Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ Hub สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในอนาคต

    ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ Hub สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในอนาคต

    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ได้เดินทางไปกรุงย่างกุ้ง เพื่อเซ็นสัญญาความร่วมมือ(MOU) กับสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM) สภาธุรกิจเมียนมา-ไทยภายใต้การดูแลของ UMFCCI และสมาคมการเดินขนส่งทางเรือเมียนมา (MIFFA) ซึ่งทั้งสามองค์กรเป็นภาคเอกชนเมียนมาสององค์กรหลัก และอีกหนึ่งองค์กรเอกชนไทยในประเทศเมียนมา เป็นการเดินหน้าสร้างความร่วมมือ ในการช่วยกันผลักดันเศรษฐกิจการค้า-การลงทุนระหว่างสองประเทศ ในการเซ็นสัญญากันครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันอย่างดีเยี่ยมครับ

    ในการเซ็นสัญญาครั้งนี้ มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้พูดถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองท่าขี้เหล็ก-อำเภอแม่สาย ที่มีฯพณฯท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของเมียนมา ท่านได้มีแนวคิดอยากจะสร้างความเชื่อมโยงเมืองท่าขี้เหล็กและอำเภอแม่สาย ให้เป็นจุดบรรจบ 5 ทิศทาง และเป็นกุญแจไขตลาดหลักหลายร้อยล้านคนบนเส้นทางนี้ สู่เมืองสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจแห่งใหม่ ซึ่งเมื่อได้รับฟังสิ่งที่สมาชิกท่านนั้นได้นำมาเสนอนี้ ผมคิดว่าถ้าหากโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง ก็จะสร้างเห็นผลประโยชน์ต่อทุกประเทศอย่างใหญ่หลวงจริง ๆ ครับ

    ในยุคนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์และการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ที่สามารถสร้างพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดังนั้นการเปลี่ยนจากการค้าชายแดนแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้าง “Logistics Hub” เชิงยุทธศาสตร์ จึงเป็นก้าวสำคัญ และมีพื้นที่หนึ่งที่กำลังเปล่งประกายด้วยศักยภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สาย (ไทย) -เมืองท่าขี้เหล็ก (เมียนมา) ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น พื้นที่นี้น่าจะกลายเป็น “จุดบรรจบ” ในอนาคต ที่เชื่อมโยงตลาดขนาดใหญ่ 5 แห่งเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน (ตอนใต้) อินเดีย (เอเชียใต้) เมียนมา (ตลาดในประเทศ) และ ลาว (เส้นทางเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม) การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่นี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า แต่จะเป็นการ “สร้างตลาดใหม่” ที่มีประชากรรวมกันหลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว

    จะเห็นว่าศักยภาพและแรงขับเคลื่อนจากโครงสร้างพื้นฐานของความร่วมมือ(ถ้าเกิดขึ้นจริง) ยุทธศาสตร์การสร้าง Logistics Hubในพื้นที่เมืองท่าขี้เหล็ก-อำเภอแม่สาย ย่อมมีรากฐานมาจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็น “ปัจจัยขับเคลื่อน” (Driving Forces) สำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค เช่น แรงขับเคลื่อนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จากการที่ผมได้เคยไปร่วมประชุมเชิงวิชาการมาที่เมืองยวี่ซี(Yuxi) เมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้รับรู้ว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังเร่งพัฒนาเมืองยวี่ซี (Yuxi) ที่อยู่ทางตอนใต้ของคุนหมิง เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เขากำลังรีบเร่งในการสร้างฐานโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการค้ากับอาเซียน ดังนั้น Hub นี้ จึงสามารถใช้ทางหลวง R3A และ R3B เชื่อมเข้าสู่มณฑลยูนนาน รวมถึงเชื่อมต่อไปยัง ทางรถไฟจีน-สปป.ลาวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประเทศไทยเรา ก็มีโครงการเปลี่ยนโลกของไทย ด้วยรถไฟรางคู่สายเด่นชัย–เชียงของ ซึ่งถ้าหากแล้วเสร็จ จะเชื่อมภาคเหนือของไทยเข้ากับโครงข่ายรถไฟแห่งชาติจีน จะทำให้ Hub ที่ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ทำให้สามารถส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Mass Transport) ไปยังท่าเรือหลักในภาคกลางและภาคตะวันออกของไทยได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงนั่นเอง การเชื่อมโยงเอเชียใต้ของจีน โดยผ่านเมืองท่าขี้เหล็ก ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางที่มีศักยภาพในการเป็น “จุดเริ่มต้น”ของการขนส่งสินค้าจากไทยไปยังอินเดีย (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ผ่านโครงการ Trilateral Highway (ไทย-เมียนมา-อินเดีย) ซึ่งขยายขอบเขตการค้าจากอาเซียนเข้าสู่เอเชียใต้ในอนาคตอย่างแท้จริง

    ดังนั้น ในอนาคตถ้าหากแนวคิดนี้บังเกิดผล บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ Logistics Hub ที่เมืองท่าขี้เหล็ก-อำเภอแม่สาย จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดผ่านแดน แต่เป็นศูนย์กลางที่มีบทบาทเชิงรุกในการจัดการและกระจายสินค้า นั่นจะหมายถึงการเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า (Consolidation & Distribution Center) ซึ่งจะทำหน้าที่จัดเก็บ และกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย เข้าสู่ตลาดรัฐฉานและเมียนมาตอนบน ในทางกลับกันก็จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูปจากเมียนมาตอนบน เพื่อเตรียมส่งออกอย่างรวดเร็วไปยังตลาดจีน (ที่จะเน้นการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิและความสด) และส่งลงสู่ระบบรางของไทย อีกทั้งยังเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Modal Interchange Point) ที่จะทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายระหว่างการขนส่งทางถนน ในเมียนมา-สปป.ลาว เข้าสู่ระบบการขนส่งทางถนนและทางรางในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ในการเข้าถึงท่าเรือและตลาดใหญ่ได้อีกด้วยครับ

    อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อกำหนดอื่น ๆ เช่น การบริหารจัดการความเสี่ยงและการดำเนินงานที่ยืดหยุ่น เพราะการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีความผันผวนสูง จำเป็นต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน (Operational Flexibility) ในระดับสูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังต้องมีกลยุทธ์การลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง (Security & Stability Risk) และแนวคิด Hub and Spoke ใช้ “Hub สองทาง” (Dual-Hub Strategy) โดยให้เมืองท่าขี้เหล็ก เป็น Mini-Hub (ศูนย์รวบรวมเบื้องต้น) สำหรับการรวบรวมสินค้าในพื้นที่เมียนมาเท่านั้น ขณะที่ อำเภอแม่สาย ควรจะเป็น Major-Hub ที่รับผิดชอบกิจกรรมมูลค่าสูง และมีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น การจัดการเอกสาร-พิธีการศุลกากร ซึ่งช่วยแยกความเสี่ยงด้านการลงทุนขนาดใหญ่จากฝั่งเมียนมา

    แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีแผนฉุกเฉินในการขนส่ง (Contingency Routing) เพื่อเตรียมแผนสำรองในการใช้เส้นทางการขนส่งอื่น ๆ ทันที เมื่อเกิดการปะทะกันตามชายแดนหรือด่านปิด โดยอาจพิจารณาการใช้ด่านการค้าอื่น ๆ หรือเส้นทางภายใน ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยอย่างแน่นหนา การรับมือกับความผันผวนด้านกฎระเบียบและนโยบาย (Regulatory & Political Risk) จะต้องมีพันธมิตรเชิงรุกในท้องถิ่น (Proactive Local Partners) ในการร่วมมือกับพันธมิตร(พ่อค้าชายแดน)ที่มีความน่าเชื่อถือในพื้นที่ เป็นสิ่งจำเป็น พวกเขาจะทำหน้าที่เป็น “ผู้แจ้งเตือนล่วงหน้า” สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านภาษี ศุลกากร และกฎระเบียบการค้าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในประเทศเมียนมา เพราะเขาจะเคยชินจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว

    นอกจากนี้การลงทุนแบบมีขั้นตอน (Phased Investment)และถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสมาชิกที่จะร่วมดำเนินการ โดยควรจะหลีกเลี่ยงการลงทุนขนาดใหญ่ในสินทรัพย์ถาวรทันทีในฝั่งเมียนมา โดยเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย (เช่น Modular Warehouses) ในช่วงเริ่มต้น และการจัดการสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (Operational Efficiency Risk) โดยเน้นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Focus) อีกทั้งต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้า ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) สำหรับสินค้าเกษตรส่งออกไปยังจีน เพื่อให้ต้นทุนการขนส่งและความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่ากับผลกำไร และหากมีการบูรณาการด้านเทคโนโลยี (Technology Integration) ด้วยการติดตั้งระบบติดตามและบริหารจัดการการขนส่ง (TMS) และระบบติดตามสินค้า (GPS Tracking) มาใช้ เพื่อติดตามสถานะของรถบรรทุกและสินค้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินความปลอดภัย และเวลาที่ใช้ในการขนส่ง ได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนนั่นเองครับ

    การสร้าง Logistics Hub บนสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่เมืองท่าขี้เหล็ก-อำเภอแม่สาย ไม่ใช่แค่เป็นการมองหาโอกาส แต่คือการ “วางเดิมพันในอนาคตของเอเชีย” การผสานรวมโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย เข้ากับจุดเชื่อมต่อทางบกที่มีอยู่ น่าจะทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ยุทธศาสตร์ก้าวต่อไป คือการผลักดันความร่วมมือภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการเจรจาเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวก ในการขนส่งข้ามพรมแดน (CBTA) อย่างเต็มรูปแบบ เช่น การลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้า และการอนุญาตให้รถขนส่งสามารถวิ่งข้ามแดนได้สะดวกยิ่งขึ้น ถ้าหาก Logistics Hub แห่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ก็จะทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญ ที่เปิดประตูการค้าไปสู่ประชากรนับหลายร้อยล้านคนใน 5 ประเทศ อีกทั้งยังทำให้สินค้าไทยมีช่องทางใหม่ในการเข้าถึงตลาดใหญ่ และช่วยให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มิอาจมองข้ามได้ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/644755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fA9HKMBG5rp3BwVa5UJpB

  • ตามคาด! ปชน.เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “เท้ง-ไหม-ต้น” แย้มสู้ศึกเลือกตั้ง 3 คำ ไม่เทา-เท่าเทียมกัน-เท่าทันโลก

    ตามคาด! ปชน.เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “เท้ง-ไหม-ต้น” แย้มสู้ศึกเลือกตั้ง 3 คำ ไม่เทา-เท่าเทียมกัน-เท่าทันโลก

    ตามคาด! ปชน. เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “เท้ง-ไหม-ต้น” ขณะ “เท้ง” ขอฉายภาพประเทศไทยสไตล์ “พ่อหนุ่มวิศวะคอม” แย้มสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 3 คำ ไม่เทา-เท่าเทียมกัน-เท่าทันโลก จะเป็นกลยุทธ์หลัก ปชน. ยก GDP ไทยเทียบอาเซียนและโลก อัดรัฐราชการแข็งมาก จัดงบแบบเดิมทุกปี

    วันที่ 23 พ.ย. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนของพรรประชาชน ประกอบด้วย 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และ 3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

    โดยนายณัฐพงษ์สรุปภาพรวมงานรีชาร์จประเทศไทยว่า พวกเราทุกคนมีเหตุผลเดียวกันที่จะสร้างการเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ

    “ถ้าผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะทำอย่างไร สไตล์วิศวคอมพิวเตอร์ ทีมงานบรีฟมาว่าดึงตัวตนออกมาให้มากที่สุด ถ้าจะให้ผมพูดสรุปเป็นคำ 3 คำ ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า คือ 1.ไม่เทา 2.เท่าเทียมกัน และ 3.เท่าทันโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ ถามคำถามว่าอยากให้ประเทศไทยในฝันเป็นอย่างไร ก่อนจะกล่าวว่า ทุกท่านทราบหรือไม่ว่าปัญหาหน่วยเล็กที่สุด ประเทศไทยมีปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง หลานอยู่กับตายาย พ่อแม่ต้องไปทำงาน ไม่ว่าคุณอยากมีความฝันเป็นอะไร เราต้องการส่งต่ออนาคตให้ลูกหลาน แต่ลองดูประเทศไทยในปัจจุบัน ดูแลคนไทยอย่างไรบ้างตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต เราบอกว่าสาธารณสุขไทยเราดี แต่เรามีอัตราการตายของมารดา 34 ต่อ 100,000 คน มากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เรามีปัญหาเด็กแคระแกรน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งองค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ พอมาถึงวัยเรียน เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา 1 ล้านคน หรือ 10% ส่วนวัยทำงาน ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 คนต่อปี และคนส่วนมากในนั้นเป็นคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์

    “ทำไมถึงเป็นรถจักรยานยนต์ คนอาจจะคิดว่ารถติด แต่พื้นที่ต่างจังหวัดหลายพื้นที่รถไม่ได้ติด แต่เขาไม่มีพื้นที่ไปผ่อนรถเก๋ง อันตรายกว่ารถยนต์ ถ้าหน้าที่ของรัฐคือทำให้ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การตายบนท้องถนนและการเกณฑ์ทหาร ทำให้ประเทศไทยขาดแรงงานไปเยอะ ประเทศไทยคนไม่ว่าจะรวยหรือจน คนอยากมีบุตร

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนอยากเปรียบเทียบว่าประเทศเราเหมือนแพลตฟอร์มๆหนึ่ง พร้อมยกกราฟ GDP ประเทศไทยเทียบกับอาเซียนและโลก และระบุว่า 20 ปีที่ผ่านมา GDP อาเซียนโตขึ้น แต่ประเทศไทยเริ่มห่างขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับโลก พบว่า ประเทศไทยฟื้นตัวหลังจากโควิดช้ากว่าโลก การจัดงบที่ผ่านมาเป็นแบบเดิม รัฐราชการแข็งมาก หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ตรงไหนบนเวทีโลก

    นายณัฐพงษ์ ได้เปรียบเทียบประเทศไทย เป็นสมาร์ทโฟน โดยเริ่มต้นตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ต่อมาที่อำนาจรัฐ โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม กฎระเบียบทางสังคม แรงงาน ธุรกิจ โดยสิ่งที่ไทยยังทำได้ไม่ดีพอ คือ เรื่องน้ำประปา ขยะ ฟ้าสะอาด ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบยุติธรรม ความมั่นคง การศึกษาษา การรักษา

    “ระบบปฏิบัติการบ้านเราตอนนี้มีแต่บั๊ค ไม่อัพเดตสักที” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเราเปรียบเทียบรัฐหนึ่งรัฐ เป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง แพลตฟอร์มที่ดี คือแพลตฟอร์มที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้คนอยากย้ายเข้า แต่ประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่ดีเพียงพอในหลายจุด

    นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศไทยที่ดีขึ้น ว่า เรื่องความมั่นคงทั้งภายในและต่างประเทศแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ในประเทศ เสนอตั้งวอร์รูม และหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ธุรกิจสีเทาในประเทศ หากเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละหน่วยงานได้ด้วยใช้เทคโนโลยี จะสามารถยึดทรัพย์ และตรวจสอบได้ 2.ในภูมิภาค เสนอให้มีการตั้งศูนย์ข่าวกรองแม่น้ำโขง การพูดด้านหน้า และด้านหลัง รวมถึงศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์อาเซียน และ 3.ระดับโลก จะต้องมีการทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นตัวตั้ง และผลประโยชน์อาเซียนตามมา ไม่ยึดข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง

    นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจใหม่สี่เครื่องยนต์ที่จะเพิ่มทักษะ และหาโอกาสตอบโจทย์สังคมสูงวัย ส่วนเรื่องเกษตรกร หากมีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมได้ ชาวนาทุกคนสามารถทำนาเปียกสลับแห้งได้ ทั้งการลดต้นทุน และลดก๊าซเรือนกระจก พ.ร.บ. แข่งขันการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

    ส่วนเรื่องระบบราชการใหม่ ต้องแก้ปัญหาเก่า ปฏิรูปงบประมาณ เสริมสมรรถนะใหม่ รับมืออนาคต และสร้างความเชื่อมั่น คือ โปร่งใส ประสิทธิภาพ ประชาชน

    สุดท้ายคือการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ สร้างสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตะกอน แก้ไขปัญหาภายในเมืองทั้งขยะ ประปา ขนส่ง เรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม โดยจากข้อมูลเรื่องที่ดิน จะพบว่า 100 คนที่เป็นเจ้าสัวในประเทศถือครองที่ดิน 1 ใน 6 ของประเทศ และถ้าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกษตรกร ได้ หากไม่ปฏิรูปเรื่องที่ดิน

    นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงหน้าตาของรัฐบาลที่จะทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จได้ 3 ข้อ ว่า รัฐบาลต้องเอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง กิโยตินนกฎหมาย กระจายอำนาจ ขจัดทุนเทาจัดการองค์กรอิสระที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากลปฏิรูปที่ดินทำลายทุนผูกขาด ทำกองทัพให้ทันสมัย, รัฐบาลที่มีความสามารถเหมาะสมไม่ได้มาจากโควตาทางการเมือง และรัฐบาลที่สามารถวางบทบาทไทยในเวทีโลก

    ส่วนคณะทำงาน ด้านฝ่ายบริหาร จะมีการเริ่มทยอยเปิดตัวมากยิ่งขึ้น และกระแสข่าวที่มีการนำข้อมูลจากแขกรับเชิญในงานของเรามาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ ขอให้รอให้มีการเปิดอย่างเป็นทางการก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/452070&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23weZwg6T49yAbCWXvEu0o

  • จับตา 25 พ.ย.นี้ ครม.เคาะ ‘สายสีแดง-สายสีม่วง’ รับแพ็คเกจ ‘รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน’

    จับตา 25 พ.ย.นี้ ครม.เคาะ ‘สายสีแดง-สายสีม่วง’ รับแพ็คเกจ ‘รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน’

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินมาตรการ ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต และ บางซื่อ – ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ นั้น

    สำหรับนโยบายลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินการแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เบื้องต้นจะนำร่องให้บริการรถไฟฟ้า 2 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง

    ส่วนสาเหตุที่เริ่มดำเนินการใน 2 เส้นทางแรกก่อนนั้น เนื่องจากจากมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พ.ย.นี้ เบื้องต้นจึงจะเสนอดำเนินมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึง 30 พ.ย. 2569

    สำหรับแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ตามขั้นตอนคาดว่าจะเสนอต่อทที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 25 พ.ย.นี้

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงมีเป้าหมายต่อยอดแพ็คเกจลดค่าครองชีพส่วนของรถไฟฟ้าในรัฐบาลนี้ ให้ครอบคลุมทุกสีทุกสายในราคาเดียวกัน คือ 40 บาทตลอดวัน 

    ขณะเดียวกันในปัจจุบันได้มอบหมายให้การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการศึกษาแนวทางศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้รถไฟฟ้าทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรเดียว และสามารถจัดทำค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายรายวันได้

    “ส่วนการชดเชยรายได้ในช่วงแรกสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง เพื่อจัดทำค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันนั้น ไม่ต้องจัดหาเงินชดเชย เนื่องจากเป็นโครงการของรัฐอยู่แล้ว แต่จะสูญเสียรายได้ลดลง หากผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มรายได้” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีการผลักดันโครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย เพื่อรองรับแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันนั้น จำเป็นต้องซื้อคืนโครงการรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ และจัดทำ Single Ownership ให้ทุกโครงการรถไฟฟ้าอยู่ภายใต้การกำกับของ รฟม. 
     

    อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การกำหนดระบบค่าโดยสารร่วม (Common Fare) หรือตั๋วร่วม โดยไม่เสียค่าแรกเข้า 

    “กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้ รฟม. ศึกษาข้อมูล และหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ชัดเจนทั้งเรื่องเงินชดเชย เรื่องแนวทางการซื้อคืนสัมปทานจะนำเงินมาจากส่วนใด” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    สำหรับการรับสิทธิในโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารจะต้องแตะจ่ายด้วยบัตรโดยสารระบบ EMV Contactless / MRT EMV / Mangmoom EMV โดยสามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสองสายได้อย่างไร้รอยต่อ 

    ทั้งนี้ผู้โดยสารที่ใช้บริการสามารถเดินทางเข้าออกกี่ครั้งก็เหมาจ่ายในราคาเดียว 40 บาท ช่วยให้ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางหลายเที่ยวต่อวันสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน และคุ้มค่ามากขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 – 30 พ.ย.2569 ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แบ่งเป็น

    • บุคคลทั่วไป เดินทางไม่จำกัดเที่ยวในวันเดียวเพียง 40 บาทต่อวันวัน
    • นักเรียน–นักศึกษา จ่ายเพียง 30 บาทต่อวัน
    • ผู้สูงอายุ ครึ่งราคาต่อผู้พิการ และเด็ก ฟรี
    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้วงเงินในบัตร 750 บาทต่อเดือนได้ตามสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/644718&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UgxCL6LqNOaYQg1pUXeNp

  • เปิดดวงคน 2 ราศี ดวงในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องใกล้ตัวให้มากเป็นพิเศษ

    เปิดดวงคน 2 ราศี ดวงในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องใกล้ตัวให้มากเป็นพิเศษ

    คน 2 ราศี ต้องระวังเรื่องใกล้ตัว การเดินทางไปดูงานหรือท่องเที่ยวอาจถูกยกเลิกกะทันหัน หรือหากท่านเดินทางไป ก็มักมีแต่เรื่องไม่สบายใจ โดยเฉพาะการเดินทางร่วมกับบุตรบริวารหรือเพื่อนเก่า ท่านควรระมัดระวังให้มากๆ

    คน 2 ราศี ต้องระวังเรื่องใกล้ตัว การเดินทางไปดูงานหรือท่องเที่ยวอาจถูกยกเลิกกะทันหัน หรือหากท่านเดินทางไป ก็มักมีแต่เรื่องไม่สบายใจ โดยเฉพาะการเดินทางร่วมกับบุตรบริวารหรือเพื่อนเก่า ท่านควรระมัดระวังให้มากๆ สินค้าเกษตรหรือทรัพย์ในดินอาจจะขายไม่ได้ราคาอย่างที่ตั้งใจ

    เปิดดวงคน 2 ราศี ดวงในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องใกล้ตัวให้มากเป็นพิเศษ

    เปิดดวงคน 2 ราศี ดวงในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องใกล้ตัวให้มากเป็นพิเศษ ดวงรายสัปดาห์ (23 – 29 พ.ย. 2568) | เมษระวังของหาย พฤษภได้ข่าวลาภผิดพลาด

    เปิดดวงคน 2 ราศี ดวงในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องใกล้ตัวให้มากเป็นพิเศษ

    ลัคนา (ลั) ราศีเมษ: พลิกแพลงสถานการณ์ คุมอารมณ์เรื่องบริวาร

    ในรอบสัปดาห์นี้ ท่านต้องระวังเรื่องการทำของสำคัญหายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะของรักของหวงและอาวุธของมีคมที่มีมูลค่าต่างๆ แม้จะเกิดความไม่สมหวังในบางเรื่อง แต่ท่านไม่ควรสิ้นหวังหรือหมดหวัง เพราะบางทีการไม่ได้อย่างที่หวัง อาจจะเป็นผลดีต่อตัวท่านมากกว่า การเดินทางไปดูงานหรือท่องเที่ยวอาจถูกยกเลิกกะทันหัน หรือหากท่านเดินทางไป ก็มักมีแต่เรื่องไม่สบายใจ โดยเฉพาะการเดินทางร่วมกับบุตรบริวารหรือเพื่อนเก่า ท่านควรระมัดระวังให้มากๆ สินค้าเกษตรหรือทรัพย์ในดินอาจจะขายไม่ได้ราคาอย่างที่ตั้งใจ ท่านควรหาทางพลิกแพลงดัดแปลงเพื่อเพิ่มมูลค่าจะดีกว่า สำหรับท่านที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจะต้องขยันขันแข็งและไม่ควรใจร้อนเกินไป

    ลัคนา (ลั) ราศีพฤษภ: ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ อย่าหลงเชื่องมงาย

    ในรอบสัปดาห์นี้ ท่านจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับลาภผลประโยชน์อย่างผิดๆ หรือไม่เป็นความจริง ท่านอาจปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันตามใจเพศตรงข้ามหรือหุ้นส่วนมากเกินไป ควรระวังอาการแพ้อากาศ หรือมีอาการหูอื้อฟังอะไรไม่ชัด ไม่ควรติดต่อสื่อสารความลับ หรือพูดถึงบุคคลที่สามกับใครโดยไม่จำเป็น เพราะอาจจะรั่วไหลได้ อย่างไรก็ดี ปัญหาหนักๆ ที่ท่านกำลังเผชิญอยู่จะได้ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ หากมีความทุกข์ใจหรือแก้ปัญหาอะไรไม่ถูก อย่าหลงเชื่อใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องเพื่อนสนิท ที่เข้ามาปลอบโยนหรือเสนอทางแก้ไขที่เหลือเชื่องมงาย แม้จะมีศัตรูหน้าใหม่ๆ เข้ามา ท่านยังทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ทำได้เพียงระวังตัวให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน คนรักเชื่อฟังและอยู่ในโอวาทดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/lotto-horo-belief/639248&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HhvlE4WM3LiitxKkp3HhL

  • ‘หนี้สาธารณะไทย’ ในแผนการคลังระยะปานกลาง  ‘ความเสี่ยงเศรษฐกิจ’ ที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อหนี้ใกล้ชนเพดาน

    ‘หนี้สาธารณะไทย’ ในแผนการคลังระยะปานกลาง ‘ความเสี่ยงเศรษฐกิจ’ ที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อหนี้ใกล้ชนเพดาน

    เศรษฐกิจ

    ‘หนี้สาธารณะไทย’ ในแผนการคลังระยะปานกลาง ‘ความเสี่ยงเศรษฐกิจ’ ที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อหนี้ใกล้ชนเพดาน

    23 พ.ย. 2025 เวลา 7:16 น.

    ครม.ไฟเขียว “แผนการคลังระยะปานกลาง 2569–2573” วางกรอบงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เดินหน้าคุมเข้มนโยบายการคลัง ลดการขาดดุล และรักษาหนี้สาธารณะให้อยู่ในเพดาน 70% ของจีดีพี

    • แผนการคลังระยะปานกลาง (พ.ศ. 2569-2573) คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยจะสูงสุดที่ 69.78% ในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งใกล้เคียงเพดานหนี้ที่ 70% และถือเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
    • รัฐบาลยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่มีเป้าหมายลดขนาดการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง โดยตั้งเป้าให้ขาดดุลไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปี 2573
    • มีการออกมาตรการเสริมสร้างวินัยการคลังให้เข้มงวดขึ้น เช่น การบริหารหนี้เชิงรุก การควบคุมการใช้จ่ายกึ่งการคลังตามมาตรา 28 และการตั้งเป้าชำระคืนต้นเงินกู้ที่ชัดเจน
    • รัฐบาลมีแผนเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนผ่านช่องทางอื่น เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TFF) และการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อไม่ให้กระทบภาระหนี้สาธารณะ

    แผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ.2569 – 2573 ซึ่งเพิ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงินงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ถือเป็นการปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลางฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงเชิญกับความท้าทายและระดับหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ใรระดับใกล้เคียงกับเพดานที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

    สำหรับ รายละเอียดของแผนการคลังระยะปานกลาง 2569- 2573 ตามที่ ครม.เห็นชอบ ยังคงเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และยังคงมีระดับหนี้สาธารณะที่สูงใกล้กับเพดาน 70% ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลของ “กรุงเทพธุรกิจ” จากเอกสารกรอบการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดที่ ครม.เห็นชอบพบว่ามีรายละเอียดดังนี้

    1. ปีงบประมาณ 2569 กรอบงบประมาณรายจ่าย 3,780,600 ล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลทางการคลัง 4.4% ของจีดีพี โดยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 68.17% ต่อจีดีพี   

    2. ปีงบประมาณ 2570 กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 7.8 แสนล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลทางการคลัง 3.9% ของจีดีพี โดยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 69.36% ต่อจีดีพี

    3. ปีงบประมาณ 2571 กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.826 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 6.81 แสนล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลทางการคลัง 3.3% ของจีดีพี โดยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 69.78% ต่อจีดีพี

    4. ปีงบประมาณ 2572 กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.864 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 5.9 แสนล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลทางการคลัง 3.9% ของจีดีพี โดยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 69.52% ต่อจีดีพี

    5. ปีงบประมาณ 2573 กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.903 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 4.81 แสนล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลทางการคลัง 2.1% ของจีดีพี โดยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 68.22% ต่อจีดีพี

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เป็นหนึ่งในรากฐานของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งเน้นสร้างความมั่นคงทางการคลัง โดยหน่วยงานเศรษฐกิจตกลงกำหนดกฎการคลังให้เข้มงวดขึ้น เช่น การตั้งงบกลางไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายจากเดิมที่ให้กรอบค่อนข้างกว้าง

    ตั้งเป้าลดขาดดุลงบฯเหลือ 3% 

    ส่วนเป้าหมายงบประมาณสมดุล นายเอกนิติ ระบุว่า การจัดทำงบสมดุลหรือการขาดดุลได้ตั้งเป้าหมายให้ขาดดุลไม่เกิน 3% ของ จีดีพีภายในปี 2572 ลดลงมากจากปีก่อนที่ขาดดุลเพิ่มถึง 4.4% ส่วนระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพียืนยันไม่เกินกรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนดไม่เกิน 70% ของจีดีพี

    ขณะที่งบประมาณการใช้หนี้กำหนดให้ตั้งงบใช้หนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย ขณะที่งบประมาณผูกพันแต่ละปีงบประมาณตั้งไว้สูงสุดไม่เกิน 5% 

    คุมเข้มการใช้เงินกึ่งการคลังตามมาตรา 28

    ส่วนการใช้นโยบายทางการคลังจากมาตรการที่เป็นนโยบายกึ่งการคลัง (มาตรา 28) ในแผนการคลังระยะปานกลาง รัฐบาลต้องการตอบข้อห่วงใยเกี่ยวกับการใช้มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการคลัง ดังนั้นจะทำกระบวนการภายในให้ชัดเจน จากเดิมต่างคนต่างขอ

    โดย ครม.มอบให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และปลัดกระทรวงการคลัง หารือแนวทางให้ชัดเจนซึ่งจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกฎเดิมที่กำหนดว่าปีหนึ่งไม่ให้เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำ และนายกฯ เป็นผู้อนุมัติคนสุดท้ายก่อนนำเข้า ครม.โดยเลี่ยงไม่ให้ใช้งบให้เปล่าที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร”

    นอกจากนี้การเพิ่มรายได้และการลดรายจ่าย มอบให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ จัดทำโครงสร้างการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยมีเป้าหมายรายได้รวมในแผนเพิ่มรายได้ไม่ต่ำกว่า 15.1% ของจีดีพี (ปัจจุบันอยู่ที่ 14.8%) ขณะที่รายจ่ายรัฐบาลมีแผนลดรายจ่ายให้อยู่ที่ 18% จากปัจจุบัน 19%  เศษ

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญการลงทุนต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะแม้ว่างบประมาณส่วนกลางจะลดลง แต่รัฐบาลจะใช้เงินผ่านช่องทางอื่นเพื่อเพิ่มงบลงทุนแบบไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตแห่งประเทศไทย (TFF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP)

    เปิดข้อเสนอบริหารหนี้สาธารณะเชิงรุก

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้ทำความเห็นถึง ครม.เกี่ยวกับกรอบการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด โดยในส่วนของการควบคุมระดับหนี้สาธารณะควดำเนินการโดย

    1.การบริหารหนี้ในเชิงรุก โดยปรับกลยุทธ์การระดมทุนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนและความเสี่ยง จากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลกและพิจารณาการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล

    2.การรักษาวินัยในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยโดยควรจัดสรรงบชำระต้นเงินกู้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับหนี้ที่ครบกำหนดชำระ และจัดสรรรายจ่ายชำระดอกเบี้ยให้มีความยึดหยุ่นเพื่อรองรับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

    และ 3.การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ จากภาระดอกเบี้ยในแต่ละปิงบประมาณต่อประมาณการรายได้ประจำปิ้งบประมาณ ณ สิ้นปีงบประมาณ2568 อยู่ที่ 10.2% ซึ่งยังยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในช่วงที่ผ่านมา การปรับกฎเกณฑ์ทางการคลัง (Fiscal Rules) เพื่อเพิ่มวินัยทางการคลังโดยให้มีการทบทวนสัดส่วนวินัยการคลังตามมาตรา 11 (4) ได้แก่ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น งบชำระคืนต้นเงินกู้ และการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่า/นอกเหนือจากฎหมายงประมาณเพื่อเป็นการส่งสัญญาณต่อสาธารณะถึงเจตนารมณ์ในการรักษาวินัยที่เข้มงวดขึ้นของรัฐ

    ส่วนการกำหนดแนวทางกำกับการดำเนินการตามมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรแห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยเสนอขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางในการพิจารณา

    อนุมัติโครงการตามมาตรา 28 ให้อยู่ภายใต้กรอบ 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งหลีกเลี่ยงการอนุมัติโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิด

    การปรับตัวเพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิตของภาคการเกษตร ทั้งนี้ ในการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี

    หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องได้รับความเห็นชอบโครงการจากนายกรัฐมนตรีก่อนโดยหน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องส่งรายละเอียดของโครงการให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็น และเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

    จากแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังทั้ง 3 ด้านดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ3% ภายในปี 2573  

    เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการคลังของรัฐบาล อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้กลับสู่สภาวะที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cZ84W1BkthB7VxkvJbs1p

  • ประวัติ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน หวังคว้าชัยเลือกตั้ง 2569

    ประวัติ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน หวังคว้าชัยเลือกตั้ง 2569

    ประวัติ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน หวังคว้าชัยเลือกตั้ง 2569

    ประวัติ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร  ปัจจุบันอายุ 46 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน และอยู่ในทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ต้น” 

    • พรรคประชาชนประกาศรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ ศิริกัญญา ตันสกุล
    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และมีประสบการณ์ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณภาครัฐ
    • ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเคยเป็นอาจารย์ที่ประเทศญี่ปุ่น
    • ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย มีบทบาทเด่นในสภาด้านการอภิปรายนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณ และเคยถูกวางตัวเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ประวัติ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร  ปัจจุบันอายุ 46 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน และอยู่ในทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ต้น” 

    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนของพรรประชาชน ประกอบด้วย

    1. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    2. ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย
    3. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

    ประวัติ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’

    ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” จบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประวัติการทำงานก่อนเข้าสู่การเมือง เคยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านโซลูชันคลาวด์ ต่อมาปี 2562 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.กรุงเทพฯ เขตบางแค ในนามพรรคอนาคตใหม่ เป็นกรรมาธิการงบประมาณตั้งแต่ปี 2562-2566 ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณด้วย

    นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ก้าว Geek’ มีส่วนสำคัญในการผลักดันหลักการ Open Data, Open Government รวมทั้งการ Digitize งบประมาณแผ่นดินให้เป็นรูปแบบของ Machine-readable ทำให้กระบวนการตรวจสอบและจัดทำงบประมาณแผ่นดินนั้นสะดวกมากยิ่งขึ้นทั้งต่อหน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไป และล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้เป็น หัวหน้าพรรคประชาชน 

    ประวัติ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร 

    ปัจจุบันอายุ 46 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน และอยู่ในทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ต้น” 

    การศึกษา

    • ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
    • ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

    เริ่มทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น

    หลังเรียนจบปริญญาเอกด้วยทุนการศึกษาจาก Cambridge Trust วีระยุทธทำงานเป็นอาจารย์ที่ National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านนโยบายสาธารณะ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 ปี จนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ สอนและทำวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรม กับดักรายได้ปานกลาง ซัพพลายเชนการผลิตข้ามชาติ มีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น Overseas Development Institute (ODI) แห่งกรุงลอนดอน รวมถึง IMF, UNCTAD, United Nations ESCAP เขียนหนังสือภาษาไทยเรื่อง “เศรษฐกิจสามสี: เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    ประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

    ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทอย่างมากในการทำงานหน้าที่ในสภาฯ ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การนำเสนอกฎหมาย  ตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ ซึ่งหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา (2566) ช่วงที่พรรคก้าวไกล ยังเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล นางสาวศิริกัญญา ก็ถูกวางให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ ตัวเต็ง ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง”  เธอคือ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 ในการเลือกตั้ง 2566

    ประวัติการศึกษา ศิริกัญญา ตันสกุล

    • ปริญญาโท สาขา Economics, Market and Organization, Toulouse School of Economics
    • ปริญญาโท สาขา เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • ปริญญาตรี สาขา เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
    • มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชลกันยานุกูล

    ประวัติการทำงาน

    • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2562-66)
    • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย, พรรคอนาคตใหม่ (2561-62)
    • Senior Consultant, บริษัท ดิแอดไวเซอร์ จำกัด (2560-61)
    • ผู้จัดการฝ่ายวิจัย, สถาบันอนาคตไทยศึกษา (2555-2559)
    • นักวิจัย, สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย-TDRI (2554-2555)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k2s0U_wzF0rc9tcQ8_qcI

  • พรรคประชาชน เปิดตัวนโยบายด้านคุณภาพชีวิต พร้อมพลิกมิติใหม่การทำเมกะโปรเจกต์สู่การแก้ปัญหาสังคมให้ประเทศ-สร้างอุตสาหกรรม-สร้างงานใหม่ให้คนไทย

    พรรคประชาชน เปิดตัวนโยบายด้านคุณภาพชีวิต พร้อมพลิกมิติใหม่การทำเมกะโปรเจกต์สู่การแก้ปัญหาสังคมให้ประเทศ-สร้างอุตสาหกรรม-สร้างงานใหม่ให้คนไทย

    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมรีชาร์จประชาชน ซึ่งภายในงานมีการเปิดตัวนโยบายด้านต่าง ๆ ของพรรคประชาชน โดยในช่วงบ่ายเป็นการเปิดนโยบายด้านคุณภาพชีวิต “คุณภาพชีวิตดีที่คนไทยคู่ควร” โดย นายเดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายแพทย์ บวรศม ลีระพันธ์ แขกรับเชิญจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

    นายเดชรัต ระบุว่า ที่ผ่านมาเวลาพูดเรื่องเมกะโปรเจกต์ คนมักนึกถึงโครงการด้านคมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่พรรคประชาชนต้องการเสนอโครงการที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่คนไทยสมควรได้รับนานแล้ว คนไทยเจอปัญหาด้านสวัสดิการในทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เรื่องพัฒนาการการศึกษา เด็กโตและเยาวชนก็มีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและการตกหล่น วัยทำงานก็จะมีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ส่วนวัยสูงอายุก็มีปัญหาเรื่องสวัสดิการเช่นบำนาญหรือส่วนที่เป็นการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว

    ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนการเกิดน้อยกว่าจำนวนการตาย จำนวนประชากรกำลังลดลงเรื่อย ๆ 7 ใน 10 ของเด็กที่เกิดในประเทศไทยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง เมื่อดูตัวชี้วัดด้านโภชนาการก็จะพบว่าอัตราเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ภาวะเตี้ยแคระแกร็น ภาวะผอมแห้งอยู่ในกลุ่มที่ยากจนมากกว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่ามีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่น้อยลง สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือสัดส่วนเด็กที่มีทักษะพื้นฐาน เช่น การคำนวณ การอ่านน้อยกว่าก็มักจะอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันการช่วยเหลือของรัฐอย่างเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า 600 บาทต่อคนต่อเดือนสำหรับเด็ก 0-6 ปีก็ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มที่จนที่สุด 40% ได้รับเงินอุดหนุนอยู่แค่ประมาณ 65% ยังไม่นับว่ามีกลุ่มที่รวยที่สุด 10% ของประเทศได้รับเงินอุดหนุนในกลุ่มนี้ด้วย

    สำหรับเด็กโตก็กำลังเจอปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่คือค่าหนังสือ อุปกรณ์ และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น นำมาสู่การตกหล่นทางการศึกษา 40% ของเด็กในครอบครัวที่ยากจนไม่สามารถสำเร็จการศึกษาถึงชั้นมัธยม 6 ได้ คุณภาพของโรงเรียนก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำเช่นกัน มีบางโรงเรียนที่มีความสามารถในคะแนนสอบ PISA สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว แต่เด็กส่วนใหญ่ของประเทศไทยเรียนอยู่ในโรงเรียนกลุ่มที่คะแนนการสอบอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาและค่าเฉลี่ยของโลก และกำลังเกิดการส่งต่อความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น เด็กที่เกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนเหลื่อมล้ำอยู่แล้วไปเข้าโรงเรียนที่มีความจำกัดเรื่องทรัพยากร มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและโอกาสทางการศึกษาที่ด้อยกว่า สุดท้ายก็จะเกิดเป็นวงจรของความเหลื่อมล้ำที่ต่อเนื่อง

    วัยแรงงานก็เผชิญปัญหาการมีที่อยู่อาศัย ขณะที่ค่าแรงของประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยในระยะเวลา 12 ปีประมาณ 2% ต่อปี แต่ราคาบ้านและคอนโดกลับเพิ่มขึ้นในอัตรา 3-5% หมายความว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานมีโอกาสที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองยากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันวัยผู้สูงอายุก็กำลังเผชิญปัญหาคุณภาพชีวิต โดยเมื่อเปรียบเทียบบำนาญของประเทศไทยกับบำนาญของโลก ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 41 แม้จะทั่วถึงแต่ก็ไม่เพียงพอ และไม่มีกลไกที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนขึ้นในระยะยาว

    นายเดชรัต กล่าวต่อไปว่าสำหรับเกษตรกร ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรไทยเหนื่อยมากทั้งเรื่องภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง การเข้ามาของสินค้าต่างชาติ ที่ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ มีราคาข้าวที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี ราคาลำไยที่ต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี สิ่งที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญคือความสามารถในการแข่งขันที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ภาระหนี้สินและต้นทุนการผลิตก็เพิ่มมากขึ้น สุดท้ายจึงยังมองไม่เห็นอนาคตว่าภาคเกษตรของไทยจะดีขึ้นได้อย่างไร

    คุณภาพชีวิตของคนไทยมีความเหลื่อมล้ำ มีคนตกหล่น อยู่ภายใต้ความเปราะบาง ไม่มีระบบการดูแลที่เป็นตัวช่วย และกำลังเดินหน้าต่อไปแบบไม่ทันโลกมากขึ้นทุกที เหตุผลมีตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอในหลายเรื่อง การดำเนินการแบบแยกส่วน การขาดกำลังคนที่จะแก้ไขเรื่องต่าง ๆ จนไม่สามารถรับผิดชอบต่อเป้าหมายได้และทำให้เกิดการตกหล่น

    นายเดชรัต กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการเปลี่ยนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย คือการเสริมอำนาจประชาชนให้มีสิทธิสวัสดิการและมีทางเลือกให้มากที่สุด มีตัวช่วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลหรือให้คำแนะนำ โดยเติมและพัฒนาคนที่จะมาช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง มีระบบการสนับสนุนคืองบประมาณที่มุ่งเป้าหมาย ซึ่งอาจจะทำได้ต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่ซับซ้อนและสับสนอยู่ในปัจจุบัน ให้สามารถตอบโจทย์ที่ประชาชนจะมีอำนาจในการใช้สิทธิ์ของตัวเอง จูงใจให้คนที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้รับค่าตอบแทน และเชื่อมโยงการให้บริการทั้งหมดที่ขณะนี้แยกส่วนกัน ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มติดตามพัฒนาการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยชุดนโยบายพรรคประชาชนต้องการนำเสนอในการเลือกตั้งรอบนี้ประกอบด้วย 

    1) เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าให้กับแม่และเด็กตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ปี, กล่องของขวัญแรกเกิดที่ครอบครัวเลือกได้ตามความเหมาะสม, เพิ่มศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, พัฒนาคุณภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพิ่มทักษะและค่าตอบแทนของผู้ดูแลเดิมให้ดีขึ้น และเพิ่มแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ สำหรับครอบครัว ผ่านการร่วมลงทุนกับท้องถิ่น

    2) โรงเรียนเรียนฟรี สนับสนุนโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนที่ฟรี 100% ให้ได้ 80% ของโรงเรียนทั้งหมด โดยได้รับเงินอุดหนุนจากการศึกษาเพิ่มเติม ทั้งค่าอาหารและค่าเล่าเรียน เพื่อให้โรงเรียนไม่ต้องเรียกเก็บเงินค่าบำรุงจากผู้ปกครอง การกำหนดขั้นต่ำให้โรงเรียนเก็บเงินได้ไม่เกินอัตราที่กำหนด จะต้องมีสัดส่วนนักเรียนที่เรียนฟรีไม่ต่ำกว่า 25% ในโรงเรียนของรัฐ การมีคูปองเปิดโลกเพื่อการเรียนรู้และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

    3) การดูแลผู้ป่วยระยะยาว ให้สิทธิ์ที่จะมีผู้ช่วย 8-16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมีค่าอุปกรณ์ให้ 1,500-2,000 บาทต่อเดือน โดยเลือกส่งคนมาดูแลที่บ้านก็ได้ หรือจะนำไปฝากที่ศูนย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือศูนย์ของเอกชนแล้วจ่ายสมทบเพิ่มก็ได้ พัฒนาผู้ดูแลจากอาสาสมัครให้เป็นมืออาชีพที่มีมาตรฐานและมีความมั่นคง มีค่าตอบแทนระหว่าง 15,000-20,000 บาทต่อเดือน จัดตั้งระบบธนาคารอุปกรณ์ เชื่อมโยงข้อมูลสถานะสุขภาพและการเข้ารับบริการ และพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง

    4) การลดการเผาและต้นทุนในภาคเกษตร เปลี่ยนการสนับสนุนแบบให้เปล่าเป็นการสนับสนุนแบบมีเป้าหมาย หากไม่ใช้วิธีการเผาจะได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อไร่ โดยเลือกได้ว่าจะใช้เครื่องจักรทดแทนในการเผา การใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลาย หรือการนำเศษวัสดุต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์หรือจำหน่าย การวิเคราะห์ค่าความอุดมสมบูรณ์ของดินและใช้ปุ๋ยที่ตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช ได้รับการสนับสนุน 500 บาทต่อไร่ การพักดินเพื่อปลูกพืชอื่นที่ได้ผลดีกว่าจะได้รับเงินสมทบเพิ่มเติม เป็นต้น

    5) การแก้ไขปัญหาตลาดสินค้าเกษตร สำหรับพืชหลักเช่นปาล์มมันสำปะหลังอ้อยและข้าว ปรับโครงสร้างราคาสินค้าใหม่ให้เป็นธรรม สำหรับผักและผลไม้ที่ปริมาณไม่แน่นอน ให้มีกองทุนดูดซับผลผลิตส่วนเกิน มีคูปองให้เกษตรกรคงรักษาคุณภาพของผลผลิต ให้เกษตรกรที่ได้รับคูปองเลือกรับบริการในพื้นที่ของตนเอง มีคูปองการแปรรูปสำหรับเกษตรกรที่ต้องการทดลองการแปรรูปที่มีมาตรฐาน GMP และมีการทดสอบตลาด จัดตั้งศูนย์สนับสนุนการบริหารสัญญาเกษตรกรที่มีการซื้อขายบนแพลตฟอร์มและการทำเกษตรแบบพันธะสัญญา สนับสนุนให้เกิดการเปิดตลาดท้องถิ่นสำหรับสถานที่ที่ต้องการอาหาร เช่นโรงพยาบาลหรือโรงเรียน

    ขณะที่นายพูนศักดิ์ ได้นำเสนอนโยบายด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าที่ดินคือหนึ่งในเรื่องที่เป็นกับดักของประเทศไทย มีการทับซ้อนและซ้ำซ้อนของหน่วยงานและภารกิจ ที่นำไปสู่การทุจริตและการขาดเป้าหมายที่ยั่งยืนในการปฏิบัติ ปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งหมด 9 หน่วยงานที่ทำเรื่องที่ดินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการออกโฉนดโดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย, ที่ดิน ส.ป.ก. สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ที่ดินนิคมสหกรณ์ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ที่ดินนิคมสร้างตนเอง ที่อยู่ในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ที่ดินราชพัสดุ ภายใต้กระทรวงการคลัง, ที่ดินสาธารณะประโยชน์ โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ป่าอนุรักษ์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ, ป่าสงวน โดยกรมป่าไม้ และป่าชุมชน

    ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่เป็นผู้ให้อนุญาตเกี่ยวกับที่ดินมากเกินไป สิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือการรวมทั้งหมดให้หน่วยงานเดียวเป็นผู้รับผิดชอบ ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ ลดภาระงาน และลดงบประมาณให้เกิดผลสำเร็จมุ่งเป้าไปที่เดียว ทำวันแม็พให้จบภายในรัฐบาลของพรรคประชาชนหลังจากที่ล่าช้ามากว่า 10 ปีแล้ว เพื่อเป็นเครื่องมือในการคืนสิทธิ์ให้กับประชาชน ผ่านการพิสูจน์สิทธิ์ที่ที่ผ่านมามีการอาศัยภาพถ่ายทางอากาศเพียงอย่างเดียว ขยายเกณฑ์การพิสูจน์สิทธิ์ ให้รวมเอาการพิสูจน์สภาพแวดล้อมมาเป็นตัวชี้วัดได้ด้วย

    นายพูนศักดิ์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับที่ดินของรัฐ ที่ดินสาธารณะที่ไม่มีการออกหนังสือสำคัญที่หลวง ต้องจัดการให้จบ ให้เกิดความชัดเจน ส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ต้องจำหน่ายออกจากสารบบ ออกหนังสือรับรองสิทธิ์ให้ชุมชน ขณะเดียวกันที่ดินป่าที่มีสองหน่วยงานดูแลอยู่คือกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ต้องมีการจัดรวมป่าทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน ให้หน่วยงานเดียวเป็นคนดูแลและนำเอากลไกด้านเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับเพื่อลดภาระงาน ทำโซนนิ่งสามประเภท ประเภทที่ให้สิทธิแก่ชุมชนในบริเวณนั้น ประเภทที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่เศรษฐกิจ ขยายและพัฒนาสิทธิ์ของชุมชนในการจัดการป่าชุมชนให้มากยิ่งขึ้น ปรับโครงสร้างให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนกำกับดูแลมากยิ่งขึ้น

    สำหรับนโยบายด้านการจัดการปัญหาฝุ่น pm 2.5 ปัจจุบันสภาได้ผ่านกฏหมายอากาศสะอาดไปแล้ว สิ่งที่พรรคประชาชนจะเน้นต่อไปคือการเฝ้าระวังการแจ้งเตือน ให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนอย่างตรงไปตรงมาและทันทีเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น รวมถึงการควบคุมที่แหล่งกำเนิด เช่น loading permit หรือใบอนุญาตในการปล่อยมลพิษสู่อากาศและน้ำให้ไม่เกินเกณฑ์ที่มีการคำนวณไว้ หากมีการปล่อยเกินเกณฑ์จะต้องถูกปรับจ่ายค่าธรรมเนียม และหากมีความรุนแรงมากก็จะถูกปิดโรงงาน เป็นต้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบและกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการดูแลสุขภาพ สำหรับมลพิษข้ามแดนและการเผาในพื้นที่เกษตร สินค้าที่จะนำเข้ามาในประเทศจะต้องได้รับการตรวจสอบว่ามาจากแหล่งที่มีการเผาหรือไม่ สำหรับพื้นที่ในเขตเมืองจะต้องมีการเปลี่ยนรถเมล์จากระบบสันดาปให้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด

    นายพูนศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนนโยบายด้านการบริหารจัดการขยะ ปัจจุบัน 99.7% ของหลุมฝังกลบขยะภายในประเทศเป็นหลุมเทกองที่ทำให้เกิดมลพิษ หรือกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่ปนเปื้อนของประเทศไทยในปัจจุบันมีขนาดเกินกว่าครึ่งของจังหวัดสมุทรสงครามไปแล้ว พรรคประชาชนจึงเสนอนโยบายปฏิรูปขยะแห่งชาติ โดยวางไว้สามแนวทางใหญ่ คือ 1) การปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันการจัดการขยะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของทั้งหมด 6 กระทรวง นำมารวมอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว 2) ปิดและฟื้นฟูบ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน นำกองทุนสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขและพื้นฟูพื้นที่ ใช้ AI ควบคุมการขออนุญาต การติดตามรถขนขยะว่านำไปสู่ปลายทางในการกำจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ 

    และ 3) การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพิ่มอัตราการรีไซเคิลเป็นระยะ เริ่มจากการบังคับอาคารขนาดใหญ่ให้มีจุดแยกขยะและ drop-off ก่อนที่จะขยายต่อไปเป็นจนถึงครัวเรือนทั่วไป ให้บรรลุอัตราการรีไซเคิลขยะให้ถึง 35% บังคับให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ของตนเอง เริ่มจากซากรถยนต์ แบตเตอรี่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ น้ำมันเครื่อง และขยะก่อสร้าง ก่อนที่จะขยายสู่ระยะต่อไปคือ เฟอร์นิเจอร์ เศษผ้า ยาเสื่อมสภาพ สารทำความเย็น และยางรถยนต์

    ทางด้านนายแพทย์ บวรศม ได้นำเสนอนโยบายด้านสาธารณสุขต่อพรรคประชาชน โดยระบุว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการนำเสนอนโยบายด้านสาธารณสุขโดยพรรคการเมืองหลายแนวทาง แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือระบบ คนจำนวนมากในสังคมยังเจอกับภาวะที่ต้องรอหมอทั้งวันเพื่อเจอหมอ 2-3 นาที รอคิวยา รอจ่ายเงิน ระบบสาธารณสุขของไทยยังคงทิ้งคนไว้ข้างหลังอีกเยอะ หรือหากไม่พบประสบการณ์นี้ก็ต้องไปดิ้นรนหาเงินเพิ่มเพื่อไปโรงพยาบาลเอกชนหรือซื้อยาเอง หมอและพยาบาลก็เจอภาระที่ทำให้เหนื่อยมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาก็ทำแต่นโยบายระยะสั้นสั่งการลงไป ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาใด สิทธิประโยชน์ในด้านสุขภาพและสิทธิประโยชน์ที่คาบเกี่ยวกับสุขภาพก็ไม่เท่ากัน ต่อให้การเข้าถึงบริการสุขภาพจะมีเท่ากัน แต่ตราบใดที่คุณภาพยังไม่เท่ากัน ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยก็จะยังทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลังต่อไป

    นายแพทย์ บวรศม กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยเจอปัญหาที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ คนแก่ที่ต้องดูแลมีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คนหนุ่มสาวก็ลดจำนวนลง รวมถึงคนที่จะเป็นหมอและพยาบาลด้วย โรคเยอะขึ้น การรักษาแพงขึ้น ทรัพยากรน้อยลง ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยยังมีการจัดการที่แยกส่วนกันเยอะมาก ไม่มีการประสานกันเลยระหว่าง 4 หน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ แล้วยังมีบทบาทที่คาบเกี่ยวทับซ้อนกัน เช่น กระทรวงสาธารณสุขควรเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางการควบคุมโรค การรักษาโรค การกระจายทรัพยากร 

    แต่กระทรวงสาธารณสุขเองก็เป็นคนที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลและผู้ให้บริการหลักในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ แต่นโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาจะสั่งการเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัด ไม่นึกถึงโรงพยาบาลอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ภาระงานจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่มากขึ้น และคนจำนวนมากไม่สามารถรับกับระบบบริการภาครัฐได้ จนต้องแสวงหาเอาตัวรอดกันเอง

    นายแพทย์ บวรศม กล่าวต่อไปว่า ความเป็นธรรมและความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ต้องเสียสละความเป็นธรรมเพื่อข้ออ้างในการหาทรัพยากรเพิ่มมาทำให้เกิดความยั่งยืน เมื่อไหร่ที่มีเงินไม่พอจะมีคนไข้ที่หมอเข้าไม่ถึง รอนานหรือช้ากว่าจะมาถึงหมอ คนไข้กลุ่มนี้จะเป็นโรคที่หนักและรุนแรงขึ้น เมื่อมีทรัพยากรไม่พอคนที่จะเดือดร้อนก็คือคนที่เปราะบางในสังคมเสมอ ยิ่งไม่ยั่งยืนก็จะมีการตัดทรัพยากร และสุดท้ายก็จะนำไปสู่การสร้างความไม่เป็นธรรม  เมื่อไหร่ที่เจ็บป่วยมากขึ้นและเข้าไม่ถึงหมอตั้งแต่ต้น ก็ยิ่งทำให้คนป่วยเป็นโรครุนแรงมากขึ้น และสุดท้ายก็ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอยู่ดี

    นโยบายเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเป็นธรรม ขั้นตอนแรกต้องกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ระดับชาติที่เท่าเทียมกันทั้งหมด ทั้งเรื่องประกันสุขภาพและประกันสังคม ซึ่งจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่ทำการปฏิรูปโครงสร้างของสถาบันที่เกี่ยวข้อง ต่อมาต้องทำโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข สิ่งที่หมอทะเลาะกันอยู่ตอนนี้คือเถียงว่าเงินที่ลงไปในระบบสุขภาพเพียงพอหรือไม่ แต่ปัญหาคือประเทศไทยตอนนี้ไม่มีทางรู้เลย เพราะไม่มีระบบการวัดคุณภาพของบริการสุขภาพไทย 

    และสุดท้ายคือการลงทุนเพิ่มในระบบสุขภาพ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังมีแนวคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่ต้องจำกัดให้น้อยที่สุด สุขภาพคนเป็นเรื่องการลงทุนของรัฐเพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี การหาทรัพยากรให้เพียงพอไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการทำระบบเทคโนโลยีสุขภาพใหม่ ๆ ระบบสุขภาพดิจิทัล หรือกระทั่งเรื่องที่ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่สำคัญสำหรับคนไทยมากคือการดูแลระยะยาวในรูปแบบต่าง ๆ

    นายแพทย์ บวรศม กล่าวต่อไปว่า ถ้าหมอไม่รอดคนไข้ก็ไม่รอด ถ้าไม่ปรับระบบหรือคิดเพียงแค่นโยบายระยะสั้นจากสิทธิประโยชน์ทั่วไป แต่เราจะรอดไปด้วยกันถ้าเราปรับระบบให้ ดีให้เห็นทั้งความเป็นธรรมและความยั่งยืน ทั้งหมอและคนไข้จะรอดไปด้วยกัน นโยบายที่ดีจะต้องตอบสนองทั้งสองเรื่อง

    ในส่วนของนายธนาธร ได้เป็นผู้นำเสนอโครงการระยะยาวของพรรคประชาชนที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยระบุว่าเวลาพูดถึงเมกะโปรเจกต์ คนมักนึกถึงสะพาน ตึก อะไรที่เป็นโครงสร้างใหญ่ แต่สำหรับพรรคประชาชน ประเทศไทยควรจะต้องกลับมาลงทุนกับคุณภาพชีวิตของคน

    การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา แม้โดยภาพรวมยังเติบโตอยู่ แต่หากดูเป็นทศวรรษ ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตโดยเฉลี่ย 7.3% ต่อปี, ทศวรรษ 2540 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 5.3% ต่อปี, ทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี และทศวรรษ 2560 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 2.0% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังแข่งขันกับโลกไม่ได้ สะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน สภาวะแบบนี้แก้ยากกว่ายามที่มีวิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเสียอีก

    นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ปัญหาต่อมาคือสังคมสูงวัย หากนำเอาประชากรวัยทำงานเป็นตัวหาร นำเด็กและผู้สูงอายุเป็นตัวตั้ง ปี 2553 มีคนทำงาน 2.03 คนต่อการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ 1 คน, ปี 2563 ลดลงเหลือ 1.86 คน, ปี 2573 ลดลงเหลือ 1.48 คน และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปี 2583 จะเหลือเพียง 1.26 คน นั่นหมายความว่าในอนาคตภาระจะตกอยู่ที่คนรุ่นต่อไป ที่จะต้องแบกรับการดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุหนักขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานของคนไทยทุกคนต้องเพิ่มขึ้น 38% หรือต้องสร้างผลผลิตให้ได้มากขึ้น 38% ซึ่งไม่ได้ทำให้คนไทยรวยขึ้น แต่รวยเท่าเดิมเพื่อมารองรับกับสังคมสูงวัยในอนาคต

    ขณะเดียวกันดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้รัฐ ในปี 2562 รัฐนำรายได้ 7.1% ไปใช้ในการจ่ายดอกเบี้ย ในปี 2572 ต้องใช้รายได้ 13.6% ไปจ่ายดอกเบี้ย หมายความว่าการลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดการเติบโตของรายได้ ทำให้เงินที่ประเทศไทยกู้มาเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นของรายได้ มันสะท้อนว่าประเทศไทยลงทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และการตรวจสอบที่ผ่านมาก็บ่งชี้แบบนั้น เช่น ตึกของรัฐที่สร้างขึ้นมาแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วถ้ายังใช้ต่อไปแบบมีประสิทธิภาพดอกเบี้ยก็จะขยับเพิ่มขึ้นไปอีก หมายความว่ารัฐบาลต่อไปจะต้องแบกภาระที่หนักมาก เงินเหลือไปพัฒนาน้อยลงเพราะต้องเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น

    นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ในอีกมุมหนึ่ง นั่นหมายความว่าต่อไปนี้เงินทุกบาทต้องลงทุนและใช้อย่างชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และสร้างผลการเติบโตในอนาคตให้กับประเทศได้จริง ไม่เช่นนั้นจะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ประชาชนทุกวันนี้ไม่ชอบการจ่ายภาษี เพราะรู้สึกว่าจ่ายภาษีไปแล้วชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นเลย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต่อไปที่จะต้องทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐเกิดการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน แก้ปัญหาสังคมได้ สร้างงานที่มีคุณภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างเทคโนโลยีของคนไทย และทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือสำหรับความท้าทายแห่งอนาคต

    พรรคประชาชนจึงเสนอการลงทุนครั้งใหญ่ 630,000 ล้านบาทภายในเวลา 8 ปี เป็นการจัดการน้ำเสีย 60,000 ล้านบาท, น้ำประปาดื่มได้ 75,000 ล้านบาท, ขนส่งสาธารณะ 37,000 ล้านบาท, การจัดการขยะ 183,000 ล้านบาท, พัฒนาคุณภาพโรงเรียน 50,000 ล้านบาท, พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล 30,000 ล้านบาท และสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 192,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ตัวเลขอาจจะดูเยอะแต่หากนำไปหารด้วย 8 ปี ออกมาได้ปีหนึ่งไม่ถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้ที่จะลงทุนและทำให้กลับมาสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตของคนไทย สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างงานใหม่ได้

    นายธนาธร ยกตัวอย่างว่า เช่น เรื่องสมาร์ทกริด โดยภาพใหญ่ประเทศไทยมีเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2050 แผนของพรรคประชาชนคือในปี 2045 ให้มีการเลิกการใช้พลังงานจากถ่านหิน ในปี 2040 ให้มีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 100% ในปี 2035 ต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดพลังงานให้ได้ แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีส่วนผลิต และส่วนที่เป็นเจ้าของสายส่งแรงสูง และมีผู้ผลิตเอกชนที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าของสายส่งแรงต่ำ และเป็นคนเก็บเงินกับประชาชน เป็นโมเดลที่มีผู้ซื้อรายเดียว

    การปฏิรูประบบพลังงานให้พร้อมรับมือกับอนาคต มีความเป็นธรรม และลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ ต้องดึงส่วนที่เป็นสายส่งเข้ามาอยู่ที่เดียวกัน  จัดการฝ่ายผลิตให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และดึงส่วนที่เป็นการดูแลผู้บริโภคมารวมที่เดียวกัน จะเกิดการจัดหมวดหมู่อุตสาหกรรมใหม่ และทำให้เกิดตลาดพลังงานขึ้น ต่อไปใครผลิตและซื้อพลังงานไปเคาะราคากันที่ตลาดหุ้น ประชาชนเลือกได้เหมือนเลือกค่ายมือถือ ทำให้เกิดการแข่งขันโดยรัฐเป็นคนจัดการโครงข่ายการตลาดให้เป็นธรรม ก็จะทำให้ไม่มีการผูกขาดและอาศัยช่องว่างของการเป็นผู้ซื้อรายเดียวมากำหนดราคาไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมและส่งผ่านให้ประชาชนได้อีก นอกจากนี้ในอนาคตบ้านใครที่มีโซลาร์เซลล์จะสามารถขายกลับมาให้สายส่งได้

    นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า การพัฒนากริดของประเทศไทยให้ซื้อขายไฟได้ ในหลายช่วงต่อของกริด จำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์มากมายเพื่อรองรับสำหรับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งอนาคต และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีการลงทุนในส่วนนี้ นโยบายของพรรคประชาชนคือการลงทุนโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้สร้างสินค้าเหล่านี้แล้วผลิตในประเทศไทยเองได้ สร้างงานที่เมืองไทยและสร้างเทคโนโลยีที่เมืองไทย เช่น การเปลี่ยนให้เป็นสมาร์ทมิเตอร์ทั่วประเทศ การทำให้โครงข่ายไฟฟ้าเป็นระบบแบตเตอรี่ BESS โดยใช้เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมในประเทศไทย

    อีกตัวอย่างคือการจัดการขยะในประเทศไทยซึ่งปัจจุบันเป็นแบบเทกอง ถ้าจะทำให้บ่อขยะทั่วประเทศได้มาตรฐานต้องจัดวิธีการทำงานใหม่ ถ้าจะจัดการขยะได้เหมือนต่างประเทศจำเป็นจะต้องสร้างคลัสเตอร์ขยะทั้งหมด 89 คลัสเตอร์ ปัจจุบันโรงขยะที่ได้มาตรฐานที่สุดของประเทศไทยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศทั้งหมด แต่พรรคประชาชนไม่ต้องการเช่นนั้น ประเทศไทยต้องยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถผลิตโรงขยะแบบนี้เองได้ โดยเม็ดเงินลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้สังคมอย่างเดียว แต่จะสร้างงานให้คนไทยมีงานทำด้วย

    นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ระบบขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อรายจ่ายของครัวเรือนโดยเฉลี่ยทั้งประเทศ ประชาชนคนไทยเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทั้งหมด แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ที่ 13% การลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ คือสิ่งที่ส่งผลดีต่อประชาชนและถูกกว่าการตัดถนนเป็นอย่างมาก พรรคประชาชนมีโอกาสได้ทำแล้วที่ จ.ลำพูน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นไป อบจ. ลำพูนจะมีรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งเชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม เขตเมืองเก่า และย่านพาณิชย์ใหม่เข้าหากัน โดยในชั่วโมงปกติจะมีรถ 30 นาทีต่อคัน ชั่วโมงเร่งด่วน 20 นาทีต่อคัน นอกจากนี้จะมีเส้นทางวิ่งระหว่างสนามบินเชียงใหม่มาถึงตัวเมืองลำพูนด้วย

    ซึ่งถ้าประเทศไทยทำระบบขนส่งสาธารณะได้แบบนี้ทั่วประเทศ จะไม่เพียงเกิดทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แต่จะเกิดอุตสาหกรรมรถเมล์และความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเต็มไปหมด ตั้งแต่อุตสาหกรรมสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการรถเมล์ ผู้ให้บริการข้อมูล ผู้ซ่อมบำรุง ซัพพลายเออร์ที่ส่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ chassis ระบบตัวถัง ไปจนถึงแก้ว เหล็ก พลาสติก อลูมิเนียมที่ต้นน้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่เมืองไทย มีบริษัทไทยที่เป็นผู้ผลิตรถเมล์ไฟฟ้า ที่เป็นเจ้าของแบรนด์และเทคโนโลยี แข่งขันกับโลกได้ในประเทศไทยด้วย

    อย่างไรก็ตาม ถ้าประเทศไทยไม่กล้าคิดอย่างทะเยอทะยาน เป้าหมายเหล่านี้จะไม่มีวันไปถึง หลายคนคิดแต่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ตนอยากขอให้โอกาสพรรคประชาชนดู นี่เป็นเวลาของการกล้าทะเยอทะยาน ว่าต่อไปเราจะไม่คืนน้ำเสียสู่ธรรมชาติอีก ในอนาคตน้ำประปาต้องดื่มได้ ผู้คนต้องมีทางเลือกในการเดินทางเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ต้องไม่มีจัดการขยะอย่างปัจจุบันอีก โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องพร้อมรับมือสำหรับอนาคต ดูแลผู้คนได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม เครือข่ายไฟฟ้าของไทยต้องพร้อมรับมือภาวะโลกร้อนและทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม.นี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารจัดการงบประมาณ งบประมาณจะไม่ถูกใช้อย่างสะเปะสะปะไม่มีเป้าหมาย ทำให้เกิดความคงเส้นคงวา และทำให้เป็นจริง เหตุผลที่ต้องใช้ 8 ปีเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ 4 ปีไม่จบแต่ 8 ปีเป็นไปได้ ขอให้ทุกคนร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ให้กำลังใจ กล้าคิดอย่างทะเยอทะยานไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/259295&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yebfev089TnoR7q7rINR_

  • เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ”

    เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ”

    วันนี้ (23 พ.ย.2568) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการบริหารประเทศในหัวข้อ “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ การบริหารประเทศแบบใหม่ สร้างประเทศไทยที่ไม่แพ้ใครในเวทีโลก ให้ไทยทันโลก” โดยกล่าวถึงเหตุผลที่ทำร่วมกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าทุกคนสามารถช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้มองที่จะดำเนินนโยบายของประเทศในสไตล์วิศวกรรม แล้ววันนี้ในช่วงท้ายจะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน ในช่วงท้าย

    สรุปแนวนโยบายของพรรคประชาชนที่เป็นเข็มทิศในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ความดีต่อจากนี้คือ “สร้างประเทศไทยที่ไม่มีสีเทา – เท่ากัน – ทันโลก” พร้อมกันนี้ได้ส่งกำลังใจไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งล่าสุด สส.พรรคประชาชนได้ลงพื้นที่แล้ว นำโดย สส.ภคมน หนุนอนันต์ ตั้งศูนย์ครัวกลางประชาชน

    โดยช่วงแรกกล่าวถึงประเทศไทยในฝันของประชาชนเป็นอย่างไร ที่ทุกคนล้วนต่างฝันใหญ่ เพื่อส่งอนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน ชี้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญที่จะแก้ไขให้กับคุณภาพชีวิตให้กับลูกหลาน

    สำหรับนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคประชาชน 1.นโยบายด้านความมั่นคง-ต่างประเทศใหม่ โดยเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาทุนเทาในประเทศ ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์อาเซียน และตั้งศูนย์ข่าวกรองแม่น้ำโขง

    2. นโยบายเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะและผลิตภาพ สร้างโอกาสให้กับกลุ่มสูงวัย การผลักดันร่างกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม สร้างระบบอุตสาหกรรมอนาคต

    3. นโยบายรายการใหม่ ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาเก่าไม่ให้มีการคอรัปชัน ปฏิรูประบบงบประมาณ กิโยตินกฎหมาย เตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงระบบ AI สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ให้ระบบการเมืองการบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใส

    4. นโยบายคุณภาพชีวิตใหม่ ตั้งแต่คน – เมือง – ที่ดินสิ่งแวดล้อม – ดิจิทัล

    พร้อมกล่าวถึงหน้าตาของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องประกอบไปด้วย

    1. เอาจริงมีเจตจำนงทางการเมือง

    2. รัฐบาลที่มีคนมีความรู้ความสามารถเหมาะสม เหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากโควตาทางการเมือง

    3. รัฐบาล วางบทบาทในเวทีโลกได้

    โดยกล่าวทิ้งท้ายในการนำเสนอข้อมูล คณะทำงานฝ่ายบริหารในอนาคตพรรคประชาชนจะเปิดตัวเรื่อยๆ หลังจากปี่กลองเลือกตั้งดังขึ้น โดยวันนี้มีบุคคลที่สามารถเปิดตัวได้ คนแรกเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 เป็นตัวเองอยู่แล้วเพราะเป็นหัวหน้าพรรค

    แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค เป็นนักนโยบายสาธารณะ และเป็นคนที่หัวหน้าพรรค เกรงกลัวเกรงใจ เป็นคนที่คอยส่งมอบความรู้และยกระดับการทำงานของผู้ร่วม เป็นคนที่ให้ความรู้คนในพรรคระบบงบประมาณ

    และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งทำงานกับพรรคตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เสนอชุดนโยบายที่มีความคม ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์ อ.ต้น – นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร โดยนายณัฐพงษ์ประกาศให้คำมั่นสัญญากับทุกคน ว่าจะทำให้ไทยไม่เทา กำจัดทุจริตคอรัปชันให้หมดจากประเทศนี้

    “เชื่อว่าสิ่งสำคัญที่พูดเรื่องทุนเทาปัญหาคอรัปชันโยงใยตั้งแต่ระดับล่างขึ้นบนสุดท้ายจะแก้เรื่องนี้ ได้หนีไม่พ้นว่าคนที่อยู่สูงสุดของประเทศ ต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ คำว่าเอาจริงกับเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะการจัดการกับคนที่ไม่ได้อยู่กับพรรคเอง แต่วันหนึ่งถ้าคนกลุ่มของตัวเองคนที่อยู่ในพรรคการเมืองของตัวเอง รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของตัวเอง ขึ้นมาทำผิดกฎหมายทุจริตคอรัปชันคุณก็ต้องกล้าจัดการ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามหากคุณไม่กล้าจัดการ คุณไม่สามารถที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทั้งโครงสร้างได้”

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

    ประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร”

    สำหรับ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ปัจจุบันอายุ 46 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน และอยู่ในทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ต้น”

    การศึกษา
    • ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

    หลังเรียนจบปริญญาเอกด้วยทุนการศึกษาจาก Cambridge Trust นายวีระยุทธทำงานเป็นอาจารย์ที่ National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านนโยบายสาธารณะ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 ปี จนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์

    สอนและทำวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรม กับดักรายได้ปานกลาง ซัพพลายเชนการผลิตข้ามชาติ มีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น Overseas Development Institute (ODI) แห่งกรุงลอนดอน รวมถึง IMF, UNCTAD, United Nations ESCAP เขียนหนังสือภาษาไทยเรื่อง “เศรษฐกิจสามสี: เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    งานการเมือง
    วีระยุทธทำงานในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจให้กับพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล เคยเปิดตัวเป็น 1 ใน 7 สมาชิกทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งเดือน พ.ค.2566 หลังการเลือกตั้ง พ.ศ.2566 วีระยุทธดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และทำงานในคณะกรรมาธิการหลายชุด
    • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2568
    • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2567
    • อนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางรับมือผลกระทบของสงครามการค้า (2568)
    • รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า (2568)

    อ่านข่าว :

    ภูมิใจไทยเปิดตัว 3 บ้านใหญ่ “วราวุธ” ยันศิลปอาชายังอยู่ชาติไทยพัฒนา

    “นิกร” เปิด 4 เหตุผลร่วมงาน ภท. ยัน ชทพ.ไม่ล่มสลาย ดัน “กัญจนา” นั่งหัวหน้า

    มาตามนัด “วราวุธ-สนธยา” เข้าพรรคภูมิใจไทย ยังอุบย้ายซบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358783&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_kBlNJrERQgFbh62_5Jye

  • เปิดลิสต์! 5 จังหวัด “ราคาบ้านแพงที่สุด” ในไทยปีล่าสุด

    เปิดลิสต์! 5 จังหวัด “ราคาบ้านแพงที่สุด” ในไทยปีล่าสุด

    ราคาที่อยู่อาศัยในไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่ดีมานด์สูง ทำให้บ้านและคอนโดในบางพื้นที่มีราคาต่อตารางเมตรแตะระดับที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง มาดู 5 จังหวัดที่ถูกจัดอันดับว่ามี “ราคาบ้านแพงที่สุด” เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนซื้อบ้านหรือการลงทุนในอนาคต

    เมื่อพูดถึงจังหวัดที่มีราคาบ้านสูงในไทย ส่วนใหญ่จะกระจุกในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีความต้องการซื้อจำนวนมาก ราคาที่ดินสูง ทำให้บ้านทั้งแนวราบและคอนโดมีราคาขยับขึ้นทุกปี ซึ่ง 5 จังหวัดที่มักติดอันดับราคาบ้านแพงที่สุด ได้แก่:

    1. กรุงเทพมหานคร (กทม.)

    กทม. ครองแชมป์จังหวัดที่ราคาบ้านแพงที่สุดของไทยมานาน โดยเฉพาะในโซนธุรกิจอย่างสุขุมวิท, สีลม–สาทร และรัชดาภิเษก ที่ดินมีราคาสูงและมีโครงการระดับไฮเอนด์จำนวนมาก ราคาคอนโดใจกลางเมืองแตะหลักแสนถึงหลายแสนบาทต่อตร.ม. ส่วนบ้านแนวราบในย่านเศรษฐกิจถือว่าหายากและมีราคาสูงมาก

    เปิดลิสต์! 5 จังหวัด “ราคาบ้านแพงที่สุด” ในไทยปีล่าสุด

    2. ภูเก็ต

    จังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกที่มีทั้งดีมานด์จากคนไทยและต่างชาติ ทำให้ราคาบ้านและคอนโดโดยเฉพาะโซนป่าตอง กะตะ กะรน ลากูน่า มีราคาสูงกว่าหลายจังหวัดมาก บ้านหรูพูลวิลล่าส่วนใหญ่มีราคาหลักหลายสิบล้านขึ้นไป

    3. เชียงใหม่

    เมืองใหญ่ทางภาคเหนือที่มีทั้งนักลงทุนและชาวต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ทำให้ราคาบ้านในโซนศิริมังคลาจารย์ นิมมาน และรอบเมืองเติบโตต่อเนื่อง คอนโดใจกลางเมืองราคาขยับสูงและโครงการคุณภาพมีเพิ่มขึ้นทุกปี

    เปิดลิสต์! 5 จังหวัด “ราคาบ้านแพงที่สุด” ในไทยปีล่าสุด

    4. ชลบุรี (โดยเฉพาะพัทยา)

    พื้นที่เศรษฐกิจ EEC และแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการซื้อสูง โดยเฉพาะพัทยาที่มีชาวต่างชาติจำนวนมาก คอนโดวิวทะเลและบ้านพูลวิลล่าหรูมีราคาสูงติดอันดับประเทศ

    5. สมุทรปราการ

    จังหวัดใกล้กทม. ที่มีการขยายตัวของระบบรถไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม ราคาที่อยู่อาศัยขยับเพิ่มสูงมากในโซนบางนา–ตราด, แบริ่ง, สำโรง โดยมีทั้งบ้านหรูและคอนโดระดับพรีเมียมที่ราคาจับต้องยากขึ้นทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/639254&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oLmHs_sohIuyjRBgJQnjp

  • ปชน.เปิดนโยบายชุดแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก”

    ปชน.เปิดนโยบายชุดแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก”

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 68)

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงเปิดตัวชุดนโยบายแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานรีชาร์จประชาชน โดยกล่าวว่า จากการนำเสนอของพวกเราตลอด 2 วันที่ผ่านมาในงานรีชาร์จประชาชน สามารถสรุปได้เป็น 3 คำที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางของเราในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าและการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ คือ ปชน.ต้องการสร้างประเทศไทยที่ “ไม่มีสีเทา-เท่าเทียมกัน-เท่าทันโลก”

    ตนเชื่อว่าถ้าถามว่าประเทศไทยในฝันของแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่ละคนคงมีคำตอบไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าถามเกษตรกร ก็บอกว่าอยากให้ราคาพืชผลการเกษตรดี อยากมีเงินเหลือส่งให้ลูกหลาน ถามคนวัยทำงานที่กำลังก่อสร้างสร้างตัว วางแผนจะมีลูก ความต้องการคือเก็บหอมรอมริบ มีงานที่มีคุณภาพให้ทำ สามารถเอาเงินไปซื้อโอกาสให้ลูกหลานในอนาคตเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ถ้าถามผู้สูงอายุก็อยากมีสุขภาพที่ดี ได้อยู่กับลูกหลาน ดังนั้นแต่ละคนมีความฝันที่หลากหลาย แต่สุดท้ายความฝันของเราใหญ่กว่าตัวเราทั้งนั้น คือการส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกหลานและคนรอบข้าง

    แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังดูแลคนตั้งแต่เกิดจนเกษียณอายุได้ไม่ดีพอ แม้เราบอกว่าระบบสาธารณสุขของเราดี แต่อัตราการตายของมารดาในช่วงคลอดบุตรมีสัดส่วน 34 ต่อ 100,000 คน สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วเรามีปัญหาเด็กแคระแกร็น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาบอกว่าเด็กไทย 1,000,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% หลุดออกจากระบบการศึกษา ในขณะที่ฟินแลนด์มีสัดส่วนนี้ไม่ถึง 1% เรายังมีคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 18,000 คนต่อปี ซึ่งส่วนมากในนั้นเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ไม่มีเงินเพียงพอจะผ่อนรถยนต์ ซึ่งถ้าเราบอกว่าการเดินทางหมายถึงความสามารถในการเข้าถึงโอกาส ถ้าไม่ให้ประชาชนมีรถมอเตอร์ไซต์ แล้วจะให้เขาไปถึงโรงพยาบาล ไปหาโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างไร ถ้ารัฐคิดแค่ตัดถนนแต่ไม่ลงทุนกับการขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ถ้าทำแค่นั้นเท่ากับเป็นการบีบให้คนจนมีโอกาสตายมากกว่าคนรวยหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐคือการลงทุนในเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อให้คนทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

    สิ่งที่ ปชน.อยากสร้าง คือประเทศไทยที่คนทุกคน ไม่ว่าเกิดมารวยหรือจน หรืออยู่จังหวัดใด รู้สึกอยากมีลูก เด็กมีสุขภาพที่ดี การศึกษามีมาตรฐาน ทุกคนมีงานดีมีคุณภาพ ผู้สูงอายุเกษียณได้อย่างสบายใจ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ารัฐยังดูแลเราไม่ดีเพียงพอ ตนจึงขอชี้ปัญหาในแบบฉบับของวิศวกรคอมพิวเตอร์ โดยเปรียบเทียบประเทศเป็นเหมือนกับแพลตฟอร์มหนึ่ง

    โดยต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ทำไมสมาร์ทโฟนหรือแพลตฟอร์มหนึ่งจึงมีผู้ใช้เติบโตมากขึ้นทุกวัน คำของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเรียกว่า “สภาพแวดล้อม” หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในโลกนั้น การที่คนใช้สมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรารู้สึกว่าใช้แล้วทุกอย่างสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้ และสิ่งที่จะทำให้แพลตฟอร์มหนึ่งชนะอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง คือการมีสภาพแวดล้อมดี มีความปลอดภัย นักพัฒนาเข้ามาแล้วรู้สึกว่าทำแอปได้ง่าย เมื่อสภาพแวดล้อมดี จะดึงดูดนักพัฒนา ดึงดูดผู้ใช้ แพลตฟอร์มก็เติบโต

    จากการเดินทางไปสิงคโปร์และสหรัฐฯ ตนได้พบคนไทยที่ทำงานที่นั่น พูดได้ว่าเกือบร้อยทั้งร้อย บอกเหมือนกันว่าถ้าประเทศไทยมีงานแบบที่เขาทำที่สิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกา มีระบบที่ดูแลคุณภาพชีวิตของเขาได้ดีเหมือนต่างประเทศ ไม่มีใครอยากอยู่ต่างแดนหรอก มีแต่คนอยากย้ายกลับมาในประเทศตัวเอง ดังนั้นหน้าที่ของพวกเรา คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อดึงดูดคนเก่ง ดึงดูดนักลงทุนให้กลับมา ทำให้เศรษฐกิจเติบโต

    ทั้งนี้ การจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือแพลตฟอร์มที่ดี ระบบปฏิบัติการต้องการันตีเรื่องความปลอดภัย การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีชุดคำสั่งที่ทำให้นักพัฒนาแอปฯ สามารถนำไปต่อยอดได้โดยง่าย ควบคุมไม่ให้มีแอปสแปมต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศ ระดับฮาร์ดแวร์คือโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ประปา สวนสาธารณะ ขนส่งสาธารณะ ไฟส่องสว่าง อินเทอร์เน็ต ส่วนระบบปฏิบัติการของประเทศ ต้องการันตีเรื่องความปลอดภัย จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การันตีเรื่องการเปิดโอกาสให้คนไปต่อยอดได้ง่าย โดยระบบการเมืองมีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากร ระบบยุติธรรมมีหน้าที่กำกับดูแลกฎหมายกฎกติกา ระบบราชการมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน แต่ทุกวันนี้ระบบของบ้านเรายังมีปัญหาอยู่ทั้งหมด มีแต่บั๊กที่ยังไม่ได้อัปเดต

    ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ถ้ารัฐทำได้ดีก็จะทำให้ประชาชนเติบโตได้ง่ายขึ้น แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปคือถ้าเปรียบเทียบประเทศหนึ่งเป็นแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มที่ดีคือแพลตฟอร์มที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่ทำให้คนอยากย้ายเข้ามา ดังนั้นพรรคประชาชนจึงออกแบบนโยบายต่าง ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในเชิงโครงสร้าง

    การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ต้องทำต่อไปนี้

    (1) นโยบายความมั่นคงและต่างประเทศแบบใหม่ โดยด้านความมั่นคงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือระดับในประเทศ มีข้อเสนอเรื่องการตั้งวอร์รูมจัดการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ตั้งหน่วยเฉพาะกิจในการยึดทรัพย์ทุนเทา ในระดับภูมิภาค เสนอให้ตั้งศูนย์ของอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์อาเซียน ซึ่งศูนย์นี้ไม่ได้คุยกันแค่ในอาเซียนเท่านั้น แต่ควรคุยกับประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบด้วย เพื่อดึงความร่วมมือมาช่วยเรา ส่วนในระดับโลก ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นตัวตั้ง ซึ่งหมายถึงไม่ยึดข้างแต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง หากทำได้เช่นนี้ประเทศไทยจะกลับมาเฉิดฉายยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก

    (2) นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ยก 4 เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ คือการเพิ่มทักษะและผลิตภาพ เปลี่ยนจากสังคมสูงวัยเป็นโอกาส ทำเกษตรพลิกฟื้น อุตสาหกรรมอนาคต การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เอาอำนาจรัฐไปต่อสู้กับทุนสีเทา

    (3) ระบบราชการแบบใหม่ คือการแก้ปัญหาเก่า เสริมสร้างสมรรถนะใหม่ รับมืออนาคตและสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยคือทั้งประชาชนและภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ และการจะกอบกู้ความเชื่อมั่นความเชื่อใจจากประชาชน คือรัฐต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยใช้เครื่องมือทางดิจิทัล

    (4) การลงทุนในคุณภาพชีวิตใหม่ ทั้งเรื่องคน เรื่องเมือง ที่ดินและสิ่งแวดล้อม ระบบดิจิทัล ตอนที่ตนเป็นประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยว่ามีขนาดที่ดินประมาณ 320 กว่าล้านไร่ ที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน ตีเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านล้านบาท และหากคิดตามมูลค่าคนรวยที่สุด 1% ถือครองที่ดินที่มีมูลค่ารวม 99% หรือ 36 ล้านล้านบาท

    ดังนั้นถ้าไม่จัดการเรื่องที่ดิน เราไม่มีทางแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศได้ ที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วล้วนผ่านการปฏิรูปเรื่องเหล่านี้มาทั้งสิ้น แก้ปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน ให้เกษตรกรในประเทศเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อสร้างโอกาสสร้างทางเลือก ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่เรายังอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้ คนที่มีอำนาจ เป็นนายทุน จะแสวงหาการเข้าไปครอบครองทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อเก็บค่าเช่าในระบบเศรษฐกิจ ทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ

    แล้วประเทศไทยต้องทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มีสถาบันเชิงวิชาการ พรรคการเมือง และนักการเมืองที่เสนอมาเยอะแล้ว ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจที่พูดกันมา 20 กว่าปีแต่ก็ยังไม่เกิด การกิโยตินกฎหมายที่ถ้าทำได้จะเป็นการคืนเงินให้ประชาชนถึง 200,000 ล้านบาททันที คือบรรดาส่วยและต้นทุนที่แฝงอยู่ คำถามคือรู้หมดแล้วแต่ทำไมยังไม่เกิด สำหรับตน รัฐบาลที่จะทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย 3 ข้อคือ

    1) เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง ทั้งการกิโยตินกฎหมาย การกระจายอำนาจ การปฏิรูปงบประมาณ กำจัดทุนเทา การจัดการองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาตรฐาน การปฏิรูปที่ดิน ทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ฯลฯ ทั้งหมดถ้าไม่มีเจตจำนงทางการเมืองและถ้าไม่เอาจริงก็ทำไม่ได้

    2) มีโฉมหน้ารัฐบาลที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนโควตาทางการเมือง

    3) การวางบทบาทของไทยในเวทีโลก ปัญหาทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สแกมเมอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทยอย่างเดียวแต่เชื่อมกับโลกด้วย รัฐบาลต้องใช้นโยบายทางการทูตแบบไม่ยึดข้างแต่ยึดหลักการและเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง

    หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สิ่งที่ ปชน.พูดถึงเรื่องทุนเทาและปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับล่างถึงข้างบน การแก้เรื่องนี้ได้หนีไม่พ้นว่าคนที่อยู่จุดสูงสุดของประเทศต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ นั่นรวมถึงคนในกลุ่มของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งขึ้นมาทำผิดกฎหมายหรือทุจริตก็ต้องกล้าจัดการ เพราะเมื่อไหร่ถ้าไม่กล้าจัดการก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ ซึ่งตนสามารถประกาศเป็นคำมั่นสัญญากับประชาชนทุกคนได้วันนี้ ว่าตนจะเป็นคนดูแลให้ไทยไม่เทา กำจัดการทุจริตให้หมดจากประเทศนี้เอง

    ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคก้าวไกลได้เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง แต่ยังมีกลไกของรัฐ เสียง สว. และข้ออ้างทางการเมืองต่าง ๆ ที่ทำให้พรรคก้าวไกลยังไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ครั้งหน้ากลไกเหล่านั้นเริ่มหายไปแล้ว สว.ลงมตินายกฯ ไม่ได้แล้ว เงื่อนไขทางการเมืองอื่น ๆ เริ่มคลายตัวลงไปบ้าง และสิ่งที่สำคัญคือการที่เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ใบอนุญาตที่หนึ่งมาเพื่อให้พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งสำหรับพรรคประชาชน ใบอนุญาตที่หนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนก็คือประชาชน ถ้าได้ 20 ล้านเสียง หรือครึ่งหนึ่งของคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง จะมีใครปฏิเสธการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาชนได้อีก การเลือกตั้งครั้งหน้าขอให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อพลัง รณรงค์ ทำความเข้าใจกับครอบครัว เพื่อจะได้รู้กันสักทีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริง ๆ

    โดย ธนวัฏ เสือแย้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAM0IQB4MJ121JO1E3QQW3MMNZLVX18&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x65ZofcPTBMb5vAvz9PNw