Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาฯ มอบถุงยังชีพ ขยายวันใช้งานและเวลาชำระค่าบริการ มือถือ เน็ตบ้าน พร้อมดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาฯ มอบถุงยังชีพ ขยายวันใช้งานและเวลาชำระค่าบริการ มือถือ เน็ตบ้าน พร้อมดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    ไอที

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาฯ มอบถุงยังชีพ ขยายวันใช้งานและเวลาชำระค่าบริการ มือถือ เน็ตบ้าน พร้อมดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาฯ มอบถุงยังชีพ
    ขยายวันใช้งานและเวลาชำระค่าบริการ มือถือ เน็ตบ้าน พร้อมดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

     
    จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง

    เอไอเอส ขอส่งความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลเครือข่ายสื่อสารให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา และอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมจัดตั้ง War Room เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมวิศวกรประจำการ พร้อมเครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง เพื่อให้บริการสื่อสารทั้งมือถือและเน็ตบ้านดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะฉุกเฉิน ขณะเดียวกันได้ขยายระยะเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 รวมถึงขยายวันใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้การสื่อสารเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น โดยลูกค้าที่ได้รับสิทธิจะได้รับ SMS แจ้งรายละเอียด

    นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มและถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และพร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามสถานการณ์ และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเครือข่ายสื่อสารจะพร้อมให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอยู่เคียงข้างประชาชนทุกคนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/451532&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x0ZqmUJcPnS9Ucr6hSZQs

  • ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย ในมุมมองของ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

    ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย ในมุมมองของ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

    วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน
       
    ทั้งนี้ในส่วนประเทศไทยได้รับการประเมินว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศไทย

    นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล”ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์โดยเขียนบทความเรื่อง“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย”ไว้อย่างน่าสนใจ มีเนื้อหาสาระดังนี้
       
    “เมื่อ25ปีก่อนผมผลักดันโครงการเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel)พลังงานสีเขียว(GreetEnergy)จากพืชจนมีการผลิตและจำหน่ายแก๊สโซฮอลล์ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน ไฮโดรเจน อีโคโนมี คือภาพของโลกที่เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยไฮโดรเจนอย่างสิ้นเชิง เป็นการสร้างระบบพลังงานที่ สะอาด มีเสถียรภาพสูง และยั่งยืน

    มูลค่าเศรษฐกิจไฮโดรเจน : การลงทุนแห่งอนาคต ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมากของเศรษฐกิจไฮโดรเจนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นจริง
         
    อุปสงค์ทั่วโลกที่พุ่งสูง: ปัจจุบันโลกมีความต้องการไฮโดรเจนประมาณ 95 ล้านตันต่อปี และคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นเป็น กว่า 150 ล้านตัน ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 400 ล้านตัน ภายใน 25 ปีข้างหน้า
        
    มูลค่าตลาดที่เติบโต: ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บไฮโดรเจน เพียงอย่างเดียว คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 1.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็น 4.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
       
    การลงทุนมหึมา: มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว ทั่วโลก จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050
        
    ต้นทุนที่แข่งขันได้: ปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียว มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ $5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งยังสูงกว่าไฮโดรเจนสีฟ้า ($2-3 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวมีโอกาสลดลงเหลือเพียงประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต
        
    กล่าวโดยสรุป ขณะนี้มีอย่างน้อย 30 ประเทศที่ประกาศนโยบายไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)ซึ่งมีตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนดังนี้

    1. สหภาพยุโรป (EU): มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฮโดรเจนโลก โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า (Electrolyser) ขนาดใหญ่ถึง 40 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 

    2. ญี่ปุ่น: ตั้งเป้าเป็น “สังคมไฮโดรเจน” แห่งแรกของโลก ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์การนำเข้าเป็นหลัก โดยกำลังบุกเบิก โครงการขนส่งไฮโดรเจนเหลว (Suiso Frontier) ระยะทางไกลจากออสเตรเลีย และตั้งเป้าจัดซื้อไฮโดรเจนและแอมโมเนีย 12 ล้านตันต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    3. ซาอุดีอาระเบีย: ผู้นำด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงทุนใน โครงการ NEOM เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว มากกว่า 650,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เงินทุนขนาดใหญ่และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    4. สเปน: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นฐานการผลิต โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า 4 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการมี โครงการ Puertollano ซึ่งเป็นโรงงานไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ ปัจจุบัน

    5.ออสเตรียโครงการ H2FUTURE ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก

    6.จีน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็กำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างกว้างขวาง โดยคาดการณ์ว่าจะมี รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2035 และมูลค่าผลผลิตในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 โดยมีการสาธิตการใช้ FCEV ในเมืองสำคัญ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้

    7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): โครงการ “พืชสีเขียว” (Green Plant) ในเขตเอ็มไพร์สไมล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโรงงาน 1.3 MW ในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ กว่า 830 ตันต่อปี
     
    8.ออสเตรเลีย: กำลังพัฒนาโครงการ “Asian Renewable Energy Hub” ขนาดยักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชีย

    ประเทศไทยกับเศรษฐกิจไฮโดรเจน ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบรรจุเรื่องพลังงานไฮโดรเจนไว้ใน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)ฉบับใหม่ซึ่งจะเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของชาติ

    บทบาทของ ปตท.  กฟผ. และบริษัทอื่นๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน นอกจากแผนงานของภาครัฐแล้ว หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่องที่สำคัญดังนี้

    กลุ่ม ปตท. (PTT Group): การลงทุนครบวงจรและความร่วมมือข้ามชาติ

    1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)ยังคงเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ โตโยต้า (Toyota) และ บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG) ในการเปิด สถานีต้นแบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการ ต่อยอดโครงการ ให้สถานีดังกล่าวพร้อมรองรับการใช้งานของ รถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับการขนส่งระยะไกล

    2.บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP)ยังคงเดินหน้าโครงการใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชนะการประมูลโครงการพัฒนา ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ขนาดใหญ่ใน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการจัดหาไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำเพื่อนำเข้าและใช้ในประเทศในอนาคต

    3.บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)ในฐานะแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งมั่นพัฒนา เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียว และสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน (Hydrogen Value Chain) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. และประเทศ

    4.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ร่วมมือกับ BIG อย่างต่อเนื่องในการผลักดันการใช้ ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด ในกระบวนการผลิตและแสวงหาโอกาสพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน โดย GC มีแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับกลยุทธ์ 3 Steps Plus เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน กฟผ. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ได้ดำเนินการโครงการเพื่อรองรับการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตและกักเก็บพลังงานสะอาด

    1.โครงการ Wind Hydrogen Hybrid: เป็นโครงการสาธิตที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้ไฟฟ้าจาก กังหันลม ในการผลิต ไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส จากนั้นจึงใช้ไฮโดรเจนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้ากลับคืนผ่าน เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์

    2.การวิจัยและพัฒนา: กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฮโดรเจนจากแหล่งต่างๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการก๊าซสังเคราะห์ (Coal Gasification) ควบคู่กับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ

    3.แผนการใช้ในโรงไฟฟ้า: กฟผ. มีแผนพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก 5% ในช่วงปี 2574-2583 เป็น 10-20% ในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

    1.บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่สนับสนุนการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นพันธมิตรหลักในโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน

    2.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การกระจายการเติบโต โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในโรงกลั่นและอุตสาหกรรมในประเทศ

    3.บริษัทอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรมบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น SCG และ GULF ต่างก็มุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและติดตามการพัฒนาของไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิด เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

    บทสรุป: ก้าวสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน การสร้าง“เศรษฐกิจไฮโดรเจน“ต้องพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem)อย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ในขณะที่ภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศส่วนภาคการศึกษาต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการ การลงทุนกับไฮโดรเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนกับพลังงานทางเลือก แต่คือการลงทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
        
    เราต้องไม่ปล่อยให้ “โอกาสสีเขียว” นี้หลุดลอยไป.”

    หมายเหตุ:ไฮโดรเจน 5 ชนิดแตกต่างกันตาม “สี” ของกระบวนการผลิต 1. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ มากที่สุด 2. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ รองจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล 3. ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ (Carbon Capture and Storage : CCS) 4. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Water Electrolysis) 5. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/451539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MTGH2bUn66bzT9HNcYH7R

  • สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมประกาศผลรางวัลสุดยอดซีอีโอ 2568 ในสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย 8 ต.ค.นี้

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมประกาศผลรางวัลสุดยอดซีอีโอ 2568 ในสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย 8 ต.ค.นี้

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2887580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d-6TYcpftrMaqv5VWFVdl

  • ‘สีหศักดิ์’ เปิดเวที CSEP ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยประชาชน-หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ‘สีหศักดิ์’ เปิดเวที CSEP ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยประชาชน-หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5227504/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NNz-jdQA4wuWutXxdBi_G

  • สภา กทม. เห็นชอบตั้งกรรมการวิสามัญฯ ศึกษาตั้งหน่วยงานส่งเสริมการศึกษา

    สภา กทม. เห็นชอบตั้งกรรมการวิสามัญฯ ศึกษาตั้งหน่วยงานส่งเสริมการศึกษา

    วานนี้ (22 ตุลาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภา กทม. เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญคือการพิจารณาญัตติเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนสังกัด กทม.

    สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ได้เสนอญัตติ ขอให้กรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ปัจจุบัน กทม. มีโรงเรียนในสังกัดถึง 437 แห่ง แต่โครงสร้างการบริหารงานด้านการศึกษามี 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักการศึกษา, ฝ่ายการศึกษาสำนักงานเขต, และตัวโรงเรียนเอง

    นายสุทธิชัย แสดงความกังวลว่า ผอ.โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เส้นทางสูงสุดคือตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน เปรียบเสมือนเป็นเพียงผู้จัดการสาขา รับนโยบายจากเขต เป็นผู้ใช้นโยบายที่ส่วนกลางคิด ซึ่งแตกต่างจาก ผอ.โรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่มีโอกาสเติบโตไปสู่ตำแหน่ง ผอ.เขตพื้นที่ และมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า

    “จากผลกระทบทำให้เกิดภาวะสมองไหล ครู กทม. ที่เก่งและมีความสามารถย่อมต้องหาทางย้ายไปเติบโตที่อื่นที่มีโอกาสมากกว่า… เมืองที่ครูหมดหวัง จะสร้างเด็กที่มีความหวังได้อย่างไร” สุทธิชัยกล่าว โดยเน้นย้ำว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาที่ลูกหลานได้รับ

    สมาชิกสภา กทม. หลายคนได้ร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว กนกนุช กลิ่นสังข์ ส.ก.เขตดอนเมือง เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา โดยแบ่งออกเป็นโซนเขตของกรุงเทพฯ เพื่อดูแลโรงเรียนในเขตตนเอง ทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนและแก้ไขปัญหาด้านวิชาการได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังควรให้ความดีความชอบกับครูและ ผอ.โรงเรียนจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียน

    ด้านกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนฝ่ายบริหารที่ดูแลเรื่องการศึกษา โดยต้องการให้ครูผู้ที่รู้ปัญหาที่แท้จริงสามารถเติบโตและย้ายมาทำงานในฝ่ายบริหารได้โดยตรง โดยไม่ต้องย้ายไปหน่วยงานอื่นก่อน

    ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงปัญหานี้ว่า การศึกษาคือหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำใน กทม. และเห็นด้วยว่าปัญหาเรื่องโครงสร้างที่มีอยู่ต้องหาทางแก้ไขข้อบัญญัติและระเบียบต่าง ๆ พร้อมทั้งกล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ชุดนี้ขึ้นมาศึกษาเป็นเรื่องที่ดี

    ด้านผู้บริหาร กทม. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า สำนักงานการเจ้าหน้าที่ได้มีการร่างระเบียบเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งงานของข้าราชการครู กทม. กับข้าราชการ กทม. สามัญแล้ว เพื่อเปิดโอกาสในการเติบโต

    ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันครู กทม. ลาออกลดลงเหลือเพียงปีละ 5% จากเดิม 10% เนื่องจากมีการเติบโตทางวิทยฐานะได้ และ กทม. มีการปรับแนวทางการเรียนการสอนจากเน้นท่องจำเปลี่ยนเป็นเน้นการนำไปใช้ รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการเรียนรู้

    ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภา กทม. มีมติเห็นชอบให้ตั้ง คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยประกอบด้วยกรรมการจำนวน 11 คน และกำหนดให้การศึกษาดังกล่าวแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bma-committee-studies-education-quality/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QjlDaAJAf_YlqneUSM02P

  • สจด. ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rPlzXxr7UnX_O-5y_ebye

  • เจาะมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท บุคคล-นิติบุคคล

    เจาะมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท บุคคล-นิติบุคคล

    รัฐบาลอัดมาตรการท่องเที่ยว เร่งเครื่องก่อนช่วงไฮซีซั่น ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาของภาครัฐ ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    1. มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สูงสุด 3 หมื่นบาท

    มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาสามารถลดหย่อนค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารได้ ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น

    • 10,000 บาทแรก ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบกระดาษ/ e-Tax Invoice
    • 10,000 บาทถัดไป ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น

    เงื่อนไขการลดหย่อน สำหรับเมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง:

    • เมืองรองได้ 1.5 เท่า (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)
    • นอกจากเมืองรองได้ 1 เท่า (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ: บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้: ค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย และค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารตามจำนวนที่จ่ายจริงให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    2. ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสำหรับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    มาตรการภาษีสำหรับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ระยะเวลาโครงการ : เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    เงื่อนไข เมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง :

    • เมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 2 เท่า
    • นอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 1.5 เท่า

    หมายเหตุ: ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น เว้นค่าขนส่ง แต่ต้องมี e-Receipt

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ :

    • รายจ่ายสำหรับการจัดสัมมนา ประกอบด้วย รายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว
    • กรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่งๆ เกิดขึ้นในท้องที่เมืองรองและเมืองอื่นต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใด และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    มาตรการหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    ระยะเวลา : 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม

    หมายเหตุ : สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย
    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    ทั้งนี้ ให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    4. ลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง-หย่อนใจ

    มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี

    ระยะเวลา : 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป


    สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 1 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 2 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 3 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 4

    ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/travel-tax-deduction-summary/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38QBsLVGHTcXP7uLupmAF5

  • ตำรวจท่องเที่ยวลุยปราบไกด์เถื่อน รวบชาวจีนหน้าวัดพระแก้ว คาดโทษ 2 ข้อหา

    ตำรวจท่องเที่ยวลุยปราบไกด์เถื่อน รวบชาวจีนหน้าวัดพระแก้ว คาดโทษ 2 ข้อหา

    วานนี้ (22 ตุลาคม) พล.ต.ท. ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) นำโดย พ.ต.อ. แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.ท. ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน พร้อมกำลัง ดำเนินมาตรการกวาดล้างอาชญากรรม 10 กลุ่มต้องห้าม โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มไกด์เถื่อน และ ทัวร์เถื่อน อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)

    ล่าสุด ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวได้สนธิกำลังเข้าจับกุม Zhang Daqing อายุ 40 ปี สัญชาติจีน ซึ่งลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์ (ไกด์เถื่อน) ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามขณะที่ผู้ต้องหานำนักท่องเที่ยวเข้าชมวัด

    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีกลุ่มชาวจีนลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดา จึงได้ลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด และพบเห็น Zhang Daqing มีพฤติกรรมต้องสงสัย โดยมีการตรวจเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวและนำขึ้นรถบัสนำเที่ยว จากนั้นรถบัสได้มุ่งหน้ามายังวัดพระแก้วฯ

    ระหว่างเส้นทาง เจ้าหน้าที่สะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด และพบว่า Zhang ได้ใช้ไมโครโฟนบรรยายให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวภายในรถบัส เมื่อมาถึงจุดรับส่งหน้าวัดพระแก้วฯ ผู้ต้องหาได้ถือธงนำนักท่องเที่ยวเดินเข้าเที่ยวชมวัดผ่านอุโมงค์ประตู 2 เข้าประตูมณีนพรัตน์

    หลังจากส่งนักท่องเที่ยวเข้าวัดพระแก้วฯ แล้ว Zhang ได้ออกมาแสดงตัวยืนรออยู่ที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหา ณ บริเวณดังกล่าว

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ Zhang Daqing จำนวน 2 ข้อหา ได้แก่
    1. ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนฯ
    2. เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้ฯ

    จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบเห็นการกระทำความผิดของกลุ่มคนชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าว โปรดแจ้งมายังตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบ เนื่องจาก อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourist-police-nab-illegal-guide/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sQwLGWST4S9WEHdPnoQct

  • DSI ร่วมสางปัญหา ‘ทุนนอมินีต่างชาติ’ ถือครองที่ดินแหล่งท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี | เดลินิวส์

    DSI ร่วมสางปัญหา ‘ทุนนอมินีต่างชาติ’ ถือครองที่ดินแหล่งท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร ผอ.กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าพบและหารือร่วมกับนายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี / หัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายกอบ ทวนดำ หัวหน้าสำนักงานพาณิชย์ จ.สุราษฎร์ธานี และ นายมนูญกฤช ทองขโชค ที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมหารือด้วย

    ในที่ประชุม ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล และแนวทางปฏิบัติในการให้อนุญาต การตรวจสอบหุ้นส่วน และที่มาของรายได้ การจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดิน การตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทนิติบุคคล นอกจากนั้นยังได้มีการพูดคุยถึงขั้นตอนการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้มีการพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรค เนื่องจากเป็นอำนาจของท้องถิ่น และที่ผ่านมายังขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดจากหน่วยงานอื่น

    โดยเรื่องนี้ นายบันดาล ได้แจ้งว่า ในช่วงปีงบประมาณ 67-68 คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาค 4 โดย กอ.รมน.ภาค 4 ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ และพบผู้กระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในหลาย พ.ร.บ. เช่น ก่อสร้าง, โรงแรม, สิ่งแวดล้อม และการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว และทราบว่าล่าสุดได้มีการแจ้งความร้องทุกข์และดำเนินคดีไปจำนวนหนึ่งแล้ว จนกระทั่งมาพบว่า ปัญหาการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติโดยใช้นอมินีชาวไทย ได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน

    อย่างไรก็ตามภายหลังการหารือร่วมกัน นายบันดาล กล่าวว่า นับว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มองเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาการถือครองที่ดินและการใช้นอมินี เนื่องจากขณะนี้ได้กลายเป็นกระแสต่อต้านชาวต่างชาติบางประเทศไปแล้ว ซึ่งหาเราปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวของจังหวัด และประเทศ การหารือครั้งนี้เป็นการทำงานที่ยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง จากที่ผ่านมาทางจังหวัดใช้บุคลากรเฉพาะภายในจังหวัด ทำให้การทำงานล่าช้าไปบ้าง

    การหารือในครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นไปในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวที่ใช้นอมินีชาวไทย โดยดีเอสไอ จะเข้ามาร่วมบูรณาการใน 3 ด้าน คือ ข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล, การถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และ ระบบภาษีรวมถึงเส้นเงินต่างๆ ซึ่งทางจังหวัดพร้อมให้การสนันสนุนข้อมูลอย่างเต็มที่เพื่อให้การแก้ไขปัญหา รวมถึงกวาดล้างผู้กระทำผิด แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตข้างหน้า

    ขณะที่ พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าวว่า การถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในเรื่องของภัยความมั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ถือครองโดยชาวต่างชาติ ซึ่งจะต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วย นโยบายที่สำคัญของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เห็นว่า การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นหนึ่งในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และการกระทำผิดที่เป็นเครือข่าย ด้วยการใช้นอมินี มีลักษณะเป็นคดีพิเศษ จึงได้มอบหมาย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ กองคดีความมั่นคง เข้าร่วมบูรณาการกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการปราบปรามและแก้ไขปัญหา

    ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ดำเนินการสืบสวนรวบรวมข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้วและพบประเด็นสำคัญ ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายคดีพิเศษที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอหรือไม่ ซึ่งการหารือครั้งนี้ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้มากขึ้น นอกจากนั้นการหารือ ได้วางแนวทางป้องกันทางระบบ เพื่อตัดต้นตอของปัญหา ดีกว่าจะไปไล่ปราบปรามในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในส่วนของกระทรวงยุติธรรม จะร่วมบูรณาการกับทางจังหวัดเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากแนวทางที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังดำเนินการร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีสำเร็จ ก็จะใช้เป็นโมเดลในการปราบปรามและแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าว

    พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ดีเอสไอมีข้อมูลที่เชื่อว่าจะเข้าข่ายความผิดในคดีความมั่นคง ซึ่งเป็นอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ การเข้าหารือประสานข้อมูล และพบว่า บริษัทเป้าหมายเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดหาที่ดิน แล้วมีการให้คนต่างชาติมาเช่าหรือซื้อด้วยการซ้อนนิติบุคคลที่มีมากกว่า 1 แห่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5228805/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kUyvEQ7V8IEVXsnwLEATT