Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดน้ำท่วมใต้ กระทบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดน้ำท่วมใต้ กระทบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    กรุงเทพฯ, วันที่ 25 พ.ย. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจ เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ

    สำหรับส่วนแรก ผลกระทบอาจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของ Nominal GDP บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาที่ช่วงแรกประสบภัยแทบทุกพื้นที่ และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา

    เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยยังต้องจัดการความเสียหายของสินทรัพย์ ซึ่งการรับรู้ผลกระทบเพิ่มเติมในส่วนที่สอง คงจะทยอยใช้เวลา และขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/260091&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9FGUYXkjagoE0PzmN7L4

  • น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    วันนี้ (26 พ.ย.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อิงกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนของภาคใต้เป็นหลัก

    อย่างไรก็ดี ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

    อ่านข่าว:

    “พณ.”ถกด่วน คลอดมาตรการ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ภาพัฒน์ฯ เผยจ้างงาน Q3หดตัว 0.5% “น้ำท่วม” ฉุดภาคเกษตรอ่วม 

    ภาคเอกชน ระดมช่วยเหลือน้ำท่วม ท่ามกลางวิกฤตราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03qzascoGs_b_lX3cCNKT9

  • เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    วันนี้, 08:25น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้หลังน้ำท่วม ให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม เช่น การดำเนินการผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เรามองว่าประชาชนกลุ่มนี้ อาจจะต้องให้โอกาสเพิ่มเติม ต้องช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้อย่างไร กลับมามีรายได้ดังเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาสัปดาห์หน้า

              พร้อมยืนยันว่า โจทย์สำคัญในขณะนี้ คือการเร่งให้ความช่วยเหลือชีวิตประชาชนในพื้นที่ก่อน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่ในมุมของเศรษฐกิจนั้นไม่ได้หยุดนิ่ง อยู่ระหว่างการเร่งพิจารณามาตรการเพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลกระทบในมุมเศรษฐกิจนั้น ยังอยู่ในวงจำกัด

              รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยอมรับว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยแย่มาก สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ดังนั้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงทำได้ค่อนข้างยาก แต่รัฐบาลมั่นใจว่ามาตรการต่าง ๆ ที่เร่งผลักดันออกมาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 ฟื้นขึ้นได้แน่นอน และต้องไม่ใช่การฟื้นระยะสั้น เพราะรัฐบาลตั้งใจให้เป็นการฟื้นระยะยาว จึงเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มทักษะ และการช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นการตั้งต้นการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

              การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยนี้ สิ่งแรกที่ต้องยอมรับความเป็นจริง คือ เรื่องหนี้ครัวเรือน ดังนั้นต้องแก้อย่างตรงไปตรงมา ช่วยชุบชีวิตให้เขากลับมามีวินัยการเงิน เข้าระบบการเงินได้ ไม่ดักดานอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ รัฐบาลช่วย SMEs ให้มีลมหายใจ และเก่งขึ้น เข้าสู่ธุรกิจใหม่ การดำเนินการทั้หมดอยู่บนรากฐานของวินัยการคลัง นี่คือเหตุผลว่าทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างล่าสุด S&P ที่ไม่ปรับลด Outlook ของไทย และยังมองว่าไทยมีเสถียรภาพ นั่นมาจากความมั่นใจ และมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลังของรัฐบาล

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LpbObro38ezKP2Qif7eAn

  • น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

      • Author, วศินี พบูประภาพ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้กินพื้นที่ถึง 9 จังหวัด มีประชาชนกว่า 798,695 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และมีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย

    แม้ว่าความสนใจของสาธารณชนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงระดับประวัติการณ์ แต่ข้อมูลจากภาพแผนที่ดาวเทียมที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA ) วิเคราะห์ความลึกของน้ำ ณ วันที่ 24 พ.ย. 2568 ก็เปิดเผยว่าพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ต่างกัน โดยจุดสีเหลืองซึ่งแสดงถึงระดับน้ำท่วมที่สูงตั้งแต่ 2.5 เมตรขึ้นไป ยังพบกระจายตัวใน จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานีและนราธิวาส

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเหล่านี้รุนแรงเท่าหาดใหญ่หรือไม่

    บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ราย ได้แก่ กานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA), ผศ.ดร.เอกกมล วรรณเมธี ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ และ ผศ.ดร.เทพไท ไชยทอง ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า อะไรคือปัจจัยที่กำหนดให้บางพื้นที่มีความรุนแรง (Hazard) ของภัยพิบัติมากกว่าพื้นที่อื่น

    .

    ที่มาของภาพ, GISDA

    คำบรรยายภาพ, ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1A ซึ่งเผยแพร่โดย GISDA เมื่อวันที่ 24 พ.ย. โดยมีจุดสีกำกับระดับความลึกของน้ำที่ท่วมทั่วบริเวณจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งสีส้มและสีเหลืองแสดงความลึกมากกว่า 2 เมตรขึ้นไป

    หาดใหญ่ท่วมลึกจากความเป็นแอ่งและความเป็นเมือง

    สิ่งหนึ่งที่สร้างความตระหนกให้กับประชาชนและสื่อมวลชนคือระดับความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ ซึ่งในบางจุดมีความลึกสูงถึง 4 เมตร และโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 2-3 เมตรในพื้นที่บ้านเรือน

    กานดาศรีอธิบายว่า GISTDA ได้นำข้อมูลความสูงภูมิประเทศมารวมกับข้อมูลดาวเทียมเพื่อประเมินความลึกของน้ำท่วม โดยข้อมูลจากวันที่ 24 พ.ย. 2568 พบพื้นที่น้ำท่วมขังรวม 334,895 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และบริเวณลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา มีการแสดงสีน้ำเงินเข้มและสีม่วง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับน้ำที่วิกฤตเกินกว่า 2.5 เมตร

    “ถ้าดูจากตัวเลขความลึก อาจจะเห็นว่าบางพื้นที่มีระดับน้ำสูงมาก แต่ถ้าเป็นบริเวณบ้านเรือนจริง ระดับน้ำจะอยู่ประมาณ 2–3 เมตร …ไม่ได้สูงถึง 5–6 เมตร” รองผู้อำนวยการ GISTDA อธิบาย

    ความเป็นเมือง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามมองตรงกันว่าเหตุผลที่ทำให้น้ำท่วมหาดใหญ่แผ่วงกว้างและลึกมาจากลักษณะที่เป็นแอ่งล้อมรอบด้วยภูเขา อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่าความเป็นพื้นที่เมืองของหาดใหญ่อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน

    การดาศรีชี้ว่า สภาพสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงสร้างของหาดใหญ่เอง ก็มีส่วนทำให้น้ำเมื่อไหลมาแล้วไม่มีทางไป จึงทำให้น้ำยกตัวสูงขึ้นมากกว่าที่จะแผ่ขยายออกไป ส่วน ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่า เมืองที่มีพื้นที่ทึบน้ำ (Built-up Area) สูง และมีพื้นที่รับน้ำที่เป็นบึงขนาดใหญ่ในเมืองน้อย ทำให้ระบบระบายน้ำเอาไม่อยู่ และน้ำจะท่วมตามบล็อกถนนและกระจายวงกว้าง

    ข้อสังเกตของทั้งสองสอดคล้องกับ ผศ.ดร.เอกกมล ที่ระบุว่าพื้นที่เมืองมี “พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ (Impervious Surface)” ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

    “พื้นที่ในเมืองมักมีการสลับกันระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งพื้นที่สีเขียวสามารถช่วยให้น้ำซึมลงดินและลดความรุนแรงของน้ำท่วมได้”

    นอกจากนี้ ผศ.ดร.เอกกมล ยังชี้ถึงปัจจัยการออกแบบผังเมือง เช่น ระบบแก้มลิงหรือการวางแนวถนนหนทาง ที่แม้อาจจะมีการออกแบบล่วงหน้า ทว่าก็ไม่ได้รองรับการเกิดปรากฏการณ์สุดขั้ว (Extreme Event) ดังที่เกิดขึ้นในอุทกภัยครั้งนี้

    “หลายคนมองว่าควรจัดการระบบในเมืองให้เอื้อต่อการไหลของน้ำ ตอนนี้มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ จึงไม่แน่ใจว่าจริง ๆ โครงสร้างเมืองขวางทางน้ำหรือไม่ หรือเป็นเพราะฝนตกหนักเฉพาะจุด แม้ระบบระบายน้ำจะดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนักระดับนี้ สุดท้ายก็ท่วมอยู่ดี”

    .

    ที่มาของภาพ, GISTDA

    คำบรรยายภาพ, ผลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่ง GISTDA ใช้เทคนิค HAND Model (Height Above Nearest Drainage) ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ในการประเมินความลึกของน้ำ

    เหตุใดเมื่อเกิดกับหาดใหญ่ ความรุนแรงของภัยพิบัติจึงมากกว่าพื้นที่อื่น ?

    ในขณะที่ข้อมูลหลักที่ GISTDA เผยแพร่ผ่านช่องทางขององค์กรจะใช้มาตรวัดการกระจายตัวของพื้นที่น้ำท่วมและมาตรวัดด้านความลึกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่าความเสี่ยง (Risk) ของภัยพิบัติประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

    • ภัยพิบัติ (Hazard) ได้แก่ ลักษณะการเหตุการณ์ทางกายภาพ เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักและความลึกของน้ำ
    • การเปิดรับ (Exposure) คือพื้นที่หรือจำนวนประชากรที่เปิดรับภัย เช่น ความหนาแน่นของประชากรและสิ่งปลูกสร้าง
    • ความเปราะบาง (Vulnerability) คือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว เช่น สภาพเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า แม้ลักษณะการเกิดภัย (Hazard) จะหนักเท่ากัน แต่หากไปท่วมในที่ที่ไม่มีคนอยู่ ผลกระทบก็จะน้อยลง แต่ในกรณีของหาดใหญ่ ฝนตกจำกัดวงในพื้นที่ที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้มีการเปิดรับ (exposure) ที่สูง เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและมีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก รวมถึงความเปราะบาง (vulnerability) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (เช่น โรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์) ต้องเผชิญกับน้ำท่วมและไฟดับ ดังนั้น หาดใหญ่จึงมีความร้ายแรงที่สูงมากเมื่อคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงโดยรวม

    พื้นที่นอกหาดใหญ่อาจรุนแรงไม่แพ้กัน

    จากเกณฑ์ข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าแม้ว่าหาดใหญ่จะเป็นที่หนึ่งในแง่ของความรุนแรงจากปัจจัยเสริมต่าง ๆ แต่ภัยพิบัติครั้งนี้แผ่ขยายไปทั่วภาคใต้ตอนล่าง และมีหลายจังหวัดที่ควรจับตารองลงมาโดยพิจารณาตามปัจจัยของพื้นที่ได้ดังนี้

    1. พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีขนาดรองลงมาจากหาดใหญ่

    เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านความหนาแน่นของประชากรและโครงสร้างพื้นฐานหลัก ผศ.ดร.เทพไทจัดลำดับพื้นที่ที่นับว่าเกิดภัยพิบัติรุนแรงรองจากหาดใหญ่ โดยเน้นไปที่เทศบาลนคร โดยเฉพาะ เทศบาลนครปัตตานี และเทศบาลนครสงขลา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานหลัก

    “โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเคสจากโรงพยาบาลชุมชน ต้องตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหรืออำเภอเมืองเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดที่ควรพิจารณา เพราะเมื่อมีเคสจากอำเภอต่าง ๆ จะต้องส่งต่อมายังโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัด” เขาอธิบาย

    2. พื้นที่ลุ่มที่มีน้ำขังนาน

    กานดาศรีและ ผศ.ดร.เทพไท ยังได้พิจารณาความรุนแรงโดยระบุพื้นที่ที่อาจจะเกิดน้ำขังนานจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ดังนี้

    • ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส

    กานดาศรี จาก GISTDA ให้ข้อมูลว่าพื้นที่เหล่านี้มีสภาพทางภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่ม และเป็นทางผ่านของมวลน้ำที่ไหลมารวมกัน “พื้นที่ยะลา เป็นลักษณะคล้ายแอ่ง โดยมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้พื้นที่นี้มีน้ำท่วมสูง”

    “ส่วนถ้าดูที่จังหวัดปัตตานี จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ลุ่ม ทำให้น้ำมีโอกาสขังและขังนาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก แม้ระดับน้ำอาจไม่ลึกเท่าหาดใหญ่ แต่จะท่วมอยู่นานกว่า” กานดาศรี ระบุ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ชี้ว่า “ปัตตานีเป็นปลายทางของแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงสู่ปากอ่าวบริเวณปากแม่น้ำปัตตานี ทำให้พื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่เสมอ”

    คำชี้แจงนี้สอดคล้องกับแผนที่ของ GISTDA ที่แสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมลึกในบริเวณกว้างที่บริเวณ อ.โคกโพธิ์ ขณะที่ข้อมูลจากกรม ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ยังรายงานผู้เสียชีวิตในยะลา 2 ราย

    ผศ.ดร.เทพไทระบุว่าลักษณะภูมิประเทศที่มีภูเขาของ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกิด “น้ำท่วมฉับพลัน” (Flash Flood) ได้ง่าย อย่างไรก็ดี กานดาตั้งข้อสังเกตว่าน้ำในพื้นที่นี้จะ “มาไวไปไว” เพราะอยู่ใกล้ทะเลและระบายลงได้ง่าย

    ทั้งนี้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISDA แสดงพื้นที่จังหวัดนี้ว่ามีน้ำท่วมลึกขยายวงกว้าง และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบสูงถึง 223,221 ครัวเรือน ตลอดจนมีรายงานผู้เสียชีวิตมากที่สุดในภาคใต้รวม 6 ราย ตามการรายงานของ ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย.

    ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่าพัทลุงและตรังเป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับทะเลสาบสงขลา (เช่น อ.ระโนด) แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทุ่งนาและเกษตรกรรมแต่ก็มีปริมาณน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับกานดาศรี ที่ชี้ให้บีบีซีไทยเห็นว่า พัทลุงก็เป็นอีกพื้นที่ที่ปรากฏสีเข้มบนแผนที่น้ำท่วม

    ข้อมูลจากกรม ปภ. ในวันที่ 25 พ.ย. ระบุว่าพัทลุงมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 151,622 ครัวเรือนในจังหวัดนี้ ขณะที่ข้อมูลชุดเดียวกันยังระบุว่าระดับน้ำใน จ.ตรัง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในกรณีของ จ.สตูล ผศ.ดร.เทพไทระบุว่า “เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ เพราะเดิมแทบไม่เจอปัญหาเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น แต่ปีนี้กลับมีรายงานน้ำท่วมในเขตเมืองสตูลมากขึ้น เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงและควรให้ความสำคัญ”

    .

    ที่มาของภาพ, Reuters

    สถานการณ์โดยรวมยังน่ากังวล

    กานดาศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ประเมินว่าภาพรวมสถานการณ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าฝนจะยังคงมีผลต่อปริมาณน้ำในพื้นที่ และน้ำท่วมอาจจะกินเวลาขังอย่างน้อยเป็นหลัก 5 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ในบางพื้นที่ จนกว่าฝนจะหยุดตกจริงจังในช่วงวันที่ 27-28 พ.ย.

    ผศ.ดร.เอกกมล อธิบายฉากทัศน์หลังจากฝนหยุดตกว่า พื้นที่จังหวัดอื่นในภาคใต้นั้นน้ำสามารถไหลลงทะเลได้ง่าย เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำมากนัก ต่างจากหาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่ามวลน้ำส่วนใหญ่ในหาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าลงสู่ทะเลสาบสงขลาและไหลลงสู่ทะเล โดยหาดใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำซึ่งรับน้ำโดยตรงจากต้นน้ำบริเวณ อ.สะเดา จึงจะเป็นพื้นที่หลัง ๆ ที่น้ำจะแห้งเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    บริเวณท้ายน้ำที่ควรเตรียมรับมือคือพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เป็นเมืองใหญ่ เช่น เทศบาลนครสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็ควรจับตาดูเช่นกัน แม้ว่าในวันนี้ (25 พ.ย.) จะยังไม่มีรายงานน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c865q59xwvjo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ff_ZJZUxkUgZw_BgHAqkt

  • มาแล้ว! รถไฟฟ้า ม่วง-แดง 40 บาท เริ่ม 1 ธ.ค. 68

    มาแล้ว! รถไฟฟ้า ม่วง-แดง 40 บาท เริ่ม 1 ธ.ค. 68

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lakm-JYwc0Zfp4dUWYaQc

  • “ททท.” เล็งผลิตสารคดี บันทึกเส้นทาง “ทีมหมอนทองวิทยาลัย” ดันท่องเที่ยว

    “ททท.” เล็งผลิตสารคดี บันทึกเส้นทาง “ทีมหมอนทองวิทยาลัย” ดันท่องเที่ยว

    การกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล็งผลิตสารคดี บันทึกเส้นทาง ทีมหมอนทองวิทยาลัย เพื่อดันการท่องเที่ยว จ.ฉะเชิงเทรา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจาก “ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา” สร้างปรากฏการณ์ความนิยมระดับประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้วางแนวทางการนำเรื่องราวนี้มาต่อยอดเป็นกลไกพัฒนาการท่องเที่ยว ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน โดยมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความภาคภูมิใจให้คน อ.บางน้ำเปรี้ยว และยกระดับภาพลักษณ์ จ.ฉะเชิงเทรา ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับช่อง 7 ผลิตสารคดีหรือคลิปกึ่งสารคดี บันทึกเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จของทีมหมอนทองวิทยาจากการแข่งขันฟุตบอล 7 สี เน้นเล่าชีวิตของเยาวชนขณะฝึกซ้อม และวิถีท้องถิ่นของคน อ.บางน้ำเปรี้ยว พร้อมสะท้อนความเป็นพหุสังคมของชุมชนที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน”

    ทั้งนี้ ได้มอบโจทย์แก่ ททท. ว่าให้นำความสำเร็จของทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา มาช่วยโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ฉะเชิงเทรา เน้นพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นถิ่นฐานของทีม พร้อมแนะนำให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ากับวิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการสักการะพระพิฆเนศปางนั่งองค์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และสามารถนำเสนอเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดขายใหม่ได้อีกด้วย

    ด้านการพัฒนาเยาวชน ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ กรมพลศึกษา เพื่อหาวิธีต่อยอดศักยภาพของเด็กๆ โดยนำวิทยาศาสตร์การกีฬา ลงพื้นที่เพิ่มขีดความสามารถนักกีฬาเยาวชน พร้อมผลักดันให้มีการจัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน มากขึ้น

    “เรื่องราวของหมอนทองวิทยา เหมือนกับ Cinderella Story เป็นเรื่องราวความสำเร็จของทีมเล็กๆ ที่สามารถพลิกชีวิต ใช้พลังของกีฬาเพื่อสร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายอรรถกรกล่าว

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Nateetorn S.

    Nateetorn S.

    ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1492709/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KSQ0PM_BGirKUUb7h8PbW

  • ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    เศรษฐกิจ

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    26 พ.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ผู้นำอุตสาหกรรมเตือน “ไทย” เสี่ยงเสียจังหวะโลกสีเขียว วงเสวนา “BIG Forum 2025” ชี้ไทยต้องเร่งกำหนดอนาคต “พลังงาน-อุตสาหกรรม” ก่อนลงทุนหาย ย้ำต้องกำหนด “ทิศทางประเทศ” ให้ชัด ด้าน “BIG” ตั้งเป้าผู้นำเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมบรรลุเน็ตซีโร่ปี 2050 “ส.อ.ท.” ชี้ “กรีน อินดัสทรี” โอกาสระบุภาคเกษตร ผู้เล่นหลัก “ราช กรุ๊ป” ชี้โครงสร้างไฟฟ้าไทยต้องปรับครั้งใหญ่

    • เอกชนชี้ว่าไทยยังขาด “ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” ที่ชัดเจน ทำให้การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวสะดุด และต่างฝ่ายต่าง “เล่นดนตรีคนละโน้ต” ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    • ไทยเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM) และการปรับตัวที่ช้ากว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่เผชิญต้นทุนการประเมินคาร์บอนที่สูง ทำให้ถูกกระทบก่อน
    • เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยแนะให้ใช้ระบบค่าไฟตามช่วงเวลา (Time-of-Use) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร และให้ผู้สร้างภาระต่อระบบเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุน

    บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน สัมมนา Generating A Cleaner Future Forum 2025 ปีที่ 3 ลุยถกอนาคตอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแรงกดดันคาร์บอนโลก โดยมีผู้นำภาคเอกชน-อุตสาหกรรมชั้นนำเข้าร่วมกำหนดทิศทางด้านพลังงานในอนาคต

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    นายรามานี เวลู กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวเปิดในหัวข้อ “Generating A Cleaner Future” ว่า กลยุทธ์ BIG ฝังรากอยู่ในภารกิจหลักในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่สะอาดกว่า” มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชั่นในรูปของก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการอำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน

    ปี 2024 เพียงปีเดียว ผลิตภัณฑ์ของบริษัทช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.5 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบริษัทเองประมาณ 8 เท่า นอกจากนี้ รายได้เกือบ 56% ของบริษัทมาจากกิจกรรมที่ยั่งยืน และบริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ขอบเขต 1 และ 2 ลง 35% และขอบเขต 1-3 ลดลง 20% อีกด้วย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานความยั่งยืน บริษัทยังดำเนินแนวทางเชิงรุกในการบริหารจัดการความหลากหลาย ความปลอดภัย และการดูแลชุมชน

    “BIG ตั้งเป้าเป็นผู้นำที่มีแบบอย่างที่ดีในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยจะลดความเข้มข้นของคาร์บอนลง 36% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเป้าหมายนี้ไม่รวมธุรกิจไฮโดรเจน และจะขยายการลดเป็น 40%ครอบคลุมทุกกิจกรรมและการผลิตทั้งหมดภายในปี 2040 ซึ่งจะทำให้ BIG อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050”

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    ปตท.ย้ำแก๊สธรรมชาติ คือ“สะพานพลังงาน”

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี กล่าวในหัวข้อ Rethinking Energy, Reinventing Industry, Reimagining Thailand ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอดีตมนุษย์เคยใช้เพียงถ่านหินและน้ำมันก๊าด แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้ ไฟฟ้าคืออนาคต อีก 20-30 ปีข้างหน้า แก๊สธรรมชาติยังเป็น “สะพานพลังงาน” ช่วยเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้จริง สำหรับไทย แม้ใช้พลังงานในสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับโลก (ใช้น้ำมันเพียง 0.9% และแก๊ส 1%) แต่ในประเทศยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงกว่า 90% โดยเฉพาะแก๊สที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนมาก และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4,600 ล้านบาทต่อปี

    นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ไทยต้องมองวิกฤติเป็นโอกาส ตัวอย่างความสำเร็จสิงคโปร์ที่พลิกปัญหาน้ำ และซาอุดีอาระเบียที่เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นแหล่งผลิตโซลาร์ และไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อการส่งออก ไทยต้องใช้โมเดลเดียวกัน เช่น ดัดแปลงโรงไฟฟ้าที่จะปลดระวางให้รองรับการผสมไฮโดรเจน หรือพัฒนาเกษตรในพื้นที่รกร้างควบคู่กับการเก็บน้ำและสร้างคาร์บอนเครดิต โดยให้เอกชนร่วมลงทุน

    “ภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และภาคธุรกิจต้องเสนอและทำเลยไม่ต้องรอรัฐอย่างเดียว นี่คือโอกาสที่ผู้นำต้องผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050

    ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในหัวข้อ “Thailand Jumps Toward a Low-Carbon Economy” ว่า ทิศทางของโลกปัจจุบัน ไม่สามารถย้อนกลับไปใช้วิธีคิด หรือทำธุรกิจแบบเดิม นานาชาติกำลังเร่งเปลี่ยนผ่าน เช่น สหภาพยุโรปมีมาตรการชัดเจน สิงคโปร์ปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางซื้อขายคาร์บอนของโลก

    “สำหรับประเทศไทย ได้ปรับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ตามนโยบายรัฐบาล หากช้ากว่านานาชาติอาจทำให้สินค้าและบริการของไทยไม่เป็นที่ต้องการ ปัจจุบันไทยส่งเอกสาร NDC 3.0 ซึ่งมีตัวเลขพื้นฐานที่มุ่งสู่ Net Zero 2050 แล้ว และลดก๊าซจะเปลี่ยนจากลดแบบ BAU ไปสู่ลดแบบ Absolute Emission Reduction คือลดปริมาณการปล่อย (ปัจจุบันประมาณ 300 กว่าหน่วย) ลงทันที”

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    เศรษฐกิจโลก 3 ขั้ว

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในหัวข้อ “Decoding the Global Economy 2026” ว่า โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วเศรษฐกิจ สหรัฐ ผู้บริโภครายใหญ่ จีนผู้ผลิต Clean Tech และสหภาพยุโรปผู้กำหนดกฎเกมการค้า ซึ่งต่างใช้นโยบายด้านพลังงานและคาร์บอนเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรง และมาตรการ CBAM จะกระทบไทยโดยตรง

    “เป้าหมายอุณหภูมิโลก 1.5°C แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ไทยต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ลดผลกระทบภาษีคาร์บอนที่อาจเพิ่มต้นทุนหลักหมื่นล้านบาท หากอุตสาหกรรมไทยไม่ปรับตัวทัน”

    ไทยมีโอกาสใหม่จากการขยายพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ พร้อมชี้ว่าไทยสามารถดึงดูดลงทุน Data Center หากเร่งทำนโยบาย Solar Farm และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    “กรีน อินดัสทรี”โอกาสใหญ่ภาคเกษตร

    นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความท้าทายสูงสุดของไทย คือ รักษาสมดุลระหว่าง ลดคาร์บอน พัฒนาเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยโอกาสใหญ่ที่สุด คือ Green Industry และภาคเกษตรจะเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้ประเทศ แม้มีสัดส่วนเพียง 7% ของ GDP แต่มีประชากรมากกว่าครึ่งของประเทศอยู่ในภาคนี้

    ทั้งนี้ จึงอยากยกตัวอย่าง 3 เทคโนโลยีสำคัญที่ไทยต้องรีบคว้า อาทิ 1. Biotechnology 2. Bio-based Products และ 3. Future Food รวมถึงต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพของไทย เช่น สมุนไพร กระชายดำ ผลผลิตชีวภาพที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก แต่ไทยพัฒนาในสเกลที่น้อยกว่าเกาหลีและไต้หวันมาก

    ต้นทุนคาร์บอน” ด่านใหญ่ของเอสเอ็มอี 

    ทั้งนี้เขายอมรับว่า เอสเอ็มอีไทยเผชิญต้นทุนประเมินคาร์บอนสูงมาก 100,000-300,000 บาทขึ้นไป ทำให้เอสเอ็มอีปรับตัวช้ากว่าประเทศคู่แข่ง และถูกกระทบจาก CBAM ก่อน กลไกต่างประเทศเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเริ่มผลักดันให้ใช้ AI และ Digital Platform เพื่อช่วยคำนวณต้นทุนคาร์บอน แชร์ข้อมูล และเร่งให้การขอใบรับรองเร็วขึ้น รวมถึงดัน Green Loan จากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ เช่น World Bank

    อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของไทยคือ “ผู้ผลิตที่เก่ง” ต้นทุนต่ำ ผลิตตามสเปกและตรงเวลา แต่ขาดแบรนด์ตัวเอง หาก เอสเอ็มอีโชว์ข้อมูลคาร์บอนได้ชัด นั่นคือกุญแจในการเป็นพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของโลก ซึ่งไทยกำลังสูญเสียความเร็วในการแข่งขันช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ขยับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ไทยมีศักยภาพสูง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายชีวภาพ และความสามารถด้านการผลิต แต่การเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ หากไม่มี “ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” ไทยจะสร้างรายได้จากอะไรใน 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น ฮับพลังงานสะอาดและไฮโดรเจน, ฮับ REC และตลาดคาร์บอน, ครัวโลกที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อส่งออกรับ CBAM หรือการผสานทั้งหมดเข้าด้วยกัน 

    ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

    “ราช กรุ๊ป” ชี้โครงสร้างไฟฟ้าไทยต้องปรับ

    นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคพลังงานถือเป็นผู้รับผิดชอบราว 70% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา การเปลี่ยนผ่านจึงจำเป็น อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนมีลักษณะ “ไม่เสถียร” ระบบไฟฟ้าเสี่ยงต่อความไม่มั่นคง โดยเฉพาะในไทยที่แม้มีแดดทั้งปี แต่ฤดูฝนกลับยาวขึ้น

    ตัวอย่างการแก้ปัญหา เช่น ออสเตรเลีย มีเป้าหมาย RE สูงถึง 85% แบ่งเป็น 2 ภารกิจสำคัญ คือ 1. รักษาความเฉื่อยของระบบ เพราะการผลิตจากโซลาร์และลม ทำให้ความถี่ตกได้เร็ว ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าฟอสซิล หรือเทคโนโลยีเพื่อช่วยพยุงระบบ 2. Black Start Servicesr พลังงานจาก Inverter Base ไม่สามารถสตาร์ทระบบไฟเมื่อล่มทั้งหมดได้ ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าเก่า เช่น แก๊สเอนจิน ให้บริการ Black Start สิ่งเหล่านี้คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่นคง เมื่อใช้ RE มากขึ้น

    โครงสร้างค่าไฟไทย“ไม่สะท้อนต้นทุนจริง”

    นายนิทัศน์ กล่าวว่า โครงสร้างค่าไฟของไทยคิด “ราคาเดียวทั้งวัน” ทำให้ผู้ใช้งานที่เป็นสาเหตุของ Peak Demand จ่ายเท่ากับผู้ใช้ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้ที่สร้างดีมานด์และสร้างปัญหาให้ระบบควรเป็นผู้จ่าย ดังนั้น ระบบค่าไฟแบบ Time-of-Use และกลไกตลาดจำเป็นต้องเกิดขึ้น

    ทั้งนี้ โมเดลราคาตค่าไฟในต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น LGC-only PPA ที่คล้ายการซื้อ-ขาย RECs และ Direct PPA ที่เปิดให้ผู้ผลิต-ผู้ใช้ทำสัญญาตรง เพราะโมเดลเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้รับภาระต้นทุนของตนเอง ไม่เป็นภาระต่อประชาชนทั้งประเทศ ไล่ตั้งแต่ออสเตรเลีย เวียดนาม และประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยัง “เดินคนละทิศ” เพราะแม้จะมีแนวคิดเป็นฮับ REC ตลาดคาร์บอน และมี พ.ร.บ.โลกร้อน แต่ประเทศยังไม่ได้ประกาศชัดว่าจะสร้างรายได้จากอะไร

    “ตอนนี้เราเล่นดนตรีคนละโน้ต ทั้งต้องยอมรับว่าบริษัทต้องการลงทุนในไทย แต่ยังไม่รู้จะลงทุนในอะไร หากไม่เห็นทิศทางประเทศที่ชัดเจน ส่วนต้องการที่สุด คือ เข็มทิศของประเทศ ที่จะทำให้ทุกคนเล่นเพลงเดียวกันไม่ใช่คนละโน้ตอย่างปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xg4nfcThTB7mUThLSthPA

  • ม.น.ข. มอบทุนการศึกษา

    ม.น.ข. มอบทุนการศึกษา

    การศึกษา

    ม.น.ข. มอบทุนการศึกษา

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ม.น.ข. มอบทุนการศึกษา

    อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชินูปถัมภ์จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 748 ทุนจากทั่วประเทศโดยมี พลโทหญิงสุขุมาล เวศวงศ์ษาทิพย์ ลัดดาวัลย์จงวิศาล ประภาพร มโนมัยวิบูลย์ พัชนี เธียรธวัช และคณะกรรมการม.น.ข. เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ณ ห้องประชุมคณะเวชศาสตร์เขตร้อน
    มหาวิทยาลัยมหิดล

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/455819&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27xC4I-oUAl_jCq_CF96J7

  • ‘หาดใหญ่’วิกฤต เศรษฐกิจจมนํ้า ทุบซ้ำท่องเที่ยว-อสังหาฯ 10จว.ใต้เสียหาย1,500ล้าน/วัน

    ‘หาดใหญ่’วิกฤต เศรษฐกิจจมนํ้า ทุบซ้ำท่องเที่ยว-อสังหาฯ 10จว.ใต้เสียหาย1,500ล้าน/วัน

    มหาอุทกภัยครั้งรุนแรงในรอบ25ปีนับตั้งแต่วันที่17พฤศจิกายนเป็นต้นมาส่งผลให้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมทุกประเภทถูกตัดขาด จากน้ำป่าไหลบ่าอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำฝนเติมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ย่านธุรกิจการค้า บ้านเรือนประชาชน ปศุสัตว์ พื้นที่การเกษตร จมดิ่งใต้บาดาลสะท้อนถึงความเป็นความตายของนาทีชีวิตยังไม่รวมจังหวัดปลายด้ามขวาน

    สงขลาจีดีพี อันดับ 1 ค่า 2.24 แสนล้าน

     ขณะที่ทุกภาคส่วนระดมสรรพกำลังช่วยเหลือ ซึ่งสถานการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางของศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ หากยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าการลงทุนด้านการจัดการภัยพิบัติและปรับตัวต่อสภาพอากาศสุดขั้วเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของภาคใต้มีมูลค่าประมาณ 1.163 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของจีดีพีทั้งประเทศ โดยจังหวัดสงขลามีมูลค่าจีดีพีเป็นอันดับ 1 มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.46% ของจีดีพีประเทศ รองลงมาได้แก่สุราษฎร์ธานี มูลค่า 1.77 แสนล้านบาท และอันดับ 3 คือ นครศรีธรรมราช มูลค่า1.47 แสนล้านบาท

    ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

     จากความเสียหายที่เกิดขึ้น และเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้ง จังหวัดสงขลา รูปแบบคล้ายรัฐบาลยุค พล.อ. ประยุทธ์ จันนทร์โอชา ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งผลตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน2568 ถึง25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ขณะความเสียหาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พื้นที่ 9 จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานียะลา นราธิวาส รวม 98 อำเภอ 643 ตำบล 4,688 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 798,695 ครัวเรือน 2,196,758 คน ส่วน ข้อมูล ปภ.สงขลา โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่สถานการณ์ยังวิกฤติ ประชาชนอพยพแล้วกว่า 2,050 คน พบผลกระทบสูงสุด 104,917 ครัวเรือน 243,778 คน

    น้ำท่วมหาดใหญ่

    เสียหายวันละ 1,500 ล้าน

      อย่างไรก็ตามสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องถึงเวลานี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าประเมินผลกระทบสร้างความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ทั้งนี้หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท

    ทุบไฮซีชันนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบ

      นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายนว่า พบว่ามี 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของสงขลา

    อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวประมาณ 8,000 คนติดค้างอยู่ในโรงแรมต่าง ๆในหาดใหญ่ ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ 7,300 คน โดย 90% เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

    ประกอบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยรวม โดยรัฐบาลมาเลเซีย และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ได้ประกาศเตือนพลเมืองให้ เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2568 และสื่อกระแสหลักของมาเลเซีย มีการรายงาน โดยเฉพาะกรณีที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียติดค้าง

    ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเลเซียเกิดความวิตกกังวล และอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังภาคใต้โดยรวม ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซีย ให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นแทน หรือมีการยกเลิก/ชะลอการเดินทางออกไปก่อน

    อีกทั้งยังทำให้เกิดการเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส Christmas Tree Light Up Celebration ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ และเลื่อนกิจกรรม THAI FIGHT พัทลุง

     นอกจากนี้ททท.ยังคาดการณ์ผลกระทบการจากการชลอการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม คาดว่าพฤศจิกายน จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ไปเที่ยวสงขลา 243,150 คน-ครั้ง ติดลบ 6.9 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 8.5 % ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,490,370 คน-ครั้ง เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.92 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 16,140 ล้านบาท ติดลบ 1.82 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

     ขณะที่แนวโน้มในเดือนธันวาคมคาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 306,400 คน-ครั้ง หดตัวประมาณ 2% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,410 ล้านบาท หดตัวประมาณ 4% ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,792,200 คน-ครั้ง เติบโต 1.28% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,680 ล้านบาท หดตัว 1.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศตลาดมาเลเซียถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 14 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่กว่า 73% เดินทางเข้าไทยผ่านด่านชายแดนทางบกภาคใต้ ซึ่งททท. คาดการณ์ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของตลาดมาเลเซียในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคมโดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

    กรณีที่ 1 (กระทบระยะสั้น 1 สัปดาห์) คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.60 ล้านคน ลดลง 7 % จากปี 2567 กรณี 2 (กระทบมากกว่า 1 สัปดาห์) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.55 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567อย่างไรก็ตามทั้งนี้หากเป็นในกรณีที่ 2 จะทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปี 2568 คาดว่าจะต่ำกว่า 33 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567

     นอกจากนี้ททท.อยู่ระหว่างการเตรียมแผนในการเยียวผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ด้านดร.สิทธิพงษ์  สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา กล่าวว่าปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่กว่า 300 แห่ง รวมจำนวนห้องพักกว่า 3 หมื่นห้อง ต้องปิดกิจการจากผลกระทบน้ำท่วม เหลือที่เปิดให้บริการได้ราว 10 แห่งเท่านั้นที่ไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้า

    โดยในช่วงแรกมีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวติดค้างที่ได้รับข้อมูลเข้ามาประมาณ 7,000-8,000 คน แต่เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่นอกบริเวณหรือยังไม่ได้แจ้งข้อมูลเข้ามา คาดการณ์ว่าอาจมีนักท่องเที่ยวรวมเป็นหมื่นคนก

    สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการนำนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ให้ได้ก่อน เพราะหากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ การจะเรียกนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งหาดใหญ่พึ่งพาอย่างมาก ให้กลับมาเที่ยวอีกครั้งจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยได้ทยอยช่วยเหลือ ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าคน แต่ก็มีปัญหาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมาอีก โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการรับมือและดูแลนักท่องเที่ยวของภาครัฐในวิกฤตนี้ “ทำได้ล้มเหลว” มีความล่าช้า ไม่ทั่วถึง และขาดศูนย์กลางในการบัญชาการ

    ทั้งคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะกว่าน้ำจะลด ก็ต้องมีการซ่อมแซมสถานประกอบการ และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว และในระยะยาว คาดการณ์ว่าการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติอาจใช้เวลาเป็นเดือน

    ปิดนิคมฯใต้ เส้นทางคมนาคมตัดขาด

      เช่นเดียวกับ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่ามีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้เคียง 2 แห่ง คือ นิคมฯภาคใต้ และ นิคมอุตสาหกรรมสงขลา (สะเดา)ปัจจุบันยังไม่มีน้ำท่วมเข้าไปภายในพื้นที่นิคมฯ แต่โรงงานภายในนิคมฯ ได้รับผลกระทบ  1. โรงงานไม่สามารถขนส่งสินค้าได้  2. พนักงานไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมหนักรอบๆ นิคมฯ และในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 3. โรงงานหยุดประกอบการ 100 %

    สวนยางพารา เสียหายหนัก

      ส่วนพื้นที่สวนยางได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 13 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตกว่า 2 หมื่นตัน ซึ่งภาคใต้เป็นแหล่งพื้นที่ปลูกและผลิตยางพาราที่มากที่สุดในประเทศ และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ทั้งนี้ ดร.เพิก เลิศวังพง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อราคายางในตลาดโลก เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง

    อสังหาฯอ่วมทุบซ้ำกำลังซื้อ

      สำหรับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงไม่เพียงแต่ สร้างความเสียหายให้ กับธุรกิจภาคอื่นแต่ยังกระทบโดยตรง ต่อ ตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขาย ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงและอาจมีผลต่อการขายโครงการในพื้นที่ นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้เปลี่ยน สถานการณ์เป็นขาลงทันที

    เพราะโครงการที่ตั้งบนทำเลลุ่มต่ำ ทั้งบ้านพรุ หาดใหญ่ใน และใจกลางเมือง ต่างเผชิญความเสียหายหนักที่สำคัญหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อจาก ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่มองหาบ้านหลังที่สองกันมากที่ผู้ประกอบการทั้งในพื้นที่และส่วนกลางเข้ามาพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าหาดใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพแต่เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้ประเมินว่าต้องพิจารณากันใหม่ 

    น้ำท่วทหาดใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644961&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FLX108wjnuzifu2ZUsmeq

  • ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจาก ‘น้ำท่วมภาคใต้’

    ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจาก ‘น้ำท่วมภาคใต้’

    ธุรกิจ

    ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจาก ‘น้ำท่วมภาคใต้’

    26 พ.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    “ททท.” คาดน้ำท่วมภาคใต้กระทบท่องเที่ยวหนัก ปรับลดคาดการณ์ตลาดต่างประเทศ “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย” อันดับ 1 ต่างชาติเที่ยว อ.หาดใหญ่ มากที่สุด หดตัว 7-18% พร้อมเปิด “ศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต” รับมือสถานการณ์ พร้อมดูแลนักท่องเที่ยว

    จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในหลายจังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมี อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว สำหรับตลาดในประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้

    อ.หาดใหญ่ ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ ททท.ต้องปรับลดคาดการณ์ท่องเที่ยวของ จ.สงขลา ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ประเมินแนวโน้มเดือน พ.ย.นี้ คาดว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 243,150 คน-ครั้ง หดตัว 6.9% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 8.5%  ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,490,370 คน-ครั้ง เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.92% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 16,140 ล้านบาท หดตัว 1.82% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    แนวโน้มเดือน ธ.ค. คาดว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 306,400 คน-ครั้ง หดตัวประมาณ 2% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,410 ล้านบาท หดตัวประมาณ 4% ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,792,200 คน-ครั้ง เติบโตเพิ่มขึ้น 1.28% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,680 ล้านบาท หดตัว 1.6% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    “การปิดโรงแรมในหาดใหญ่ ถนนถูกตัดขาด การหยุดเดินรถไฟและรถโดยสาร ทำให้พฤติกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในพื้นที่ชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ”

    ด้านตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติใน อ.หาดใหญ่ ระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย. ไปจนถึงต้นเดือน ธ.ค. และคาดว่าจะสามารถคลี่คลายสู่สภาวะปกติได้ภายในเดือน ธ.ค. หากไม่มีสถานการณ์รุนแรงจนต้องมีการยกระดับมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม

    ทั้งนี้ แบ่งการประเมินเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 เหตุน้ำท่วมกระทบระยะสั้น 1 สัปดาห์ และสามารถคลี่คลายเป็นปกติภายในต้นเดือน ธ.ค. (เทียบเคียงกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567) คาดว่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียในภาพรวมจะเดินทางเข้าไทยในปี 2568 ประมาณ 4.6 ล้านคน ลดลง 7% จากปี 2567 โดยเดือน พ.ย. 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าไทย จำนวน 331,000 คน ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ส่วนในเดือน ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยมีจำนวน 420,000 คน ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    และกรณีที่ 2 เหตุน้ำท่วมกระทบมากกว่า 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและต้องใช้เวลาฟื้นฟู (เทียบเคียงกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2543) คาดว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียในภาพรวมจะเดินทางเข้าไทยในปี 2568 ประมาณ 4.55 ล้านคน ลดลง 8% จากปี 2567 โดยในเดือน พ.ย. 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าไทย จำนวน 327,000 คน ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 และในเดือน ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยมีจำนวน 373,000 คน ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    “ทั้งนี้ ในกรณีที่ 2 จะส่งผลให้ภาพรวมโดยตลอดทั้งปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่า 33 ล้านคน ลดลง 8% จากปี 2567”

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า และเพื่อให้การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างทันท่วงที ททท. ได้เปิด ศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ที่ศูนย์ TATIC ชั้น 17 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านแผนและนโยบาย ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อประสานข้อมูลจากทุกตลาดและให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    “พื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ยังคงติดค้างอยู่ในโรงแรม ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ททท.จึงได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อให้เป็นช่องทางสื่อกลางในการสนับสนุนประสานความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตามสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่ออัปเดตและสื่อสารสถานการณ์การเดินทางในพื้นที่ไปยังประชาชน นักท่องเที่ยว พันธมิตรบริษัทนำเที่ยว และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการเดินทางและลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด รวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล เพื่อเตรียมวางแผนมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางและฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะต่อไป”

    สำหรับมาตรการของ ททท. ในระยะแรก จะดำเนินการประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยประสานระหว่างสถานทูตและสถานกงสุล รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับแจ้งการตกค้างของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ และประสานกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจากโรงแรมและสถานที่ต่าง ๆ สู่ศูนย์พักพิงนักท่องเที่ยวก่อนการเดินทางกลับ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย โดยในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ททท. ได้รับแจ้งรายชื่อนักท่องเที่ยวและโรงแรมที่นักท่องเที่ยวติดค้างจากสถานกงสุลของประเทศต่างๆ ในพื้นที่ประสบเหตุ และได้ประสานขอความช่วยเหลือในพื้นที่เพื่อเร่งช่วยนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง 

    นอกจากนี้ ททท. จะดำเนินมาตรการบริหารข่าว โดยติดตามการเผยแพร่ข่าวทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ การทำ fact sheet ข้อเท็จจริงรายวัน เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ และพื้นที่ที่เกิดเหตุ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ วางแผนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในและนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมวางแผนมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ภายหลังภาวะวิกฤต เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทาง ททท. จะประเมินผลกระทบทางการท่องเที่ยว และปรับแผนการส่งเสริมตลาดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการจัดเทศกาล และอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3011MyN4o2yMZcV0MNfiH2