Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB EIC เจาะ 4 ประเด็นกระทบ “ตลาดอสังหา” ฟื้นตัวช้า

    SCB EIC เจาะ 4 ประเด็นกระทบ “ตลาดอสังหา” ฟื้นตัวช้า

    นายเชษฐวัฒก์ ทรงประเสริฐ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยถึงผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคาและทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1.) กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568-2569 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 และ 2569 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15% จากปีก่อน ในปี 2568 และ -1% ถึง -5% จากปีก่อน ในปี 2569 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    2.ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง

    ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568-2569 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    3.ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่ การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูงจากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    4.ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    Architectural model of a modern city with high-rise buildings

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

    1.กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    2.กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fnH7BYEZwDG3DbM7ZBLvZ

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ นักลงทุนประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ นักลงทุนประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันนี้ (22 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

    • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 572.46 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.15%
    • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 8,222.73 จุด ลดลง 36.13 จุด หรือ-0.44% และ
    • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 24,296.16 จุด ลดลง 33.87 จุด หรือ -0.14%

    แผนการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในยูเครนนั้นได้ถูกเลื่อนออกไปเพื่อให้มีเวลาเตรียมการมากขึ้น

    ในส่วนของผลประกอบการบริษัทนั้น UniCredit ธนาคารของอิตาลีรายงานกำไรไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่นักลงทุนยังรอติดตามผลประกอบการจาก SAP, Hermes, Barclays, Heineken และ DNB Bank

    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีของสหราชอาณาจักร (UK) ทรงตัวที่ระดับ 3.8% ในเดือนก.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 4% ในช่วงเวลา 12 เดือนนับจนถึงเดือนก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z4zdX3U6FSrq3Bdz-lWbi

  • “นักรัฐศาสตร์ ม.รังสิต” ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ดันคะแนนนิยมรัฐบาล เชื่อลต.รอบหน้าปชช.จะมองนโยบายเศรษฐกิจที่ทำได้จริง มากกว่าคิดใหญ่ขายฝัน | TOPNEWS

    “นักรัฐศาสตร์ ม.รังสิต” ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ดันคะแนนนิยมรัฐบาล เชื่อลต.รอบหน้าปชช.จะมองนโยบายเศรษฐกิจที่ทำได้จริง มากกว่าคิดใหญ่ขายฝัน | TOPNEWS

    อาจารย์วันวิชิตอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ประชาชนต้องการมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจริง

    2. ระบบลงทะเบียนที่สะดวกและมีฐานข้อมูลต่อเนื่อง จากโครงการคนละครึ่งเดิม ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและลดความยุ่งยากในการใช้งาน

    3. ธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่ม SME ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว

    4. กระแสแนวคิดชาตินิยมเชิงบวกและการท่องเที่ยวในประเทศ จะส่งผลให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดรองมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    5. หากผลตอบรับยังดีต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความนิยมและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pUAWLtVIyBd-MYzuogI8p

  • ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ต่อด้วย ธนาคารกรุงไทย มีกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ได้แรงหนุนจากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และธุรกิจ Wealth Management พร้อมบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง และรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูง รองรับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เร่งช่วยเหลือลูกค้าปรับตัวและแก้หนี้อย่างยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3 จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ก่อนขึ้นภาษีศุลกากร ส่วนในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกที่หมดลง ขณะเดียวกัน ยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ

    ซึ่งล้วนจะยังคงกดดันการเติบโตของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ และมีโอกาสพลิกฟื้นความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ด้าน ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) เผยผลกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,013.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 9.5% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจำนวน 114.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.6 ประกอบกับธนาคารมีกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมสำหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเท่ากับ 84.8 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการงวดเก้าเดือนแรกปี 2568 อยู่ที่ 2,841.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.82 บาทในไตรมาส 3 ปี 2568 และ 2.30 บาท ในงวดเก้าเดือนแรก สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากการดำเนินงานที่มีความรอบคอบและการบริหารความเสี่ยงที่แข้มแข็งพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโต ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรวมอยู่ที่ 177,670.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตของพอร์ตหลักได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME ที่ขยายตัว 14.6%, สินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 11.3%, และสินเชื่อบุคคลเติบโตโดดเด่น 55.3%

    ขณะเดียวกัน ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลงถึง 24.1% จากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างรอบคอบ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ถึงแม้ว่าอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงจากปีก่อน แต่ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 7.6%

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง พร้อมพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทุกกลุ่ม และสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ธนาคารยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5%”

    ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ธนาคารไทยเครดิตได้ขยายเครือข่ายสาขาเต็มรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการเพิ่มอีก 3 สาขาในทำเลศักยภาพ ได้แก่ สาขาถนนนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ สาขาวี วรรณ ทาวเวอร์ และสาขาเซ็นทรัล พาร์ค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม อีกทั้งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การเติบโตของธนาคาร ทั้งในด้านการขยายฐานลูกค้าและการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างครบวงจร

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ธนาคารไทยเครดิตมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ทุกคนคือคนสำคัญ” เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารขนาดใหญ่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ธนาคารจึงใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูงในการเข้าถึงและให้บริการลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดในทุกชุมชน

    ถัดมาคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) อยู่ที่ 13,007 ล้านบาท โต 5.79% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ทำได้ 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.19% โดยทั้งสามธนาคารมีกำไรสะสม 9 เดือนเกิน 37,000 ล้านบาท ต่อราย

    ตามมาด้วย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ของปี 2568 จำนวน 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 37,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในไตรมาส 3 ของปี 2568 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 29,413 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 3.3% ภายใต้การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 10,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากการขายผลิตภัณฑ์การลงทุนมูลค่าสูง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมทางการเงิน ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

    รายได้จากการลงทุนและการค้ามีจำนวน 3,326 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากกำไรจากพอร์ตการลงทุนของธนาคาร และของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 17,575 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% จากปีก่อน จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 40.2% บริษัทฯ ตั้งสำรองลดลง 1.3% จากปีก่อน เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะการปรับตัวดีขึ้นของบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ทั้งนี้จำนวนสำรองดังกล่าวได้รวมสำรองพิเศษอีกจำนวน 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) คงอยู่ในระดับสูงที่ 161.7%

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    แม้เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมคุณภาพของสินเชื่อโดยรวมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.30% ลดลงจาก 3.38% ในปีก่อน เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.9%  

    ด้าน ธนาคารกรุงเทพ รายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าของประเทศคู่ค้าที่เริ่มชะลอลง  ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง  ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐมีข้อจำกัดจาก

    นอกจากนื้ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้าน  โดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท

    และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.81 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย  สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

    จากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน  ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม  ทั้งนี้ ธนาคารยังคงพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 44.7  นอกจากนี้ จากการที่ธนาคารตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ 9 เดือนปี 2568 มีจำนวน 29,549 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต  สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 294.2 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลัก

    รวมไปจนถึงการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่องธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 82.1  ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 22.6 ร้อยละ 18.0 และร้อยละ 18.0 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

    ส่วน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด มหาชน และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 24,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี  2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ซึ่งบางส่วนสุทธิด้วยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สอดคล้องกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ

     ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย ส่งผลให้ความต้องการเงินให้สินเชื่อลดลง กรุงศรียังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน และสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ SME โดยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TIDLOR เพิ่มขึ้นจาก 30.18% เป็น 46.51% ในไตรมาสสามของปี 2568

    ขณะที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิ งวด 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 1,830.4 ล้านบาท นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 10,549.4 ล้านบาทลดลง 236.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2567

    สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 15.1 และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิร้อยละ 0.5 สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นร้อยละ 34.0   กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 5,248.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,037.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 24.6 เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานร้อยละ 19.4  สุทธิกับการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานร้อยละ 2.2  กำไรสุทธิจำนวน 1,830.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 59.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.2 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันสาเหตุหลักเกิดจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.5 โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ทั้งเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2568 และ 2567 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1,094.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.1 จากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงจำนวน 5.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัย สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นจำนวน 863.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 34 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเงินลงทุน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2699VNdp13oa0lc-fQexwD

  • คลังดันแพ็กเกจเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ Q4 : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 22 ต.ค.68

    คลังดันแพ็กเกจเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ Q4 : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 22 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/VwMZgeIXgGE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0colHJzFooCNIwn-t0_XAf

  • ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยประมาณการ GDP รายไตรมาส โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปีจะรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจาก GDP ไตรมาส 4 คาดว่าจะพลิกตัวเป็นบวก จากฤดูกาลท่องเที่ยว มาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3%

    วันนี้ (22 ตุลาคม) ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3 ปี 2568 วันนี้ (22 ต.ค.) ว่า GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 จะขยายตัว 1.5% เทียบจากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะติดลบ 0.5% ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2568 คาดว่า GDP จะเติบโต 1.3% YOY แต่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกเป็นบวก 0.5% QoQ

    โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ฟื้นตัวดีขึ้นมาจากโรงงานที่หยุดผลิตเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรก่อนหน้านี้กลับมาผลิตตามปกติ และรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3% นอกจากนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ธปท.จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค 1

    ประมาณการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) รวมถึงศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปในข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธปท. ประมาณการ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภาษีศุลกากรสหรัฐฯ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ด้านสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามที่ธปท.ประเมินว่า โดยครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ 3% และจะชะลอลงในครึ่งปีหลัง จากผลกระทบภาษีทรัมป์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวค่อนข้างช้า

    สักกะภพย้ำว่า บทบาทของนโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายเพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเมื่อมองไปข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และภาวะการเงิน รวมถึงดูประสิทธิผลและพื้นที่นโยบายการเงินซึ่งปีนี้ลดไป 3 ครั้งแล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ สักกะภพกล่าวว่า จากการประเมินในปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง

    นอกจากนี้ เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อ (Underlying Inflation Indicators) ยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดีอยู่ในกรอบเป้าหมาย และธปท.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดเดือนสิงหาคม 2568 ติดลบ 0.79% ต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 19 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-dodges-recession/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IQx1Puml9l6Xv09axXwDv

  • “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ทั่วโลก แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ภาคธุรกิจและภาครัฐไม่อาจมองข้าม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

    จาก เส้นตรงสู่ หมุนเวียน”: การเปลี่ยนนิยามของมูลค่า

    รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม อธิบายว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่ออกแบบให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและรักษาคุณค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบยาวนานที่สุด แนวคิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก เศรษฐกิจเส้นตรง” (Linear Economy) แบบดั้งเดิมที่มีกระบวนการแบบ ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ (Take-Make-Dispose)

    หัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแตกต่างจากการรีไซเคิลทั่วไปคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในทุกขั้นตอน กล่าวคือ แทนที่มูลค่าของวัสดุจะลดลงเมื่อถูกนำไปรีไซเคิล ระบบหมุนเวียนจะมุ่งรักษามูลค่าเดิมและสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นตลอดวงจร

    โอกาสในทางปฏิบัติ: ลดต้นทุน เพิ่มคุณค่า

    ในภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีโครงการนำร่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่มักเผชิญปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ปริมาณมหาศาล ซึ่งสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การลดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยใช้ภาชนะขนาดเล็กลง หรือ การสร้างมูลค่าจากของเหลือใช้ ผ่านแพลตฟอร์มรับอาหารคุณภาพดีที่เหลือไปจำหน่ายต่อในราคาพิเศษ

    การปรับตัวเช่นนี้สร้างประโยชน์ให้ธุรกิจโดยตรง ทั้ง การลดต้นทุน ในการจัดการขยะ และอาจ สร้างรายได้เสริม จากการขายต่อวัสดุเหลือใช้ ที่สำคัญยังสอดคล้องกับทิศทางของโลกและหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว

    การสร้างระบบนิเวศ: จากนโยบายสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยการสร้าง ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวย โดยภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออก กฎหมายและมาตรฐาน ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึงการสร้าง แรงจูงใจทางการเงิน เช่น มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน บทบาทของผู้ผลิตก็สำคัญไม่แพ้กัน เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเริ่มต้นตั้งแต่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ให้ง่ายต่อการซ่อมแซมและแยกชิ้นส่วนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบขนส่งของใช้แล้วกลับคืนสู่ผู้ผลิต และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเรื่องการคัดแยก ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นมากกว่าการจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

    กรณีศึกษา CPAXT: การจัดการ Food Waste ครบวงจร

    มุมมองจากคนรุ่นใหม่อย่าง คุณทองธรรม์ ตันติสัจจธรรม จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่เตรียมเข้าร่วมการประชุม One Young World Summit (OYW) เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม  ได้สะท้อนว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหลักการสำคัญคือ ยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด และให้การรีไซเคิลเป็นทางเลือกสุดท้าย

    ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง “แม็คโครและโลตัส” CPAXT ได้นำแนวคิดนี้มาจัดการปัญหา Food Waste อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การทำงานร่วมกับเกษตรกรที่ ต้นน้ำ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมใน กลางน้ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์จากของเหลือที่ ปลายน้ำ เช่น การผลิตปุ๋ยจากแมลงโปรตีน

    เรื่องราวและแนวทางเหล่านี้ คือสิ่งที่ คุณทองธรรม์ เตรียมนำไปแบ่งปันในฐานะตัวแทนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) บนเวที One Young World Summit (OYW) 2025 ณ กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็น เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม โดยการประชุมปีนี้จะเน้น 5 ประเด็นท้าทายสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (The Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชัง (Anti-Hate), เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษา (Education), และสันติภาพและความมั่นคง (Peace and Security) นับเป็นโอกาสสำคัญให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ImXIi862trd2g6-ZxK0m8

  • ธปท.เตือนเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำ 1.6% จับตาส่งออกชะลอ บาทแข็งกดท่องเที่ยว

    ธปท.เตือนเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำ 1.6% จับตาส่งออกชะลอ บาทแข็งกดท่องเที่ยว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงาน Monetary Policy Forum ซึ่งครอบคลุมภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด

    ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.2% และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 เหลือ 1.6% หลังได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แม้ช่วงครึ่งปีแรก (H1/68) เศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง 3% จากการเร่งผลิตและส่งออกล่วงหน้า แต่คาดว่าครึ่งปีหลังจะชะลอ โดยเฉพาะไตรมาส 3 โตเพียง 1.5% และไตรมาส 4 เหลือ 1.3%

    น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ระบุว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีในช่วงไตรมาส 4 ได้ราว 0.2–0.3% และช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ

    น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.

    ธปท. ประเมินว่า ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 33 ล้านคน สร้างรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวจีนราว 4.4 ล้านคน และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มเป็น 35 ล้านคน รายได้รวมแตะ 1.5 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 6 ล้านคน

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 4/68 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีความกังวลต่อ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้จ่ายและการแข่งขันของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 0.0% ปี 2569 ที่ 0.5% และปี 2570 ที่ 1% โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกในช่วง ไตรมาส 2/69 และเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1–3% ในปี 2570

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.

    ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะอัตราเงินเฟ้อต่ำมาจากราคาสินค้าบางหมวด เช่น พลังงานและอาหารสด

    ขณะที่สินค้าหมวดอื่นไม่ลดลงในวงกว้าง อีกทั้งราคานำเข้าจากจีนที่ถูกลงและการแข่งขันในตลาดภายในประเทศยังคงกดดันราคาสินค้าให้ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    นายสุรัช ระบุว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องใช้การ “ผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย” ทั้งด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และสถาบันการเงิน โดยนโยบายการเงินควรอยู่ในระดับ ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องดูแลเสถียรภาพการเงินและค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน

    ด้านสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่ชะลอการกู้ยืม และธนาคารพาณิชย์ที่ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ ธปท. จึงเตรียมใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น การแก้หนี้รายกลุ่ม การเติมสภาพคล่อง และการตั้ง AMC รองรับหนี้เสีย

    “การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับศักยภาพ SMEs ควบคู่กันไป เพราะปัญหาหลักอยู่ที่กำลังซื้อและการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ภาระดอกเบี้ย”

    นายสุรัชย้ำว่า การส่งผ่านนโยบายการเงินต้องใช้เวลา 3–4 ไตรมาส จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในจังหวะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_5KQLAsKJSef8FyHzXBHg

  • พลังงาน เดินหน้าชงโครงการ “Quick Big Win” เข้า ครม. สร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เร่งขับเคลื่อน 4 โครงการยักษ์ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    พลังงาน เดินหน้าชงโครงการ “Quick Big Win” เข้า ครม. สร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เร่งขับเคลื่อน 4 โครงการยักษ์ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กระทรวงพลังงาน เร่งเครื่องมาตรการ ” Quick Big Win” นำร่อง 4 โครงการสำคัญ ภายใต้นโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท ด้วยการผลักดันพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาลว่ากระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศจะเร่งดำเนินมาตรการโซลาร์เพื่อประชาชนใน 4 โครงการสำคัญ ที่สามารถเริ่มทำได้ภายในพฤศจิกายนนี้ ประกอบด้วย

    1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 30,000 ล้านบาท สร้างงานกว่า 1,700 ตำแหน่ง และขายไฟฟ้าให้ชุมชนใกล้เคียงผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยราคาส่วนลดประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เกือบ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เตรียมดำเนินการทั้งหมด 1,200 ระบบ ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาทต่อไร่ต่อปี

    3) โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่เกิน 2 แสนบาท คาดว่าจะเกิดเม็ดลงทุนกว่า 10,800 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 450 ตำแหน่ง ลดการปล่อย CO2 ได้ 280,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    4) โครงการส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานของรัฐ คาดว่าภาครัฐจะสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ของตนเองได้ และอัตราค่าไฟฟ้าจะลดลง จะทำให้สามารถลดภาระงบประมาณค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า) ได้กว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี

    “นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่นโยบายพลังงานต้องตอบโจทย์ ต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ผ่าน 4 โครงการสำคัญที่เริ่มดำเนินการเห็นผลได้ทันที ตามนโยบาย Quick Big Win ที่จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งที่ประชุมฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุน ปลดล็อค และเร่งพิจารณาโครงการ จึงเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด ในภูมิภาค ไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน” นายอรรถพล กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/22/588311/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P_RSJlmkR3hHxWwd0sQo3

  • น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NsK6do5IZA-5nUU2tGtS-