Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลรับทราบสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยกำชับให้ “เร่งระบายน้ำ” จากทะเลสาบสงขลาลงสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมมอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 4 ควบคุมการปฏิบัติทั้งหมด โดยมีหน่วยกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมประมง และเครือข่ายจิตอาสาเจ็ตสกี ร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญในการอพยพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับครอบครัวที่ยังต้องเฝ้าทรัพย์สิน หรือพักอาศัยในอาคารสูง รัฐบาลได้จัดเตรียมการลำเลียงอาหารและน้ำดื่มส่งให้ถึงหน้าบ้าน เพื่อให้สามารถประคองสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

    ทั้งนี้ จากการอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวเดินทางออกจากพื้นที่หาดใหญ่ นับจากวันเสาร์ (22 พ.ย.) แล้วกว่า 7,000 ราย ขณะที่บางส่วนยังคงติดในโรงแรม และพักอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราว ประมาณเกือบ 1,000 ราย ซึ่งเป็นการนับจากจำนวนที่มีวันแรก และจำนวนที่สำรวจ พร้อมมีการประเมินว่า ยังคงมีนักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งกระทรวงฯ ยังคงเร่งประสานงานเชิงรุกกับผู้ประกอบการโรงแรม และศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ทีมยังคงประจำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ความช่วยเหลือยากเข้าถึงในหลายจุด ทั้งกลางเมืองหาดใหญ่ และบริเวณทั้งหมด ซึ่งมีความเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างในพื้นที่ โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งอพยพ ส่งอาหาร และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    กระทรวงฯ ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานเหตุจากนักท่องเที่ยว โดยรวบรวมข้อมูลผู้ติดค้างในโรงแรมและพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นให้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนที่พักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคน พร้อมดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ ที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอดช่วงวิกฤตครั้งนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAP0IQDAZX40N0E168K9C5FX79BENRR&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ljSu-X79m2dcYP3KubIdf

  • ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    “เมื่อดูข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้มากกว่า 10% ส่วนอสังหาริมทรัพย์และระบบนิเวศสร้างรายได้ราว10%  ถือว่าเป็นสองอุตสาหกรรมรากฐานที่ยังมีความสำคัญมากถึง 1 ใน 5 ของประเทศ  คำถามคือจะสามารถปฏิรูปทั้งสองอุตสาหกรรม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกได้อย่างไร”

    พราวพุธ ลิปตภัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ตั้งคำถามบนเวทีสัมนา POSTTODAY THAILAND SMART CITY 2026 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ  ในประเด็นสำคัญคือ ‘Smart life ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ’

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    โอกาสกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ เน้นการพักอาศัยระยะยาว

    พราวพุธกล่าวว่า เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว เช่นเดียวกับประชากรของโลกที่เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานและการใช้ชีวิต

    โดยพบว่าการทำงานแบบทางไกล รวมกับการก้าวสู่สังคมสูงวัย ที่อยากจะออกไปใช้ชีวิตนอกประเทศบ้านเกิดตัวเองมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มีการประเมินเอาไว้ว่าในปี 2017 มีการเติบโตขอ 6% ของปี และตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา คาดการณ์ว่าตัวเลขได้สูงขึ้นเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ข้อมูลจาก Nomad Stay ในปี 2025 พบว่ากลุ่มคนที่ทำงานทางไกล (Remoted Worker) มีจำนวนกว่า  100 ล้านคนทั่วโลก และกลุ่มดิจิทัลนอร์แมด (Digital Nomad) เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อซึ่งเติบโตเร็ว ซึ่งมีอยู่ราว 20 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 15 ล้านคน

    “ สิ่งที่น่าสนใจ คือ มีอายุเฉลี่ย 34-37 ปี ยังเป็นช่วงวัยทำงานที่มีคุณภาพ …

    เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ที่มีปัญหาเรื่องสังคมสูงวัย และมองว่าประเทศไทยต้องการดึงกลุ่มแรงงานที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานในประเทศไทย กลุ่มนี้แหละคือคำตอบของประเทศเรา“

    พราวพุธกล่าวย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดกลุ่มคนดังกล่าวมายังประเทศไทย

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    ประเทศไทยเต็มไปด้วยศักยภาพ ‘การอยู่อาศัยระยะยาว’

    เมื่อมองถึงการดำเนินงานของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่เหมาะสมกับการพักอาศัยระยะยาวเนื่องจากค่าใช้จ่ายต่ำ และระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อม

    นอกจากนี้ ในช่วงปี 2021 ไทยได้ให้วีซ่าเกษียณอายุแล้ว 52,000 คน และมีกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่เป็นชาวต่างชาติอยู่เกือบ 2 แสนคนในปี 2023 ในขณะที่มีการให้วีซ่าพำนักระยะยาวแล้วในปี 2022 กว่า 7,000 คน

    “ ยกตัวอย่าง หัวหิน มีประชากร 1 แสนคน 40% เป็นชาวต่างชาติ .. เหตุการณ์นี้อสังหาริมทรพัย์ได้ประโยชน์ เพราะเกิดโครงการรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นอกจากนี้ยังเกิดธุรกิจใหม่ๆ ในหัวหินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    เราจะเห็นภาพว่า นี่คือการก้าวข้ามจากเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยที่แท้จริง”

    เทคโนโลยี  ส่วนร่วมชุมชน และ Wellness จุดเด่นของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย

    พราวพุธกล่าวถึงปัจจัย 3 ประการที่สำคัญ ที่จะเสริมให้แนวคิดการอยู่อาศัยระยะยาวเกิดขึ้นได้

    ประการแรก คือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ที่จะช่วยเข้ามาสร้างความยั่งยืนให้แก่รีสอร์ตต่างๆ ทั้งในเรื่องการลดค่าพลังงาน และเรื่องคาร์บอนฟุตปรินท์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กลุ่มชาวต่างชาติให้ความสำคัญต่อการเลือกที่อยู่อาศัยมากขึ้นเช่นกัน

    ประการที่สอง คือ การมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยช่วยดูแลระบบนิเวศชุมชนและผลักดันเศรษฐกิจชุมชน ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้แก่ ‘สมาร์ทรีสอร์ต’ อย่างแท้จริง

    ประการสุดท้าย คือ เรื่องของ Wellness ซึ่งกลุ่มเกษียณอายุ ให้ความสำคัญกับเรื่อง Longevity มากขึ้น จากรายงานพบว่า มูลค่าของ Global Wellness อยู่ที่ 5.6 ล้านล้านยูเอส และจะโตไป 8.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2027 โดยในส่วนของอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเติบโตที่สุดคือ 17-20% ต่อปี

    “ เรื่อง Wellness จะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น” พราวพุธเน้นย้ำ

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    ท้ายสุดนี้ พราวพุธได้เน้นย้ำว่า การพัฒนาเมืองรอง โดยเฉพาเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีศักยภาพของการอยู่อาศัย จะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน นอกจากเกิดการจ้างงาน ยังเกิดการสร้างระบบสาธารณูปโภคขึ้นใหม่

    อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และได้ผลตอบรับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

    “ คำว่า Smart life ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นปรัชญาในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น และประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะกลายเป็นศูนย์กลางของการอยู่อาศัยระยะยาวของเอเชีย

    แม้จะมีบางจุดที่ต้องแก้ไข แต่ทุกๆ อุปสรรคมาพร้อมกับโอกาส ถ้าเราทำให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางที่ไทยจะสามารถหาประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ได้” พราวพุธกล่าวปิดท้าย

    ‘พราว’ ชี้โอกาสอสังหาฯ ไทย ก้าวข้ามจากเมือง ‘ท่องเที่ยว’สู่ ‘เมืองที่พักอาศัยระดับโลก’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/734046&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3saqxr5QkWDjeyqQgLVyKf

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ดันใช้ “หมอนทองโมเดล” ผนึกช่อง 7-ททท. ปั้นสารคดีฟุตบอลบางน้ำเปรี้ยว

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ดันใช้ “หมอนทองโมเดล” ผนึกช่อง 7-ททท. ปั้นสารคดีฟุตบอลบางน้ำเปรี้ยว

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ดันใช้เรื่องราวความสำเร็จทีมฟุตบอลหมอนทองจากบางน้ำเปรี้ยว ผลิตสารคดีร่วมช่อง 7–ททท. กระตุ้นท่องเที่ยวเชื่อมแหล่งไหว้พระพิฆเนศ พร้อมประสาน สพฐ.–กรมพลศึกษา นำวิทยาศาสตร์การกีฬาเสริมศักยภาพเยาวชน

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้วางแนวทางการนำเรื่องราวของ “ทีมฟุตบอลหมอนทอง” จังหวัดฉะเชิงเทรา มาต่อยอดเป็นกลไกพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน โดยมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยวและยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

    “ททท.จะร่วมกับช่อง 7 ผลิตสารคดีหรือคลิปกึ่งสารคดี บันทึกเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จของทีมหมอนทองจากการแข่งขันฟุตบอล 7 สี เพื่อให้น้อง ๆ มีสิ่งที่เก็บไว้ย้อนกลับมาดูในอนาคต โดยสารคดีจะเน้นเล่า ชีวิตเด็กนักฟุตบอล การฝึกซ้อม และวิถีคนท้องถิ่นบางน้ำเปรี้ยว พร้อมสะท้อนความเป็นพหุสังคมของชุมชนที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน”

    นายอรรถกร กล่าวว่า ในมิติการท่องเที่ยว ได้ให้โจทย์ว่าต้องนำความสำเร็จของทีมฟุตบอลหมอนทองมาช่วยโปรโมตสถานที่สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเน้นพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นถิ่นฐานของทีม พร้อมแนะนำให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ากับชีวิตเด็กในพื้นที่ โดยเฉพาะการสักการะ พระพิฆเนศปางนั่งองค์ใหญ่ที่สุด ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และสามารถจัดทำเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ฉะเชิงเทรา ได้ด้วย

    ด้านการพัฒนาเยาวชน รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ กรมพลศึกษา เพื่อหาวิธีต่อยอดศักยภาพของเด็ก ๆ โดยนำวิทยาศาสตร์การกีฬา ลงพื้นที่เพิ่มขีดความสามารถนักกีฬาเยาวชน พร้อมผลักดันให้มีการจัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน มากขึ้น เพื่อสร้าง “Cinderella Story” หรือเรื่องราวความสำเร็จแบบพลิกชีวิตของทีมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้พลังของกีฬาเพื่อสร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2898054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08dW6Dp_4I-po-uEP1HJLx

  • น้ำท่วมใต้กระทบหนัก นักท่องเที่ยวมาเลเซียหาย 7-18% เปิดศูนย์วิกฤตรับมือท่องเที่ยวสะดุด

    น้ำท่วมใต้กระทบหนัก นักท่องเที่ยวมาเลเซียหาย 7-18% เปิดศูนย์วิกฤตรับมือท่องเที่ยวสะดุด

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ระหว่างวันที่ 21–24 พ.ย. 2568 โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของไทยใน อ.หาดใหญ่ โดย ททท. ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือนพ.ย.–ธ.ค. 2568 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขเดือนพ.ย.จะลดลง 7% เหลือประมาณ 331,000 คน และเดือนธ.ค.ลดลง 7% เหลือ 420,000 คน ทำให้ทั้งปีคาดมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียราว 4.60 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบปีก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่า 1 สัปดาห์ เดือนพ.ย.อาจลดลง 8% เหลือ 327,000 คน และเดือนธ.ค.อาจลดลงมากถึง 18% เหลือเพียง 373,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีลดลงเหลือประมาณ 4.55 ล้านคน หรือหดตัว 8%

    ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจ.สงขลา เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้ หาดใหญ่ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับลดคาดการณ์การเดินทางของคนไทยในพื้นที่ ทั้งในเดือนพ.ย.และธ.ค. โดยเดือนพ.ย.คาดมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเพียง 243,150 คน-ครั้ง ลดลง 6.93% รายได้ท่องเที่ยวลดลง 8.50% เหลือ 1,920 ล้านบาท ส่วนเดือนธ.ค.คาดมีผู้เยี่ยมเยือน 306,400 คน-ครั้ง ลดลง 2.04% รายได้ลดลง 4.06% เหลือ 2,410 ล้านบาท แม้ภาพรวมภาคใต้ยังโตเล็กน้อย แต่รายได้ยังหดตัวต่อเนื่อง โดย ททท. ชี้ว่าการปิดโรงแรมในหาดใหญ่ ถนนถูกตัดขาด การหยุดเดินรถไฟและรถโดยสาร ทำให้พฤติกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในพื้นที่ชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

    ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า ททท. ประเมินว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้มีแนวโน้มกระทบ 1–2 สัปดาห์ ก่อนทยอยกลับสู่ภาวะปกติในเดือนธ.ค. หากไม่มีสถานการณ์รุนแรงเพิ่มเติม และเพื่อให้การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างทันท่วงที ททท. ได้เปิดศูนย์วิกฤตเพื่อสื่อสารและประสานความช่วยเหลือ ที่ศูนย์ TATIC ชั้น 17 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านแผนและนโยบายทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อประสานข้อมูลจากทุกตลาดและให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2898048&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yBhcxcAM7cJ9v57fP2WE5

  • ‘จีนเที่ยวไทย’ ลุ้นปี 69 รีบาวด์ 8-9 ล้านคน ‘อรรถกร’ เจาะตลาดซาอุดีฯ เปย์หนักสุดต่อทริป

    ‘จีนเที่ยวไทย’ ลุ้นปี 69 รีบาวด์ 8-9 ล้านคน ‘อรรถกร’ เจาะตลาดซาอุดีฯ เปย์หนักสุดต่อทริป

    “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” เดินหน้าเจาะเป้าหมายตลาดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อสร้างแรงส่งในช่วงท้ายปี สู่การฟื้นฟูภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในต่างประเทศ ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ในเร็วๆ นี้ เพื่อขยายฐาน “นักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งเติบโตดีนับตั้งแต่ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ซาอุดีฯ ทำให้ในปี 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เดินทางเข้าไทย 228,032 คน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้า และประเมินว่าจะเติบโต 8% ในปีนี้ แม้มีสงครามอิหร่าน-อิสราเอลเมื่อกลางปี ทำให้จำนวนต่ำกว่าคาดการณ์เดิมซึ่งเคยตั้งเป้าโต 20%

    “แนวโน้มดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวซาอุดีฯ กลายเป็นตลาดที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทยมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง!  แซงหน้านักท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งปีที่แล้วมีจำนวน 169,927 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 22.3%”

    นักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เปย์หนักอันดับ 1 ต่างชาติเที่ยวไทย

    สำหรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ พำนักเฉลี่ย 2 สัปดาห์/ทริป และมียอดใช้จ่าย 110,000 บาท/คน/ทริป สูงสุดในบรรดาตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์การเดินทาง นอกเหนือจากการชอปปิง และเที่ยวหาดทรายชายทะเลแล้ว ยังนิยมใช้บริการการแพทย์ขั้นสูงและรักษาโรคต่างๆ สอดรับกับเทรนด์ “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” ที่ประเทศไทยกำลังโปรโมต และในปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เริ่มเดินทางเยือนเมืองอื่นๆ มากขึ้น เช่น สมุย กระบี่ และพังงา นอกเหนือจากกรุงเทพฯ และภูเก็ตอีกด้วย ทั้งยังเลือกเดินทางเที่ยวไทยช่วงฤดูฝน (กรีนซีซัน) เพื่อหลีกหนีจากอากาศร้อนจัดแถบตะวันออกกลาง

    “ประเทศไทยจะร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีนัดหารือกับรัฐมนตรีท่องเที่ยวของซาอุดีฯ ภายในเดือน ธ.ค.นี้”

    รัฐบาลซาอุดีฯต้องการให้ประเทศไทยสนับสนุนบุคลากรและการฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการโรงแรม เพราะเป็นที่รู้จักด้านการบริการแบบไทยในระดับโลก และซาอุดีฯ เองต้องการเปิดประเทศ ใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแข่งกับ “ดูไบ” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และขึ้นไปในระดับเดียวกันให้ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า โดยซาอุดีฯ กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน “เวิลด์ เอ็กซ์โป” (World Expo) ในปี 2573

    ขณะเดียวกันประเทศไทยเองต้องการนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโต เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่หนุนสร้างความแข็งแกร่งแก่ประเทศไทย ร่วมกับตลาดอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เช่น โอมาน คูเวต และกาตาร์ ที่แม้จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยจะยังไม่มาก แต่มีศักยภาพ เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงมาก

    ‘จีนเที่ยวไทย’ ลุ้นปี 69 รีบาวด์ 8-9 ล้านคน ‘อรรถกร’ เจาะตลาดซาอุดีฯ เปย์หนักสุดต่อทริป

    ดันแคมเปญต่อยอดคำกล่าวทรงพลัง “จงไท่อี้เจียซิน” ของ “สี จิ้นผิง”

    อรรถกร เล่าเพิ่มเติมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายดึง “นักท่องเที่ยวจีน” เดินทางเข้าไทย 2-3 ล้านคนภายในระยะเวลา 4 เดือน (ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569) หลังเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยต่อวันเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ลดลงอย่างมาก

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้ได้มากที่สุดในปี 2569 ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นที่ได้เปรียบเรื่องเงินเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ส่วนเวียดนามขายแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูกกว่าไทย หรือแม้กระทั่งจีนเองก็พยายามโปรโมตให้ชาวจีนท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    “กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.จะต่อยอดการทำแคมเปญการตลาดให้สอดรับกับคำพูดทรงพลัง ‘จงไท่อี้เจียซิน’ (จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยคาดว่าตลอดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางกว่า 4 ล้านคน”

    ‘จีนเที่ยวไทย’ ลุ้นปี 69 รีบาวด์ 8-9 ล้านคน ‘อรรถกร’ เจาะตลาดซาอุดีฯ เปย์หนักสุดต่อทริป อรรถกร ศิริลัทธยากร

    “จีนเที่ยวไทย” รักษาโมเมนตัม หวังเห็นตัวเลขแตะ 20,000 คนต่อวันไฮซีซันนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ต้องรักษาแรงส่ง (Momentum) กระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนให้มากกว่า 10,000 คนต่อวันในปัจจุบัน เพิ่มเป็นประมาณ 20,000 คนต่อวันในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 – ก.พ. 2569 หลังเห็นสัญญาณบวกเชิงดีมานด์ ราคาตั๋วโดยสารเส้นทางบินจากจีนมาไทยแพงขึ้น 20-30% แสดงว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยกันมากขึ้น

    “ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยยังคงติดลบประมาณ 30% เทียบกับปีที่แล้ว แต่จากสัญญาณบวกล่าสุด มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2569 จะเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนรีบาวด์สูงถึง 8-9 ล้านคน ฟื้นตัวกลับมา 80% ของสถิติ 11 ล้านคนที่เคยทำได้สูงสุดเมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด”

    “อิสราเอล-กลุ่มประเทศ CIS” โตแรง!

    สำหรับตลาดอื่นๆ ที่มีการเติบโตสูง อาทิ “อิสราเอล” เพิ่มขึ้น 50% ด้วยจำนวน 349,000 คน จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 พ.ย. 2568 มาเที่ยวไทยเพื่อผ่อนคลายจากภาวะสงคราม โดยมีการติดตามพฤติกรรมเพื่อป้องกันปัญหา “คัลเจอร์ ช็อก” (Culture Shock) หรือการไม่เคารพวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันในเรื่องนี้

    นอกจากนี้ กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ก็เป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตสูงมาก แม้ฐานจำนวนคนเดินทางมาไทยยังน้อย แต่มีช่องให้สามารถขยายตัวได้อีกมาก อาทิ อุซเบกิสถาน เพิ่มขึ้น 34%, เบลารุส เพิ่มขึ้น 83%, ทาจิกิสถาน เพิ่มขึ้น 43% และอาเซอร์ไบจาน เพิ่มขึ้นถึง 128% ซึ่งเดินทางเข้าไทยราว 5,000 คน แต่เป็นเศรษฐีที่นิยมพำนักนาน หากมีมาตรการยกเว้นวีซ่า น่าจะช่วยดันยอดเพิ่มขึ้นได้อีก

    โดยในกลุ่ม CIS มีตลาดเดียวที่ลดลงคือ คาซัคสถาน เนื่องจากปีที่แล้วเติบโตอย่างมาก นิยมเดินทางไปภูเก็ต แต่ปัจจุบันมีจำนวนเดินทางสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ 134,000 คน ลดลงไป 10% เนื่องจากนักท่องเที่ยวคาซัคสถานเปลี่ยนไปจุดหมายปลายทางชายทะเลที่มีราคาถูกกว่า เช่น เวียดนาม โดย ททท.ปรับแผนโปรโมตว่าเมืองไทยไม่ได้มีแค่ภูเก็ต แต่ยังมีพังงา กระบี่ และหัวหินรองรับความต้องการ

    ‘จีนเที่ยวไทย’ ลุ้นปี 69 รีบาวด์ 8-9 ล้านคน ‘อรรถกร’ เจาะตลาดซาอุดีฯ เปย์หนักสุดต่อทริป ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209264&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RoTxVbSUAFe-DZidChtY_

  • น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    วันนี้ (26 พ.ย.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อิงกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนของภาคใต้เป็นหลัก

    อย่างไรก็ดี ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

    อ่านข่าว:

    “พณ.”ถกด่วน คลอดมาตรการ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ภาพัฒน์ฯ เผยจ้างงาน Q3หดตัว 0.5% “น้ำท่วม” ฉุดภาคเกษตรอ่วม 

    ภาคเอกชน ระดมช่วยเหลือน้ำท่วม ท่ามกลางวิกฤตราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03qzascoGs_b_lX3cCNKT9

  • ภาคการท่องเที่ยวหาดใหญ่กระทบหนัก นักท่องเที่ยวแห่ยกเลิก-เลื่อนการเดินทาง หลังน้ำท่วมหนัก

    ภาคการท่องเที่ยวหาดใหญ่กระทบหนัก นักท่องเที่ยวแห่ยกเลิก-เลื่อนการเดินทาง หลังน้ำท่วมหนัก

    ภาคการท่องเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กระทบหนัก นักท่องเที่ยวแจ้งยกเลิก-เลื่อนการเดินทางแล้ว สูญเสียรายได้ซ้ำ หลังเผชิญมหาอุทกภัยน้ำท่วม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ได้รับกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการถูกตัดไฟ ที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่ข้ามเข้ามาเที่ยวไทย ยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ และอีกปัญหาที่พบ คือ การรับประทานอาหาร เพราะส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ปัญหาหลักจึงเป็นการตกค้างของนักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศต้นทาง

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวที่จองล่วงหน้าเข้ามา ต่างแจ้งเลื่อนการเดินทางออกไป โดยทางโรงแรมพยายามขอให้เลื่อนแทนการยกเลิกไปเลย เพราะหากถูกยกเลิกการจอง ก็เท่ากับสูญเสียรายได้และโอกาสในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ ไฮซีซั่น นี้ ก็หวังว่าจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลต่อจากนี้ด้วย

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลวางแผนในการเยียวยาผู้ประกอบการธุรกิจในทุกส่วน ไม่ใช่เฉพาะโรงแรม หรือ ในภาคท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ดูแลให้ครบ อาทิ หากเป็นโรงแรมก็อยากให้ช่วยเยียวยากลุ่มที่ถูกยกเลิกการจองเข้าพักล่วงหน้าไปเลย เพราะกลุ่มนี้จะเท่ากับเจ้าของกิจการสูญเสียรายได้และโอกาสในธุรกิจไปแล้ว อีกทั้งไม่รู้ว่ายอดการยกเลิกห้องพักจะเพิ่มมากขึ้นอีกหรือไม่

    ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศอย่างเที่ยวดีมีคืน จะถูกผลกระทบทำให้ไม่เห็นผลอย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ มองว่าก็คงมีผลกระทบบ้าง เพราะเท่ากับโรงแรมในหาดใหญ่จะไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ตามปกติ แต่อาจไปเห็นจำนวนโตที่จังหวัดอื่นเพิ่มเติมแทน เพราะเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการเที่ยวดีมีคืนสามารถใช้ในจังหวัดภูมิลำเนาของตัวเองได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/452231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l2jcq6UNpxC4u8bMBXqAd

  • คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

    คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

    คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ คลังเล็งชงเข้าที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า ตั้งเป้าฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้โดยเฉพาะ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น

    สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จำทำแพ็กเกจฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกันกับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยจะเป็นการเจาะจงเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก และสร้างรายได้ให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินรวมของมาตรการ โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในสัปดาห์หน้า

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสินเชื่อ และพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ประชาชน และเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขยายเวลายื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945383/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vhQy498ewrIxB4jTBLLdu

  • วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 2.5 หมื่นล้าน สงขลาหนักสุด

    วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 2.5 หมื่นล้าน สงขลาหนักสุด

    ความน่ากังวลพิเศษของวิกฤตครั้งนี้ คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุตรงกับปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจควรจะคึกคัก นอกจากนี้ สงขลายังเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักในการเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (9-20 ธ.ค. 2568) ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากผลกระทบระยะสั้นจากการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความเสียหายส่วนที่ 2 ที่ซับซ้อนกว่า คือ “ความเสียหายต่อสินทรัพย์” ทั้งอาคารบ้านเรือน รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการฟื้นฟูจะต้องใช้เวลาและเม็ดเงินจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับเงินออมของครัวเรือนและความช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงินในอนาคต

    น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งถอดบทเรียน เพื่อเปลี่ยนจากการ “เยียวยาตามหลัง” มาเป็นการ “ป้องกันล่วงหน้า” ก่อนที่มูลค่าความเสียหายจะสูงเกินกว่าที่ GDP ของภาคใต้จะแบกรับไหว

    ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย อาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของวิกฤตครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำคือผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลยาวนานกว่าช่วงน้ำลด

    สงขลา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง กลับกลายเป็นพื้นที่รับน้ำหลัก การที่ภาคบริการและอุตสาหกรรมเสียหายหนักกว่า 70% ของความเสียหายรวม สะท้อนให้เห็นว่า

    ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการน้ำของเมืองเศรษฐกิจหลัก ยังไม่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีการวางแผนระยะยาว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้อาจสั่นคลอน

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังน้ำลด” ประชาชนต้องเจอกับ Double Shock คือ “รายได้หาย” (จากการหยุดงาน/ปิดกิจการ) บวกกับ “รายจ่ายเพิ่ม” (ค่าซ่อมแซมบ้าน/รถยนต์) มาตรการเยียวยาแบบแจกเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

    รัฐบาลและสถาบันการเงินจำเป็นต้องมองถึงมาตรการ “พักหนี้” หรือ “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ” ที่เข้าถึงได้จริงและรวดเร็ว เพื่อประคอง SME และครัวเรือนไม่ให้ล้มละลายทางเครดิต

    การที่สงขลาจะเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปลายปีหน้า เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือน “Stress Test” ครั้งใหญ่ของจังหวัด การฟื้นฟูสภาพเมืองและระบบสาธารณูปโภคให้กลับมาสมบูรณ์โดยเร็ว ไม่ใช่แค่เพื่อคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการกู้ “ภาพลักษณ์” และความพร้อมในสายตานานาชาติ หากการจัดการล่าช้า อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการรองรับทัพนักกีฬาและนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาในปีหน้า

    ที่มา : K Research

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wx91yKPjgMPeqyvGO0oQm

  • น้ำท่วมภาคใต้ “ลากยาว” ฉุดเศรษฐกิจไทย เปิดลิสต์หุ้น “เสี่ยงลบ-ได้อานิสงส์บวก” ลุ้น ธปท. ลดดอกเบี้ย

    น้ำท่วมภาคใต้ “ลากยาว” ฉุดเศรษฐกิจไทย เปิดลิสต์หุ้น “เสี่ยงลบ-ได้อานิสงส์บวก” ลุ้น ธปท. ลดดอกเบี้ย

    ปีนี้ภาคใต้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ที่ลากยาวกว่าที่หลายคนคาดไว้ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ฝนตกหนักตามฤดูกาล แต่เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจในวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบผู้คนในพื้นที่ แต่ยังสะเทือนถึงสัญญาณด้านเศรษฐกิจระดับประเทศ จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    ในมุมของนักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุน เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็น “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในช่วงปลายปี

    โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยประคองส่งเสริมสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรงจากปัจจัยเฉียบพลันอย่างอุทกภัย และเพื่อให้มีทิศทางสอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจสั่นไหว ตลาดหุ้นย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงด้านลบอย่างเดียว เพราะในทุกวิกฤติ มักเกิดโอกาสของบางกลุ่มธุรกิจควบคู่กันไป

    Thairath Money ชวนเปิดมุมมองนักวิเคราะห์ในประเด็นที่ “นักลงทุนต้องรู้” ท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ สถานการณ์ต่างๆ ล้วนสำคัญต่อทิศทางหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    น้ำท่วมหนัก เปิดโอกาส ธปท. ลดดอกเบี้ยช่วย

    มุมมองจาก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)  ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าปีปกติอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าการประเมินเบื้องต้น โดยคาดว่าจะกินเวลานาน 2-3 สัปดาห์ และต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูต่อเนื่อง

    ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ เนื่องจากภาคใต้มีสัดส่วนประมาณ 5-8% ของ GDP รวม โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (สัดส่วน GDP ราว 1.5%) ที่ได้รับความเสียหายใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การค้าชายแดน, ภาคเกษตร (ยางพารา), และการท่องเที่ยว

    ด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้ จึงมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มสูงขึ้น

    ขณะที่บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มีมุมมองสอดคล้องกัน โดยมองปัจจัยภายนอกประกอบกับปัจจัยภายใน กล่าวคือ มีความคาดหวังสูงถึง 84% (อ้างอิง CME FED Watch) ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

    เมื่อรวมกับสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ที่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย และตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักและความน่าจะเป็นที่ ธปท. จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    เปิดผลกระทบด้านลบหุ้นไทย ไม่ลึกอย่างที่คิด

    แม้ภาพข่าวอุทกภัยในภาคใต้จะดูรุนแรงและอาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุน แต่จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างละเอียด พบว่า “บาดแผล” ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ได้ลึกอย่างที่หลายคนกังวล

    ซึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าผลกระทบเชิงลบจะถูกจำกัดวงอยู่ในเฉพาะกลุ่มและเฉพาะพื้นที่ ดังนี้

    • หุ้น STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร ผลกระทบน้ำท่วม จ.สงขลา มีผลราว 5% ของกำลังผลิต
    • หุ้นกลุ่มธนาคารและเช่าซื้อ หลักประกันโดยเฉพาะรถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม กระทบหุ้นที่มีสินเชื่อเชื่อมโยงเช้าซื้อหรือจำนำทะเบียนสูง อาทิ ธนาคาร (KKP, TISCO, TTB) เช่าซื้อ (MTC, SAWAD) ที่ระยะสั้นคาดต้องมีการออกมาตรการช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์พื้นฐานประเมินสัดส่วนสินเชื่อไม่มาก เพราะจำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบในภาคใต้
    • หุ้นกลุ่มประกัน ที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายจากการเคลมความเสียหายจากน้ำท่วม
    • หึ่นกลุ่มค้าปลีก ส่วนใหญ่มีสาขาราว 1-3 แห่ง และสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1% ของรายได้รวม
    • หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL มีโรงแรม 1 แห่ง (จาก 16 แห่งในไทยที่บริษัทเป็นเจ้าของ) ส่วน ERW โรงแรมแบรนด์ Hop Inn จำนวน 2 แห่ง (จาก 79 แห่งในไทย)
    • หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BDMS มีโรงพยาบาลในพื้นที่หาดใหญ่ 1 แห่ง สัดส่วนรายได้ต่ำกว่า 2%

    เปิดผลกระทบด้านบวกหุ้นไทย

    ในวิกฤติภัยธรรมชาติ มักเกิดอุปสงค์ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ซึ่งมุมมองจาก ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมและแบบจำลอง GISTDA แสดงให้เห็นพื้นที่ท่วมลึกระดับ 1.5-2.0 เมตร และมีความเสี่ยงท่วมสูงถึง 4-5 เมตร 

    ซึ่งความเสียหายระดับนี้หมายถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย จึงประเมินว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์ ได้แก่

    • กลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง STEC, CK, TASCO, SCC, SCGD, TOA
    • กลุ่มค้าปลีกวัสดุ HMPRO, DOHOME, BJC

    ขณะที่มุมมองจาก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุข้อมูลพื้นที่ประสบภัยกว่า 3.3 แสนไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชุมชนและเส้นทางคมนาคม ระดับน้ำท่วมลึก 1.0-2.5 เมตร ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยา ต่อความต้องการสินค้าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด โดยเลือกหุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ HMPRO และ GLOBAL เป็นต้น

    ด้าน บล.กรุงศรี มองว่า หุ้นกลุ่มจำหน่ายสินค้าซ่อมแซ่มและปรับปรุงบ้าน อาทิ HMPRO ที่แม้ยอดขายระยะสั้นอาจจะสะดุด แต่มีการสาขาในพื้นที่มากสุด (3 แห่ง) DOHOME (1 แห่ง) GLOBAL (ไม่มี) ช่วงฟื้นฟูมีโอกาสเห็นยอดขายเพิ่มกลับมาชดเชยได้ ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าอย่าง EGCO คาดเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าโรงไฟฟ้าขนอมช่วยชดเชยโรงอื่นในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2898081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3grDSVgPZ10hRiykZ4ASjm