Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จุฬาฯ-พันธมิตรปั้นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมอนาคต หนุนอุตสาหกรรม-เศรษฐกิจไทย

    จุฬาฯ-พันธมิตรปั้นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมอนาคต หนุนอุตสาหกรรม-เศรษฐกิจไทย

    จุฬาฯ-พันธมิตรปั้นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมอนาคต หนุนอุตสาหกรรม-เศรษฐกิจไทย

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการสร้างผู้นำธุรกิจเชิงนวัตกรรมแห่งอนาคต ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนโซลูชั่นส์อุตสาหกรรมที่จะรับมือกับความท้าทายระดับโลก

    โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ,บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ,บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลักดันหลักสูตรควบสองปริญญาโท Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ด้วยความร่วมมือกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) Leaders for Global Operations

    “เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์  ร่วมกับ MIT สหรัฐอเมริกา ริเริ่มหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO ซึ่งเป็นหลักสูตรควบสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี” 

    จุฬาฯ-พันธมิตรปั้นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมอนาคต หนุนอุตสาหกรรม-เศรษฐกิจไทย

    ซึ่งเป็นการเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความท้าทายหลากหลาย และอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง ผู้นำธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา สามารถมองไปข้างหน้าได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น และต้องเตรียมตัวอย่างไร ดังนั้น การพัฒนาการศึกษา ทักษะ และทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารกรุงเทพภูมิใจที่ได้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร Chula LGO

    หลักสูตรดังกล่าวนี้มุ่งเน้นการทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นิสิตเผชิญกับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของคนรุ่นต่อๆ ไป

    นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาผู้นำชาวไทยที่มีความสามารถให้ก้าวสู่บทบาทซึ่งเดิมมักเป็นตำแหน่งของผู้บริหารต่างชาติได้ จะถือเป็นความสำเร็จสำคัญของหลักสูตรนี้ การนำผู้บริหารต่างชาติเข้ามาอาจช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านบุคลากร แต่ไม่ได้สร้างการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยในระยะยาว 

    เมื่อผู้เชี่ยวชาญชาวไทยสามารถเติบโตจนถึงระดับผู้บริหารอาวุโสได้ จะช่วยเสริมความสอดคล้องทางวัฒนธรรมภายในองค์กร และทำให้บริษัทสามารถใช้จุดแข็งของคุณค่าความเป็นไทย เช่น ความเอื้ออาทร ความร่วมมือ และความกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือคู่แข่งจากตะวันตกได้อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eSI2iOZlBUKiWKjXy7Fh4

  • เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท

    เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท

    เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท เลขาฯ รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวเชียงใหม่ รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา และตรวจความพร้อมสนามกีฬา 700 ปีเชียงใหม่ เตรียมเปิดสนามฟุตบอลซีเกมส์นัดแรก เข้าชมฟรี 5 ธันวาคมนี้

    วันนี้ (22 พ.ย.68) นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวและด้านความปลอดภัยในช่วงไฮซีซั่น โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรด้านการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว มาตรการรักษาความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่รวมกว่า 9,358,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.96 สร้างรายได้รวมกว่า 87,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.02 ในส่วนของภาคเอกชนได้นำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งหาแนวทางแก้ไข เช่น เชียงใหม่ที่เดียว กิน เที่ยว ประชุม ผลักดันการจัดประชุมทั้งของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน การจัดกิจกรรมอีเวนท์ระดับประเทศหรือระดับโลก การจัดแข่งขันกีฬาประเภทแอดเวนเจอร์ระดับโลก การเสนอขอปลดล็อคโซนนิ่งสถานบริการซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้อง ขณะที่ผู้แทนการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) ได้ขอสนับสนุนการให้องค์ความรู้แก่สมาชิกและผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความประทับใจ ด้านการคมนาคมโดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบินที่มักจะมีความแออัดในช่วงเทศกาล ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้กำหนดแผนปรับปรุงท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจะดำเนินการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 และแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2576 ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานเชียงใหม่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 20 ล้านคนต่อปี

    ภายหลังการประชุม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลชายรอบแรกในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมเป็นอย่างมากสำหรับการแข่งขันรายการดังกล่าว เปิดสนามคู่แรก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ระหว่างทีมชาติอินโดนีเซียกับทีมชาติสิงคโปร์ และคู่ที่ 2 เวลา 19.00 น. ระหว่างทีมชาติมาเลเซียกับทีมชาติฟิลิปปินส์ และจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ ข่าว/ภาพ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3828512/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D9YLa6hx658Ftnm53-y1I

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 88.12 จุด หุ้นไอทีหนุน รับกระแสข่าวเฟดจ่อลดดอกเบี้ย

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 88.12 จุด หุ้นไอทีหนุน รับกระแสข่าวเฟดจ่อลดดอกเบี้ย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 พ.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (24 พ.ย.) ขยับเข้าใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มไอที ท่ามกลางความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 85,320.04 จุด เพิ่มขึ้น 88.12 จุด หรือ +0.10%

    หลังเปิดตลาด หุ้น 5 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มไอทีซึ่งมีรายได้หลักมาจากสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.1% ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กขยับลงกลุ่มละประมาณ 0.1%

    ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ระบุว่า เฟดยังมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้

    ด้านข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่า โอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 70% จากระดับ 44% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลงจะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอย่างไอที และยังทำให้ตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAN0IQC2ZWC0IQ91PYL1UVP1PENCEKB&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BMzVZdl1Rs7sQvK_3_TnV

  • ‘เบสเซนต์’ มองเศรษฐกิจสหรัฐปี 69 โตแกร่ง แม้ชัตดาวน์ เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์

    ‘เบสเซนต์’ มองเศรษฐกิจสหรัฐปี 69 โตแกร่ง แม้ชัตดาวน์ เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์

    ต่างประเทศ

    24 พ.ย. 2025 เวลา 9:19 น.

    ‘เบสเซนต์’ มองเศรษฐกิจสหรัฐปี 69 โตแกร่ง แม้ชัตดาวน์ เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์

    ‘เบสเซนต์’ มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐปี 69 โตแกร่ง ไม่เห็นความเสี่ยง ‘ภาวะถดถอย’ ไม่หวั่นเงินเฟ้อ 3% แม้ ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ สร้างความเสียหาย 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อาจฉุด GDP ไตรมาส 4 เหลือ 1.5%

    รอยเตอร์รายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง “สก็อตต์ เบสเซนต์” ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ (25พ.ย.) ว่าการปิดหน่วยงานรัฐบาลเป็นเวลา 43 วันนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างถาวรเป็นมูลค่าสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ แต่เบสเซนต์ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีขึ้นจากดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลายและมาตรการลดหย่อนภาษีที่มีอยู่

    เบสเซนต์ กล่าวในรายการของ NBC ว่า แม้ ภาคที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจบางส่วนที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยจะเคยอยู่ในภาวะที่คล้าย ภาวะถดถอย แต่เขามั่นใจว่า เศรษฐกิจสหรัฐ โดยรวมทั้งหมด จะยังไม่เผชิญกับความเสี่ยงที่จะเติบโต “ติดลบ” หรือเข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตในปีหน้าคือ อัตราดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลายลง และ มาตรการลดหย่อนภาษี ที่มีอยู่

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้หันมาเน้นเรื่อง ความสามารถในการซื้อบ้านเป็นพิเศษ  หลังจากที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับรัฐหลายแห่ง ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของเขาก็ลดลงมาอยู่ที่ 38% ซึ่งถือเป็น “ระดับต่ำสุด” นับตั้งแต่เขากลับมามีอำนาจอีกครั้ง ตามผลสำรวจล่าสุดจากรอยเตอร์/อิปซอส

    ‘เบสเซนต์’ มองเศรษฐกิจปี 69 โตแก่ง คลุมเงินเฟ้อได้

    เบสเซนต์ แสดงความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า “ผมมองปี 2569 ในแง่ดีมาก ๆ เราได้วางรากฐานไว้สำหรับเศรษฐกิจการเติบโตที่แข็งแกร่งและไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ”

    รมว. คลังยังได้ระบุสาเหตุของ ภาวะเงินเฟ้อ ที่ขณะนี้พุ่งสูงถึง 3% ต่อปี ว่าเป็นผลมาจาก เศรษฐกิจภาคบริการ ไม่ใช่มาจากการเก็บ “ภาษีศุลกากร”  ของประธานาธิบดีทรัมป์ 

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินการเพื่อลดต้นทุนในส่วนที่ควบคุมได้ เช่น การ ลดภาษีนำเข้าอาหาร อย่างกล้วยและกาแฟ ซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงการค้าที่เจรจากันมานาน โดยเขาคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ในเดือนตุลาคมจะช่วยให้ ราคาสินค้าโดยรวมลดลงในวงกว้างมากขึ้น ในอนาค

    เบสเซนต์ ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อ ในรัฐที่พรรคเดโมแครตควบคุมนั้นสูงกว่ารัฐที่พรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ถึง 0.5% โดยมองว่าความแตกต่างนี้เป็นผลมาจากกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า

    การเปลี่ยนแปลงนโยบาย เช่น การจำกัดภาษีค่าล่วงเวลา การลดภาษีทิปและประกันสังคม รวมถึงการหักลดหย่อนเงินกู้รถยนต์ จะช่วย เพิ่มระดับรายได้ที่แท้จริง ของชาวอเมริกัน และช่วยชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าผู้เสียภาษีจะได้รับ เงินคืนภาษีจำนวนมาก ในไตรมาสแรกของปี 2569

    ปี 2569 เป็น “ปีแห่งความสำเร็จ”

    เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวกับรายการ Fox News ว่า เขาคาดว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีแห่งความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่” แม้ว่าจะมี “อุปสรรค” เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เนื่องจากการ ปิดหน่วยงานรัฐบาล ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

    แฮสเซตต์ คาดว่าการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 4 จะลดลงครึ่งหนึ่ง โดยคาดการณ์การเติบโตไว้ที่เพียง 1.5% ถึง 2% และการณ์ว่าการจ้างงานในภาคการผลิตจะเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นในปี 2569 

    อย่างไรก็ดี หลังการลงนามยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ  โดยขยายเวลาการจัดสรรงบประมาณถึงวันที่ 30 ม.ค.ปี 2569 ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งในปีหน้าเบสเซนต์ได้เรียกร้องให้ พรรครีพับลิกันควรลงมติทันทีเพื่อยุติการอภิปรายขัดขวาง หากพรรคเดโมแครตสั่งยุบรัฐบาลอีกครั้ง ตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KeHuiyUQTg0l9GbXmmEhK

  • ปัตตานีจมทั้งเมือง ย่านเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง หลังมวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งเมื่อกลางดึก

    ปัตตานีจมทั้งเมือง ย่านเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง หลังมวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งเมื่อกลางดึก

    มวลน้ำทะลักเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจกลางเมืองปัตตานี หลังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่อล้นตลิ่งอย่างฉับพลันท่วมพื้นที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเมือง ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 40–50 ซม. รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้

    วันที่ 24 พ.ย. 2568 หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ประกอบกับมวลน้ำจำนวนมากจากตอนเหนือของจังหวัดยะลา รวมถึงน้ำฝนสะสมและน้ำป่าที่ไหลหลากลงมาสมทบในแม่น้ำปัตตานี ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่อล้นตลิ่งอย่างฉับพลันท่วมพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดปัตตานีเป็นวงกว้าง ประชาชนได้รับผลกระทบเกือบทุกพื้นที่

    สถานการณ์ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดยิ่งน่าเป็นห่วง ตั้งแต่เมื่อกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำปัตตานีได้พังแนวป้องกันและทะลักเข้าสู่ถนนแทบทุกสาย ประกอบด้วย ถนนพิพิธ ถนนกะลาพอ ถนนฤาดี ถนนปรีดา ถนนอุดมวิถี ถนนรามโกมุท ถนนยะรัง ถนนนาเกลือ และถนนปัตตานีภิรมย์ สภาพกลายเป็นเกาะกลางน้ำ ทั้งเมือง ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 40–50 ซม. รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้การจราจรแทบเป็นอัมพาตทันที

    ส่วนร้านค้าและบ้านเรือนในย่านเศรษฐกิจจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว เพราะน้ำมาแรงและรวดเร็ว หลายร้านไม่มีเวลาย้ายของหนีน้ำ ขณะที่รถจักรยานยนต์ของประชาชนจำนวนมากถูกน้ำท่วมจมครึ่งคันเพราะไม่ทันเคลื่อนย้ายในหลายจุดของเทศบาลเมือง เจ้าหน้าที่เร่งนำแผงเหล็กมากั้นถนนที่มีระดับน้ำลึกเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเสี่ยงลุยน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หลังพบว่ามีผู้ใช้รถที่ไม่คุ้นชินกับเส้นทางพยายามขับฝ่าระดับน้ำลึก จนรถดับกลางน้ำและต้องจอดทิ้งบนที่สูงหลายคัน

    สถานการณ์โดยรวมยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมวลน้ำจากตอนเหนือยังคงไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องเร่งติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัญจรในพื้นที่น้ำลึก และเตรียมเก็บของขึ้นที่สูงตลอดเวลา เพื่อเตรียมรับน้ำเหนือเพิ่มอีกจาก จ.ยะลา และอีกหลายอำเภอของจังหวัดยะลาที่กำลังเข้าใจกลางเมืองปัตตานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/452097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vCx03pbDmcbGmNpZnx76J

  • เปิดประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ขุนพลเศรษฐกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

    เปิดประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ขุนพลเศรษฐกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

    เปิดประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ดีกรีปริญญาเอกเคมบริดจ์ อดีตอาจารย์ ม.ดังญี่ปุ่น ขุนพลเศรษฐกิจผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายก้าวไกล

    หลังจากที่พรรคประชาชนได้เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่า ไม่ใช่นายกฯ กล่องสุ่ม ประชาชนต้องรู้ล่วงหน้าว่าใครจะมาบริหารประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามองคือ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่พกพาดีกรีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก้าวสู่สนามการเมืองเต็มตัว

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ ต้น เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2522 ปัจจุบันอายุ 46 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย ถือเป็นมันสมองสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกล เคยฝากผลงานในฐานะทีมเศรษฐกิจและที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค (ชัยธวัช ตุลาธน) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลักดันนโยบายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    ณัฐพงษ์ ศิริกัญญา และวีระยุทธ 3 แคนดิเดตนายกพรรคประชาชน
    FB/ พรรคประชาชน – People’s Party

    เส้นทางการศึกษา

    • มัธยมศึกษา: โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
    • ปริญญาตรี: สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโท: คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จากนั้น วีระยุทธเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์พัฒนา ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดยได้รับทุนการศึกษาจาก Cambridge Trust และ Cambridge Political Economy Society Trust

    ผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกหัวข้อ “Deficiency by Design: Institutional Persistence and Economic Development in Thailand” ได้รับการดูแลโดยที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Ha-Joon Chang ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีใต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา เจ้าของรางวัล Gunnar Myrdal Prize และ Wassily Leontief Prize

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน
    FB/ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร – Veerayooth Kanchoochat

    ประสบการณ์ทำงาน

    • เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาปริญญาตรีที่ King’s College London (ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2555)
    • เป็นผู้บรรยายวิชาปริญญาเอกของ Centre of Development Studies มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
    • ร่วมทีมวิจัยของ Overseas Development Institute (ODI) กรุงลอนดอน ในโครงการศึกษาประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศยากจนในทวีปแอฟริกา
    • รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านนโยบายสาธารณะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (ปี 2556)
    • เลื่อนขั้นเป็นรองศาสตราจารย์ สอนวิชา Comparative Political Economy เปรียบเทียบทุนนิยมรูปแบบต่างๆ ให้แก่ข้าราชการและนักวิจัยจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปี 2559)

    นอกจากนั้น วีระยุทธ ยังมีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น IMF, UNCTAD, United Nations ESCAP รวมทั้งเขียนหนังสือภาษาไทยเรื่อง “เศรษฐกิจสามสี: เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    บทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร

    หลังการเลือกตั้งปี 2566 วีระยุทธ เข้ามามีบทบาทสำคัญในงานนิติบัญญัติ โดยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และเป็นกรรมาธิการในคณะต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนงบประมาณและกฎหมายเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่

    • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2569
    • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2568
    • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2567
    • อนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางรับมือผลกระทบของสงครามการค้า (2568)
    • รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า (2568)
    • รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (2568)

    วีระยุทธ ยังนั่งแท่นประธาน “คณะทำงานศึกษาการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์” และเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานชิ้นสำคัญเรื่อง “Fast & Furious 2567 ปีแห่งความปั่นป่วนของยานยนต์ไทย และการปรับตัวใหม่สู่อนาคต”

    FB/ พรรคประชาชน – People’s Party

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Suriyen J.

    Suriyen J.

    นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1491342/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WIWr2DEScanXDsnEHnsZX

  • ‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาดปมไต้หวัน ชี้คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ

    ‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาดปมไต้หวัน ชี้คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ

    หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาพูดถึงกรณี ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พาดพิงปมไต้หวันว่า ‘น่าตกใจ’ ชี้ส่งสัญญาณผิดพลาด และแตะประเด็นอ่อนไหวของประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงของจีน กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวอย่างเปิดเผยในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ (23 พฤศจิกายน) หวังอี้กล่าวถึงความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ หลังทาคาอิจิตอบคำถามในรัฐสภาวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นต้องช่วยเหลือไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะคุกคามการอยู่รอดของประเทศ
    รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า คำพูดของนายกฯ หญิงญี่ปุ่น ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่ง เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างมาก เพราะส่งสัญญาณอย่างเปิดเผยว่า จะใช้กำลังทหารแทรกแซงไต้หวัน

    “จีนต้องโต้กลับอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเท่านั้น แต่เราต้องปกป้องชัยชนะอันแสนยากลำบาก ที่ได้มาในช่วงหลังสงคราม ซึ่งแลกกับเลือดและการเสียสละ” หวังอี้กล่าวว่า จีนยังต้องป้องกันไม่ให้ลัทธิทหารของญี่ปุ่นรื้อฟื้นกลับมาได้ พร้อมกับเรียกประเด็นไต้หวันว่า ‘เส้นแดง’ (Red Line) หรือประเด็นอ่อนไหวที่ไม่อาจถูกละเมิดได้

    ปัจจุบัน ทาคาอิจิเข้าร่วมการประชุม G20 กับหลี่เฉียง นายกฯ จีน โดยสื่อรายงานว่า ทั้งสองผู้นำยืนห่างกันคนละฟาก ขณะที่นายกฯ หญิงญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลของเธอยึดมั่นในการสร้างนโยบาย และความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ และมั่นคงกับจีน พร้อมย้ำว่า เธอไม่เคยปิดประตูเจรจากับจีน และจำเป็นต้องเน้นย้ำจุดยืนของรัฐบาลเพื่อยืนยันความชัดเจน

    ภาพ: Maxim Shemetov / Reuters

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/wang-yi-japan-taiwan-error/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hNcemTOufo1EaHqnuG9_R

  • น้ำท่วมหาดใหญ่: ถอด 3 ปัจจัยส่งผลน้ำท่วมหนักและรุนแรง  – BBC News ไทย

    น้ำท่วมหาดใหญ่: ถอด 3 ปัจจัยส่งผลน้ำท่วมหนักและรุนแรง – BBC News ไทย

    3 ปัจจัยเหตุใดน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 68 วิกฤตหนัก

    สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    ที่มาของภาพ, facebook/Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

    คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    เหตุภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วันที่สามในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นเหตุน้ำท่วมจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ตามการประเมินของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน โดยปริมาณฝนสะสมย้อนหลังสามวัน ระหว่างวันที่ 19 – 21 พ.ย. ที่ผ่านมาวัดได้สูงสุดถึง 630 มม. มากกว่าน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม.

    ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุว่า น้ำที่ท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50-2.50 เมตร แต่ไม่ใช่แค่เมืองเศรษฐกิจหลักของ จ.สงขลา แห่งนี้เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักในระยะนี้ แต่ยังมีเหตุอุทกภัยเกิดขึ้นในอีก 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง ตรัง นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. จากอิทธิพลของร่องมรสุม และหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง

    นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าสถานการณ์อุทกภัยใน จ.สงขลา ในช่วงวันที่ 19-23 พ.ย. ส่งผลให้พื้นที่ 16 อำเภอถูกน้ำท่วม กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน โดยเฉพาะหาดใหญ่ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน

    เหตุน้ำท่วมใหญ่ในเมืองหาดใหญ่เคยเกิดขึ้นในปี 2543 และปี 2553 บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติเพื่อวิเคราะห์เหตุปัจจัยของน้ำท่วมปีนี้

    1. ร่องฝนตกใส่เมืองหาดใหญ่โดยตรง ต่างจากน้ำท่วมในอดีต

    ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมหนักในหาดใหญ่ปีนี้ เกิดจากปริมาณฝนตกหนัก จากการที่มีร่องฝนผ่านมาทางพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงทำให้หาดใหญ่เป็นพื้นที่รับน้ำฝน

    ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ในตอนนี้ แตกต่างจากวิกฤตน้ำท่วมในอดีตของเมืองหาดใหญ่ที่น้ำจะไหลน้ำเข้าเมืองจากพื้นที่ต้นน้ำใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.หาดใหญ่ โดยมวลน้ำจะไหลผ่านเส้นทางน้ำก่อนเข้าท่วมในเขตตัวเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปี 2543 ก็มีการขุดคลองเบี่ยงน้ำที่ชื่อว่า คลอง ร.1 เป็นคลองระบายน้ำที่จะผันน้ำออกไปทางทะเลสาบสงขลา ทำให้ในระยะหลังฝนที่ตกที่ต้นน้ำไม่ค่อยมีปัญหามากนัก น้ำก็จะไหลระบายออกได้เพราะมีคลองระบายน้ำ ร.1 สามารถนำน้ำออกไปสู่ทะเลได้

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติ จาก มอ.ปัตตานี กล่าวต่อไปว่า แต่ปีนี้ ฝนที่ตกใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ไม่ได้เยอะมาก และน้ำก็ออกทางเส้นทางคลองระบาย ร.1 อยู่แล้ว

    แต่ในพื้นที่เขาคอหงส์ของ อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวภูเขาอีกด้านหนึ่งทางตะวันออกของหาดใหญ่กลับมีฝนตกหนักมากในครั้งนี้ ดังนั้น ปริมาณน้ำจากฝนจึงไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่โดยตรง ตามแนวภูมิประเทศของภูเขาที่ลาดชันลงสู่ตัวเมือง และเมื่อรวมกับปริมาณฝนที่ตกใส่พื้นที่เขตเมืองหาดใหญ่ด้วย จึงเป็นสาเหตุของน้ำท่วมหนักในระดับวิกฤต

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    • .

    • ผูกข้อมือ

    • Family having a moment together messing about while winter sea swimming

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ครั้งนี้ตัวเมืองหาดใหญ่รับน้ำจากฟ้า และรับน้ำที่หลากมาจากเนินเขาที่เป็นพื้นที่สูงด้านขวา (บนแผนที่) ของหาดใหญ่ก่อนไหลเข้าเมือง” ผศ.ดร.สมพร กล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, facebook/Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

    คำบรรยายภาพ, บริเวณหน้า สภ.หาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.)

    2. กายภาพของเมืองหาดใหญ่ เมื่อต้องรับปริมาณฝนมากในพื้นที่

    เหตุน้ำท่วมใหญ่เมืองหาดใหญ่ในอดีตเกิดเพราะเป็นพื้นที่ต่ำที่รับน้ำจาก อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ทำให้ทางการแก้ปัญหาโดยการขุดคลองเบี่ยงน้ำ ทว่าในครั้งนี้แหล่งที่มาของน้ำเกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่คนละด้านของเมือง

    ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่า เมื่อทั้งฝนจากน้ำหลากบนภูเขาและฝนที่ตกในเมืองท่วมสูงขึ้น ด้วยกายภาพของตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอาคารคล้ายกับในกรุงเทพฯ ทำให้มวลน้ำไหลไปตามถนนและถูกล็อกเป็นช่อง ๆ ประกอบกับลักษณะกายภาพของเมืองที่คล้ายกับถาดที่มีขอบจากพนังกั้นน้ำของคลองระบายน้ำซึ่งสร้างไว้เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าเมือง ครั้งนี้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ปริมาณน้ำไม่สามารถระบายลงคลองได้โดยง่าย น้ำจึงสะสมในเขตเมืองและท่วมสูงในเวลาอันรวดเร็ว

    “หาดใหญ่เหมือนเป็นถาดที่มีขอบ ซึ่งลาดเอียงเล็กน้อยโดยทางด้านขวาสูงกว่าด้วยภูมิประเทศของเขาคอหงส์ เมื่อฝนตกมาก น้ำจึงไหลลงเข้าเมือง แต่เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางเป็นล็อก ๆ น้ำจึงสะสมอยู่ในเขตเมือง ไม่สามารถลงคลองระบายน้ำได้” ผศ.ดร.สมพร กล่าว

    “หลังคาตึกในหาดใหญ่เหล่านั้นเป็นเพียงตัวรับน้ำ แค่สัมผัสน้ำ แล้วก็ส่งน้ำลงคู ลงถนน… ส่วนคลองระบายน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ 2-3 สาย น้ำจะลงคลองได้ไม่ได้ง่ายเหมือนกัน เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง ลักษณะของน้ำที่ท่วมจึงเสมือนท่วมเป็นล็อก ๆ ที่คั่นด้วยตึกอาคารในเมือง ดังนั้น ถนนจึงกลายเป็นลำคลอง จะมีความลึกสูงต่ำกี่เมตรก็แล้วแต่บริบทของน้ำ บางช่วงไหลเร็ว เพราะน้ำหลากมาจากพื้นที่อื่นแล้วเข้าร่องถนน”

    แผนที่หาดใหญ่

    ที่มาของภาพ, เทศบาลนครหาดใหญ่

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงเส้นทางน้ำของเขต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสรายงานวันนี้ว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ (cell broadcast) ไปยังพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ใน จ.สงขลา ถึง 7 ครั้งด้วยกัน นับตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ย. จนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา

    จากความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อุทกภัยจำนวนมาก ทั้งในบ้านเรือนและโรงแรมต่าง ๆ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดการแจ้งเตือนดังกล่าวกลับไม่สามารถทำให้อพยพผู้คนและสิ่งของสำคัญออกมาจากพื้นที่เกิดเหตุได้ทัน หรือทำให้ประชาชนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

    ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการส่งข้อความเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผู้คนลุกขึ้นไปทำอะไรต่อมิอะไรได้

    “เอาเข้าจริงสิ่งที่จะทำให้เราลุกไปเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่คุ้นเคยว่าจะต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว มันจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ความสามารถของคน, กลไกในการประสานหรือการรองรับ, และทรัพยากร”

    เธออธิบายต่อว่า ข้อความเตือนภัยควรกำหนดหน้าต่างเวลาให้ประชาชนรับรู้ว่าอีกกี่ชั่วโมงหรืออีกนาที น้ำถึงจะมาถึงบ้าน เพื่อจะได้วางแผนอพยพหรือไตร่ตรองได้ว่าจะขนทรัพย์สินอะไรติดตัวไปบ้าง รวมถึงหากข้อความมาถึงเมื่อน้ำมาแล้ว ก็ควรบอกว่าประชาชนมีทางเลือกในการตอบโต้เหตุการณ์อย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดนี้คือความสามารถในระดับบุคคลเมื่อต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการฝึกฝนให้รับมือฉากทัศน์สถานการณ์ต่าง ๆ อาจมีส่วนช่วยให้ประชาชนเผชิญเหตุได้ดีขึ้นด้วย

    “หากประชาชนเขาไม่รู้ว่ามีที่ให้บ้านเขาไปอยู่ได้ หรือมีอะไรรองรับอยู่ตรงไหน เขาก็ไม่ไปอีกเหมือนกัน” เธอกล่าวเสริม

    ในส่วนต่อมาคือกลไกการประสานงาน หรืออาจเรียกได้ว่าการบัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งเธอเห็นว่าควรประกอบไปด้วยแผน บทบาทผู้แสดง และฉากทัศน์ แต่ปัจจุบันกลับไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจากแผนกำหนดเพียงว่าแต่ละหน่วยงานในระดับท้องถิ่นมีหน้าที่อะไร ที่ไหน อย่างไร

    “ประเทศเราเขียนแผนกำหนดแค่คาแรกเตอร์ (character) แต่ไม่ให้องค์หรือฉากทัศน์มาว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร เราเลยไม่มีชุดความรู้หรือทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” เธอกล่าว

    “ในระดับชั้นของผู้บัญชาการเหตุการณ์หรือระดับท้องถิ่น ถามว่าก่อนที่จะมีการเตือนภัย เขามีแผนหรือระเบียบการทำงานเป็นฉากทัศน์ที่ช่วยในการตัดสินใจไหม”

    .

    ที่มาของภาพ, เทศบาลนครหาดใหญ่

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครหาดใหญ่ ขนอาหารออกแจกจ่ายประชาชนคืนวันเสาร์ที่ 22 พ.ย.

    สำหรับทรัพยากรนั้น เธออธิบายว่าครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรสำหรับการประกอบการตัดสินไปจนถึงทรัพยากรของพื้นที่มีเกิดขึ้นเพื่อรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนต้องตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน พวกเขาต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ตัดสินใจได้ว่าจะให้อพยพไปที่ไหน มีอะไรรองรับบ้าง จะเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ คนสูงวัย อย่างไร

    “หากไม่มีทรัพยากรและข้อมูลตรงนี้จากเทศบาล จากท้องถิ่น จากผู้นำ ประชาชนก็ไม่มีตัวเลือกในการตัดสินใจ” เธอบอก “ต่อให้ส่งเมสเสจให้ตาย ก็ไม่มีใครลุก”

    หาดใหญ่ต้องจำลองฉากทัศน์น้ำท่วมใหม่เพื่อเตรียมแผนรับมือ

    ผศ.ดร.สมพร ชี้ว่าในภาพรวมภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ชุดความรู้เดิมในการเตรียมการรับมือ

    “ฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 พ.ย. เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ มันเป็นฝนที่ไม่ได้ตกแบบชุดความรู้แบบเดิมที่หาดใหญ่เคยเจอมา” ผศ.ดร.สมพร กล่าว “เหตุการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าอาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ แม้ปีที่แล้วจะเจอฝนหนัก แต่ไม่ได้มากเท่าปีนี้ เนื่องจากปี 2567 เป็นฝนที่ตกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และที่เหลือบางส่วนพัดไปตกที่หาดใหญ่ สงขลา”

    นักวิชาการด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวต่อไปว่า บทเรียนครั้งนี้ควรนำไปสู่การเตรียมฉากทัศน์ (scenerio) ว่าหากไม่ใช่ฝนตกในระดับทั่วไป แต่เป็นฝนตกหนักในพื้นที่หาดใหญ่และมีปริมาณน้ำจากต้นน้ำมาเพิ่มอีก ฉากทัศน์จะเป็นอย่างไร ซึ่งทางฝ่ายวิชาการต้องเข้าไปหนุนเสริมให้กับเทศบาลท้องถิ่นด้วย

    ในด้านระบบการจัดการภัยพิบัติ ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ที่เสนอว่าในระยะยาวควรปรับปรุงแผนรับมือภัยพิบัติที่มีฉากทัศน์เข้าไปด้วย เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าจุดใดคือ “เส้นตาย” ว่าถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ขนของขึ้นที่สูง อพยพย้ายไปยังศูนย์รับรอง ฯลฯ

    นอกจากนี้ ควรแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วยการกำหนดตัวชี้วัดเรื่องการดำเนินงานป้องกันที่ชัดเจน ซึ่งควรมีผลผูกพันกับงบประมาณและทรัพยากร เพื่อทำให้งานป้องกันของแต่ละพื้นที่มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดงานป้องกันที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cg7v85kkvreo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aUxtrd_FC5yTMhSs38HMs

  • นายกฯแคนาดา ปลุกกระแสไม่สน ทรัมป์ หลังสหรัฐไม่เข้าร่วมประชุม จี 20

    นายกฯแคนาดา ปลุกกระแสไม่สน ทรัมป์ หลังสหรัฐไม่เข้าร่วมประชุม จี 20

    วันนี้, 06:16น.

              มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่กล่าวกับพวกผู้สื่อข่าวรอบนอกการประชุมจี20 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมระบุประเด็นต่างๆนานาสามารถคลี่คลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้อง และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจก็กำลังเบี่ยงออกจากอเมริกาเช่นกันสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุมจี20ในครั้งนี้ ที่จัดขึ้นในเมืองโยฮันเนิสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอเมริกา กล่าวหาชาติเจ้าภาพว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกษตรกรผิวขาว ใช้มันเป็นเหตุผลสำหรับการไม่ร่วมประชุมคราวนี้”การประชุม เป็นการรวมตัวกันของประเทศต่างๆที่เป็นตัวแทน 3 ใน 4 ของประชากรโลก 2 ใน 3 ของจีดีพีโลก และ 3 ใน 4 ของการค้าโลก และปราศจากการเข้าร่วมของสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ” คาร์นีย์ระบุว่า สหรัฐ อย่าได้ประเมินตนเองสูงเกินไปต่อบทบาทของพวกเขาในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมขอให้ตระหนักว่า ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว

              นายกรัฐมนตรีแคนาดาบอกต่อว่าการตัดสินใจต่างๆนานาที่เห็นพ้องต้องกันโดยชาติสมาชิกจี20 ระหว่างการประชุมครั้งนี้ ยังคงมีน้ำหนัก แม้ถูกบอยคอตต์โดยสหรัฐฯ เขาระบุด้วยว่าแคนาดากำลังเสาะแสวงหาสานสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับมากหมายหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงแอฟริกาใต้, อินเดีย และจีน

              ด้าน มัคซิม โอเรสคิน ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย หัวหน้าคณะผู้แทนของมอสโก ณ ที่ประชุมดังกล่าว ได้ยกย่องการประชุมครั้งนี้ว่าประสบความสำเร็จ พร้อมระบุคณะทำงานของเขามีการสื่อสารพูดคุยอย่างสร้างสรรค์กับบรรดามิตรประเทศ และแม้กระทั่งได้รับข้อเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจบางอย่าง และข้อเสนอเข้าร่วมโปรเจ็คต่างๆจากประเทศที่ไม่เป็นมิตร

               ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เน้นย้ำก่อนหน้าการประชุม ว่าจี20 กำลังเดินหน้าและจะไม่ยอมถูกรังแก พร้อมระบุการตัดสินใจของสหรัฐฯที่บอยคอตต์การประชุม นับเป็นความสูญเสียของอเมริกาเอง

              นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเข้าร่วมการประชุมระยะที่ 1 ของการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 ครั้งที่ 20 ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกขาดกำลังฟื้นตัว เราต้องยืนหยัดช่วยเหลือกัน ยืนหยัดพิทักษ์การค้าเสรี สร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง จีนได้ประกาศแนวทางปฏิบัติว่าด้วย “ข้อเสนอเกี่ยวกับกลุ่มจี 20 สนับสนุนแอฟริกาและประเทศด้อยพัฒนาให้มีความเป็นแบบอุตสาหกรรม” สนับสนุนลดภาระหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนา จีนจะร่วมกับแอฟริกาใต้เสนอ “ข้อริเริ่มว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับการสนับสนุนความเป็นแบบทันสมัยของแอฟริกา” อีกทั้งจะสร้างสถาบันพัฒนาในทั่วโลก ผลักดันทุกประเทศให้พัฒนาไปด้วยกัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b6erIYinHdB5_6Rlds2-m

  • SIRI แสนสิริ ผนึก สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ 2 ผู้นำ จากวงการอสังหาฯ และ การศึกษาไทย ยกระดับการเรียนรู้ จากห้องเรียน สู่โลกแห่งการทำงานจริง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SIRI แสนสิริ ผนึก สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ 2 ผู้นำ จากวงการอสังหาฯ และ การศึกษาไทย ยกระดับการเรียนรู้ จากห้องเรียน สู่โลกแห่งการทำงานจริง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ (AOI) ประกาศความร่วมมือ จัดพิธีลงนามเพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการแก่นักเรียน มุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มเยาวชนให้เข้าใจหลักการ ESG และนวัตกรรมการออกแบบผ่านการสัมผัสโลกแห่งการทำงานจริง

    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วมกับ สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ (AOI) สถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติ ประกาศความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพ โดยจัดพิธีลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ณ โรงเรียนนานาชาติ เอสบีเอส แบงค์คอก เพื่อขับเคลื่อนวาระการยกระดับการเรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์เชิงปฏิบัติการให้แก่นักเรียน

    ความร่วมมือนี้เป็นการผสมผสานความรู้ความเชี่ยวชาญของแสนสิริในภาคธุรกิจ เข้ากับความมุ่งมั่นของ AOI ในการส่งมอบประสบการณ์การศึกษาที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อบ่มเพาะทักษะ ทัศนคติ และองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับโลกแห่งการทำงานยุคใหม่

    การบูรณาการหลักสูตรสู่การปฏิบัติจริงใน 4 แคมปัส

    แสนสิริจะดำเนินการร่วมกับ AOI ในการออกแบบและจัดทำโปรแกรมการเรียนรู้ที่มีการจัดลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างทฤษฎีในห้องเรียนกับประสบการณ์การทำงานจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มดำเนินการนำร่องใน 4 แคมปัสแรก ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติบริติช ภูเก็ต, โรงเรียนนานาชาติ เอสบีเอส รังสิต, โรงเรียนนานาชาติ เอสบีเอส เชียงใหม่ และ โรงเรียนนานาชาติ เอสบีเอส แบงค์คอก

    โดยวางกรอบการเรียนรู้ตามระดับชั้นมัธยมศึกษา ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียนจะได้เข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษาโครงการของแสนสิริ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบ การพัฒนาคอมมูนิตี้ และการส่งเสริมวิถีการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและความสงสัยในประเด็นด้านการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ดี และนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในขั้นต่อไป

    ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนจะได้รับโอกาสเข้าร่วม Sansiri Open House ณ สิริ แคมปัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้กระบวนการทำงานจริง โดยมี Sansiri Mentor ผู้เชี่ยวชาญจากแสนสิริเป็นผู้ให้คำแนะนำ ในการทำความเข้าใจการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมแนวคิดการออกแบบ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใช้งานโครงการ ชุมชน และสังคมโดยรวม

    ตลอดระยะเวลาของโปรแกรม นักเรียนจะได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินโครงการ (Project-based Learning) ที่สามารถนำความรู้ทางทฤษฎีมาประยุกต์ใช้จริง ควบคู่กับการจัดทำบันทึกสะท้อนความคิดสั้น ๆ (Reflective Writing) ผ่านรูปภาพและการเขียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียบเรียงและทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับจากการเชื่อมโยงบทเรียนในห้องเรียนกับการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ โดยแนวทางนี้จะช่วยยกระดับความเข้าใจในคุณค่าของบทเรียนทางวิชาการ และพัฒนาทักษะที่สำคัญ อาทิ ความมั่นใจในการสื่อสาร การนำเสนอข้อมูล และการคิดเชิงสร้างสรรค์

    นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริเชื่อมั่นเสมอว่าการสร้างบ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างสรรค์คอมมูนิตี้และอนาคต การผนึกกำลังกับ AOI จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีความตั้งใจในการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างคอมมูนิตี้ที่ดีและการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่จะต้องคิดและวางแผนตั้งแต่วันแรกในการเริ่มพัฒนาโครงการ การร่วมมือกับ AOI ในครั้งนี้ ทำให้สามารถส่งต่อปรัชญานี้ไปสู่ภาคการศึกษา โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่นักเรียนเกี่ยวกับการออกแบบที่ยั่งยืน การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ และการทำความเข้าใจกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยกำหนดทิศทางของเมืองในอนาคต

    นอกจากนี้ นายอุทัย ยังได้กล่าวถึงแผนการขยายความร่วมมือว่า “เราวางแผนทำงานร่วมกับ AOI ในฐานะพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพื่อจัด Workshop ให้กับผู้ปกครองที่เป็นลูกบ้านแสนสิริ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนให้การเปลี่ยนผ่านจากบ้านไปสู่รั้วโรงเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมของแสนสิริ เพื่อปลูกฝังแนวคิด Good Citizen และสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งมีแผนที่จะขยายรูปแบบความร่วมมือในลักษณะนี้ไปยังสถาบันการศึกษาคุณภาพอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต”

    ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสององค์กรเกี่ยวกับการศึกษาต้องสร้างแรงบันดาลใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง การปลูกฝังดีเอ็นเอของแสนสิริในด้านการใส่ใจสิ่งแวดล้อม การออกแบบที่ยั่งยืน และการนำนวัตกรรมมาใช้ จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้คน สถานที่ และโลกของความจริง

    ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ AOI ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวและโรงแรม, วิศวกรรม, การก่อสร้าง, แฟชั่น และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ความร่วมมือแต่ละครั้งผ่านการวางแผนและออกแบบโปรแกรมอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ทั้งในห้องเรียน และเข้าใจวิธีการนำความรู้นั้น ๆ ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง แสนสิริ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและผู้นำในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดรูปแบบการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างความคิดที่ก้าวหน้า และการเชื่อมโยงกับบริบทภายนอกสถาบันการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

    เผย โครงการนำร่อง เด็กนักเรียนได้สัมผัสหลักการ ESG ในการพัฒนาโครงการ

    การดำเนินงานตามโปรแกรมการเรียนรู้จะเริ่มต้นด้วยกิจกรรม Sansiri Open House สำหรับนักเรียนทุกแคมปัสของ AOI โดยกำหนดจัดขึ้นครั้งแรกที่โครงการ นาราสิริ พหล-วัชรพล นักเรียนที่เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ภาคสนามอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งทำความเข้าใจกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงหลักการ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และได้ลงมือทำโปรเจกต์ด้วยตนเองเพื่อเรียนรู้การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์

    AOI และ แสนสิริ ยืนยันที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้หลักสูตรมีความเหมาะสมและสามารถเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจที่ตอบโจทย์ความต้องการและประสบการณ์ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างโรงเรียนและองค์กรธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักนวัตกรรมรุ่นต่อไปที่มีความรู้ทั้งทางวิชาการและจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/24/596809/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DLQbaTzXlVCNlyYRhoki0