Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน ‘กองทุนฟื้นฟูฯ’ อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ

    ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน ‘กองทุนฟื้นฟูฯ’ อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ บทบาทหลักของแบงก์ชาติ คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ผ่านการใช้นโยบายการเงินเพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำและควบคุมได้ ควบคู่การทำให้ระบบการเงิน และระบบชำระเงินมีเสถียรภาพแข็งแรง ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องอาศัยการขยายบทบาทแบงก์ชาติเข้าไปช่วยแก้ไข

    ดังนั้น ธปท.จะทำเฉพาะเรื่องที่ควรทำและอยู่ในบริบทธนาคารกลาง สอดคล้องค่านิยม “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” คือ เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเชิงสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้าง พร้อมเผยว่า เกือบ 2 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ได้ดำเนินงานตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกโครงการและมาตรการเฉพาะจุดหลายรายการ

    มาตรการแรก คือ แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว้ ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท รวม 1.6 ล้านบัญชี คาดทำให้ลูกหนี้ราว 5-8 แสนรายหลุดสถานะหนี้เสีย กลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการเดียว แต่ต้อง “ต่อจิ๊กซอว์” แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภาพรวมดีขึ้น

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย  

    มาตรการต่อมา คือ แก้ปัญหาหดตัวสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ล่าสุดเดือนที่ผ่านมา สินเชื่อติดลบอยู่ที่ 4% จากด้านอุปสงค์ที่เศรษฐกิจไม่ดี ด้านอุปทานธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูง ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย กำลังสร้าง “กลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี” รูปแบบใหม่ เพื่อลด Credit Cost และทำให้ธนาคารกลับมาปล่อยกู้มากขึ้น เตรียมใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนค้ำประกัน คาดช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้ราว 100,000 ล้านบาท

    กลุ่มเป้าหมาย คือ เอสเอ็มอีขนาดกลางถึงใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และกลุ่ม Wellness รวมถึงอาจขยายไปสู่ค้าส่งค้าปลีก โดยธนาคารที่เข้าร่วมจะได้รับการค้ำประกันความเสี่ยง 10-30% โดยเฉลี่ย 20% เช่น หากธนาคารปล่อยสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท จะมีโควตาค้ำประกันความเสี่ยงราว 2,000 ล้านบาท เพื่อลดกังวลเรื่องหนี้เสีย และทำให้สินเชื่อใหม่เกิดขึ้นได้จริง

    ขณะนี้ อยู่ระหว่างหารือขนาดสินเชื่อต่อราย และแหล่งเงิน FIDF ที่จะใช้ คาดได้ข้อสรุปสิ้นปี และเริ่มดำเนินการปี 2569 แม้การนำเงิน FIDF มาใช้จะทำให้การชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูช้าไปราว 6 เดือน แต่ผู้ว่าฯ ย้ำว่า หากไม่เริ่มทำอะไร ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาสจะยังอยู่เหมือนเดิม 

    ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน 'กองทุนฟื้นฟูฯ' อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ  

    ด้านนโยบายการเงินปัจจุบันยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% ตั้งแต่ปลายปีก่อนเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เติบโตช้า และย้ำว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องว่านโยบายดอกเบี้ยต้อง “สนับสนุน” ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ประชุมครั้งถัดไป จะประเมินข้อมูลล่าสุดอีกครั้งว่าจำเป็นต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือไม่

    ซึ่งหากดูปัญหาเศรษฐกิจที่โตช้าไม่ได้เกิดจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยโครงสร้าง นโยบายการเงินจึงเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่หากจำเป็น ประเทศไทยยังมี “Room” สำหรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ การลดดอกเบี้ยช่วยผ่อนคลายสภาพคล่อง และลดภาระหนี้เสียได้บางส่วน

    ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน 'กองทุนฟื้นฟูฯ' อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ

    สำหรับค่าเงินบาท การแข็งค่าที่ผ่านมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ดอลลาร์อ่อนลงราว 7% และไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง สิ่งที่ต้องการเห็น คือ เงินบาทที่สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจจริง ส่วนการแทรกแซงค่าเงินต้องระมัดระวัง เพราะไทยเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ของเงื่อนไขที่สหรัฐใช้ติดตามประเทศคู่ค้าแล้ว การซื้อเงินตราต่างประเทศเกิน 2% ของ GDP อาจถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงิน แม้ไทยมีเงินสำรองมากพอ ธปท.ทำได้เพียงลดความผันผวน ไม่สามารถกดหรือดันเงินบาทให้อยู่ระดับใดระดับหนึ่งได้ ยกเว้นเกิดความผิดปกติรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378969929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BPRKfstplr0-cFdZMUEXf

  • SET ปิดเช้าลบ 2 จุด หวั่นน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจช่วงท้ายปี

    SET ปิดเช้าลบ 2 จุด หวั่นน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจช่วงท้ายปี

    10 หุ้นกดดัชนีเช้านี้

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,266.82 จุด ลดลง 1.96 จุด (-0.15%) มูลค่าซื้อขายราว 18,460 ล้านบาท

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ซึมตัวเล็กน้อยสวนทางภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เด้งขึ้นต่อจากแรงหนุนโอกาสธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยเดือนธ.ค.หลังตัวเลขเศรษฐกิจชะลอลง

    โดยปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งแรงหนุนให้กับตลาดหุ้นบ้านเรามากนัก เนื่องจากถูกกดดันจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จากเดิมคาดในไตรมาส 4/68 ภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในช่วง High Season แต่ก็เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็น Sentiment ลบ แม้จะกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีกิจการหรือสาขาในพื้นที่ไม่มาก แต่เป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ อาจเป็นผลให้ต้องปรับประมาณการลง เพราะกระทบการท่องแที่ยวภาคใต้และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู

    ด้านแนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนีซึมตัวต่อด้วยปริมาณการซื้อขายยังเบาบาง ให้กรอบแนวรับ 1,258 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    TTB มูลค่าการซื้อขาย 1,586.68 ล้านบาท ปิดที่ 1.96 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,376.66 ล้านบาท ปิดที่ 27.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,134.18 ล้านบาท ปิดที่ 44.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย   919.14 ล้านบาท ปิดที่ 208.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    SCB มูลค่าการซื้อขาย 759.09 ล้านบาท ปิดที่ 131.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/798327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZSDkotfPqUi-Jz8cSVxIE

  • เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    ภูมิภาค

    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดชัยภูมิ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวรับลมหนาวที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งปี! ในเช้าวันนี้ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ได้รายงานอุณหภูมิสุดขั้วที่ลดต่ำลงถึง 12 องศาเซลเซียส ถือเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ

    บรรยากาศบริเวณ “ผาสุดแผ่นดิน” เต็มไปด้วยความสดชื่นจาก โอโซนบริสุทธิ์ ที่โอบล้อมระเบียงชมวิว ลานกางเต็นท์ และพื้นที่โดยรอบ ผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพยามเช้าอันน่าอัศจรรย์ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าเหนือ ทะเลหมอกจาง ๆ ที่ปกคลุมทิวเขา ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือการพิชิต “บันไดสวรรค์” เพื่อขึ้นไปชมวิวสุดแผ่นดิน เป็นจุดเช็กอินที่การันตีความประทับใจและความคุ้มค่าของการเดินทาง

    “การมาเยือนป่าหินงามในฤดูหนาวนี้ ไม่เพียงแต่จะได้รับชมความงามตามธรรมชาติอันน่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมพลังกายและใจด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุด” เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กล่าว “เราขอเชิญทุกท่านที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ที่ให้บรรยากาศหนาวจริง หนาวถึงใจ มาร่วมสัมผัสความฟินที่ชัยภูมิ”

    อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านให้มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และเก็บภาพความประทับใจในอ้อมกอดของลมหนาวตลอดช่วงฤดูกาลนี้ นายสมศักดิ์ กาญนคช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม กล้าวทิ้งท้าย


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bX4QMxmxOrtcpMt8vF92b

  • กูรูส่องสถานการณ์ ‘น้ำท่วมใหญ่สงขลา’ กระทบเศรษฐกิจ 1.5%

    กูรูส่องสถานการณ์ ‘น้ำท่วมใหญ่สงขลา’ กระทบเศรษฐกิจ 1.5%

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า จากเหตการณ์ภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในแถบพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยนั้น ทางฝ่ายว่า ผลกระทบในจังหวัดสงขลาเชิงเศรษฐกิจมหภาคยังจำกัด

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจราว 18 ล้านล้านบาท โดยแต่ละจังหวัดส่งผ่านขนาดเศรษฐกิจแตกต่างกันไป ในส่วนของภาคใต้มีการส่งผ่านมูลค่าของเศรษฐกิจเทียบกับเศรษฐกิจไทยราว 8.2%

    แต่หากพิจารณาในรายละเอียดลงไปจะพบว่าจังหวัดสงขลา (หนึ่งในจังหวัดของภาคใต้ จังหวัดของหาดใหญ่) จะส่งผ่านขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกของภาคใต้ด้วยสัดส่วน 1.5% โดยขนาดเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยจะอยู่ที่กรุงเทพและปริมณฑล ส่งผ่านขนาดเศรษฐกิจราว 48% ของสัดส่วนเศรษฐกิจไทย

    แต่สิ่งที่อาจกระทบ ได้แก่ การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ปัจจุบันนักท่องเที่ยวอันดับแรกที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งมักจะขับรถข้ามเขตแดนเข้ามาจากมาเลเซียสู่ภาคใต้ของไทย

    แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเสี่ยงจะถูกปรับลดประมาณการลง คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. ส่วนตลาดหุ้นไทยประเมินผลกระทบจำกัดเช่นกัน 

    ในแง่ผลกระทบต่อหุ้นโรงแรมอย่าง CENTEL ที่มีโรงแรมในพื้นที่เพียง 1 แห่ง และ ERW จำนวน 2 แห่ง ซึ่งสัดส่วนรายได้ก็ค่อนข้างน้อย แต่ก็จะมีผลกระทบกับหุ้นอื่นๆ เช่น AOT BJC CPALL CPN และ OR เป็นต้น โดยมองว่าสัดส่วนรายได้ก็เชื่อว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท

    อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ครั้งนี้ไปแล้ว และเข้าสู่ช่วงของการปรับปรุง ซ่อมแซม ทางฝ่ายมองว่าจะเป็นผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นอย่าง DOHOME และ HMPRO เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/645039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0je2O5ihGx_jVYE5ukjZt5

  • วิจัยกรุงศรี เปิด 3 ฉากทัศน์ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมใต้

    วิจัยกรุงศรี เปิด 3 ฉากทัศน์ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมใต้

    วิจัยกรุงศรี เปิด 3 ฉากทัศน์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยในภาคใต้ โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายต่อภาคธุรกิจและบริการที่ต้องหยุดชะงัก คิดเป็นราว 1.18 – 2.36 หมื่นล้านบาท

    วิจัยกรุงศรี ระบุว่า จากสถานการณ์อุทภัยในภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 17-25 พฤศจิกายน 2568 ได้สร้างความเสียหายครอบคลุมทั้งสิ้น 12 จังหวัด โดยปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งกำลังประสบวิกฤตหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี จากระดับน้ำที่ท่วมสูงและพื้นที่เสียหายเป็นบริเวณกว้าง รองลงมาเป็นจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สุราษฎร์ธานี

    โดยอุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายหลายรูปแบบ ทั้งต่อสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ และเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจเป็นหลัก หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการ ภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนโรงแรมและภัตตาคาร

    วิจัยกรุงศรีเปิดสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจจากอุทกภัยภาคใต้ปี 2568 ภายใต้การจำลองสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

    • กรณีดีที่สุด (Best case): หรือกรณีที่เกิดความเสียหายน้อยสุด โดยใช้สมมติฐานว่าภาคธุรกิจและบริการต้องหยุดชะงักและต้องดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมรวมเป็นระยะเวลา 15 วัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 11.8 พันล้านบาท
    • กรณีฐาน (Base case): ใช้สมมติฐานว่าจำนวนวันที่ภาคธุรกิจและบริการหยุดชะงักและต้องดำเนินการฟื้นฟู รวม 25 วันคาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 19.7 พันล้านบาท
    • กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst case):ใช้สมมติฐานว่าจำนวนวันที่ภาคธุรกิจและบริการหยุดชะงักและดำเนินการฟื้นฟูรวม 30 วัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 23.6 พันล้านบาท

    โดยวิจัยกรุงศรียังกล่าวต่อว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ

    • ความสูงของระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง: หากน้ำท่วมสูงและขังนาน ภาคธุรกิจต้องทำความสะอาดและตรวจสอบระบบไฟฟ้า/เครื่องจักร ซึ่งทำให้การกลับมาดำเนินธุรกิจต้องใช้เวลานานขึ้น
    • ประเภทของธุรกิจ: กลุ่มร้านค้าปลีก/บริการ อาจสามารถฟื้นฟูได้เร็ว แต่หากเกิดความเสียหายกับเครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ หรือสต็อกสินค้า หรือหากต้องซ่อมแซมผนัง พื้น และรอการเปลี่ยนอุปกรณ์/เครื่องมือ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นก่อนกลับมาดำเนินการใหม่ได้ โดยเฉพาะโรงงาน/โรงแรมที่มีเครื่องจักรและระบบที่ซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาตรวจซ่อมและติดตั้งใหม่ยาวนานกว่า
    • การเข้าถึงความช่วยเหลือ: ธุรกิจจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หากภาครัฐมีความพร้อมและเร่งตรวจสอบ ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและประปา และสนับสนุนการเร่งรัดการอนุมัติ/จ่ายเงินประกันภัยเพื่อเป็นทุนฟื้นฟูกิจการ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/krungsri-south-flood-damage/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vU3_V7adUikoXv9iSYclQ

  • อสังหาฯลุ้นเศรษฐกิจปี69ผงกหัวปรับสมดุล‘สต็อก-สภาพคล่อง’

    อสังหาฯลุ้นเศรษฐกิจปี69ผงกหัวปรับสมดุล‘สต็อก-สภาพคล่อง’

    อสังหาริมทรัพย์

    27 พ.ย. 2025 เวลา 6:04 น.

    อสังหาฯลุ้นเศรษฐกิจปี69ผงกหัวปรับสมดุล‘สต็อก-สภาพคล่อง’

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ลุ้นเศรษฐกิจปี69 ผงกหัว!หนุนตลาดปรับสมดุล‘สต็อก-สภาพคล่อง’สู่จุดทรงตัวใหม่ หลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะรายได้ครัวเรือนและภาระหนี้ที่พุ่งสูง

    • ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2568 ชะลอตัวลงอย่างมาก ผู้ประกอบการจึงเน้นบริหารจัดการสต็อกและสภาพคล่องโดยชะลอการเปิดโครงการใหม่
    • คาดการณ์ว่าตลาดอสังหาฯ ในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการปรับสมดุลและเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว
    • การฟื้นตัวของตลาดในปี 2569 ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ

    กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่สะท้อนการชะลอตัวอย่างเด่นชัด ทั้งจำนวนเปิดโครงการใหม่และยอดโอนกรรมสิทธิ์ แม้ไตรมาส 3 จะมีแรงดีดตัวขึ้น แต่ภาพรวมทั้งปียังไม่สามารถพลิกบวกได้

    คอนโด-บ้านจัดสรร เปิดใหม่ทรุดแรง 30-50%

    โดยตลาดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงหดตัวรุนแรง รวม 9 เดือนแรกปี 2568 เปิดใหม่เพียง 29,000 หน่วย ลดลงถึง 34% จากปีก่อน เป็นการหายไปของอาคารชุดเป็นหลัก ขณะที่บ้านจัดสรรเปิดใหม่หดตัวสูงสุด 50% เหลือเพียง 13,000 หน่วย สะท้อนผู้ประกอบการเริ่มชะลอเปิดตัวเพื่อบริหารสต็อกและสภาพคล่อง ตรงกันข้าม สต็อกเหลือขายในไตรมาส 3 กลับลดลงจากไตรมาสก่อน

    สะท้อนแรงดูดซับจากกำลังซื้อจริง ที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ ทั้งลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง เหลือ 0.01%, ผ่อนเกณฑ์ มาตรการควบคุมสินเชื่อ LTV (Loan to Value) และอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ
     

     โอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 3 ฟื้นทั้งแนวราบ-คอนโด

    จากข้อมูลในไตรมาส 3ปี 2568 ยอดโอนทั่วประเทศแตะ 84,397 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.1% มูลค่ากว่า 2.26 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% โดยคอนโดมิเนียมเติบโตโดดเด่นถึง 14.8% ขณะที่แนวราบเพิ่มขึ้น 6.7% บ้านราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทยังร้อนแรง โอนเพิ่มขึ้น 37% สะท้อนความต้องการจริงของผู้ซื้อกลุ่มรายได้น้อย-ปานกลาง

    ขณะที่ตลาดบ้านมือสองระดับราคา 5-7.5 ล้านบาท เร่งตัวขึ้น 14.1% แต่ภาพรวม 9 เดือนยัง “หดตัว”ต่อเนื่อง แม้ไตรมาสล่าสุดจะฟื้น แต่ยอดโอนสะสมยังคง “ติดลบ” ทั้งจำนวนและมูลค่า รวมเพียง 227,106 หน่วย ลดลง 9.3% จากปีก่อน มูลค่าหดตัวกว่า 12% แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อยังไม่กลับสู่ระดับก่อนหน้า ทั้งแนวราบ (-7.3%) และคอนโด (-13.3%) ล้วนถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนสูงและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังท้าทาย

    หวังแรงส่งจากมาตรการรัฐ

    กมลภพ ประเมินว่า มาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ  ตั้งแต่ คนละครึ่ง พลัส มาตรการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ จนถึงโครงการแก้หนี้ครัวเรือน จะช่วยให้ตลาดไตรมาส 4 ฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    คาดยอดโอนแตะ 95,484 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.1% (QoQ) และสินเชื่อใหม่ขยับขึ้นเป็น 160,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% แม้เช่นนั้น ทั้งปี 2568 ยังจบด้วยตัวเลขติดลบ 7.3% รวมโอนประมาณ 322,500 หน่วย มูลค่า 873,400 ล้านบาท

    อสังหาฯลุ้นเศรษฐกิจปี69ผงกหัวปรับสมดุล‘สต็อก-สภาพคล่อง’

     ปี 2569 ตั้งลำใหม่ ตลาด“ทรงตัว”

    เมื่อมองไปข้างหน้า REIC ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่ง “การเริ่มกลับเข้าสู่สมดุล” หากเศรษฐกิจขยายตัวตามปกติ (Base Case) ยอดโอน 320,200 หน่วย หดตัวเพียง 0.7% มูลค่า 866,200 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย หรือติดลบ 0.8% ถือเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่จุด “ตั้งลำ” หลังผ่านจุดต่ำสุดในรอบหลายปี 

    กรณีกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) หาก GDP โต 1.7% ท่องเที่ยว ส่งออกฟื้น! ยอดโอนอาจแตะ 344,478 หน่วย เติบโต 6.8% กรณีแย่ที่สุด (Worst Case) หากแรงกดดันเศรษฐกิจยืดเยื้อยอดโอนอาจหล่นสู่ 304,190 หน่วย หรือติดลบ 5.7% ขณะเดียวกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ปี 2568 อยู่ที่ 551,092 ล้านบาท ลดลง 5.8% และปี 2569 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงเดิมที่ 547,533 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.6%

    ภาพรวมตลาดปี 2569 ยังไม่ใช่ปีของการ “เร่งเครื่อง” แต่คือปีของการ “เลิกเหยียบเบรก” อสังหาฯ ไทยกำลังเดินสู่จุดทรงตัวใหม่ ขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อจริงและมาตรการรัฐหากเศรษฐกิจและท่องเที่ยวฟื้นตามคาด ผู้ประกอบการอาจได้เห็นปีที่ตลาดกลับมาเดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพอีกครั้งหลังจากระยะยาวของการชะลอตัว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/property/1209450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-snQYBawNqKtqcbfXYx1a

  • ม.อ. ระดมกำลังเต็มรูปแบบ ช่วยหาดใหญ่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ

    ม.อ. ระดมกำลังเต็มรูปแบบ ช่วยหาดใหญ่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ

    ม.อ. ระดมกำลังเต็มรูปแบบ ช่วยหาดใหญ่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ

    อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยอย่างหนักจากฝนตกต่อเนื่องหลายวันอันเป็นอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติส่งผลให้คลองอู่ตะเภาและลำน้ำสายสำคัญรับน้ำไม่ทัน น้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำไหลทะลักลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว หลายเขตมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตั้งแต่ย่านคลองแห บ้านพรุ คอหงส์ ไปจนถึงกลางเมืองหาดใหญ่ ทำให้ประชาชนต้องเร่งอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวภายในอาคารศูนย์กีฬาและสุขภาพ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมจัดตั้งระบบรองรับด้านอาหาร ที่พัก การแพทย์ และการประสานงานอย่างเป็นระบบ

    ศูนย์พักพิงสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้จำนวนมาก และมีประชาชนทยอยเข้าพักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ โดยภายในพื้นที่มีการจัดแบ่งโซนที่พัก การบริการอาหารปรุงสุก น้ำดื่ม และพื้นที่บริการขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ตามมาตรฐานศูนย์พักพิง ทั้งยังมีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และอาสาสมัครจากหลายหน่วยงานของมหาวิทยาลัยประจำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดูแลด้านสุขภาพและเหตุฉุกเฉินสามารถดำเนินการได้ทันที

    นอกจากนี้ หลายคณะภายในมหาวิทยาลัยร่วมสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เช่น คณะอุตสาหกรรมเกษตรจัดเตรียมอาหารกล่องและครัวกลาง คณะวิทยาศาสตร์ดูแลการผลิตและแจกจ่ายน้ำดื่ม และคณะต่าง ๆ จัดทีมอาสาสมัครประจำจุดบริการ ขณะเดียวกัน ม.อ. ยังเปิดช่องทางรับบริจาคทั้งสิ่งของจำเป็น วัตถุดิบทำอาหาร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อเสริมศักยภาพการดูแลผู้ประสบภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน มหาวิทยาลัยได้เปิดระบบออนไลน์สำหรับการแจ้งข้อมูลขอความช่วยเหลือ ติดตามรายชื่อผู้ประสบภัย และประสานการค้นหาญาติ ช่วยลดปัญหาการสื่อสารในภาวะวิกฤตและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลในพื้นที่จริง

    สำหรับสิ่งของที่ยังคงมีความต้องการเป็นพิเศษ ได้แก่ ที่นอน ผ้าห่ม หมอน ผ้าเช็ดตัว ภาชนะใส่อาหาร ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ และอุปกรณ์สุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น สบู่ แปรงสีฟัน กระดาษชำระ รวมถึงอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานในศูนย์พักพิง เช่น ถังขยะ โต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นฐาน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ย้ำว่าพร้อมปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างประชาชนในสถานการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง โดยจะประเมินสถานการณ์น้ำและความต้องการของผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างเป็นระบบและตอบสนองความจำเป็นเร่งด่วนของชุมชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

    • ช่องทางการรับเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย:

    ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Prince of Songkla University)

    เลขที่บัญชี 565 3000 221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    • รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบอุทกภัย สามารถกรอกรายละเอียดผ่านทาง: https://shorturl.at/Fmt87
    • ค้นหารายชื่อ ผู้ลงทะเบียนที่ศูนย์พักพิง ม.อ. ผ่านทาง: https://hakon.psu.ac.th/
    • บริจาคสิ่งของได้ที่: อาคารกีฬาและนันทนาการ ศูนย์กีฬาและสุขภาพ (ข้างโรงยิมเนเซียม ม.อ. หาดใหญ่)
    • ที่อยู่จัดส่ง: คุณเยาวลักษณ์ คุณาวรกุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 15 ถ.กาญจนวณิชย์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 โทร. 087-287-8713

    สอบถามข้อมูล โทร. 087-287-8713 (คุณเยาวลักษณ์) และ 098- 6835032 (น้องดะ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/975644&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JsLrBxDatPiT9jWYhh8LJ

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ททท.เปิด 2 ซีนาริโอ กระทบนักท่องเที่ยวปี 2568 หด

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ททท.เปิด 2 ซีนาริโอ กระทบนักท่องเที่ยวปี 2568 หด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบด้านท่องเที่ยวจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 21-24 พ.ย. 2568 ว่า พบว่ามี 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของสงขลา ส่งผลให้ถนนหลายเส้นทางถูกตัดขาด โรงแรมและสถานธุรกิจต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมขังและได้รับความเสียหาย

    ส่งผลให้โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ทั้งหมดได้ประกาศปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวประมาณ 8,000 คนติดค้างอยู่ในโรงแรมต่างๆในหาดใหญ่ ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ 7,300 คน โดย 90% เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

    น้ำท่วมหาดใหญ่

    ทั้งยังมีนักท่องเที่ยวประมาณ 600 คนติดค้างอยู่ในสนามบินหาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเพื่อท่องเที่ยว ประชุม หรือเยี่ยมญาติ เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

    ประกอบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยรวม โดยรัฐบาลมาเลเซีย และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ได้ประกาศเตือนพลเมืองให้ เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2568 และสื่อกระแสหลักของมาเลเซีย มีการรายงาน โดยเฉพาะกรณีที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียติดค้าง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเลเซียเกิดความวิตกกังวล และอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังภาคใต้โดยรวม ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซีย ให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นแทน หรือมีการยกเลิก/ชะลอการเดินทางออกไปก่อน

    อีกทั้งยังทำให้เกิดการเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล

    นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส Christmas Tree Light Up Celebration ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ และเลื่อนกิจกรรม THAI FIGHT พัทลุง 

    ททท.ยังคาดการณ์ผลกระทบการจากการชลอการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2568 โดยคาดว่าแนวโน้มในเดือนพ.ย. จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ไปเที่ยวสงขลา  243,150 คน-ครั้ง  ติดลบ 6.9 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 8.5 %

    ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,490,370 คน-ครั้ง เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.92 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 16,140 ล้านบาท ติดลบ 1.82 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 

    ขณะที่แนวโน้มในเดือนธ.ค.2568 คาดว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 306,400 คน-ครั้ง หดตัวประมาณ 2% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,410 ล้านบาท หดตัวประมาณ 4 % ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,792,200 คน-ครั้ง เติบโต 1.28 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,680 ล้านบาท หดตัว 1.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 14 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่กว่า 73% เดินทางเข้าไทยผ่านด่านชายแดนทางบกภาคใต้

    ททท. คาดการณ์ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของตลาดมาเลเซียในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนพ.ย.-ต้นเดือนธ.ค. โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

    • กรณีที่ 1 (กระทบระยะสั้น 1 สัปดาห์)

    คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.60 ล้านคน ลดลง 7 % จากปี 2567

    • กรณี 2 (กระทบมากกว่า 1 สัปดาห์) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.55 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567

    อย่างไรก็ตามทั้งนี้หากเป็นในกรณีที่ 2  จะทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปี 2568 คาดว่าจะต่ำกว่า 33 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567  

    ผลกระทบท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ททท.อยู่ระหว่างการเตรียมแผนในการเยียวผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงิน

    สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่     

    ด้านดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา กล่าวว่าปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่กว่า 300 แห่ง รวมจำนวนห้องพักกว่า 3 หมื่นห้อง ต้องปิดกิจการจากผลกระทบน้ำท่วม เหลือที่เปิดให้บริการได้ราว 10 แห่งเท่านั้นที่ไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้า

    ในระยะสั้นมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ประมาณ ร่วม 100 ล้านบาท ความเสียหายนี้เกิดจากการที่ทุกอย่างถูกยกเลิกหมด และโรงแรมไม่มีเหตุผลที่จะไม่คืนเงินให้ลูกค้าที่ยกเลิกการจอง ขณะที่ร้านนวดและร้านอาหารซึ่งเป็นห่วงโซ่ของระบบก็ต้องหยุดชะงักไปทั้งหมดด้วย

    โดยในช่วงแรกมีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวติดค้างที่ได้รับข้อมูลเข้ามาประมาณ 7,000-8,000 คน แต่เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่นอกบริเวณหรือยังไม่ได้แจ้งข้อมูลเข้ามา คาดการณ์ว่าอาจมีนักท่องเที่ยวรวมเป็นหมื่นคน เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (วันเสาร์-อาทิตย์) ซึ่งปกติจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก 

    สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการนำนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ให้ได้ก่อน เพราะหากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ การจะเรียกนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งหาดใหญ่พึ่งพาอย่างมาก ให้กลับมาเที่ยวอีกครั้งจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยได้ทยอยช่วยเหลือ ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าคน แต่ก็มีปัญหาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมาอีก

    โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการรับมือและดูแลนักท่องเที่ยวของภาครัฐในวิกฤตนี้ “ทำได้ล้มเหลว” มีความล่าช้า ไม่ทั่วถึง และขาดศูนย์กลางในการบัญชาการ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว 

    ทั้งคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะกว่าน้ำจะลด ก็ต้องมีการซ่อมแซมสถานประกอบการ และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว และในระยะยาว คาดการณ์ว่าการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติอาจใช้เวลาเป็นเดือน

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยถึงผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดภาคใต้ ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงสุดในรอบหลายปี และส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว–บริการ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 7,000 ล้านบาท และความเสียหายด้านทรัพย์สิน ทั้งบ้าน อาคาร รถยนต์ ฯลฯ อีกราว 3,000 ล้านบาท

    หากสถานการณ์ยังท่วมต่อเนื่องอีก 5–7 วัน ตัวเลขความเสียหายอาจพุ่งสูงขึ้นพร้อมชี้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สะเทือนต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างสงขลา–หาดใหญ่ ซึ่งเพิ่งเติบโตโดดเด่นในปี 2567 โดยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 6.6 ล้านคน และในช่วงครึ่งแรกปีนี้ทำได้แล้วกว่า 3 ล้านคน คาดว่าเดิมทั้งปี 2568 ตัวเลขอาจแตะ 7–8 ล้านคน หากไม่เกิดภัยพิบัติครั้งนี้

    เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหาการประสานงานของรัฐ เนื่องจาก ไม่มีศูนย์บัญชาการภัยพิบัติส่วนกลาง ทำให้การช่วยเหลือกระจัดกระจาย ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทันเวลา แม้เวลาผ่านไป 3–4 วัน ความช่วยเหลือจากรัฐยังเดินหน้าอย่างล่าช้า ส่งผลให้ชุมชน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหนัก

    ทั้งนี้ย้ำว่ารัฐควรมีแผน Crisis Management อย่างเป็นระบบ และควรจัดตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งเตรียมแนวทางรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นจากภาวะ Climate Change ซึ่งกระทบหลายจังหวัด เช่น สงขลา อยุธยา รวมถึงพื้นที่ต้นน้ำที่ยังมีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32qzGM-eL0tmknA_1fcz-A

  • เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    โรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา สร้างชื่อเสียงให้กับวงการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ “Thailand’s Leading Family Resort 2025” จากเวที World Travel Awards ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในฐานะ “รางวัลออสการ์แห่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้ จากการที่นักเดินทางจากทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวร่วมลงคะแนนเสียงมอบรางวัลให้กับรีสอร์ทที่มีความโดดเด่นด้านบริการและประสบการณ์การพักผ่อนสำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ถือเป็นรีสอร์ทริมชายหาดที่ครอบครัวทั่วประเทศและต่างประเทศไว้วางใจมายาวนาน ด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่ขนาดใหญ่เชื่อมโยงด้วยสระลากูนรอบรีสอร์ท ห้องพักกว้างขวางที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อนร่วมกัน และบริการที่อบอุ่นในแบบเชอราตัน

    รีสอร์ทยังมีกิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัย ทั้ง คิดส์คลับที่เต็มไปด้วยความสนุกและการเรียนรู้ และกิจกรรม Side by Side ที่เชื่อมโยงสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปศิลปะ การปลูกต้นไม้ หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น

    ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้เข้าพักยังสามารถเลือกอิ่มอร่อยกับห้องอาหารหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่รสชาติไทยต้นตำรับริมทะเล ไปจนถึงอาหารนานาชาติที่รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์มื้อพิเศษให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว

    นิโคไล มิทเชลล์ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมฯ กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นความภาคภูมิใจของทีมงานทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้เชอราตันหัวหินฯ เป็นสถานที่ที่ทุกครอบครัวได้มาพักผ่อน เล่นสนุก และสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำร่วมกัน เราขอขอบคุณแขกทุกท่านที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุนเรามาโดยตลอด”

    รางวัลนี้ยังสะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์เชอราตันในฐานะ “The World’s Gathering Place” จุดหมายปลายทางที่ผู้คนจากทั่วโลกสามารถมาพบปะ เชื่อมโยง และแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน ผ่านบริการที่อบอุ่นและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาวของครอบครัว เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา พร้อมต้อนรับทุกท่านให้มาสัมผัส “รีสอร์ทสำหรับครอบครัวที่ดีที่สุดในประเทศไทย” ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกแล้ววันนี้

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่: โทรศัพท์: 032 708 000 อีเมล: [email protected] เว็บไซต์: www.sheratonhuahin.com,


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12769231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HGJ5Mp9QJlKcL3IDJymDG

  • ผุดไอเดีย คนละครึ่งพลัส เฟสพิเศษ เจาะพื้นที่น้ำท่วม เร่งเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า

    ผุดไอเดีย คนละครึ่งพลัส เฟสพิเศษ เจาะพื้นที่น้ำท่วม เร่งเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า

              รัฐบาลผุดไอเดีย คนละครึ่งพลัส เฟสพิเศษ ช่วยน้ำท่วม เจาะเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรง คาดเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า ยังไม่สรุปวงเงิน

    คนละครึ่งพลัส เฟสพิเศษ เจาะพื้นที่น้ำท่วม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Weerapong Narongkul

              วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ฐานเศรษฐกิจ รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น 

              แต่สิ่งสำคัญคือ การทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้จัดทำแพ็กเกจฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด 

              โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น 

              – ให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกับ “คนละครึ่งพลัส” โดยเจาะเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม ซึ่งกำลังพิจารณาวงเงิน คาดว่าจะเสนอ ครม. ได้สัปดาห์หน้า 

    คนละครึ่งพลัส เฟสพิเศษ เจาะพื้นที่น้ำท่วม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Weerapong Narongkul

              – มาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้ ทั้งการลดดอกเบี้ย และจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ โดยเฉพาะประชาชน และ SME ที่ได้รับผลกระทบ 

              – การขยายเวลายื่นแบบภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย

              ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง และกระทรวงมหาดไทย เร่งสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจำกัดในบางพื้นที่ แต่ความเสียหายด้านชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296818.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y9r5m4gPPdOyQXk4YsC1t