Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซีอีโอใหม่ สิงห์ เอสเตท (S) เปิดแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 เน้นสร้างฐาน ‘กำไร’

    ซีอีโอใหม่ สิงห์ เอสเตท (S) เปิดแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 เน้นสร้างฐาน ‘กำไร’

    สิงห์ เอสเตท ประกาศกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2569 เดินหน้าสร้างฐานกำไรที่มีคุณภาพในปี 2569 แม้จะประเมินว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย

    ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 โดยยอมรับว่า ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สภาวะเศรษฐกิจ หรือสงครามการค้า แต่บริษัทมองว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ‘โมเมนตัมหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้คน’ ที่หากขาดความเชื่อมั่น การใช้จ่ายในการลงทุนและการท่องเที่ยวก็จะลดลง

    เป้าหมายปี 69 รายได้ทรงตัว แต่ ‘กำไร’ ต้องดีขึ้น

    สำหรับแผนกลยุทธ์ธุรกิจธุรกิจในปี 2569 นั้น บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้เป็นหลัก โดยคาดว่ารายได้รวมทั้งปีอาจไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2568 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท

    “เป้าหมายหลักในปี 2569 คือการสร้างฐานกำไรที่มั่นคงและมีคุณภาพ ซึ่งกำไรปีหน้าจะดีขึ้นจากปีนี้อย่างแน่นอน” ชัยรัตน์กล่าว

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 1

    ภาพ : ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท แถลงแผนกลยุทธ์ธุรกิจกับสื่อมวลชน

    โดยกลยุทธ์สำคัญคือการรักษาอัตรากำไรโดยรวม เน้นให้มาจาก 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่

    • กลุ่มธุรกิจโรงแรม
    • สำนักงานให้เช่า
    • กลุ่มธุรกิจที่พักอาศัย
    • กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม, โรงไฟฟ้า

    ปัจจุบัน S มีโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งและสมดุล โดยมีธุรกิจที่สร้าง รายได้ประจำ (Recurring Income) ซึ่งมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80% ของรายได้รวม และมีธุรกิจที่สร้าง รายได้ไม่ประจำ (Non-Recurring Income) ซึ่งมาจากธุรกิจที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ซึ่งในปี 2569 มีแผนที่จะปรับสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Recurring Income เป็น 70% และอีก 30% มาจากกลุ่ม Non-Recurring Income ของรายได้รวม

    ชัยรัตน์ ระบุต่อว่า การบริหารความสมดุลของรายได้ทั้งสองประเภทนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน เนื่องจากรายได้ประจำจะช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงและเป็นกันชนในการขับเคลื่อนธุรกิจอื่น

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 2

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 3

    ภาพ : BUSINESS PORTFOLIO และโครงสร้างรายได้ของ สิงห์ เอสเตท

    ธุรกิจโรงแรม ตัวขับเคลื่อนกำไรหลัก เน้นลูกค้า High Spending

    กลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 70% ของรายได้รวม ถือเป็นส่วนหลักที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง และจะเป็น ‘ตัวขับเคลื่อนกำไรหลัก’ ในปี 2569 โดยมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการเปิด Capacity เพิ่ม 4 โรงแรมในสหราชอาณาจักร (UK) และโอกาสการเติบโตของโรงแรมในภูเก็ต

    กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนเกณฑ์จาก ‘ปริมาณนักท่องเที่ยว’ เป็น ‘เกณฑ์คุณภาพ’ โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง (High Spending) จากยุโรป,อเมริกา และตะวันออกกลาง เพื่อผลักดันให้รายได้ต่อหัว (Spending) ดีขึ้นกว่าปีปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็จะกลับมาโฟกัสที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยในทำเลที่บริษัทรู้จักมากขึ้น

    อาคารสำนักงาน S-OASIS ตั้งเป้า Occupancy 70%

    ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าเป็นอีกขาหลักที่สร้างกำไรแบบมั่นคง โดยเฉพาะอาคารสำนักงาน โอเอซิส (S-OASIS) ที่เริ่มเปิดให้บริการในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ประมาณ 50% บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในปี 2569 ไว้ที่ Occupancy Rate ประมาณ 70%

    กลยุทธ์ที่พักอาศัย เน้นผนึกกำลังพันธมิตร ลดความเสี่ยงตลาดลักชัวรี

    สำหรับธุรกิจที่พักอาศัย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของรายได้รวม บริษัทใช้กลยุทธ์หลักคือ ความยืดหยุ่นและการเติบโตแบบมีพันธมิตร (JV) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และยังคงมองหา JV กับคนไทยเป็นหลัก

    • ตัวอย่างความสำเร็จ โครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ “ONE RIVER พระราม 3” ที่พัฒนาขึ้นโดยการจับมือกับ “วัน เรียลเอสเตท” มียอดขายกว่าร้อยละ 90 ทั้งที่เปิดตัวในช่วงต้นปีที่เป็นปีที่ท้าทาย สะท้อนว่าการมีพันธมิตรและการมองหาโอกาสในตลาดลักชัวรีเป็นกุญแจสำคัญ
    • สถานการณ์ตลาด ตลาดลักชัวรีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนได้หายไป โดยลูกค้าหลักที่เหลือคือกลุ่มที่ซื้อเพื่อเข้าอยู่จริง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มลักชัวรีมี ‘ความรู้สึกทางอารมณ์ (Emotion) ที่ไม่มั่นคงมากขึ้น’ ทำให้การตัดสินใจซื้อเพื่อลงทุนชะลอตัว

    โครงสร้างพื้นฐาน นิคมฯ-โรงไฟฟ้า สร้างรายได้ประจำเสริม

    • นิคมอุตสาหกรรมอ่างทอง ได้ขายพื้นที่ไปแล้วประมาณ 20% หรือ 200 ไร่ จากพื้นที่ขายทั้งหมด 1,000 ไร่ โดยบริษัทเชื่อว่าช่วง 0-20% แรกจะยากที่สุด และตั้งเป้าหมายต่อไปที่ 40%
    • โรงไฟฟ้า การถือหุ้น 30% ในโรงไฟฟ้า 3 แห่งของ B Grimm Power สร้างกำไรให้บริษัทประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี

    แผนลงทุนและการเงิน บริหารหนี้สินอย่างรอบคอบ

    • งบลงทุน (Capex) ปี 2569 วางไว้รวมประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยไปในธุรกิจบ้านและโรงแรม ซึ่งยังไม่รวมการทำ M&A หรือการซื้อที่ดินใหม่ที่สนใจ
    • หนี้สินปัจจุบันมีหนี้สินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน D/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าข้อกำหนด (Covenant) ของธนาคารที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2 เท่า
    • การระดมทุน มีแผนจะออกหุ้นกู้ปีละประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนแหล่งเงินกู้ในอนาคตเป็น 70% เงินกู้ธนาคาร และ 30% หุ้นกู้ จากปัจจุบันที่ 80% และ 20% ตามลำดับ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดใหม่ในปี 2569 จะต่ำลงตามสภาวะตลาด

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 4

    ภาพ : โครงสร้างแหล่งเงินกู้ของ สิงห์ เอสเตท

    กระจายความเสี่ยงทางการเงินกู้เงินจากแบงก์ 10 แห่ง

    โดยช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทมีความสามารถในการระดมทุนทั้งจากเงินกู้ธนาคารและการออกจำหน่ายหุ้นกู้ รวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้ที่อัตรา 80:20 จุดเด่นที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากทั้งธนาคารและนักลงทุนในหุ้นกู้ คือระเบียบวินัยทางการเงิน และการบริหารความสัมพันธ์ที่หลากหลายกับผู้ให้เงินทุน ในด้านเงินกู้ธนาคาร บริษัทมีเครือข่ายสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนมากกว่า 10 แห่ง จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของกลุ่มบริษัท ความเชื่อมั่นในโครงการที่พัฒนา และความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งบริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด เช่น ช่วงวิกฤตโควิด-19

    เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นกู้ แม้บริษัทจะเริ่มจัดจำหน่ายหุ้นกู้ได้เพียง 4 ปี แต่ก็สามารถระดมเงินทุนจากตลาดได้แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นผลจากความไว้วางใจที่ผู้ลงทุนมีต่อบริษัท บริษัทมุ่งเน้นการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในแต่ละปีอย่างมีแบบแผน โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ

    • จำนวนเงินที่ออกจำหน่ายต้องมีความเหมาะสม สร้างความน่าเชื่อถือในการชำระคืน
    • อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ผู้ถือหน่วยได้รับ และเหมาะสมกับสภาวะตลาด
    • การรักษาช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งลูกค้าธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์

    ทั้งนี้ ช่องทางการระดมทุนจากทั้งธนาคารและหุ้นกู้มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การรักษาสมดุลของการระดมทุนผ่านทั้ง 2 ช่องทางจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยในเบื้องต้นบริษัทวางเป้าหมายสัดส่วนเงินกู้ธนาคารต่อหุ้นกู้ที่ 70:30

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/new-ceo-singha-estate-stable-profit/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I4cH5t9RnSXJia5NdT_oy

  • ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นับถอยหลังสู่การยุบสภา โดยส่งสัญญาอาจมีการยุบสภาในกรณีพรรคฝ่ายยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติเดือน ธ.ค.2568 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีหลักคิดนโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะคำนึงถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว และกระจายไปทุกพื้นที่มุ่งเน้น “Quick Big Win

    ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ประชุมทุกวันจันทร์เพื่อเตรียมประเด็นเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการเชื่อมั่นว่าทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวและพ้นจากการติดหล่ม รวมถึงขยายตัวได้มากกว่าเดิม ซึ่งกรณีไม่มีมาตรการเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ 0.3%

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีคืน การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล และโครงการตามสวัสดิการต่าง ๆ การฟื้นตัวที่ยั่งยืนจะต้องเน้นที่การลงทุนเพื่ออนาคต

    ขณะที่จุดสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ต้องเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยปี 2569 รัฐบาลจะผลักดันเป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนคน รีสกิล อัพสกิล เพื่อเป็นการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ และผลักดันลงทุนโครงการใหญ่ทั้งพลังงานสะอาด ออโตเมชั่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    รวมทั้งการอัพเกรดการลงทุน เช่น ดาต้าเซนเตอร์ที่ต้องการการลงทุนใหม่ และใช้นวัตกรรมทางการเงินทั้งการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 24 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเสนอโครงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อนอนาคต ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่

    1.โครงการ Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการขนาดใหญ่ที่พร้อมลงทุน โดยมีโครงการพร้อมลงทุนปี 2569 กว่า 60 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งยื่นคำขอและได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ติดกฎระเบียบ และเมื่ออนุมัติแล้วรัฐบาลจะใช้มติ ครม.ปลดล็อกการลงทุนให้เร็วขึ้น

    2.โครงการช่วย SME ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท อุดหนุนการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน การลดต้นทุน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่

    3.โครงการรีสกิล/อัพสกิลแรงงาน เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เน้นการพัฒนาทักษะให้บุคลากร 100,000 คน

    ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า กรอบเวลาโครงการที่จะเสนอ ครม.ครม.เศรษฐกิจ และ ครม.ช่วงที่เหลือก่อนยุบสภามี 12 โครงการสำคัญตามแผน Quick Big Win ครอบคลุมการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 65 ล้านคน แบ่งประชาชนเป็น 3 กลุ่มหลักตามระดับรายได้ ประกอบด้วย กลุ่มรายได้น้อย กลุ่มรายได้ปานกลาง และกลุ่มรายได้สูง ประกอบด้วย

    1.โครงการคนละครึ่งเฟส 2 และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ โดยจะเสนอ ครม.อนุมัติ เดือน ธ.ค.2568 และจะลงทะเบียนรอบใหม่เดือน ม.ค.2569

    2.โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย โดยมีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้งาน AI (แพคเกจสูงสุด) ฟรี 1 ปี ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เศรษฐกิจแล้ว และรอเสนอ ครม.

    3.มาตรการส่งเสริมและแก้หนี้สิน SME โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.2568

    4.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การดูแลชาวไร่อ้อย

    5.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการพลังงาน

    6.มาตรการการคลังเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ

    7.มาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    8.โครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอ ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายเดือน พ.ย.2568

    9.สลากเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังร่างแผนและจะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกเดือน ธ.ค.2568

    10.พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังหารือและร่างแผนเพื่อเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568

    11.โครงการ Thailand Individual Account (TISA) หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568

    12.การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อติดตามผลเชิงนโยบายของรัฐบาลครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจ โดยได้สร้าง Analytics Dashboardแล้ว จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบเป็นระยะ

    “คมนาคม”หั่นค่ารถไฟฟ้า-ทางด่วน

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลดค่าครองชีพจะเป็นแพ็คเกจ โดยนำร่องเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ครม.อนุมัติขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในส่วนสายสีแดงและสายสีม่วงถึง 30 พ.ย.2568

    นอกจากนี้ จะมีโครงการ “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” ช่วงแรกเริ่มที่สายสีแดงและสีม่วง จะเสนอ ครม.วันที่ 25 พ.ย.2568 เพื่อลดค่ารถไฟฟ้าหลังมาตรการ 20 บาท สิ้นสุด โดยจะดำเนินมาตรการนี้ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึง 30 พ.ย.2569

    ส่วนรถไฟฟ้าทุกสายราคาเดียวกัน 40 บาทตลอดวัน มอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งศึกษาแนวทางศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ให้ทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรเดียวเพื่อทำค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายรายวันได้

    ส่วนค่าทางด่วนได้หารือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานทางพิเศษ เพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เพื่อสร้างโครงการ Double Deck งามวงศ์วาน-พระราม 9 และลดค่าทางด่วนในเมืองเหลือไม่เกิน 50 บาท (จากเดิม 90 บาท) จะลงนามสัญญาเดือน ธ.ค.2568

    รวมทั้งปลัดกระทรวงคมนาคมเร่งศึกษาแนวทางค่าทางด่วนทุกเส้นทางอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง จะประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ในสิ้นปี 2568

    ตรึงราคาพลังงาน “ดีเซล-LPG-ค่าไฟ”

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจช่วง 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win ต้องเดินหน้าเร็วทั้งการดูแลค่าครองชีพประชาชนและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงราคาก๊าซ LPG ครัวเรือนที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ขณะที่ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดหลักการไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วย เท่างวดปัจจุบันเพื่อคุมค่าครองชีพช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

    นอกจากนี้ ในเดือน ธ.ค.2568 จะเร่งสรุปการออกหลักเกณฑ์โครงการเร่งด่วนด้านพลังงาน อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เดินหน้าเต็มสูบ กำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ จำกัดจุดละไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ พร้อมกำหนดให้เอกชนรายหนึ่งติดตั้งได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์เพื่อกระจายโอกาสให้ทั่วถึง โดยออกหลักเกณฑ์ได้ภายในเดือน ธ.ค.2568 จะทำให้ชุมชนจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดค่าไฟ

    รวมถึงโครงการโซลาร์หลังคาครัวเรือน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท ผ่านมาตรการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน ได้รับอนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างกรมสรรพากรเตรียมประกาศใช้ โดยคาดว่าจะชัดเจนเดือน ธ.ค.2568 จะช่วยเร่งให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดพร้อมได้สิทธิประโยชน์ภาษี

    “ราคาอ้อยตก-ต้นทุนพุ่ง” รัฐจ่ออุ้มชาวไร่

    แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมแนวทางการดูแลราคาอ้ยฤดูกาลผลิต 2568/69 ที่จะเริ่มหีบอ้อยในวันที่ 1 ธ.ค.2568 โดยมีแนวโน้มที่ราคาอ้อยขั้นต้นจะลดเหลือเพียงตันละ 900 บาท ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยตันละ 1,358 บาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะหาทางเพิ่มค่าอ้อยอีกประมาณตันละ 400 บาท ให้สอดคล้องกับต้นทุน

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีสั่งระงับการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน กก.ละ 3 บาท ซึ่งเดิมกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อเติมรายได้เข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70:30 แต่เมื่อการขึ้นราคาน้ำตาลทำไม่ได้จึงต้องหาวิธีการอื่น โดยที่ผ่านมาเคยใช้แนวทางผ่านกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาดูแล

    รวมทั้งจะมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ครอบคลุมทั้งมาตรการทางการเงินและแรงจูงใจ ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำปี 2568 – 2570 วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการแหล่งน้ำและจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร 

    “พาณิชย์”คุมค่าครองชีพ-ดูแลสินค้าเกษตร

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งมาตรการ“กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว” โดย เร่งจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ รวมถึงจัดธงเขียวลดราคา ปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร 

    ทั้งนี้ ร่วมมือสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน คาดว่าประหยัดค่าใช้จ่าย 32,400 ล้านบาทต่อปี และดูต้นทุนสินค้าเวชภัณฑ์ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ ช่วยประหยัด 1,100 ล้านบาท 

    รวมทั้งมีการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) อนุมัติมาตรการมาแล้วและเตรียมเสนอ ครม. เช่น โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเก็บในยุ้งฉาง 1-5 เดือน ตั้งเป้าปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยเกษตรกรที่มียุ้งฉางจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน

    นอกจากนี้ มีโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เพื่อดูดซับซัพพลายในตลาด

    ขณะที่มาตรการดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2568/69 กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดสดราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวโพดแห้งหน้าโรงงาน 9.80 บาทต่อกิโลกรัม และควบคุมการนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผา

    จ่อชงทัวร์ไทยคนละครึ่ง-แจกตั๋วบินฟรี

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานำงบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 โดยคาดมีงบเหลือราว 500 ล้านบาท จากงบประมาณที่ ครม. อนุมัติวงเงิน 1,750 ล้านบาท

    สำหรับนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวระยะสั้นได้หารือภาคเอกชน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแก่สายการบิน โรงแรมและอื่นๆ และทำให้ธุรกิจจัดโปรโมชันแก่นักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันปี 2569 

    รวมถึงทำโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ เส้นทางในประเทศฟรี แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินราคาปกติเข้าไทย จำนวน 200,000 คน ก็ผลักดันให้ ครม.พิจารณาด้วยเช่นกัน

    พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ล่าสุด กพท. ได้ยื่นหนังสือไปถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงการคลัง ขอให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน และทำให้สามารถลดค่าบัตรโดยสารภายในประเทศลงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12CwR29pL0B7f6Gm8H-yJT

  • เลขเด็ด ส่องเลขทะเบียน “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “ทีมหมอนทอง” | คมชัดลึก

    เลขเด็ด ส่องเลขทะเบียน “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “ทีมหมอนทอง” | คมชัดลึก

    เลขเด็ด เลขเด็ดงวดนี้ หวยลาว หวยฮานอย ส่องเลขทะเบียนรถ “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” ที่มีการติดสติกเกอร์ และตราของโรงเรียน พร้อมฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/lottery/lotto/610139&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cgUH3zrOLfZTY9F60hW2U

  • CREDIT ธนาคารไทยเครดิต ปั้นโครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ธนาคารไทยเครดิต ปั้นโครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มบริหารธุรกิจไมโครไฟแนนซ์และสาขาสินเชื่อ เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการศึกษาและเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับเยาวชน สร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคต

    โครงการนี้ต่อยอดวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มุ่งเน้น “การพัฒนาเยาวชนไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในสถาบันที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยธนาคารได้สนับสนุนอุปกรณ์และสิ่งของที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน อาทิ อุปกรณ์การเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ โต๊ะ เก้าอี้ และครุภัณฑ์ทางการศึกษา รวมถึงอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การปรับปรุงอาคารเรียน สนามเด็กเล่น อุปกรณ์ทาสีรั้วโรงเรียน นอกจากนี้ยังสนับสนุนนมผงสำหรับเด็กอ่อน ของอุปโภคบริโภค และกิจกรรมเสริมพัฒนาการ เพื่อให้เยาวชนในแต่ละพื้นที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารไทยเครดิตจัดโครงการดังกล่าวครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่

    ภาคเหนือ

    • โรงเรียนบ้านดอยสะโง๊ะ จังหวัดเชียงราย
    • โรงเรียนแม่สานสามัคคี จังหวัดสุโขทัย 

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโพธิ์ไทร จังหวัดกาฬสินธุ์
    • โรงเรียนกีฬาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

    ภาคตะวันออก

    • โรงเรียนวัดผักกาด จังหวัดจันทบุรี

    ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร

    • โรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น จังหวัดลพบุรี
    • มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ชุมชนคลองเตย) จังหวัดกรุงเทพมหานคร
    • คริสตจักรที่ 1 สำเหร่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

    ภาคตะวันตก

    • โรงเรียนอนุบาลหัวหิน (บ้านหนองขอน) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    ภาคใต้

    • โรงเรียนวัดภูมิบรรพต จังหวัดกระบี่

    โครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา เสริมศักยภาพการเรียนรู้ และส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ธนาคารเชื่อว่า การพัฒนาเยาวชน คือการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของประเทศ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเยาวชนได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับปรัชญา “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/20/596031/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39KOXtoZS3IuVusyfyuyKF

  • สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่

    สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    (19 พฤศจิกายน 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่

    นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

    ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

    นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

    ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill Reskill และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12767511&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mLlwJzxy_rOYOPK-W5tN6

  • “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทส. ลงพื้นที่บ้านเขางู หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยมีนายณัฐ โก่งเกษร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายอานนท์ ผงกุลา ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 8 (ราชบุรี) และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้การต้อนรับ

    เนื่องจากหลายหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อผลิตระบบประปา สาเหตุจากสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ปริมาณน้ำผิวดินลดน้อยลง โดยในพื้นที่บ้านเขางู หมู่ที่ 1 และบ้านต้นมะม่วง หมู่ที่ 2 เป็นพื้นที่ที่มีการเจริญเติบโตและการขยายตัวของชุมชนเมืองโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้จัดทำโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเจาะและพัฒนาน้ำบาดาลที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมทั้งก่อสร้างระบบกระจายน้ำบาดาล สำหรับอุปโภคบริโภคและกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมของประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมให้มีการใช้น้ำบาดาลอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    รูปแบบโครงการ ประกอบด้วย บ่อน้ำบาดาลขนาด 6 นิ้ว 2 บ่อ หอถังเหล็กเก็บน้ำ ขนาดความจุ 100 ลบ.ม. ถังกรองสนิมเหล็ก จุดจ่ายน้ำถาวร ป้ายโครงการ ถังเก็บน้ำดิบ อาคารศูนย์เรียนรู้ด้านน้ำบาดาลและจุดบริการน้ำดื่ม เมื่อดำเนินการก่อสร้างระบบประปาบาดาลแล้วเสร็จ จะสามารถผลิตน้ำบาดาลได้ไม่น้อยกว่า 480 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 175,200 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนไม่น้อยกว่า 585 ครัวเรือน หรือ 2,340 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/973750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zgiyYkFx23HrnM5a5yKv8

  • เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซีจับมือบางจาก เปิดกลยุทธ์ “เติมเต็มความคุ้มค่า” รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงการใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์ประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านสองแคมเปญหลัก ได้แก่ การมอบเครดิตเงินคืนทันที 3% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เจซีบี และการแลกคะแนน KTC FOREVER หรือบางจาก กรีนไมลส์ เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการ ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    นายสุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความคุ้มค่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกบัตรเคทีซี เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้ออกบัตรเครดิต แต่ต้องการเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว การเดินทาง หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างการเติมน้ำมัน ความร่วมมือกับบางจากในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์ที่ผสานทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มผ่านสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ e-Coupon ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้จริง พร้อมช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่งสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมการเงินที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

    สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเคทีซีเมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการทั่วประเทศ บัตรเครดิต KTC JCB ทุกประเภทรับ e-Coupon เครดิตเงินคืน 3% (หรือ 30 บาทต่อเซลส์สลิป) ผ่านแอปฯ KTC Mobile โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลกและไม่ต้องลงทะเบียน เมื่อเติมน้ำมันตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 บัตรเครดิต KTC ทุกประเภท รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% เมื่อเติมน้ำมันผ่านบัตรฯ ทุก 100 บาท และใช้ทุก 100 คะแนน KTC FOREVER และทุก 100 คะแนนบางจากกรีนไมลส์ หรือแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 12% เมื่อใช้ทุก 100 คะแนน KTC FOREVER (ไม่จำกัดยอดแลกคะแนน) และลงทะเบียนเข้าร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569

    สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก วีซ่า แพลทินัม (KTC-BANGCHAK VISA PLATINUM) และบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก แพลทินัม มาสเตอร์การ์ด (KTC-BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD) รับเพิ่มเครดิตเงินคืน 1% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในการเติมน้ำมันทุกชนิด (ไม่รวมน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ) ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก จากยอดชำระไม่เกิน 3,000 บาท/เซลส์สลิป โดยเครดิตเงินคืนจะถูกโอนเข้าบัญชีบัตรเครดิตในรอบบัญชีถัดไป

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทั้งนี้ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12767590&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IEonlslO8x_S_IIRoLpXu

  • จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 กลุ่มธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง! เครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจไทยโตแรง ทั้ง Future Food–ท่องเที่ยวสุขภาพ SME หลายกลุ่มได้อานิสงส์

    Wellness กำลังเป็นเครื่องยนตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัย SME D Bank ได้เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “Wellness Business” ซึ่งระบุว่าเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึง 2 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ได้แก่ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) และธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food)

    เทรนด์รักสุขภาพมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพอย่างมาก รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ผู้บริโภคทุกกลุ่มให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค โดยเฉพาะ Future Food ที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยและการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

    ตลาด Future Food ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2570 จะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านบาท และมีมูลค่าส่งออกกว่า 220,000 ล้านบาท ซึ่ง Future Food แบ่งออกได้หลายประเภท

    Functional Food (อาหารฟังก์ชัน) 

    • อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน เช่น ปลาไขมันสูงที่มีส่วนช่วยบำรุงหัวใจและสมอง ข้าวโอ๊ตหรือข้าวบาร์เลย์ที่มีใยอาหารชนิดเบต้ากลูแคน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เป็นต้น
    • โพรไบโอติก พรีไบโอติก เช่น โยเกิร์ตผสมพรีไบโอติกส์ หรือ ผลิตภัณฑ์นมที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต เป็นต้น
    • อาหารเสริม เช่น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อบำรุงร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    Medical & Personalized (อาหารทางการแพทย์)

    • อาหารที่พัฒนาเพื่อช่วยดูแลภาวะสุขภาพเฉพาะบุคคล 

    Alternative Protein Food (อาหารโปรตีนทางเลือก) 

    • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นมพืชอื่น ๆ
    • เนื้อจากพืช
    • สาหร่ายโปรตีนสูง
    • กลุ่มแมลงกินได้ จิ้งหรีด หนอนนก หรือ ตั๊กแตน 

    Organic Food (อาหารออร์แกนิก)

    • อาหารที่ได้จากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ปุ๋ยสังเคราะห์ และยาฆ่าแมลง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก

    ธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    มูลค่าตลาดธุรกิจ Wellness Tourism ทั่วโลก ปี 2566 อยู่ที่ 8.17แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 2568 คาดขยายตัว 8.1% ต่อปี ส่วนในไทย ปี 2565 พบว่ามีมูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับ 15 ของโลกอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิก และในปี 2570 เป้าหมาย 1 ใน 5 อันดับของโลก

    โอกาส SME ในธุรกิจ Wellness Tourism

    โอกาสทางธุรกิจนี้ครอบคลุมหลากหลายบริการ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 80,000 – 120,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ธุรกิจ SME ที่เกี่ยวข้องได้แก่ 

    • การเตรียมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนำเที่ยว,บริการข้อมูลการท่องเที่ยว, บริการจองห้องพัก, การเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยว
    • การเดินทางเข้าประเทศเป้าหมาย รถทัวร์, เรือโดยสาร, เรือสำราญ, เรือยอร์ช
    • ที่พักอาหารเครื่องดื่ม โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, สถานพยาบาล, สถานพักฟื้น, ร้านอาหาร, ภัตตาคาร
    • การเดินทางภายในประเทศ รถแท็กซี่, รถเช่า, บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, ขนส่งทางการแพทย์ 
    • กิจกรรม การบำบัด,รักษา, สปา, นวดไทย, น้ำแร่, น้ำพุร้อน, เสริมสวย, สินค้าเพื่อความงาม, ยิม, ฟิตเนส, สมาธิ, โยคะ, อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ, เภสัชภัณฑ์, ร้านค้าปลีกของที่ระลึก

    ปัจจัยสนับสนุนหลักของอุตสาหกรรม Wellness

    นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพเติบโตเร็ว ทำให้การพัฒนาสินค้า–บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงจุดแข็งด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ช่วยสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยในตลาดโลก ตลอดจนแรงหนุนจากภาครัฐ ทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายและนโยบายสนับสนุนธุรกิจ Health & Wellness

    ผลต่อการเติบโตของ SME ไทย

    ธุรกิจ Wellness กลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยช่วยให้ขยายตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย และเทคโนโลยี และได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสุขภาพ (Care & Wellness Economy) และการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29giKJ-i3201tIMgiYzdAa

  • ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจผันผวน

    ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจผันผวน

    ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจผันผวน

          สมาคมค้าปลีกแห่งสหรัฐฯ (National Retail Federation: NRF) เผยยอดการคาดการณ์การจำหน่ายของช่วงเทศกาลฤดูหนาวปลายปี 2568 โดยประเมินว่ายอดขายค้าปลีกในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 จะเพิ่มขึ้น 3.7%–4.2% จากปี 2024 แตะระดับระหว่าง 1.01–1.02 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นครั้งแรกที่ยอดขายช่วงวันหยุดมีโอกาสทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2567 ยอดขายในช่วงเทศกาลเติบโต 4.3% อยู่ที่ 976,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

    image.png

          Matthew Shay ประธานและซีอีโอ National Retail Federation ระบุว่า แม้ผู้บริโภคจะมีความกังวลด้านเศรษฐกิจ แต่กำลังซื้อยังคงแข็งแกร่งและคาดว่าฤดูกาลช้อปปิ้งปีนี้จะยังคึกคัก โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อกันงบไว้สำหรับซื้อของขวัญ

          นอกจากคาดการณ์ยอดขาย NRF ยังมีผลสำรวจผู้บริโภคประจำปีซึ่งจัดทำโดย Prosper Insights & Analytics โดยแบบสำรวจนี้สอบถามผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 8,247 คนเกี่ยวกับแผนการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลวันหยุด โดยดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2568 พบว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ วางแผนใช้จ่ายเฉลี่ย 890.49 เหรียญสหรัฐ/คน ในปีนี้ สำหรับของขวัญวันหยุด อาหาร ของตกแต่งและสินค้าอื่นๆ ตามฤดูกาล แม้ลดลงเล็กน้อย 1.3% จากสถิติสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังเป็นยอดใช้จ่ายสูงที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 23 ปีของการสำรวจ นอกจากนี้ Katherine Cullen รองประธานฝ่ายข้อมูลผู้บริโภคของ NRF กล่าวว่าชาวอเมริกันยังคงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายสำหรับคนที่รักในช่วงวันหยุด แม้ภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าผู้ค้าปลีกเตรียมนำเสนอส่วนลดและดีลพิเศษเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่ามากขึ้นในปีนี้

    image.png

          ผลสำรวจยังระบุว่า 42% ของผู้บริโภควางแผนเริ่มใช้จ่ายก่อนเดือนพฤศจิกายน โดยให้เหตุผลว่าต้องการกระจายงบประมาณและหลีกเลี่ยงความเร่งรีบการจับจ่ายในช่วงนาทีสุดท้าย แม้เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ แต่ 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคาดว่าจะซื้อสินค้าจนครบในเดือนธันวาคม ขณะเดียวกัน 85% เชื่อว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นจากผลของการจัดเก็บภาษีศุลกากร และ 63% จะรอซื้อสินค้าในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้าที่มีการลดราคา เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปีที่ผ่านมา

          ในด้านของขวัญที่ผู้บริโภคอยากได้รับมากที่สุด ได้แก่ บัตรของขวัญ (50%) เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย (46%) หนังสือหรือสื่อ (27%) ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (23%) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (22%) โดยผู้บริโภคเลือกช้อปจากหลากหลายช่องทาง ทั้งออนไลน์ (55%) ซูเปอร์มาร์เก็ต (46%) ห้างสรรพสินค้า (44%) และร้านราคาประหยัด (42%)

    image.png

          ปีนี้ 91% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันคาดว่าจะร่วมฉลองเทศกาลฤดูหนาว เช่น Christmas, Hanukkah หรือ Kwanzaa โดยในจำนวนเงินที่เตรียมใช้จ่ายเฉลี่ย 890.49 เหรียญสหรัฐนั้น จะแบ่งเป็นเป็นของขวัญ 627.93 เหรียญสหรัฐ และอีก 262.56 เหรียญสหรัฐ จะใช้จ่ายสำหรับอาหาร การ์ด ของตกแต่งและสินค้าอื่น ๆ

          ในด้านการจ้างงาน NRF คาดว่าผู้ค้าปลีกจะเปิดรับพนักงานชั่วคราว 265,000–365,000 ตำแหน่ง ลดลงจาก 442,000 ตำแหน่งในปี 2567 โดยบางส่วนของการจ้างงานอาจถูกเร่งให้เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติเพื่อรองรับกิจกรรมช้อปปิ้งในเดือนตุลาคม

          Mark Mathews หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NRF กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งแม้ปีนี้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านการค้าและภาวะเงินเฟ้อ พร้อมระบุว่าผู้ค้าปลีกพยายามตรึงราคา แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  โดย NRF ระบุว่าการคาดการณ์ยอดขายช่วงเทศกาลนี้ อ้างอิงจากแบบจำลองเศรษฐกิจที่ใช้ข้อมูลหลายปัจจัย เช่น การใช้จ่ายผู้บริโภค รายได้ส่วนบุคคล ค่าจ้าง เงินเฟ้อและยอดขายค้าปลีกที่ผ่านมา โดยไม่รวมยอดขายจากผู้จำหน่ายรถยนต์ ปั๊มน้ำมันและร้านอาหาร เพื่อสะท้อนข้อมูลค้าปลีกหลักอย่างถูกต้องที่สุด 

    ความคิดเห็นของสำนักงานฯ

           ยอดขายช่วงเทศกาลปลายปีในสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการเลือกของขวัญที่มีเอกลักษณ์และคุ้มค่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกเร่งออกโปรโมชันและส่วนลดมากขึ้น ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อเริ่มเร็วกว่าปกติ โดยความต้องการสินค้าไลฟ์สไตล์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในการผลักดันการส่งออกทั้งของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับแฟชั่น และสินค้าสุขภาพ โดยอาศัยช่องทางอีคอมเมิร์ซและสื่อ social เพื่อให้สินค้าไทยสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่มองหาคุณภาพดีในราคาคุ้มค่าช่วงเทศกาลนี้ 

    ข้อมูลอ้างอิงจาก: https://nrf.com/research-insights/holiday-data-and-trends/winter-holidays

    สคต. นิวยอร์ก เดือนพฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/m2xju2c8mbjfp0ihr3rkhf8e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GmfeKpeEhQUk8KL-Ojwi1

  • สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ททท.คาดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน ติดลบ 7%

    การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ ถือว่ามีปัจจัยท้าทายมากมายตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่หดตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอาเซียน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราว 7 % โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 33.16 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อน

    เมื่อดูเป็นรายตลาด จะพบว่าในปีนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ มีแนวโน้มติดลบสูงมาก ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวฮ่องกง ติดลบ 29% นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ติดลบ 16% นักท่องเที่ยวไต้หวัน ติดลบ 11%

    นักท่องเที่ยวเวียดนาม ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวลาว ติดลบ 19% นักท่องเที่ยวกัมพูชา ติดลบ 55% มีเพียงนักท่องเที่ยวฟิลิปินส์ เพิ่มขึ้น 19.51% นักท่องเที่ยวอินเดีย เพิ่มขึ้น 16% และนักท่องเที่ยวเมียนมาร์ เพิ่มขึ้น 17%

    การหดตัวของนักท่องเที่ยวจากจีนและอาเซียน สวนทางกับการตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ที่เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ นักท่องเที่ยวรัสเซีย เพิ่มขึ้น 12% นักท่องเที่ยวประเทศในกลุ่ม CIS เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 13%

    นักท่องเที่ยวเยอรมนี เพิ่มขึ้น 11% นักท่องเที่ยวฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 14.3% นักท่องเที่ยวสวีเดน เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 5%  นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้น 5% นักท่องเที่ยวอิสราเอล เพิ่มขึ้น 49.62% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ติดลบ 0.84%

    ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568

    อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่มีมากกว่า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 28 % ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย จึงส่งผลการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ จึงมีแนวโน้มติดลบหากเทียบกับปีที่ผ่านมา

    ล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย (1 ม.ค.-16 พ.ย.2568) อยู่ที่ 28.2 ล้านคน สร้างรายได้ 1,308,132 ล้านบาท ทำให้ตลอดทั้งปีนี้คาดว่า ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 33.16 ล้านคน ลดลง 7% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2567 และต่ำกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ที่อยากจะดึงต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน สร้างรายได้ 2.23 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้หากเทียบนักท่องเที่ยวรายภูมิภาค เปรียบเทียบกับปีก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) จะพบว่าในปีนี้ ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดอาเซียน ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 91%  นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 52% นักท่องเที่ยวยุโรป เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 129%

    นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 103% นักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้ เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 122% นักท่องเที่ยวจากโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 108% นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 115% และนักท่องเที่ยวจากแอฟริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 105%

    ท่องเที่ยวไทยเผชิญสารพัดปัจจัยรุมเร้า

    อย่างไรก็ตามชลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้ เกิดจากหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะกรณีของหวัง ซิง ที่ถูกสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้านหลอกลวงพาตัวไป หลังจากเดินทางเข้าไทย ปัญหาแผ่นดินไหว

    ปัญหาเศรษฐกิจโลกชลอตัว มาตรการภาษีตอบโต้ทรัมป์ สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 8% ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย. ทำให้ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวสูงขึ้นหากเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  การบังคับใช้กฏหมายของไทยที่หย่อนยาน ภาพลักษณ์ด้านลบของประเทศไทย จากวิกฤตความไม่ปลอดภัยของปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์

    การต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่มีความพร้อม และความสดใหม่ของแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เวียดนาม จีน ปัญหาภัยธรรมชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคคลากรมีข้อจำกัด 

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ชง 3 มาตรการเร่งด่วนปั้มท่องเที่ยว

    ดังนั้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่ททท.วางเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ท่องเที่ยว 7%  ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท (รายได้จากตลาดต่างประเทศและไทยเที่ยวไทย) และคาดว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้เคียง 38 ล้านคน

    ทำให้ททท.และภาคเอกชนท่องเที่ยว จึงบูรณาการความร่วมมือเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนท่องเที่ยวต่อเนื่องถึงปีหน้า ใน 3 มาตรการ ที่จะให้เร่งดำเนินการภายใน 3 เดือน ดังนี้

    1.การประชาสัมพันธ์และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ การออกมาตรการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย การสร้างความมั่นใจในการปราบปรามสแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์

    การโปรโมทท่องเที่ยวไทยโดย ลิซ่า ซึ่งเป็น Amazing Thailand Brand Ambassador ของททท. การจัดอีเว้นท์ระดับนานาชาติ ทั้งคอนเสิร์ตระดับโลกและกีฬา  รวมถึงบิ๊กอีเว้นท์ อย่าง วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ซีเกมส์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาท์ดาวน์

    2. การใช้ Tactical Campaign นำจุดเด่นด้านความคุ้มค่า กระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น การผลักดันโครงการ Inter-Dom Fight นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อตั๋วบัตรโดยสารเข้ามาประเทศไทย  จะได้รับบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศ  การสนับสนุน Mice Incentive / Thailand Summer Blast  เป็นต้น

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    3.การใช้มาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการภาษีเที่ยวลดหย่อนภาษี สำหรับชาวไทยและการจัดประชุมสัมมนา มาตรการลดภาษีสรรพสามิตนั้นเครื่องบิน เพื่อนำไปลดราคาบัตรโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางบินในประเทศ

    การจัดทำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยสนับสนุนผู้ประกอบการนำเที่ยว อาทิ ไกด์ ทัวร์ สายการบิน รถรางเรือ นำเที่ยว ที่จะเป็น Co-pay ภาครัฐ+สถานประกอบการ สนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท คน/ ทริป เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศผ่านผู้ประกอบการ

    ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย

    พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,151 วันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ksh8vmgKp-NHrzPde3sdn