Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชาวจีนอวย “ผักสวรรค์” สมุนไพรชั้นเทพ ไทยปลูกขึ้นง่ายทุกที่ แต่หลายคนร้องอี๋ ไม่ยอมกิน!

    ชาวจีนอวย “ผักสวรรค์” สมุนไพรชั้นเทพ ไทยปลูกขึ้นง่ายทุกที่ แต่หลายคนร้องอี๋ ไม่ยอมกิน!

    ผักคาวทองหรือผักพลูคาว “ผักมหัศจรรย์” ที่จีนยกย่อง โตทั่วไปในไทยแต่หลายคนยังไม่กล้าทาน

    ผักคาวทอง หรือผักพลูคาว เป็นผักพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในหลายภูมิภาคของไทย แม้หลายคนจะไม่กล้าทานเพราะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่ในจีน สมุนไพรชนิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผักเทพ” เนื่องจากใช้ได้ทั้งเป็นอาหารและเป็นยาตามตำรับแพทย์แผนโบราณ มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ระบายความร้อน และเสริมภูมิคุ้มกัน

    คุณค่าทางสมุนไพรของผักคาวทอง

    1. ทั้งต้นมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติ อุดมด้วยสารสำคัญอย่าง quercetin และ isoquercitrin ที่ช่วยต้านอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด
    2. การศึกษาบางส่วนระบุว่าสารสกัดจากผักคาวทองอาจช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิดภายใต้เงื่อนไขในห้องปฏิบัติการ
    3. ในตำรับแพทย์แผนจีน จัดเป็นสมุนไพร “เย็น–ถอนพิษ” ใช้ลดความร้อน ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการบวมอักเสบ
    4. ในไทย นิยมนำไปช่วยบรรเทาอาการร้อนใน ผดผื่น และมักใช้เป็นผักเคียงกับอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด

    วิธีใช้ผักคาวทองให้เกิดประโยชน์

    1. กินสด เป็นผักเคียงในมื้ออาหาร เพื่อช่วยเสริมการย่อย
    2. คั้นเป็นน้ำหรือทำน้ำดื่ม ควรดื่มหลังอาหารเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ
    3. ใช้ภายนอก เช่น ตำพอกแผล หรือใช้น้ำต้มใบล้างบริเวณผิวหนังที่อักเสบ

    ข้อควรระวังเมื่อทานผักคาวทอง

    1. ควรล้างให้สะอาดและแช่น้ำเกลือก่อนรับประทาน
    2. ไม่ควรดื่มน้ำคั้นผักคาวทองตอนท้องว่าง เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะ
    3. หลีกเลี่ยงการทานในปริมาณมาก ผู้ใหญ่ควรรับประทานผักสดประมาณ 20–40 กรัมต่อวัน หรือผักแห้ง 10–12 กรัมต่อวัน
    4. หากต้องการใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เป็นประจำ

    ใครควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง

    1. สตรีมีครรภ์ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก ควรหลีกเลี่ยง
    2. ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือใช้ยาลดความดัน ควรทานในปริมาณน้อย
    3. ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือระบบขับถ่ายอ่อนแอ เพราะผักมีฤทธิ์เย็น

    ผักคาวทองแม้มีกลิ่นเฉพาะตัว แต่เป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์ด้านสมุนไพรสูง ช่วยต้านอักเสบและลดความร้อนในร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคอย่างพอเหมาะ และไม่ควรใช้แทนการรักษาโดยแพทย์ หากต้องการใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858266/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XLNEOtCo4SCTSsd1mlnaV

  • ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    การเมือง

    ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    24 พ.ย. 2025 เวลา 18:57 น.

    “สมศักดิ์” ลงพื้นที่นนทบุรีต่อเนื่อง อ้อนขอเสียงสนับสนุน “จิรพงษ์” เข้าสภาฯ ชูเป็นคนดีมีความสามารถ เผย “เพื่อไทย” เล็งทำมอเตอร์เวย์ผันน้ำลงทะเลแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ด้าน “จิรพงษ์” ขอโอกาสทำงานเพื่อประชาชน

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และแกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. นนทบุรี เขต 2 ร่วมกันลงพื้นที่ วัดสลักใต้และวัดพุฒิปรางปราโมท เขตเทศบาลบางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เพื่อพบปะพูดคุยประชาชน

    โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้นำนายจิรพงษ์ มานำเสนอให้คนนนทบุรี เพราะเป็นคนที่มีความสามารถ เคยเป็น สจ.มา 16 ปี ดูแลคนนนท์ฯ ตลอดมา และช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุขก็ได้นายจิรพงษ์ไปช่วยงาน โดยเฉพาะการรณรงค์ NCDs กินเป็นไม่ป่วย เพื่อป้อกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรค NCDs เพื่อจะช่วยประหยัดงบประมาณ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณ 30 บาทรักษาทุกที่ อาจจะทำให้ระบบล่มสลายนั้น มองว่าถ้าปล่อยปละละเลยไม่มีการรณรงค์การกินเป็นไม่ป่วย อาจจะทำให้คำวิจารณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ตนจึงรณรงค์ให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนและอสม.อย่างจริงจังตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีเพราะเชื่อว่าจะทำให้การเจ็บป่วยลดลงและลดความแออัดในโรงพยาบาล 

    นายสมศักดิ์ ได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองว่า วันนี้เรามีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้ำคือพรรคที่เลือกพรรคสีน้ำเงินเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ไม่ร่วมรัฐบาลเพียงแต่ยกมือให้ ในขณะที่พรรครัฐบาลทำงานยังไม่ถึง 2 เดือน แต่กลับมีการอนุมัติงานที่ใช้งบประมาณมากมาย อย่างเรื่องของรถแข่ง โมโตจีพีใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง ใช้เงินเยียวยาหลักร้อยล้านบาท แต่รถแข่งใช้เงิน 4,000 ล้านบาท รวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน อันไหนมีความสมเหตุสมผลมากกว่ากัน ซึ่งมีการติดตามทวงถามการใช้งบประมาณและหากมีความเสียหายเกิดขึ้นพรรคฝ่ายค้ำ จะรับผิดชอบอย่างไร ส่วนการเจรภาษีสหรัฐอเมริกา 38 %39% ที่ลดลงมาเหลือ 19% ถูกยับยั้งไว้ โดยในสมัยของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่วันนี้อาจจะเหมือนตรงข้ามก็ลองพิจารณาดูว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไรจากการใช้วิจารณญาณของผู้บริหารประเทศ

    นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการซื้อกระแสไฟฟ้าจากภาคเอกชนราคา 2.16 บาท  เป็นราคาเดิมเหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าแพงทั้งที่ควรจะถูกลงกว่าเดิม เพราะต้นทุนค่าก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะถูกลงจากเดิมมาก และรัฐบาลนี้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในเวลา 2 เดือน ทำให้ประชาชนใช้ค่าไฟแพง แต่ช่วงที่น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร เป็นรัฐบาล พยายามช่วยเรื่องค่าไฟให้ถูกลงอย่างเต็มที่ ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม พรรคเพื่อไทย กำลังคิดเรื่องทำมอเตอร์เวย์น้ำ ทางตะวันออก ทางตะวันตกลงกรุงเทพฯ เพื่อผันลงทะเลให้เร็วยิ่งขึ้น เป็นแนวทางพรรคเพื่อไทยที่จะแก้ไข กำลังทำการศึกษา อีกทั้งจะทำแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ราคาพืชผลเกษตร 

    ขณะที่นายจิรพงษ์ กล่าวว่า  แม้ว่าการเลือกตั้งปี 66 จะไม่สมหวังได้เข้าสภาฯ แต่การเป็น สจ.มา 16 ปี ทำให้ตนยังมีความหวัง มีความฝันที่จะเข้าไปทำประโยชน์ให้ประชาชน ได้รับโอกาสจากนายสมศักดิ์ให้เข้าไปช่วยงานตั้งแต่เป็นรองนายกฯ ตนก็ได้อยู่ในคณะทำงานเรื่องน้ำของ สทนช. และสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข ก็ยังได้รับโอกาสอีกเช่นเดิม ขณะเดียวพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายเพื่อช่วยประชาชน ทั้ง 30 รักษาทุกที่ เรื่องการศึกษา 1 อำเภอ 1 ทุน ที่ริเริ่มในสมัยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการให้โอกาสคนได้เข้าถึงการศึกษา ตนมีเพื่อนได้ที่รับโอกาสทางศึกษา ได้ทุนเรียนต่างประเทศ กลับมารับราชการ กลับมาพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งตนเองมีบิดา มารดามีทุนทรัพย์ส่งไปเรียนต่างประเทศเช่นกัน จึงมองว่านโยบายนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ลูก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ทั้ง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.ถึงมือสว.แล้ว ก็ต้องจับตากันต่อไป ดังนั้น ขอโอกาสคนนนทบุรีเขต 2 ให้ได้เข้าไปทำงานอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1209045&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ELpM3MiK–NmCnCdpA1wP

  • สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม”

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะอย่างพร้อมเพรียง

    ในการนี้ นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายสุรพล จริยา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ได้เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือ โดยนายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ได้กล่าวรายงานภาพรวมการจัดการศึกษาในพื้นที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะด้านภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่สูงและห่างไกล ประกอบกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดการศึกษาในพื้นที่มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านงบประมาณ การดำรงชีพของนักเรียน และการจัดสรรอัตรากำลังครู

    สาระสำคัญของการหารือประกอบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบาย อาทิ การเพิ่มอัตรากำลังครูในพื้นที่ห่างไกล การพิจารณาค่าตอบแทนพิเศษเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและบุคลากร การจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สูง และการสนับสนุนด้านการอุปโภคบริโภคของนักเรียนในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ พร้อมรับข้อเสนอไปพิจารณาในระดับนโยบาย เพื่อหาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมและยั่งยืน

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน จะนำนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ตลอดจนข้อเสนอแนะของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลให้เกิดความทั่วถึง เท่าเทียม และยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22546&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cbDo8cfaXuZxphmeCJQMW

  • ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม ‘เท้ง-ไหม-ต้น’

    ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม ‘เท้ง-ไหม-ต้น’

    การเมือง

    24 พ.ย. 2025 เวลา 9:30 น.

    ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม 'เท้ง-ไหม-ต้น'

    พรรคประชาชนโชว์ประวัติ-ผลงานเด่น 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม ‘เท้ง ณัฐพงษ์-ไหม ศิริกัญญา-ต้น วีระยุทธ’ ก่อนปูทางสู้ศึกเลือกตั้ง

    • พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยประวัติและผลงานของ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง), ศิริกัญญา ตันสกุล (ไหม) และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ต้น)
    • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งเน้นการปฏิรูปงบประมาณและส่งเสริมรัฐบาลดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส
    • น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (ไหม) รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบงบประมาณและผลักดันการปฏิรูประบบราชการ
    • นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ต้น) รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่มีประสบการณ์ระดับนานาชาติ เชี่ยวชาญด้านการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศในเวทีโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าภายหลังพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยแคนดิเดตบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 3 คน ได้แก่ ลำดับที่ 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย ลำดับที่ 3. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์พรรค นั้น

    ล่าสุด วันนี้ (24 พ.ย.) พรรคประชาชน เปิดเผยประวัติส่วนตัว และผลงานของ 3 แคนดิเดตนายกฯดังกล่าว ได้แก่ 

    ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม 'เท้ง-ไหม-ต้น'

    ลำดับที่ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” อายุ 38 ปี หัวหน้าพรรคประชาชน จากโปรแกรมเมอร์สู่ผู้นำการเขียนอนาคตใหม่ประเทศไทย 

    การศึกษา

    ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    มัธยมศึกษา โรงเรียนทวีธาภิเศก

    ประวัติการทำงานก่อนทำงานการเมือง เคยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านโซลูชันคลาวด์

    งานการเมือง

    ในการเลือกตั้งปี 2562 ณัฐพงษ์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 28 (เขตบางแค) ในนามพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล

    เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลในเดือนสิงหาคม 2567 ณัฐพงษ์ได้รับเลือกจากที่ประชุมวิสามัญของพรรคประชาชน ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และปัจจุบันเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

    ตลอดการทำงานการเมือง ณัฐพงษ์ได้ผลักดันวาระการปฏิรูประบบงบประมาณ การกำหนดนโยบายโดยใช้ข้อมูล (Data-driven) นำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและระบบธรรมาภิบาล โดยขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องผ่านบทบาทต่างๆ อาทิ

    ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร

    รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ (โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม)

    รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ด้านดิจิทัล

    นายณัฐพงษ์ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ก้าว Geek’ มีส่วนสำคัญในการผลักดันหลักการ Open Data, Open Government รวมทั้งการ Digitize งบประมาณแผ่นดินให้เป็นรูปแบบของ Machine-readable ทำให้กระบวนการตรวจสอบและจัดทำงบประมาณแผ่นดินนั้นสะดวกมากยิ่งขึ้นทั้งต่อหน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไป

    ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม 'เท้ง-ไหม-ต้น'

    ลำดับที่ 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” อายุ 44 ปี รองหัวหน้าพรรคประชาชน นักนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์ที่จะปฏิรูประบบราชการและงบประมาณให้เป็นไปได้จริง

    การศึกษา

    ปริญญาโท สาขา Economics, Market and Organization, Toulouse School of Economics ประเทศฝรั่งเศส

    ปริญญาตรีและโท สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชลกันยานุกูล

    ประวัติการทำงานก่อนทำงานการเมือง

    ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและยุทธศาสตร์

    ผู้จัดการฝ่ายวิจัย สถาบันอนาคตไทยศึกษา

    นักวิจัย สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    งานการเมือง

    น.ส.ศิริกัญญาเข้าสู่งานการเมืองในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย อดีตพรรคอนาคตใหม่ ก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งปี 2562 ต่อมาเมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศิริกัญญาได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคในการเลือกตั้งปี 2566 ภายหลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ ศิริกัญญาได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชน

    น.ส.ศิริกัญญามีบทบาทนำในการตรวจสอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2562 ได้ทำหน้าที่ในกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎร วิเคราะห์และเสนอแนะแนวนโยบายทางการคลังต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวอย่างกว้างขวางในการร่วมตรวจสอบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทย

    โดยข้อเสนอสำคัญของ น.ส.ศิริกัญญาคือการปฏิรูประบบราชการ และระบบงบประมาณแผ่นดินให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้รัฐบาลมีการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) ที่ไม่ได้จัดทำงบโดยอ้างอิงจากการจัดงบในอดีตเป็นหลักแล้วปรับเพิ่มงบเข้าไปในแต่ละปี แต่อ้างอิงจากความเร่งด่วนและขนาดของปัญหาที่ประเทศเผชิญในแต่ละปีเป็นหลัก

    ปชน.โชว์ประวัติ-ผลงาน 3 แคนดิเดตนายกฯส้ม 'เท้ง-ไหม-ต้น'

    ลำดับที่ 3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน นักยุทธศาสตร์การพัฒนาที่จะวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก ปัจจุบันอายุ 46 ปี อยู่ในทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชน

    การศึกษา

    ปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

    ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เคยทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น หลังเรียนจบปริญญาเอกด้วยทุนการศึกษาจาก Cambridge Trust นายวีระยุทธทำงานเป็นอาจารย์ที่ National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านนโยบายสาธารณะ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 ปี จนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์

    สอนและทำวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรม กับดักรายได้ปานกลาง ซัพพลายเชนการผลิตข้ามชาติ มีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น Overseas Development Institute (ODI) แห่งกรุงลอนดอน รวมถึง IMF, UNCTAD, United Nations ESCAP เขียนหนังสือภาษาไทยเรื่อง “เศรษฐกิจสามสี: เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    งานการเมือง

    นายวีระยุทธทำงานในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจให้กับพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล เคยเปิดตัวเป็น 1 ใน 7 สมาชิกทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566

    หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 วีระยุทธดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และทำงานในคณะกรรมาธิการหลายชุด

    กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2568

    กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2567

    อนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางรับมือผลกระทบของสงครามการค้า (2568)

    รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า (2568)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1208917&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s5Q4o58fg7b7xqbSTPczy

  • สนามบินปรากฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง รองรับผู้โดยสารกว่า 15 ล้านคน

    สนามบินปรากฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง รองรับผู้โดยสารกว่า 15 ล้านคน

    ท่าอากาศยาน Václav Havel ในกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาได้รองรับผู้โดยสารเกือบ 11.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ตัวเลขจะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2019 อยู่ประมาณร้อยละ 3 แต่ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และแสดงให้เห็นว่าการจราจรทางอากาศในสนามบินกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่การเดินทางทางอากาศมีความผันผวนมาหลายปี Mr. Jirí Vyskoč ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจการบิน กล่าวว่า การเติบโตของสนามบินสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นและเส้นทางบินที่กว้างขึ้น “เราเห็นผู้โดยสารกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และเครือข่ายจุดหมายปลายทางจากกรุงปรากยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง” ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจำนวนจุดหมายปลายทางที่ให้บริการจากกรุงปรากเมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้นจาก 164 เป็น 167 แห่ง โดยเส้นทางยอดนิยม ได้แก่ สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน กรีซ และตุรกี แสดงให้เห็นถึงความต้องการเดินทางเพื่อการพักผ่อนในยุโรปที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนผู้โดยสารก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จำนวนผู้โดยสารต่างประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 54.5 ของผู้โดยสารทั้งหมด ขณะที่ผู้โดยสารในประเทศอยู่ที่ร้อยละ 45.5 “เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เราพบว่ามีผู้โดยสารต่างชาติเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา และในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้น” Vyskoč กล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม สนามบินให้บริการผู้โดยสารรวมเกือบ 15 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้โดยสารต่างชาติคิดเป็นร้อยละ 56.3 ของผู้โดยสารทั้งหมด ซึ่งตอกย้ำถึงเสน่ห์อันต่อเนื่องของกรุงปรากในฐานะประตูสู่ยุโรปกลางและหนึ่งในศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งในอนาคตท่าอากาศยาน Václav Havel มีแผนที่จะขยายเส้นทางบินให้ครอบคลุมมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ถึง 28 มีนาคม 2026 โดยมีจุดหมายปลายทางทั้งหมด 127 แห่ง ซึ่งมีปลายทางใหม่ 15 แห่ง จำนวนเที่ยวบินทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เป็นประมาณ 45,000 เที่ยวบิน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของท่าอากาศยานฯ ในการสร้างการเติบโตและความยืดหยุ่น ท่ามกลางรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    การที่ท่าอากาศยาน Václav Havel ฟื้นตัวอย่างมีนัยยะดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเช็กในหลายมิติ:

    • การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลดีต่อธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร และภาคการค้าปลีก

    • การขยายเส้นทางบินทั้งในจำนวนปลายทางและจำนวนเที่ยวบิน แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางของเช็กถูกใช้งานมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    • เมื่อผู้โดยสารต่างประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และจำนวนเดินทางมากขึ้น แสดงถึงศักยภาพของตลาดเช็กในฐานะ “เกตเวย์” เข้าสู่ยุโรปกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เดินทางมายังภูมิภาคนี้

    แต่อย่างไรก็ดี การที่ตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราวร้อยละ 3 หมายความว่า ยังมีช่องว่างในการฟื้นตัว ดังนั้น หากเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะมีการเติบโตในภาคส่วนต่างๆ ได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะภาคบริการการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ ในส่วนของผู้ประกอบการไทยหากจำนวนนักท่องเที่ยว/นักธุรกิจเดินทางจากต่างประเทศมายังสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสต่อสินค้าไทยที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวเช็กและยุโรปมากขึ้น เช่น อาหารพร้อมรับประทาน ผลไม้แปรรูป เครื่องสำอาง แฟชั่น ที่อาจขายผ่านช่องทาง Duty-free หรือร้านค้าในสนามบิน รวมทั้งร้านค้าท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งไทยสามารถใช้จุดได้เปรียบของ “แบรนด์ประเทศไทย” เช่น แหล่งผลิตคุณภาพดี วัฒนธรรม การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้แก่ผู้บริโภคชาวเช็ก/ยุโรปเป็นที่รู้จักเพิ่มเติม ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรวิเคราะห์ตลาดเช็กเชิงลึก รสนิยมผู้บริโภค กฎระเบียบการนำเข้า มาตรฐานสินค้า และภาษี/อากร เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจาะตลาดเช็กต่อไป ทั้งนี้ ปี 2025 (มกราคม – กันยายน) ไทยส่งออกไปยังสาธารณรัฐเช็ก มูลค่า  833.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.67 โดยสินค้าหลักคือสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นต้น นอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรมแล้วสินค้าอื่นๆ ที่มีศักยภาพในตลาดเช็ก ได้แก่ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องเทศและสมุนไพร ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผลไม้กระป๋องและแปรรูป  ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khl3p6pszttx4hnrbffwgvj6&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PyfXHEXJdcPoAzjV7srHU

  • แม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ 3 บทบาทชัดเจน หนุนเชียงรายสู่ประตูการค้าชายแดน

    แม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ 3 บทบาทชัดเจน หนุนเชียงรายสู่ประตูการค้าชายแดน

    เชียงรายเร่งเครื่อง NEC–SEZ ปักหมุด “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง”

    เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor – NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Economic Zone – SEZ) เต็มไปด้วยความคาดหวัง

    ภายใต้การเป็นประธานของนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจงานเชิงเอกสาร หากแต่เป็นการ “จัดวางหมาก” เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันเชียงรายจากจังหวัดชายแดน ให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดนที่เชื่อมไทยกับจีน สปป.ลาว และเมียนมา ในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) อย่างแท้จริง

    จากมติระดับชาติ สู่การลงมือจริงในพื้นที่ชายแดน

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย (SEZ) ถือกำเนิดจากมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี 2558 โดยกำหนดพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอชายแดน คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่กว่า 916 ตารางกิโลเมตร

    หลังจากผ่านเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเหมือน “จุดทบทวนและเร่งเครื่อง” เพื่อประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และจัดวางทิศทางใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจภูมิภาคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC และ SEZ จังหวัดเชียงรายอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสรุปผลการดำเนินงานเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมรองรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

    3 อำเภอ 3 บทบาท: แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ ในยุทธศาสตร์ SEZ เชียงราย

    จุดเด่นของการออกแบบ SEZ เชียงราย คือ “บทบาทเชิงยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนของแต่ละอำเภอ ซึ่งไม่ได้เน้นการแข่งขันกันเอง แต่เน้นเสริมกันเป็น “คลัสเตอร์ชายแดน” ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

    อำเภอแม่สาย – Trading City
    แม่สายถูกวางให้เป็น “เมืองการค้า” หรือ Trading City เต็มรูปแบบ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และบริการครบวงจร รองรับทั้งร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ จุดแข็งสำคัญคือการเป็นด่านชายแดนสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย–เมียนมา และต่อเนื่องไปสู่จีนตอนใต้

    การเสริมบทบาทแม่สายจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร และการพัฒนาบริการทางการเงินและโลจิสติกส์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น

    อำเภอเชียงแสน – Port City ริมโขง
    เชียงแสนถูกกำหนดบทบาทเป็น “เมืองท่า” หรือ Port City โดยใช้ศักยภาพท่าเรือแม่น้ำโขงเป็นหัวใจหลัก ทั้งเพื่อการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวทางน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ศูนย์วัฒนธรรม และแหล่งหัตถกรรมของเชียงราย

    บทบาทนี้ทำให้เชียงแสนไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ประตูน้ำ” ริมโขง ที่เชื่อมเส้นทางการค้าสินค้าจากจีนตอนใต้ผ่านแม่น้ำโขงลงมาสู่ไทย และเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค

    อำเภอเชียงของ – Logistic City และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
    เชียงของได้รับการออกแบบให้เป็น “Logistic City” ศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้จุดแข็งด้านทำเลที่มีสะพานมิตรภาพไทย–ลาว เชื่อมสู่ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ และเป็นปลายทางสำคัญของโครงข่ายคมนาคมใหม่ เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ

    เป้าหมายคือการทำให้เชียงของกลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าและศูนย์ขนส่งมวลชนในอนาคต” ที่เชื่อมโยงระบบขนส่ง บก–น้ำ–ราง ไว้ด้วยกันในจุดเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    NEC – ระเบียงเศรษฐกิจเหนือเชื่อม GMS มากกว่าชายแดน แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค

    นอกจาก SEZ แล้ว การประชุมยังให้ความสำคัญกับ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่มองเชียงรายไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโครงข่ายเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    ที่ประชุมรับทราบสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อน NEC รวมทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างประเทศของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ เข้ากับข้อเท็จจริงในพื้นที่และความต้องการของภาคเอกชน

    NEC จึงทำหน้าที่เหมือน “โครงร่างใหญ่” ที่กำหนดทิศทางการพัฒนา ขณะที่ SEZ เป็น “พื้นที่นำร่อง” ที่ลงมือทำจริงในระดับพื้นที่ หากทั้งสองกลไกทำงานสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เชียงรายเดินหน้าไปในทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องมากขึ้น

    เชื่อมเมือง เชื่อมคน เชื่อมทุน Sister City – ประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย – GMS

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมได้รับทราบ คือ รายงานการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับเมืองสำคัญในจีน สปป.ลาว และเมียนมา

    Sister City ไม่ใช่เพียงพิธีลงนาม หากแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว หากเชียงรายสามารถออกแบบความร่วมมือในเชิง “เมืองคู่ขนาน” ที่มีบทบาทเกื้อหนุนกัน เช่น เมืองโลจิสติกส์–เมืองอุตสาหกรรม–เมืองท่องเที่ยว ก็จะช่วยให้การดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น

    ในเวลาเดียวกัน จังหวัดยังเตรียมแผนจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือ 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เขตชายแดน ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การมีเวทีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างใกล้ชิด

    การลงทุนเชิงโครงสร้าง รถไฟทางคู่ – สนามบิน – การค้าชายแดน

    การขับเคลื่อน NEC และ SEZ จะไม่สมบูรณ์ หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว ที่ประชุมจึงเน้นย้ำความเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนสำคัญ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

    รถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
    โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ที่มีรายงานความคืบหน้าเร็วกว่าแผน และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่สายใหม่” ที่จะเชื่อมระบบขนส่งทางรางเข้ากับศูนย์โลจิสติกส์เมืองเชียงของโดยตรง ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการชายแดน และเชื่อมโยงการค้าไทยกับตลาดจีนตอนใต้และลุ่มน้ำโขงได้สะดวกยิ่งขึ้น

    ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
    แผนพัฒนา SEZ ยังสอดคล้องกับแนวทางขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการรองรับผู้โดยสารสู่ระดับ 6–8 ล้านคนต่อปี พร้อมการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน การยกระดับสนามบินให้เป็น “ฮับการเดินทางและโลจิสติกส์ทางอากาศ” จะช่วยดึงดูดทั้งสายการบิน นักท่องเที่ยว และนักลงทุนให้เลือกเชียงรายเป็นประตูเข้าสู่ภาคเหนือและ GMS มากขึ้น

    การค้าชายแดนแม่สาย–เชียงของ
    ด้านการค้าชายแดน แม่สายในฐานะ Trading City ยังคงเป็นด่านการค้าที่มีมูลค่าสูง แม้จะเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในเมียนมา ขณะที่เชียงของยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางการค้าผ่านแดนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของจังหวัด การกำหนดบทบาทเมืองให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ใหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ “ห่วงโซ่มูลค่า” ตลอดแนวชายแดน

    ดึงดูดนักลงทุนจีน จากเวทีประชุม สู่ Business Matching หน้างานจริง

    อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุม คือ แผนการจัดกิจกรรมต้อนรับคณะผู้แทนนักลงทุนจากประเทศจีน ที่จะเดินทางมาเยี่ยมชมพื้นที่ จัดประชุม และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในจังหวัดเชียงรายโดยตรง

    กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นมากกว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงเอกสาร เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เห็น “พื้นที่จริง ศักยภาพจริง และเครือข่ายจริง” ของเชียงราย ทั้งในเขต SEZ และพื้นที่โดยรอบ หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียม “ข้อมูลพื้นที่และโครงการลงทุน” ให้ชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนในปัจจุบันที่มองหาโลเคชันเชื่อมโยงจีน–ลาว–เมียนมา–ไทยในจุดเดียว

    การมี Business Matching ยังช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้พบกับคู่ค้าและพันธมิตรใหม่ ๆ เปิดช่องให้เกิดการร่วมทุน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการต่อยอดสินค้า–บริการที่มีรากฐานในเชียงราย แต่มีโอกาสเติบโตในตลาดกว้างระดับอนุภูมิภาค

    โอกาสและความท้าทาย เมื่อศูนย์กลางโลจิสติกส์หมายถึงคน–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม

    แม้ยุทธศาสตร์การพัฒนา NEC และ SEZ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ต้องยอมรับว่ามี “โจทย์ท้าทาย” ตามมาด้วย ทั้งในมิติชุมชน สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ

    การผลักดันเชียงของให้เป็น Logistic City หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จำเป็นต้องออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การขยายตัวของระบบโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม กลายเป็นภาระต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของชุมชนชายแดน การกำหนดมาตรการคุมเข้มมลพิษ มาตรฐานโรงงาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

    ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเมืองการค้าและเมืองท่า อาจทำให้ราคาที่ดินและค่าครองชีพในบางพื้นที่สูงขึ้น หากไม่มีการวางแผนด้านผังเมือง และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนพื้นถิ่นอาจขยายกว้าง ดังนั้น การออกแบบนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึง “คนตัวเล็ก” และเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่

    จากห้องประชุมสู่อนาคตเชียงราย การตัดสินใจวันนี้ กำหนดทิศทางหลายทศวรรษข้างหน้า

    การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC–SEZ ในวันนี้ อาจมองภายนอกเป็นเพียงการประชุมหนึ่งในหลายวาระของจังหวัด แต่แท้จริงแล้ว การกำหนดวิสัยทัศน์ให้เชียงรายเป็น “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” คือการตัดสินใจที่มีผลยาวไกลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

    หากกลไก NEC, SEZ, Sister City, การประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายจะไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดนปลายทาง แต่จะกลายเป็น “จุดเชื่อม” ที่ผู้คน สินค้า ทุน และความร่วมมือจากหลายประเทศต้องผ่าน

    ในทางกลับกัน หากขาดการบูรณาการ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และขาดการบริหารจัดการที่โปร่งใส ยุทธศาสตร์เหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง

    เชียงรายบนเส้นทางสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ GMS – โอกาสที่ต้องบริหารอย่างรอบด้าน

    การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในจังหวัดเชียงราย กำลังยกระดับบทบาทของจังหวัดจาก “ชายแดนตอนบนของไทย” สู่ “ศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

    ด้วยการกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ตลอดจนกลไกความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคอย่าง Sister City และการประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เชียงรายกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เชียงรายจะเป็นฮับได้หรือไม่” แต่คือ “เชียงรายจะเป็นฮับแบบไหน และใครจะได้ประโยชน์จากการเป็นฮับนั้นบ้าง” หากการพัฒนาสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนชายแดนได้พร้อมกัน NEC และ SEZ เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาชายแดนไทยในยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองชายแดนเป็นเพียงเส้นแบ่ง แต่เป็น “สะพาน” ที่เชื่อมโอกาสของทั้งภูมิภาคเข้ามาสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-sez-gms-logistics-gateway/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3euXjjVgG99b2NBkuAcSIB

  • สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก รับสมัครสอบชิงทุนการศึกษา ทุนละ 10,000 บาท

    สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก รับสมัครสอบชิงทุนการศึกษา ทุนละ 10,000 บาท

    Logo

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก รับสมัครสอบชิงทุนการศึกษา ทุนละ 10,000 บาท


    24/11/2568 | 18 |

              สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย รับสมัครบุตรทหารผ่านศึกนอกประจำการ ชั้นบัตรที่ 2 , 3 และ 4 เพื่อดำเนินการสอบชิงทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 ทุนละ 10,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนจบปริญญาตรีในประเทศ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 16 มกราคม 2569

              ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โทร. 053711215 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


    image รูปภาพ

    image



    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/446819&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fQcbwpkSmiYXTh2lvb-o5

  • “ธนวรรธน์” ประเมินน้ำท่วม “10 จว.” ภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    “ธนวรรธน์” ประเมินน้ำท่วม “10 จว.” ภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/112536&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gyJK029iED15CtKgeVL-Y

  • หอการค้าไทย เผย ภาคใต้ จมบาดาล เศรษฐกิจ อ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน …

    หอการค้าไทย เผย ภาคใต้ จมบาดาล เศรษฐกิจ อ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน …

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยน้ำท่วม 10 จังหวัด ภาคใต้ ประเมินเศรษฐกิจเสียหาย 1,500 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ จ.สงขลา เจ้าภาพ ปิดฉาก หลังจัดได้เพียง 1 วัน เตรียมยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้น ประเมินผลกระทบความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากภาคใต้เป็นจังหวัดอิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนเป็นหลัก

    ทั้งนี้ ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

    ปิดฉากสัมมนาหอการค้าประจำปี ‘สงขลา’ เจ้าภาพ จ่อยื่น “สมุดปกขาว 2568” ต่อรัฐบาล

    วันนี้ 24 พ.ย. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.พจน์ กล่าวว่า แม้งานสัมมนาครั้งนี้จะต้องยกเลิกลงหลังจากเริ่มประชุมไปได้ 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย รวมถึงผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้มากกว่า 1,500 คน

    “ทางหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดสงขลา ที่เป็นเจ้าภาพการจัดสัมมนาต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกพื้นที่ที่รวมรวมความช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ขณะนี้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็ได้กลับเข้าภูมิลำเนาแล้ว”

    ขณะเดียวกัน ตอนนี้ มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์ โดยหอการค้าไทย ก็ได้มีการเปิดระดมรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพิ่มเติม เพราะทราบมาว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดยังไม่คลี่คลาย

    สำหรับ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อน จากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

    1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

    ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และ
    ตั้งศูนย์

    2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก

    เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

    3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด)

    พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center

    และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

    5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

    นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

    “ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งขอขอบคุณหอการค้าจังหวัดสงขลา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ร่วมกันอำนวยความสะดวกจนผู้ที่เดินทางเข้าร่วมงานสามารถกลับสู่ภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย ทางเราหวังว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายได้ในเร็ววัน และเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาจะกลับมาฟื้นตัว” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/south-floods-economy-1-5b/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YEc2yjZsc_z2NdQB0Fz6T

  • น้ำท่วมภาคใต้ ททท. เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ

    น้ำท่วมภาคใต้ ททท. เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ

    น้ำท่วมภาคใต้ ททท. เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 

    พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ผลกระทบทางการท่องเที่ยว และสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ชงมาตราการส่งเสริมการขายและและส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วงปลายปี

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท. ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่

    โดยได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด รวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล

    น้ำท่วมภาคใต้

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ         

    ปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    น้ำท่วมภาคใต้ ททท. เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยานในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ  โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้

    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3
    •  ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545
    • ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230
    • ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4
    • ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161

    โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่าง ๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้ ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

    • สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย
    • สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318
    • สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00-20.00 น.)
    • สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 529 – 9999

    ขณะที่การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย คลิ๊ก หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ntWCWvSpd5R2AGDukOLIc