Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม เชิญชวนคนไทยร่วมฉลองความเป็นเลิศของไทยบนเวทีโลก หลังคว้ารางวัลโครงการทรงอิทธิพลระดับโลก MAPIC AWARDS 2025 พร้อมฉลองครบรอบ 7 ปีอย่างยิ่งใหญ่ แจก SIAM E-GIFT CARD มูลค่า 700 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ และเสื้อยืด ICONSIAM Limited Edition กว่า 3,000 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท 

    พร้อมกันนี้ ไอคอนสยามประกาศจับมือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

    ทั้งนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซัน ทั้งภาคธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    นอกจากนี้เรายังได้ร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ในการแสดงโดรน เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก Crostars (โครสตาร์ส) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน และการแสดงพลุรักษ์โลก ความยาว 1,400 เมตร ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้กำกับพลุมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น

    พร้อมขนทัพศิลปินไอคอนิกระดับโลก นำโดย Mark Tuan (มาร์ค ต้วน) ปะทะสุดยอดไอคอนิกไทย รวมกว่า 200 ศิลปินดัง สร้างปรากฏการณ์บันเทิงสุดอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับผู้ชมทุกคน เพื่อตอกย้ำศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็น Global Countdown Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยงาน Amazing Thailand Countdown 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 ที่ ไอคอนสยาม

    ลุยงาน Money Expo : นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิต คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 (Money Expo 2025 Bangkok Year End) ระหว่างวันที่ 20–23 พฤศจิกายน 2568 ณ Hall 5 ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืนซึ่งบริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการ  โปรโมชัน และสิทธิพิเศษจากเมืองไทยสไมล์คลับ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน

    โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายสันติ  วิริยะรังสฤษฎ์  ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงิน Money Expo 

    พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหาร ตัวแทนนักวางแผนประกันชีวิต และที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมในพิธีเปิดบูธเมืองไทยประกันชีวิต

    แบ่งปันความกลยุทธ์ : นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนา Fortune Innovation Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ Reinvention as a Leadership Strategy หรือ กลยุทธ์ของผู้นำในการปรับตัวและปฎิรูปองค์กร ท่ามกลางโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง 

    โดยร่วมเสวนาในฐานะผู้นำหญิงที่ติดอันดับ Fortune’s Most Powerful Women Asia 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดโดย นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัว ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2896888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WuAurx2EW8pZcWmum-rXQ

  • เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    ทีมกู้ภัยเวียดนามเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังน้ำท่วมใหญ่พัดถล่มภาคกลางประเทศ โดยเจ้าหน้าที่เผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

    ฝนตกหนักต่อเนื่องพัดเข้าใส่ภาคกลาง-ใต้ของเวียดนามตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายระลอก

    สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง

    กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ยังคงค้นหาผู้สูญหายอีก 5 คน บ้านเรือนจมน้ำกว่า 43,000 หลัง พร้อมทั้งถนนสายหลักหลายสายปิดการจราจรเนื่องจากดินถล่ม

    ทีมกู้ภัยใช้เรือช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดเซียไล และดัคลัค ในภาคกลาง โดยใช้วิธีเจาะหน้าต่างและเจาะหลังคาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูงเมื่อวันพุธ

    เมืองท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

    ที่เมืองญาจาง แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้านหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ พบว่าย่านธุรกิจหลายช่วงตึกจมอยู่ใต้น้ำ พร้อมทั้งรถยนต์หลายร้อยคันจมบาดาลเมื่อวันพฤหัสบดี

    ในบริเวณทางผ่านเขาสูงรอบเมืองดาลัด เกิดดินถล่มครั้งใหญ่หลายจุด โดยบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมถึง 600 มิลลิเมตรตั้งแต่สุดสัปดาห์ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ

    สถิติน้ำท่วมใหญ่

    สายด่วนฉุกเฉินได้รับสายเข้ามากผิดปกติในคืนวันพุธ เนื่องจากระดับน้ำทั่วภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงกลาโหมจึงส่งเฮลิคอปเตอร์ออกช่วยเหลือผู้ติดเกาะ

    ระดับน้ำในแม่น้ำบาในจังหวัดดัคลัคทะลุสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 1993 ในสองจุดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ขณะที่แม่น้ำไกในจังหวัดคานห์โฮาก็พุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่

    โฮจิง ฟุค ลาม รองผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ กล่าวในรายการโทรทัศน์ของรัฐว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักที่เพิ่มเติมจากระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว

    ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ภัยธรรมชาติทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 279 คน พร้อมสร้างความเสียหายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงมกราคม-ตุลาคม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มักเผชิญฝนตกหนักระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/vietnam-severe-flooding-death-toll-16-tourists-stranded&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o-pNwE341P2_oU88FICk3

  • ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    เกาหลีใต้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีนแทนญี่ปุ่น ที่เกิดความตึงเครียดกับจีน หลังจากนายกฯ ญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาว่าถ้าจีนส่งกำลังเข้ารุกรานไต้หวันอาจเป็น “สถานการณ์คุกคามความอยู่รอด” ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ทางทหารต่อจีน-หนุนช่วยไต้หวัน

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ทันโลก กับ Thai PBS โพสต์ หนังสือพิมพ์ The Chosun Daily ของเกาหลีใต้รายงาน อ้างอิงข้อมูลจากสื่อของทางการจีน Pengpai เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่าธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวหลายแห่งในจีนต่างเผชิญปัญหาลูกค้ายกเลิกกรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่น โดยมีอัตราการยกเลิกสูงถึงกว่าร้อยละ 60 อีกทั้งสายการบินต่าง ๆ ก็ถูกผู้โดยสารยกเลิกการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปญี่ปุ่นในระดับสูงเช่นกัน

    รายงานระบุว่า การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์จากจีนไปยังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทางการจีนประกาศเตือนเมื่อศุกร์ (14 พ.ย.) ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น ส่งผลให้กรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่นถูกยกเลิกดังกล่าวจนทำให้ธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวในจีนต่างประกาศคืนเงินแก่ลูกค้ากรุ๊ปทัวร์

    รายงานชี้ว่า อุปสงค์การเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ลดฮวบลงดังกล่าวกลายเป็น “ส้มหล่น” ของเกาหลีใต้ ซึ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางติดอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนแทนที่ญี่ปุ่นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว Qunar ของจีน

    อีกทั้งยอดซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังเกาหลีใต้ก็พุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้โดยสารชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อม ๆ กับสถิติการค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ โดยกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีใต้ แซงหน้าติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีน ตามด้วยประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากจีนเป็นแหล่งรายได้ด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดนักเที่ยวจากจีนที่ลดฮวบลงอาจส่งผลให้รายได้ของภาคการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอาจร่วงลงถึงราว 2,200,000 เยน ฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของญี่ปุ่นร่วงลงราวร้อยละ 0.36

    ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า นักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นี้ โดยมียอดการใช้จ่ายในญี่ปุ่นรวมถึงราว 1.6443 ล้านล้านเยน ซึ่งอาจสูงถึงรวมราว 2 ล้านล้านเยนตลอดทั้งปี ถ้ายอดนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิปฏิเสธที่จะถอนคำพูดตามการเรียกร้องของทางการจีนโดยระบุว่า คำแถลงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นของเธอเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เธอระบุเสริมว่า ต่อไปเธอจะระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเฉพาะเจาะจงต่าง ๆ มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V78vqAH1fVWFrW2pkrcWI

  • งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    ต่างประเทศ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 18:30 น.

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    • รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นกว่า 30% 
    • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
    • การใช้จ่ายขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจาก GDP ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

    รัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    การเพิ่มวงเงินอย่างมากนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก แม้ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาระหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    เมื่อรวมรายการงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะมีมูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยนและเมื่อรวมกับการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ผลการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวไปถึงประมาณ 42.8 ล้านล้านเยน

    มาตรการชุดนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ, การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่ออนาคต, ไปจนถึงการเสริมสร้าง ความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ

    เงินอุดหนุนเพิ่มเติม : มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา แจกเงินอุดหนุนเพิ่มอีก 20,000 เยนต่อเด็ก 1 คน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

    ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะจัดตั้งงบประมาณเสริมเพียง 14 ล้านล้านเยน แต่การเจรจาในช่วงท้ายทำให้เม็ดเงินขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่าทีที่เร่งรีบในการอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันอย่างชัดเจน โดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัว 1.8% ต่อปี (annualized) ซึ่งถือเป็นการ ติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส แม้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนและการลงทุนทางธุรกิจจะยังคงทรงตัวก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณขนาดมหึมาครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลต้อง ออกพันธบัตร เพิ่มเติม ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะญี่ปุ่น ในปีนี้จะพุ่งสูงถึง 230% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

    ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 5 ปี และ 10 ปี ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง ขณะเดียวกัน เงินเยน ก็อ่อนค่าหลุดระดับ 157 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม

    นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่นี้ เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในไตรมาสล่าสุด แต่ข้อมูลอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าความต้องการภายในประเทศ (Domestic Demand) ยังคงแข็งแกร่งพอสมควร การกระตุ้นการคลังในระดับที่สูงมากเช่นนี้จึงถูกจับตาว่าอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6Q69gHi4Q-KjmpanWpDm

  • นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    วันนี้, 19:59น.

               นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​ รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น​ 8.5% ว่า​ ตามกฎหมายต้องเก็บ Vat 10% แต่ไทยใช้ข้อยกเว้นมาโดยตลอด จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาล่าสุด​ก็เป็นการนำเสนอแผนระยะยาว​ ก็ต้องนำเสนอโดยอิงกฎหมายไว้ก่อน   แต่ในความเป็นจริงช่วงนี้ไม่ต้องกังวล หากตนเองยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางบริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน ต้องอยู่ที่เดิมก่อน​ เพราะไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู และปรับสภาพประเทศให้มีศักยภาพในการดำรงอยู่ในเวทีโลก

              ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในแผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง มีแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใต้สมมติฐานว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพ

              รมว.คลัง ยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษี VAT ดังนั้นจึงยังไม่มีแผนการทั้งในปี 2568 และปี 2569 แต่อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอในปี 2571 รัฐบาลได้จัดทำแผนรองรับ เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่าย พร้อมย้ำว่าทุกอย่างต้องดูความพร้อมของประเทศเป็นหลัก

               สถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อม ในแผนความยั่งยืนทางการคลังใส่ไว้ในปี 2571 เราคาดว่าการจะฟื้นเศรษฐกิจใน 1-2 ปีนี้ มันจะให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพได้ ตอนนั้นอาจเป็นเวลาที่ทยอยขึ้นได้ ให้จังหวะ ให้พร้อม นอกจากนั้นยังทำแผนด้วยว่าถ้าขึ้นไม่ได้ต้องหามาตรการอื่นมาทดแทน

    #ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

    #VAT

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UyjhjJzB-olocx1pddgxx

  • สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

    สภากทม.– ฮานอย ปรับปรุงบันทึกความร่วมมือ สานสัมพันธ์ 24 ปี เสริมความร่วมมือพัฒนาเมืองสู่อนาคต

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 68 กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร นำคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมคารวะ นางฟุง ที ฮง ฮา ประธานสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ฉันมิตร ระหว่าง สภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ สภากรุงเทพมหานครแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย และคณะผู้แทนจากสภาประชาชนกรุงฮานอย ร่วมให้การต้อนรับ

    ในการนี้ สภากรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการเสนอปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านความสัมพันธ์มิตรภาพกับสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี นับตั้งแต่การลงนามฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) โดยการปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือให้มีความทันสมัย ครอบคลุม และตอบโจทย์บริบทเมืองใหญ่มากยิ่งขึ้น

    ร่างบันทึกฯ ฉบับปรับปรุงได้ขยายกรอบความร่วมมือในหลายสาขาสำคัญ อาทิ การจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเงินและงบประมาณ การศึกษา การจราจรและการขนส่งสาธารณะ สาธารณสุข วิศวกรรมโยธาและผังเมือง ยุทธศาสตร์เมือง เทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ตลอดจนการบริหารท้องถิ่น การพัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม โดยทั้งสองเมืองมุ่งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และประสบการณ์บริหารเมืองที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย  นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ผ่านการเยือนคณะผู้แทนในระดับสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวางแนวปฏิบัติด้านการอำนวยความสะดวก อาทิ การรับรอง การจัดการด้านการเดินทางภายในประเทศ และล่ามตลอดการปฏิบัติภารกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการกระชับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงฮานอย

    การเสนอปรับปรุง MOU ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นหุ้นส่วนเมืองที่เข้มแข็ง และการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในระดับภูมิภาค โดยสะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการสานต่อความร่วมมืออย่างมั่นคง พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ๆ ภายใต้หลักการความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน

    “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยือนสภาประชาชนกรุงฮานอยครั้งนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสภากรุงเทพมหานครและสภาประชาชนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างสภาของทั้งสองเมือง” นายวิพุธกล่าว

    ด้าน นางฟุง ที ฮง ฮา กล่าวว่า “สภาประชาชนกรุงฮานอยมีความยินดีที่จะปรับปรุงบันทึกความร่วมมือระหว่างสภาประชาชนกรุงฮานอยและสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงมีความยินดีที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงความสัมพันธ์ในการเยือนสภากรุงเทพมหานครในครั้งต่อไป

    วันเดียวกันในช่วงเช้า ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้นำคณะสภากรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง “การพัฒนาเพื่อกระตุ้นและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” กับนาย เล จุง เฮียว, รองผู้อำนวยการสำนักงานการคลัง และคณะผู้บริหาร ณ สำนักงานการคลังเมืองฮานอย โดยกล่าวว่า “กรุงเทพมหานครและเมืองฮานอย มีลักษณะของเมือง ภูมิประเทศ และทรัพยากรของเมืองคล้ายคลึงกัน รวมถึงยังเป็นเมืองที่กำลังพัฒนาเช่นกัน รวมถึงอุตสาหกรรมหลักของกรุงเทพมหานคร เช่น การท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก อาหาร และอุตสาหกรรมยานยนตร์ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจในวันนี้”

    สำนักงานการคลังฮานอยเป็นหน่วยงานหลักของเมืองที่ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมด้านการเงินและงบประมาณของนครหลวงเวียดนาม โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การเงิน การวางแผนงบประมาณ การติดตามรายได้-รายจ่ายของรัฐ การบริหารทรัพย์สินสาธารณะ ไปจนถึงการกำกับโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ของเมือง ทั้งหมดนี้มีบทบาทคล้ายคลึงกับหน่วยงานการคลังของกรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบการบริหารงบประมาณเมืองใหญ่เช่นกัน ฮานอยยังมีภารกิจด้านการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม อัตราราคา และการประเมินทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเทียบเคียงกับบทบาทของกรุงเทพมหานคร ในการกำหนดโครงสร้างรายได้ของเมืองและดูแลการใช้จ่ายให้เกิดความคุ้มค่า นอกจากนี้ ฮานอยเพิ่งมีการปรับโครงสร้างองค์กรและย้ายที่ทำการใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่สะท้อนแนวโน้มของเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่ต่างต้องปรับระบบราชการเพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

    สำหรับคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เดินทางร่วมกันในครั้งนี้ประกอบด้วย นายฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง นายศิริพงษ์ ลิมปิชัย ส.ก.เขตดุสิต นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี นายอานุภาพ ธารทอง ส.ก.เขตสาทร และนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค

    037

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2MG20P6rIEA5qglK3J1F

  • ถึงเวลาประเทศไทย? กฎหมายคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ สกัดผลกระทบเชิงลบ

    ถึงเวลาประเทศไทย? กฎหมายคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ สกัดผลกระทบเชิงลบ

    ปัจจุบันอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลของประชาชนที่หันไปใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ประเทศไทยมีอินฟลูเอนเซอร์มากถึง 2-3 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่อสังคมสูง ทำให้เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีอิทธิพลต่อผู้คนในวงกว้าง

    นักวิชาการธรรมศาสตร์จี้ รัฐต้องเร่งคุมผลกระทบเชิงลบ

    รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงประเด็นนี้ โดยชี้ว่า ประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรฐาน จรรยาบรรณ และมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้การเผยแพร่นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

    การมีมาตรการกำกับดูแลจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากเนื้อหาหรือประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน เนื้อหาเหล่านี้รวมถึง ความรู้ทางสุขภาพและความงาม, การเงินและการลงทุน, และความรู้ทางกฎหมาย การนำเสนอในประเด็นดังกล่าวไม่สามารถใช้เพียงความคิดเห็นหรือความรู้สึก

    รศ.ประไพพิศ ระบุว่า แม้ประเด็นเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์จะมีมาต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และในมุมหนึ่งอาชีพนี้ก็สร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้คนทั่วไปสามารถสร้างเนื้อหาจนเป็นอาชีพได้ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ เนื้อหาที่เผยแพร่นั้นมีความถูกต้องและความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด

    ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีกฎระเบียบในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน มีเพียงความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    ความร่วมมือภาครัฐ แพลตฟอร์ม และสถาบันการศึกษา

    รศ.ประไพพิศ เสนอว่า นอกจากหน่วยงานรัฐที่ต้องเร่งกำหนดกฎหมายควบคุมโดยตรง โดยอาศัยข้อมูลรายงานผลกระทบในอดีตและข้อมูลการละเมิดกฎหมายเป็นฐาน ทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป หรือ ติ๊กตอก (TikTok) แม้จะมีกลไกควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่ก็ควรมีการกำหนดแนวทางการกำกับควบคุมเนื้อหาเชิงธุรกิจที่มีความเฉพาะทางหรือมีประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้คนมากขึ้น พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

    ในส่วนของสถาบันการศึกษา ทางธรรมศาสตร์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับนักศึกษาที่จะก้าวไปสู่สายอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ โดยมีการพัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ (TU NEXT) ซึ่งเป็นคอร์สออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทุกคน และมีการสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งที่ควรระวัง รวมถึงมีรายวิชาด้านจริยธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860781&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BV_dWldfs4AlaGeUjf5Bi

  • “นฤมล” ผนึกความร่วมมือ 3 ส่วน รวมพลังสานอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ฝากมูลนิธิฯสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ-ปรับปรุงบ้านพักครูเพื่อขวัญกำลังใจ

    “นฤมล” ผนึกความร่วมมือ 3 ส่วน รวมพลังสานอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ฝากมูลนิธิฯสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ-ปรับปรุงบ้านพักครูเพื่อขวัญกำลังใจ

    กรุงเทพฯ, วันที่ 19 พฤศจิกายน – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ร่วมงาน CONNEXT ED EDUCATION FORUM 2025: Thailand’s Education Future อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน จัดโดย มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง และพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่ง West)

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีที่มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา เดินทางมาถึง 9 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเกิดความยั่งยืนได้ด้วยวิสัยทัศน์ของ พลเอก ดาว์พงษ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. ส่วนตัวเมื่อได้รับตำแหน่งก็ได้ขอคำแนะนำจากท่านองคมนตรี พร้อมนำมาขับเคลื่อนจนมีความก้าวหน้าในขณะนี้ เรื่องหนึ่งคือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่จะนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ จะมีการจัดประชุมชี้แจงถึงความสำคัญของการเรียนวิชานี้ทั้งในรูปแบบออนไซต์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และออนไลน์ไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะหลายคนยังมีความสงสัยว่าทำไมยังต้องเรียนประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้ง ๆ ที่ในโลกยุคปัจจุบันก้าวไปสู่โลกดิจิทัลและ AI แล้ว

    “การประชุมชี้แจงฯ ในครั้งนี้ ต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครู บุคลากร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รู้ถึงความสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนของเราได้รู้ถึงที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่เชื่อว่ายังไงก็มีความแตกต่างกัน และแม้หลายคนบอกว่าล้าหลัง หรือจะนำลูกหลานไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือโรงเรียนสองภาษา ก็จะต้องบอกว่า อย่างไรก็ต้องไปเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจที่จะบริหารการศึกษาให้ปลอดจากการเมือง ไม่นำการเมืองเข้ามาแทรกในการศึกษาเด็ดขาด ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ศธ. ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน” รมว.ศธ. กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงโครงการอนาคตการศึกษาไทยฯ ว่า เป็นอีกเวทีที่รวมภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และโรงเรียนต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด ศธ. ถึง 29,005 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน) กว่า 20,000 แห่ง กระจายอยู่ในชุมชนและตำบลทั่วประเทศ ที่ยังมีความขาดแคลนในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งตนมีเป้าหมายที่จะปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น จากเดิมที่เน้นไปที่จำนวนนักเรียน ทำให้โรงเรียนเล็กมีเงินพัฒนาโรงเรียนน้อยกว่าโรงเรียนที่มีเด็กมากกว่า ทำให้เกิดความห่างมากขึ้น ซึ่งขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดเวทีสมัชชาการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแบบใหม่ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ต่อไป

    อีกเป้าหมายหนึ่งคือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความละเอียดอ่อน จึงได้มอบให้ สพฐ. โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องลงไปทำงานคลุกคลีอยู่ในกับพื้นที่ เพื่อหาวิธีการจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่แบบ one size fix all เหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน 

    “สิ่งหนึ่งที่ทาง ศธ. ต้องการให้มูลนิธิฯ สนับสนุนเพิ่มเติมคือ เรื่องของการศึกษาพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มมีเด็กพิเศษมากขึ้น และกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้เด็กเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถเข้าไปเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไปได้ ที่จะต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้านต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงบ้านพักครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็น เฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งล่าสุดเราได้ลงนามความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการเคหะแห่งชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหากทางมูลนิธิฯ จะร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ในโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายอยู่แล้ว ทาง ศธ.ก็จะยินดีอย่างยิ่ง” รมว.ศธ. กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ศธ. มีความยินดีที่จะร่วมทำงานกับมูลนิธิฯ ต่อเนื่องร่วมกันอีกยาวนาน และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งระบบพัฒนา School Management System (SMS) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทุกแห่ง รวมทั้งการพัฒนาผู้บริหารและครู ที่สอดคล้องกับกับยุทธศาสตร์ของ CONNEXT ED ทั้ง 5 ด้าน อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/258384&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BIMFzZU32xxYVfcOyh69d

  • SCGP บ้านโป่ง มอบทุนการศึกษา 1 ล้านบาท นักเรียนที่มีความประพฤติดี

    SCGP บ้านโป่ง มอบทุนการศึกษา 1 ล้านบาท นักเรียนที่มีความประพฤติดี

    SCGP โรงงานบ้านโป่ง มอบทุนการศึกษา 1 ล้านบาท นักเรียนที่มีความประพฤติดี พร้อมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

    วันที่ 20 พ.ย. 2568 น.ส.ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นายเกียรติศักดิ์ หอมเย็นใจ นอภ.บ้านโป่ง, นายภัควัต ภาษีผล ผอ.โรงงาน SCGP บ้านโป่ง, นายสุธีพงศ์ สำเภาโภค ผอ.โรงงานผลิตภัณฑ์กระดาษไทย ร่วมพิธีมอบทุนการศึกษา 510 ทุน มูลค่า 1.02 ล้านบาท ให้กับนักเรียนจาก 26 สถานศึกษาในพื้นที่ 13 ตำบล ครอบคลุมเขต จ.ราชบุรี จ.กาญจนบุรี และ จ.นครปฐม

    ทั้งนี้ โดยคัดเลือกนักเรียนที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่สถานศึกษาคาร์บอนต่ำ ร่วมสร้างสังคมและลดโลกร้อน

    ขณะที่ทาง SCGP ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่กันเสมอมา มุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริงในระดับโรงเรียนและชุมชน ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปสู่อนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2896711&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IDgFt1A2eBwD4JzlvLRD6

  • นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    ดาวน์โหลดนโยบายและจุดเน้น สพฐ.2569

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93077&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KlTNxxU8tLr1qaAcwzXyJ