Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • K

    K

    ในวันที่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ ครอบครัวไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพื่อโอกาสและคุณภาพการศึกษา ซึ่งกำลังกดดันให้พ่อแม่ต้องแบกรับภาระหนักขึ้น บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) จึงร่วมกับ We Wealth Advisory จัดงานสัมมนา “Playground: a space to grow together” เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นพื้นที่ที่ครอบครัวไทยได้ตั้งหลักทบทวน และออกแบบอนาคตของลูกอย่างจริงจัง ผ่านเสียงจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และทีมที่ปรึกษาการเงินจาก KKP EDGE และที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ (KKPS Independent Financial Advisor: KKPS IFA)

    KKP ร่วม We Wealth Advisory จัดสัมมนา 'Playground: a space to grow together' ชวนพ่อแม่รับมือค่าใช้จ่ายการศึกษาพุ่ง ออกแบบอนาคตลูกด้วยแผนการเงินที่มั่นคง

    ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งมุมมองด้านพัฒนาการเด็ก การสร้างทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมศักยภาพ และการวางแผนการเงินที่เป็นระบบ โดยทีมที่ปรึกษาได้เปิดเผย “โครงสร้างค่าใช้จ่ายจริง” ของการเลี้ยงดูและการศึกษา ที่ไม่ได้มีเพียงค่าเทอม แต่รวมถึงค่ากิจกรรมเสริม ค่าเรียนภาษา ค่าดูแลสุขภาพ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายย่อยที่สะสมกลายเป็นเงินก้อนสำคัญในแต่ละช่วงวัยของบุตร เพื่อให้พ่อแม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงด้านการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทีมที่ปรึกษายังได้แนะนำ Mandate Service บริการด้านการลงทุนแบบครบวงจร ที่ช่วยออกแบบพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายและกรอบเวลาในการใช้เงินของแต่ละครอบครัว พร้อมช่วยดูแลให้การลงทุนเติบโตอย่างมีวินัย แม้ในวันที่พ่อแม่มีภารกิจรอบด้าน

    นายวศิน สุขวัฒน์วิบูลย์ หัวหน้าฝ่ายวางแผนการเงินส่วนบุคคล บล.เกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงงานว่า “อนาคตของลูกมักไม่รอให้พ่อแม่พร้อม การวางแผนวันนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเกราะป้องกันอนาคตที่ลูกควรได้รับ และเป็นของขวัญสำคัญที่พ่อแม่มอบให้ได้

    งานนี้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ครอบครัวไทยมองเห็นอนาคตของลูกอย่างครบมิติ ตั้งแต่ความฝัน พัฒนาการ ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงระบบการเงินที่ต้องเตรียมไว้เพื่อรองรับการเติบโตในทุกช่วงวัย ดังนั้นนี่จึงเป็นการมองไกลกว่าการลงทุน ไปสู่การออกแบบเส้นทางอนาคตของครอบครัวอย่างมั่นคงและเป็นระบบ”

    ทั้งนี้ อาชีพ IFA จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ทั้งสังคมและผู้คนที่ต้องการสร้างชีวิตทางการเงินอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ที่สนใจเส้นทางอาชีพ IFA สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบล.เกียรตินาคินภัทร เพื่อก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนอย่างมืออาชีพ พร้อมการสนับสนุนจากทีมงานและพันธมิตรระดับโลก ติดต่อได้ที่ไลน์ @KKPSIFA หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://edge.co.th/ifa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iett3u3m4xetkfeqa44kadcntp0zbcqv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ptrFl4kGiHwGW1uDmAjZl

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า เสด็จฯ ทรงเปิดประชุมวิชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ประจำปี 2568

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า เสด็จฯ ทรงเปิดประชุมวิชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ประจำปี 2568

    (24 พ.ย.68) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเปิดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “70 พรรษามหามงคล เด็กและเยาวชนร่วมสืบสานการเกษตร รักษ์สิ่งแวดล้อม” ณ BANGKOK THONBURI HALL มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา

    โครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับหน่วยงานสถานศึกษาในโครงการตามพระราชดำริ จัดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 “70 พรรษามหามงคล เด็กและเยาวชนร่วมสืบสานการเกษตร รักษ์สิ่งแวดล้อม” ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ย.68 ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 11 มีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ แก่สาธารณชน รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อพัฒนาแนวคิดและร่วมกันดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าหมาย

    การประชุมวิชาการประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” อาทิ การเสวนาแนวปฏิบัติที่ดีรายด้านของสถานศึกษา การนำเสนอผลงานแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาเด็กและเยาวชน การประกวดแข่งขันทักษะวิชาการของนักเรียน 7 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการเล่านิทาน การตัด ปะ ฉีก การวาดภาพระบายสี การคัดลายมือ การเขียนเรียงความภาษาไทย การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ และการนำเสนอผลงานของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีการประกวดผลงานแนวปฏิบัติที่ดีรายด้านของครู 6 ด้าน ได้แก่ ด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย การส่งเสริมคุณภาพการศึกษา การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น คุณธรรมและจริยธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการการนำเสนอผลงานของนักเรียนของสถานศึกษา 7 สังกัด เป็นต้น

    สำหรับกิจกรรมการประชุมวิชาการฯ ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ย.68 ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

    วันที่ 23 พ.ย.68
    1.การเสวนาแนวปฏิบัติที่ดีรายด้านของสถานศึกษา ในหัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม” จำนวน 8 ผลงาน โดยสถานศึกษาจาก 7 หน่วยงาน สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร นำเสนอด้านที่ 5
    คุณธรรมและจริยธรรม โดยนายวีระธนา อยู่กลั่นเถื่อน โรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล สำนักงานเขตหนองแขม
    2.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกิจกรรมในในโครงการ (ร้านกาแฟและเบเกอรี่ของโรงเรียนวิชูทิศ สำนักงานเขตดินแดง)

    วันที่ 24 พ.ย.68
    1.คณะครูผู้ชนะเลิศ การประกวดแข่งขันแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 6 ราย เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร
    2.การนำเสนอผลงานแนวปฏิบัติที่ดีรายด้านของสถานศึกษา 6 ด้าน ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” (นำเสนอผลงานหน้าพระที่นั่ง) – สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานครนำเสนอ ด้านที่ 2 การส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เรื่อง “ผักจากแปลง แปลงเป็นคำ ร้อยกรองลำนำ ทำเกษตรอินทรีย์”
    3.นิทรรศการการนำเสนอผลงานของนักเรียน ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” บูทนิทรรศการของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยนิทรรศการจาก 3 โรงเรียน ดังนี้

    • ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ” แหนแดงพืชเล็กเปลี่ยนโลกเกษตร” โรงเรียนวัดเกาะ
      สุวรรณาราม สำนักงานเขตสายไหม
    • ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เรื่อง “ปลุกชีพถังพลาสติกรักษ์โลก”โรงเรียนแก่นทองอุปถัปถัมภ์ สำนักงานเขตประเวศ
    • ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เรื่อง “Waste-to-Green:สวนแนวตั้งสร้างสรรค์จากขยะเมือง”โรงเรียนวิชูทิศ สำนักงานเขตดินแดง

    โอกาสนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.อรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการศึกษาที่ปรึกษางานโครงการตามพระราชดำริ กรุงเทพมหามหานคร ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เฝ้า ฯ รับเสด็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/259468&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xWoGPYkB8k5sz5PTyA-v1

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D555288&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rc5i242PQ26P73x1qYnRg

  • SPRC จัดโครงการ “สานฝันปันสุข” พัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตชุมชนห่างไกล จ.ตาก

    SPRC จัดโครงการ “สานฝันปันสุข” พัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตชุมชนห่างไกล จ.ตาก

    บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) โดย STAR Volunteer Club (ชมรมสตาร์อาสา) ได้จัดโครงการ “สานฝันปันสุข” ระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) แม่ฟ้าหลวง 3 แห่ง ในตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ได้แก่ ศศช. บ้านเซหนะเดอลู่, ศศช. บ้านมอโก้คี และ ศศช. ดูบลอคี

    โครงการนี้ซึ่ง SPRC ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับชุมชนที่อยู่ห่างไกลและด้อยโอกาส ด้วยการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ การมอบตู้แช่อาหารสำหรับเก็บรักษาอาหารสดคุณภาพ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของครูและนักเรียน การปรับปรุงระบบโซลาร์เซลล์ และซ่อมแซมหลังคาอาคารโรงครัว ณ ศศช. บ้านเซหนะเดอลู่ การซ่อมแซมรั้วเพื่อป้องกันสัตว์ทำลายพืชผัก และการปรับปรุงระบบโซลาร์เซลล์ ที่ ศศช. บ้านมอโก้คี รวมถึงการประกอบและส่งมอบชุดโต๊ะนักเรียนจำนวน 22 ชุดให้แก่ ศศช. ดูบลอคี นอกจากนี้ ทีมจิตอาสา SPRC ยังได้ร่วมประกอบอาหารกลางวันเลี้ยงคณะครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 150 คน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    กิจกรรม “สานฝันปันสุข” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ “One Caring Family … Energizing Our Future” โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” ที่สามารถดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเองตามหลักการ “การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” โครงการนี้มีมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 250,000 บาท ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ SPRC ในการสร้างความสามัคคีและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/974774&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fQlb5Y8GpJ9i1p-c2_Q80

  • ส่องประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ไม่ธรรมดา ผงาดแคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน

    ส่องประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ไม่ธรรมดา ผงาดแคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน

    เปิดโปรไฟล์ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ขุนพลเศรษฐกิจ พรรคประชาชน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือที่รู้จักในนาม “อาจารย์ต้น” เป็นหนึ่งใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ชื่อของ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ถูกจับตามองในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศและเป็นกำลังสำคัญด้านนโยบายของพรรค เขาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองและทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจหลายชุดในสภาผู้แทนราษฎร

    เส้นทางการศึกษา

    วีระยุทธเริ่มต้นจากการศึกษาในประเทศจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเปลี่ยนสายสู่เศรษฐศาสตร์โดยสำเร็จปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ต่อมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยได้รับทุนจาก Cambridge Trust และ Cambridge Political Economy Society Trust วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาได้รับคำแนะนำจาก Ha-Joon Chang ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงวิชาการระดับนานาชาติ

    ประสบการณ์วิชาการและงานระหว่างประเทศ

    หลังจบการศึกษา วีระยุทธมีประสบการณ์ทำงานวิชาการในต่างประเทศหลายปี เขาเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาที่ King’s College London และเป็นผู้บรรยายระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ รวมทั้งร่วมงานวิจัยกับสถาบันอย่าง ODI และหน่วยงานระหว่างประเทศอย่าง IMF, UNCTAD และ ESCAP. นอกจากนี้เขาทำงานเป็นอาจารย์ที่ GRIPS ในโตเกียวเป็นเวลา 11 ปี จนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์และมีผลงานวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรมและซัพพลายเชนโลก.

    บทบาททางการเมืองและในสภาฯ

    ในประเทศ วีระยุทธเคยเป็นกำลังสำคัญของทีมเศรษฐกิจพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก่อนจะมารับบทบาทสำคัญในพรรคประชาชน ปัจจุบันเขาทำหน้าที่ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจและร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณหลายปี รวมทั้งเป็นประธานคณะทำงานศึกษาการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ร่วมเขียนรายงานสำคัญเกี่ยวกับการปรับตัวของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

    เหตุผลที่พรรคเสนอชื่อ

    พรรคประชาชนระบุว่า การเสนอชื่อ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการผู้นำที่มีความรู้เชิงนโยบายระดับสากลและสามารถออกแบบกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ภายใต้นโยบาย “สร้างไทยที่ไม่เทา สร้างไทยที่ทันโลก”. การมีแคนดิเดตที่เป็นนักวิชาการช่วยยืนยันภาพลักษณ์พรรคที่เน้นนโยบายและการบริหารแบบมีหลักการ เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ.

    สรุป

    สั้น ๆ ว่า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร คือผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการพัฒนาที่ผันตัวจากงานวิชาการสากลสู่เวทีการเมืองไทย เขามีทั้งประสบการณ์ระหว่างประเทศ งานวิจัยเชิงนโยบาย และบทบาทสำคัญในสภาฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนวางให้เป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ชื่อของเขาจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ประชาชนและนักการเมืองจับตามองในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13htIXYW3cXfT4bF7i-xzF

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี’69 ต่างชาติเที่ยวไทย 34.1 ล้านคนเพิ่มขึ้น4%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี’69 ต่างชาติเที่ยวไทย 34.1 ล้านคนเพิ่มขึ้น4%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยถึงจุดเปลี่ยน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง คาดปี 2569 จำนวนต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% แต่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ ชี้ท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ทั้ง MICE และ Medical & Wellness  

    เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยว่า  ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว ขณะเดียวกันสัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยชัดเจนขึ้น ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และการกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองยังต้องทำอีกมาก

    วาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือเติบโต 4% หลังจากที่ตลาดหดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพและการเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงทั้งการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    วรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติจะเติบโตแบบชะลอตัวที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ประเทศไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เสนอ 4 ข้อเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1.การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ 14% 2.เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3.จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4.ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วย
    อัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/861582/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ribi4VZMBQ4DwbzoHOy7q

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวไทยเปิดประสบการณ์นั่ง ‘รถไฟแพนด้าเฉิงตู’ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวไทยเปิดประสบการณ์นั่ง ‘รถไฟแพนด้าเฉิงตู’ | TOPNEWS

    เฉิงตู, 20 พ.ย. (ซินหัว) — “สุพินดา สมิทธินันต์” นักท่องเที่ยวชาวไทยเปิดประสบการณ์เดินทางด้วย “รถไฟพิเศษขบวนแพนด้าเฉิงตู” จากสถานีอันจิ้ง เมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อเดินทางท่องเที่ยวทั่วจีนตะวันตกเฉียงใต้เป็นเวลา 6 วัน พร้อมกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยอีก 20 คน

    ระหว่างการเดินทางก็มีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น งิ้วซื่อชวน คอนเสิร์ตไวโอลิน และดนตรีสด สร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้โดยสาร

    “รถไฟขบวนแพนด้าเฉิงตู” มีตู้โดยสารมากถึง 18 ตู้ รวมทั้งตู้โดยสารห้องนั่งเล่น, ตู้โดยสารเพื่อความบันเทิง,และห้องโดยสารแฝดอัจฉริยะสุดหรู สามารถรับรองผู้โดยสารได้สูงสุด 132 คน

    รถไฟพิเศษขบวนแพนด้าเฉิงตูเป็นรถไฟท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งร่วมบริหารจัดการโดยบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน และบริษัท เฉิงตู คัลเจอร์ แอนด์ ทัวริสต์ ดีเวลลอปเมนต์ กรุ๊ป มีการเดินรถเป็นวงกลมตามวงแหวน “ต้าซีหนาน” (“ต้า”แปลว่าใหญ่ “ซีหนาน”แปลว่าตะวันตกเฉียงใต้) โดยผู้โดยสารจะได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตลอดเส้นทาง ทั้งนี้เที่ยวปฐมฤกษ์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึงร้อยละ 94 ของผู้โดยสารทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1402145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aDY3fgCoaJkYMLtkCh0MP

  • ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี


    24/11/2568 | 87 |

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ผลกระทบทางการท่องเที่ยว และสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ชงมาตรการส่งเสริมการขายและและส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วงปลายปี

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท. ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด  และรวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ           ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยานในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ  โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3,  ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545, ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230, ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4, ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161 โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่าง ๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้ ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00-20.00 น.) สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 529 – 9999

    ขณะที่การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/446965&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZrlbRX83C5p3htCPolz2B

  • นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้


    24/11/2568 | 101 |

    วันนี้ (24 พ.ย.68)  ที่เต็นท์บริเวณหน้าศูนย์ ตส.เบตง (ศูนย์ตาสัปปะรด) อ.เบตง จ.ยะลา  ชาวอำเภอเบตง และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เดินทางมามอบถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภค ตลอดจนอาหารปรุงสำเร็จ ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ ยาสามัญ ยาแก้น้ำกัดเท้า และ เงินสด บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  ซึ่งทางเทศบาลเมืองเบตง  ร่วมกับ  มูลนิธิกวนอิมเมตตาธรรมเบตง – สว่างเบตงธรรมสถาน ได้เปิดรับบริจาค ” ชาวเบตงส่งน้ำใจ  สู้ภัยน้ำท่วม” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23 – 28 พฤศจิกายน 2568  ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 18.00 น.  ทั้งนี้ สะท้อนถึงน้ำใจ ความเอื้ออาทร และพลังความสามัคคีของคนไทยในการช่วยเหลือกันในยามวิกฤต 
     
    นายใช้ วงศ์นิตยลัภย์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง  กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 719,858 ครัวเรือน   ซึ่งสถานการณ์น้ำภาพรวมในปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น ทางเทศบาลเมืองเบตง  จึงได้ร่วมกับ  มูลนิธิกวนอิมเมตตาธรรมเบตง – สว่างเบตงธรรมสถาน ได้เปิดรับบริจาค ” ชาวเบตงส่งน้ำใจ  สู้ภัยน้ำท่วม” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23 – 28 พฤศจิกายน 2568  จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมบริจาคสิ่งของ สามารถนำส่งได้ที่ บริเวณหน้าศูนย์ ตส.เบตง เทศบาลเมืองเบตงจะดำเนินการรวบรวมและจัดส่งสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยโดยเร็วที่สุด
    นายแพทริค นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เล่าว่า ตนและกลุ่มเพื่อนมีแพลนจะเดินทางไปเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่พอทราบข่าวว่า อ.หาดใหญ่ ประสบภาวะน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 จึงได้เปลี่ยนโปรแกรมการเดินทางมาเที่ยว อ.เบตง จ.ยะลา แทน เนื่องจากน้ำไม่ท่วมแม้จะมีฝนตกบ้างก็ตาม พอเห็นมีการตั้งเต็นท์รับบริจาคช่วยน้ำท่วมจึงรีบเดินเข้ามาสอบถามเพื่อบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใน อ.หาดใหญ่ เนื่องจากตนก็มีเพื่อนที่เป็นชาวไทยและชาวมาเลย์ที่ทำงานในเมืองหาดใหญ่เช่นกัน จากการติดตามข่าวทราบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลย์และประชาชนติดค้างในโรงแรมและที่พัก จำนวนมาก เนื่องจากถนนถูกตัดขาด ต้องการข้าวกล่องและน้ำดื่มจำนวนมาก ตนและเพื่อนๆขอเป็นกำลังใจเล็ก ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้  ขอให้เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น และผ่านพ้นไปได้ในไม่ช้า ขอให้ทุกคนปลอดภัย แข็งแรง และไม่ท้อแท้


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/37/iid/446954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y771oaEhBEdwI6mYi51o9

  • กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    ภูมิภาค

    กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าพัฒนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่ “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันไทยสู่จุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยวใน 5 มิติหลัก ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ บริการคุณภาพ และวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

    เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมโลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลต้นแบบผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Living in Prachuap Khiri Khan : A Holistic Wellness Showcase 2025” โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลรวม 7 ราย ครอบคลุมมิติด้าน Physical Wellness, Sensory Wellness, Artistic & Community Wellness, Medical & Scientific Wellness และ Gastronomy Wellness

    นายปรีดากล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากตอบโจทย์แนวโน้มผู้บริโภคปัจจุบัน และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ สถานบริการมาตรฐาน และวัฒนธรรมสุขภาพที่โดดเด่น พร้อมชื่นชมผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกว่าเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้มาเยือน

    ด้านนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การคัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบครั้งนี้สะท้อนศักยภาพด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยการประเมินร่วมกับจังหวัดประจวบฯ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ได้ผลที่โปร่งใสและสะท้อนศักยภาพจริง พร้อมย้ำว่าเป้าหมายคือการผลักดันจังหวัดประจวบฯ ให้เป็นต้นแบบขยายสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกอย่างมั่นคง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455740&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16JCyirQt5FSOXvwlE9_qa