สำหรับการสวดปาติโมกข์ เป็นการทบทวนศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ  โดยจะมีการสวดทุก 15 วัน คือ  ในวันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ในเดือนเต็ม หรือวันแรม 14 ค่ำ ในเดือนขาด นอกจากนั้น ยังอนุญาตให้ทำอุโบสถเป็นพิเศษในคราวที่ภิกษุแตกความสามัคคี เมื่อภิกษุกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง แม้จะยังไม่ถึงวันปาติโมกข์ ก็ให้สวดปาติโมกข์ได้  เรียกว่า สามัคคีอุโบสถ  การฟังปาติโมกข์เป็นกิจของสงฆ์ที่สำคัญ และเป็นสังฆกรรมเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น ซึ่งการสวดพระปาติโมกข์ปัจจุบันมีพระผู้สวดได้น้อย ยิ่งต่างจังหวัดหาพระภิกษุผู้ทรงพระปาติโมกข์ยาก เนื่องจากผู้ท่องจำปาติโมกข์ต้องอาศัยความมานะและอดทน ต้องท่องจำและสวดปากเปล่าให้ได้และสวดด้วยความรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832629/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V1_KHLd7-itv2-J796PMt

  • ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

    ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

    สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ดัชนีการเมือง เม.ย. 2569 ลดลงทุกตัวชี้วัด มอง “อนุทิน” บทบาทโดดเด่นสุดฝ่ายรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์” อันดับ 1 อยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง-ลดภาระค่าครองชีพ

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนเมษายน 2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.79 คะแนน (เดือนมีนาคม 2569 ได้ 3.89 คะแนน)

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย โดยดัชนีการเมืองไทยเดือนเมษายน 2569 ลดลงจากเดือนมีนาคม ในทุกตัวชี้วัด

    1. ผลงานของฝ่ายค้าน 4.31 คะแนน

    2. สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.24 คะแนน

    3. การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.22 คะแนน

    4. การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.18 คะแนน

    5. ความมั่นคงของประเทศ 4.13 คะแนน

    6. สภาพสังคมโดยรวม 4.06 คะแนน

    7. เสถียรภาพทางการเมือง 4.03 คะแนน

    8. การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 3.99 คะแนน

    9. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.95 คะแนน

    10. การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.91 คะแนน

    11. ผลงานของรัฐบาล 3.85 คะแนน

    12. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 3.83 คะแนน

    12. การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภาพรวม 3.83 คะแนน

    14. การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า  3.78 คะแนน

    15. ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.76 คะแนน

    16. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 3.71 คะแนน

    17. กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.69 คะแนน

    18. ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.55 คะแนน

    19. การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.54 คะแนน

    20. ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.49 คะแนน

    21. สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.46 คะแนน

    22. การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.35 คะแนน

    23. การแก้ปัญหาความยากจน 3.34 คะแนน

    24. ราคาสินค้า 3.23 คะแนน

    25. การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.22 คะแนน

    3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

    อันดับ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 39.07%

    อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 28.22%

    อันดับ 3 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 17.01%

    อันดับ 4 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78%

    อันดับ 5 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%

    4. นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

    อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 27.82%

    อันดับ 2 นางสาวรักชนก ศรีนอก 23.25%

    อันดับ 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24%

    อันดับ 4 นายรังสิมันต์ โรม 16.07%

    อันดับ 5 นายธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%

    5. สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล

    อันดับ 1 แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 49.82%

    อันดับ 2 ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03%

    อันดับ 3 ตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%

    6. สิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล 44.37%

    อันดับ 2 ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57%

    อันดับ 3 เป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ทางด้าน ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบแทน 

    วิกฤติภายนอกครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤติตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ระยะห่างของความคาดหวังระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-p7VbLbe0hoMJ8sOVCpTG

  • งานเข้าซ้ำ! “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” ฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ทำแบรนด์เสียชื่อ | เดลินิวส์

    งานเข้าซ้ำ! “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” ฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ทำแบรนด์เสียชื่อ | เดลินิวส์

    จากกรณีอินฟลูเอนเซอร์ นายระวัฒน์ ศรีรอด หรือ “เบิร์ด วันว่างๆ” ได้ผุดคอนเทนต์เล่นสงกรานต์ที่พระประแดง แต่กลับใช้กาวยาแนวแทนแป้งดินสอพองละลายน้ำแล้วไปป้ายหน้าป้ายตัวคนที่มาเล่นสงกรานต์ ซึ่งภายหลังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ก่อนที่ทีมงาน กัน จอมพลัง พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิด ซึ่งภายหลังอินฟลูฯ คนดังกล่าวได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและทำการเปรียบเทียบปรับ เบิร์ด วันว่างๆ จำนวน 2,000 บาท พร้อมเตือนเบิร์ด วันว่างๆ และผู้สร้างคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบต่อผู้อื่นเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกในอนาคต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าวันที่ 3 พ.ค. มีรายงานว่า ฝ่ายกฎหมาย บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาวยาแนวตราจระเข้ จะเดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. และพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 ที่ บช.สอท.เมืองทองธานี เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท. และให้ข้อมูลประกอบการดำเนินคดีในความผิดฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เอาผิดกับ เบิร์ด วันว่างๆ ในวันที่ 5 พ.ค. 69 เนื่องจากการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ผิดประเภทในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างภาพลักษณ์เชิงลบ ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5831998/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21Mt2hGURJIHjR6EKx2A_e

  • รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    By

    พฤษภาคม 3, 2026

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    สรุปข่าว
    • อ.คฑา ชินบัญชร ทำนายว่า ปีม้าไฟ 2569 เป็นปีที่เกิดขึ้นทุก 60 ปีครั้ง เศรษฐกิจครึ่งปีแรกยังฝืด แต่ครึ่งปีหลังพลิกฟื้น โดยชี้ชัดว่า ธุรกิจพลังงานและการเงิน โดดเด่น ส่วนธุรกิจธาตุน้ำกระทบหนัก คนเกิดปีวอกยืนหนึ่งด้านการเงินและ Gold Future โดดเด่นเป็นพิเศษ
    • อ.สุรัชดา ชี้ว่าปี 2569 เป็น “ปีแห่งโชคใหญ่ในชันษา” สำหรับชาวราศีกรกฎที่ดาวพฤหัสโคจรมาสถิตร่วมดวงอาทิตย์กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นเพียงปีเดียวใน 12 ปี ขณะที่ราศีเมษได้รับพลังดาวอังคารพุ่งทะยานตลอดทั้งปี
    • หมอดูจาก Thairath สรุปว่า ราศีกรกฎ, ตุลย์และกุมภ์ ถือว่าดวงการเงินโดดเด่นที่สุดในปีนี้ ขณะที่ ราศีกันย์, ธนู และปีชง ต้องระวังการลงทุนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    คำทำนายโหรไทยเป็นเรื่องและการเล่าในทางวัฒนธรรมที่ส่งผลกับอารมณ์และพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะตลาดทองคำและหุ้นไทย แต่ไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ โดยตรงต่อราคา Bitcoin ในเวทีระดับโลก อย่างไรก็ตาม ถ้าโหรหลายท่านพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดีขึ้น ก็อาจเพิ่มความกล้าในการเสี่ยงของนักลงทุนไทยได้

    ปีม้าไฟ 2569 ว่าด้วยดวงการเงิน

    ปี 2569 หรือ “ปีมะเมีย” ตามปฏิทินไทย และ “ปีม้าไฟ” ตามโหราศาสตร์จีน ถือเป็นวาระพิเศษที่เกิดขึ้นทุก 60 ปีครั้ง อ.คฑา ชินบัญชร ระบุว่าปี 2569 คือ ปีม้าไฟ ที่เต็มไปด้วยพลัง ธาตุไฟ ซึ่งหมายถึงความร้อนแรง, การเปลี่ยนแปลง และความผันผวนสูง ทั้งในเรื่องสภาพภูมิอากาศ, การเมืองและเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะยังฝืด แต่หลังกลางปีจะพลิกฟื้นคืนชีพโดยเฉพาะธุรกิจส่งออก, เกษตรและท่องเที่ยว

    สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่เชื่อในศาสตร์นี้ บทความนี้ขอรวบรวมคำทำนายของโหรดังหลายท่านและตีความเชิงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, ทองคำ หรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

    กลุ่มราศีรุ่งเหมาะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูง

    ♋ ราศีกรกฎ (17 ก.ค. — 16 ส.ค.)

    ปี 2569 เป็นปีที่เกิดขึ้นเพียงปีเดียวใน 12 ปี ที่ดาวพฤหัสบดีเทพแห่งโชคลาภโคจรมาสถิตร่วมกับดวงอาทิตย์กำเนิดของชาวราศีกรกฎ ส่งผลให้เกิด “โชคใหญ่ในชันษา” โดยเฉพาะกับผู้ที่ประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม แต่ก็ต้องระวังอารมณ์กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง อ.คฑา ชินบัญชร ระบุว่าราศีกรกฎช่วงต้นปีมี “ดวงเฮงยืนหนึ่ง” ด้านการงานและธุรกิจการค้าทุกประเภท

    การตีความในการลงทุน: ดาวพฤหัสช่วยเรื่องโชคลาภและการขยายตัว เหมาะกับการ DCA Bitcoin และ ทองคำ แต่ต้องระวังการใช้ leverage เกินตัวเพราะคำเตือนเรื่อง “อย่าเสี่ยงเกินตัว” ยังคงอยู่

    ♒ ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. — 14 มี.ค.)

    อ.คฑา ระบุว่าดวงของชาวราศีกุมภ์เป็น “ปีที่เฮงยืนหนึ่งในเรื่องการเงิน” โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภ บางคนลูกหนี้เอาเงินมาคืนแบบไม่คาดฝัน และมี 4 เดือนทองที่โดดเด่น ได้แก่ มิ.ย., ก.ค., ต.ค., และ พ.ย. 2569 ครึ่งปีแรกยังไม่มั่นคง แต่หลัง ส.ค. การเงินจะนิ่งและดีขึ้นต่อเนื่อง

    การตีความในการลงทุน: ราศีกุมภ์เหมาะกับการ รอดูสัญญาณครึ่งปีหลัง ก่อนไม่ควรเข้าลงทุน crypto ด้วยเงินจำนวนมากในช่วงต้นปี แต่สามารถเพิ่ม position ในเดือน มิ.ย.–ก.ค. ที่เหล่าโหรชี้ว่าเป็นช่วงทอง

    ♉ ราศีพฤษภ (15 พ.ค. — 14 มิ.ย.)

    ราศีพฤษภมีงานใหญ่รออยู่และได้ความสนับสนุนจากหลายฝ่ายตลอดทั้งปี แม้จะเหนื่อยแต่ฟันฝ่าไปได้ อ.คฑาชี้ว่าราศีพฤษภ “มีโอกาส มีโชค ฟ้าประทานพร”

    การตีความในการลงทุน: ดวงที่ได้รับการสนับสนุน เหมาะกับการ ถือ Bitcoin ระยะยาว และ สะสมทองคำ เพราะแรงหนุนจากดวงดาวช่วยให้การลงทุนระยะยาวมีเสถียรภาพ


    กลุ่มราศีกึ่งกลางเหมาะลงทุนแบบระมัดระวัง

    ♊ ราศีเมถุน (15 มิ.ย. — 16 ก.ค.)

    อ.คฑาชี้ว่าราศีเมถุนโดดเด่นงานด้านบันเทิงและความสามารถเฉพาะตัว เฮงยืนหนึ่งในปีนี้เรื่องชื่อเสียงและการนำทักษะมาสร้างรายได้ ธุรกิจพลังงานและงานด้านตัวเลขการเงินรุ่งเรือง

    การตีความในการลงทุน: เหมาะกับเหรียญกลุ่ม AI หรือหุ้นเทคโนโลยีพลังงาน มากกว่า Bitcoin โดยตรงดวงชี้ไปทางนวัตกรรมมากกว่าสินทรัพย์เก็งกำไร

    ♈ ราศีเมษ (13 เม.ย. — 14 พ.ค.)

    ดาวอังคารดาวประจำตัวพุ่งไปข้างหน้าตลอดทั้งปี ปี 2569 คือ “ปีแห่งการเดินหน้าอย่างเดียว” สำหรับราศีเมษ ไม่หันกลับ

    การตีความในการลงทุน: ดวงนี้เหมาะกับ การลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังได้โมเมนตัมเชิงบวก เช่น Bitcoin ในช่วงขาขึ้น แต่ต้องระวังอย่า FOMO เพราะดาวอังคารเร็วแต่ก็ผิดพลาดได้

    ♏ ราศีพิจิก (17 พ.ย. — 15 ธ.ค.)

    ราศีพิจิกงานประจำมีข่าวดี บริวารสนับสนุน ผู้ใหญ่ส่งเสริม ดวงการเงินมีข่าวดีเรื่องลาภลอยและการขยายโอกาส

    การตีความในการลงทุน: เหมาะกับการถือทองคำหรือพันธบัตร รายได้คงที่ เสี่ยงปานกลาง อย่าลงทุน crypto จำนวนมากในช่วงที่ดวงเน้นเรื่องเสถียรภาพ


    กลุ่มราศีต้องระวังเหมาะสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

    ♍ ราศีกันย์ (17 ก.ย. — 17 ต.ค.)

    ราศีกันย์มีดาวเสาร์มาเล็งลัคนา ช่วงครึ่งปีแรกการงานและการเงินมีอุปสรรค คนที่เป็นหนี้จะหนักมาก ต้องหมุนเงินประคับประคองตัวเองจนถึง ก.ค. เรื่องที่ต้องระวังคือการลงทุน ต้องเซฟ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก และอย่าหลงเชื่อตามกระแส

    การตีความในการลงทุน: หลีกเลี่ยง crypto ระยะสั้นและเหรียญมีมทุกชนิด ใช้ปีนี้ สะสมทองคำทีละน้อย หรือถือ stablecoin รอโอกาส รอผ่านครึ่งปีแรกก่อน

    ♐ ราศีธนู (16 ธ.ค. — 14 ม.ค.)

    ราศีธนูต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ถ้าพยายามทำแบบเดิมยิ่งแย่ลง เจอคู่แข่งตัดหน้า ตำแหน่งไม่มั่นคง แต่ถ้าปรับตัวเปลี่ยนงานหรือธุรกิจได้ก็จะรอด ช่วง 31 พ.ค. — 20 ต.ค. เป็นจุดอันตราย 5 เดือนที่ต้องนิ่งและไม่แปรปรวนตามกระแส

    การตีความในการลงทุน: ไม่เหมาะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงช่วงพ.ค.–ต.ค. ควรถือ ทองคำหรือพันธบัตร และหลีกเลี่ยงการเทรดตามอารมณ์ตลาด


    ♑ ราศีมังกร (16 ม.ค. — 12 ก.พ.) / ปีชวด (ชง 100%)

    ปีชวดเป็นปีที่ชง 100% มีปัญหา 3 ด้านคือการงาน การเงิน และสุขภาพ ควรระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย การลงทุน การซื้อของใหญ่ ไม่ควรเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

    การตีความในการลงทุน: งดลงทุนสินทรัพย์ใหม่ทุกชนิด ปีนี้เน้นรักษาเงินต้น ถือ stablecoin หรือฝากธนาคาร และรอให้ปีชงผ่านไปก่อน

    ราศี Bitcoin/Crypto ทองคำ สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ
    กรกฎ DCA ได้ สะสมได้ สะสมได้
    กุมภ์ รอครึ่งปีหลัง ครึ่งปีหลัง สะสมได้ครึ่งปีแรก
    พฤษภ ระยะยาว สะสมได้ สะสมได้
    เมถุน เลือกสาย AI/Tech ปานกลาง สะสมได้
    เมษ ช่วง momentum สะสมได้ สะสมได้
    พิจิก จำนวนน้อย สะสมได้ สะสมได้
    กันย์ ควรเลี่ยงครึ่งปีแรก ทีละน้อย สะสมได้
    ธนู ควรเลี่ยง พ.ค.–ต.ค. สะสมได้ สะสมได้
    มังกร/ชวด ควรเลี่ยง ควรเลี่ยง เท่านั้น

    คำทำนายของโหรดังไทยในปี 2569 มีประเด็นหนึ่งที่ สอดคล้องกับกับตลาดภาพใหญ่อย่างน่าสนใจ คือ ทั้ง อ.คฑา และโหรรัตนโกสินทร์ต่างระบุตรงกันว่า “ครึ่งปีแรกหนัก ครึ่งปีหลังดี” ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักที่มองว่า Fed อาจเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปีและความตึงเครียดการค้าจะคลี่คลายลง ไม่ว่าจะเชื่อในดวงดาวหรือไม่ก็ตาม กลยุทธ์ที่โหรส่วนใหญ่แนะนำอยู่ดี นั่นคือ “อย่าทุ่มหมดหน้าตัก รอดูสัญญาณ และเก็บสะสมแบบมีวินัย” ล้วนเป็นหลักการลงทุนที่ถูกต้องทั้งในโลก crypto และโลกการเงินกระแสหลัก ไม่ว่าดวงดาวจะบอกว่าอย่างไรข้อมูลยังคงสำคัญเสมอ แต่ถ้าดวงดีด้วยก็ไม่เสียหาย!

    บทความนี้นำเสนอข้อมูลเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน โปรดใช้วิจารณญาณและศึกษาข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจเสมอ

    ที่มา: Thairath, Sanook, PPTVHD36, Khaosod, Emsphere

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/03/thai-astrologist-with-forecastion-of-financial-pathway-of-year/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BYcEj4_z_lOcvir2sXBH-

  • คมนาคม พัฒนาระบบรางไทย “ลดค่าค่าใช่จ่าย เพิ่มความปลอดภัย”

    คมนาคม พัฒนาระบบรางไทย “ลดค่าค่าใช่จ่าย เพิ่มความปลอดภัย”

    เดินหน้าพัฒนาระบบรางเต็มรูปแบบ โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เตรียมออกมาตรการชุดใหญ่ลดภาระค่าครองชีพ หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยจะต้องยกระดับความปลอดภัย และขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้ทันสมัย เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และต้อง “เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” 

    กระทรวงคมนาคม
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง

    โดยที่ประชุมได้เตรียมผลักดันนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

    มิติที่ 1 ด้านภาระค่าครองชีพและรักษาสิทธิผู้โดยสาร จะคุมเพดานค่าโดยสาร และ งดเก็บซ้ำซ้อน เพื่อเตรียมประกาศกำหนดอัตราขั้นสูง (เพดานราคา) ของค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่แพงเกินไป พร้อมมาตรการ “ยกเว้นค่าแรกเข้า” เมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
    การลดหย่อนค่าโดยสารและนั่งฟรี ในการเตรียมยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี และผู้พิการ พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการรถไฟดีเลย์ต้องมีชดเชย  โดยกฎหมายใหม่กำหนดชัดเจนให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร หากเกิดกรณีรถไฟล่าช้ากว่ากำหนดหรือถูกยกเลิกเที่ยววิ่ง รวมถึงผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

    มิติที่ 2 ด้านยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด จะต้องจัดระเบียบและกำหนด “เขตระบบรถขนส่งทางราง” และ “เขตปลอดภัย” อย่างชัดเจน รวมถึง ตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านการจดทะเบียนและได้มาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และมีการควบคุมคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และการสั่นสะเทือน ไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ที่สำคัญผู้ประจำหน้าที่ เช่น พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องสอบผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาต อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นใจในการให้บริการ

    และมิติที่ 3 ด้านขยายโครงข่ายครอบคลุม โดยเปิดทางเอกชนร่วมให้บริการ แบ่งเป็นเขตเมือง ขับเคลื่อนโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ครบ 14 สายทาง (ระยะทางรวม 554.41 กม.) ต่อยอดจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 14 โครงการ (เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง) เขตภูมิภาค โดยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ (คาดเปิดใช้ปี 2571) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะมีการเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจ ในนโยบายที่ให้โอกาสเอกชนเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกันได้ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มความถี่ขบวนรถให้เพียงพอต่อความต้องการ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม

    ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่า จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และในส่วนของประกาศกฎกระทรวง ภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมครั้งนี้แล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 2-3 เดือน ก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานสากล ทุกแผนงานจากกรมการขนส่งทางราง เพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงง่ายอย่างเท่าเทียม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ กำหนดมาตรการสำคัญเชิงรุก ครอบคลุม ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การยกระดับความปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว 

    “รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zRxX171rqKLWNtzrNvQ7

  • “อนุสรณ์” ดึงสติ!! แนะรัฐศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบก่อนลงทุน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ดึงสติ!! แนะรัฐศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบก่อนลงทุน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า โครงการนี้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยรัฐบาลได้ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษา เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่าโครงการมิติต่างๆ โดยได้ทำการวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยข้อสรุปภาพรวม คือ โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ที่แสดงถึงความเป็นไปได้โครงการ และผลบวกเชิงเศรษศาสตร์ในหลายแง่มุมที่ประเทศจะได้รับหากโครงการนี้เกิดขึ้น

    ในส่วนของการผลักดันโดยรัฐบาลนั้น โครงการแลนด์บริดจ์ ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้นำเอาโครงการอยู่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ก็ได้มีการผลักดันเต็มที่ผ่านทาง รมว.คมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมได้ใช้รายงานของ สนข.เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว

    ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษาของ สนข. กระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้า จากการประหยัดต้นทุนและเวลา คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ในกรณีสินค้าที่ต้องผ่านการ Transshipment หรือพักถ่ายลำ สนข. ประเมินอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในมุมมองของรัฐ โดยอัตราพื้นฐานของภาครัฐคือ 12% หากต่ำกว่านั้นโครงการไปต่อไม่ได้ นอกจากนี้ ยังประเมินอีกว่าโครงการจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา

    ขณะที่รายงานของ สศช. ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. โดยทาง สศช. ระบุถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้โครงการขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ มีการประเมินว่าความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง ใช้เงินลงทุนสูง เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากโครงการต้องการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึงท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง (ระนอง และชุมพร), รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และระบบท่อขนส่งพลังงานมูลค่าลงทุนมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) หรือ NPV โครงการติดลบ เนื่องจากเงินลงทุนมูลค่าล้านล้านบาท ต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรก ๆ ของโครงการ ในขณะที่รายรับจะค่อยทยอยมาในอีกหลายปีข้างหน้า

    นอกจากนั้น รายงานวิเคราะห์ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านโครงการนี้ อาจมีเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ไม่ใช่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของโลก ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่า ไม่มากพอที่จะทำกำไร ต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่สูงในระยะยาวก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ NPV ติดลบ เนื่องจากการรักษาประสิทธิภาพของท่าเรือ และระบบรางให้เป็นระดับโลก (World Class) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

    “เมื่อเงินก้อนใหญ่ในปัจจุบัน ถูกเปรียบเทียบกับรายได้ในอนาคตที่ถูกคิดลดลงมาในแบบ discount ทำให้มูลค่าที่ได้จึงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเงินลงทุน NPV จะเป็นบวกได้ รายรับต้องมากพอ และได้รับเร็วขึ้น แต่ในรายงานระบุข้อจำกัดที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากจะมีการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา หากแลนด์บริดจ์ตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม สิงคโปร์/มาเลเซีย โดยไม่ต้องเสียค่าขนถ่ายซ้ำซ้อน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมีผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูงมาก กล่าวคือ จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ บริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ

    “รายงานของสภาพัฒน์ และจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มักทำเป็นรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการมองภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง 1.ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) โดยการศึกษาของจุฬาฯ และสภาพัฒน์กังวลว่า เมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศ และขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้ 2. ความขัดแย้งกับชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง”

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความรุ่งเรืองใหม่ได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดภายใต้พลวัตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ตาม ต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานเดิม การทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ก่อนเดินหน้าการดำเนินการตามนโยบาย จำเป็นจะต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบายอย่างรอบด้าน ร่วมกับภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ใช้ Open Data ในการส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาที่ออกมาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง จึงเห็นควรว่า ควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศได้ และควรเพิ่มเติมการศึกษาเรื่องมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ มิติความมั่นคงและบทบาทไทยบนภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ใหม่

    “โครงการแลนด์บริดจ์นี้ หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษ และทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้ วางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดี ไทยจะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจการควบคุมการเดินเรือของมหาอำนาจ ขณะที่หากโครงการนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม ไม่มีการทุจริตเป็นไปตามหลักวิชา ก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ และการเงินให้ดีเสียก่อน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qx1ocRFM0i7d189bBIY5N

  • สกร.ลุยขยายเพิ่ม 12 จังหวัด ดันหลักสูตรเรียนรู้สู่คุณวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน | เดลินิวส์

    สกร.ลุยขยายเพิ่ม 12 จังหวัด ดันหลักสูตรเรียนรู้สู่คุณวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 69 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ร่วมกับผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารหน่วยงานส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศจังหวัดเพิ่มเติมในการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 ให้ครอบคลุมพื้นที่ โดยเพิ่มพื้นที่ดำเนินงานอีก 12 จังหวัด เพื่อรองรับทหารกองประจำการที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเทียบโอนผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการรองรับการจัดการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สามารถนำผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เดิมมาใช้ประกอบการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ

    การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของจังหวัดนำร่องที่ใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด สถาบันการศึกษาทางไกล และหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ จำนวน 12 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายเพิ่มเติมสำหรับรองรับการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ในการจัดการเรียนรู้ให้กับทหารกองประจำการ รวมทั้งสิ้น 23 หน่วยงาน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค แนวทางการเทียบโอนผลการเรียนรู้ และความพร้อมของพื้นที่ในการขยายการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ไปยังจังหวัดเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางเดียวกัน เป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เป็นกลไกสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และมุ่งเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เดิม และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง มาใช้ประกอบการเทียบโอนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตร ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    สำหรับการดำเนินงานในกลุ่มทหารกองประจำการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่ และช่วงเวลาของผู้เรียน โดยใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ การสะสมผลการเรียนรู้ และการเทียบโอนความรู้หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทหารกองประจำการสามารถมีเวลาไปพัฒนาตนเองระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และนำไปสู่การยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ”

    อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้เน้นย้ำว่า การประกาศจังหวัดเพิ่มเติมเพื่อใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ มีข้อมูลรองรับ และคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านบุคลากร ระบบการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการติดตามคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้การขยายผลไม่เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินงาน แต่เป็นการสร้างระบบการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเกิดประโยชน์จริงต่อผู้เรียน

    การเพิ่มพื้นที่ดำเนินงานอีก 12 จังหวัดในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนพื้นที่ใช้หลักสูตรเท่านั้น แต่เป็นการวางระบบรองรับผู้เรียนกลุ่มทหารกองประจำการให้สามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานกลางในการกำหนดมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการรับรองผลลัพธ์ของผู้เรียน

    การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการขับเคลื่อนหลักสูตร พ.ศ. 2567 จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะการรองรับความพร้อมจากการเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์เดิม ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพ หน้าที่ และบริบทชีวิต สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    ทั้งนี้ จังหวัดนำร่องที่ดำเนินการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ร้อยเอ็ด หนองคาย ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี ภูเก็ต และชุมพร รวมทั้ง สถาบันการศึกษาทางไกล อีก 1 หน่วยงาน

    สำหรับจังหวัดที่ขยายพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ราชบุรี นครปฐม สระแก้ว ลพบุรี สระบุรี นครนายก ชลบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0a64GJQqP_voykm7aHo9

  • ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล 2569

    ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล 2569

    ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล  2569 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    3 พ.ค.2569 – เวลา 17.17 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล พุทธศักราช 2569  ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ  ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

    ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1  ถึงรัชกาลที่ 7  และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา  ทรงกราบ ทรงศีล พระราชาคณะถวายศีล 

    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาเทวดาที่รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทรงคม พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ  ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1  ถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/989858/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-AyeSPB4yOxoHkcPQaCpJ

  • รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

    รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

    “พลอยทะเล” รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

    วันที่ 3 พ.ค. 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความน่ากังวลคือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยังไม่เข้าใจ มองผลดีแค่มิติเดียว หากพี่น้องสนับสนุนโดยเข้าใจโครงการนี้ทุกมิติแล้วจะเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะให้ข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ได้ตอบข้อกังวลของภาคประชาชนและเอกชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ ประชาชนไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ในการทำความเข้าใจ นั้น

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA โดยรัฐบาลจะทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน และได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งเพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

    “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย ให้เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jTf0Z0iUjJwj_ZHtGVLog