Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้สิทธิซื้ออะไรกับร้านค้าคนละครึ่งพลัสได้บ้าง

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้สิทธิซื้ออะไรกับร้านค้าคนละครึ่งพลัสได้บ้าง

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 เตรียมเฮ! ซื้อสินค้า-บริการกับร้านค้า และผู้ประกอบการคนละครึ่งพลัสได้แล้ว เมื่อที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 68 ระบุว่ากระทรวงการคลังจะให้สิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 รูดซื้อสินค้ากับร้านค้าคนละครึ่งพลัสได้

    โดย ครม.เศรษฐกิจ ได้มีมติให้ ร้านค้าร่วมคนละครึ่งพลัส จำหน่ายสินค้าให้กับ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 ได้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ นายเอกนิติ บอกอว่าจะต้องเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินการ เชื่อมโยงระบบการชำระเงิน ระหว่างโครงการคนละครึ่งพลัส และระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยเร็วที่สุด

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้วงเงินไหนซื้อสินค้า-บริการ ร้านค้าคนละครึ่งพลัส

    วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะโอนเข้าทุกๆ วันที่ 1 ของเดือนนั้นๆ จากเดิมจะได้รับวงเงินเดือนละ 300 บาทต่อเดือน สำหรับใช้ซื้อสินค้ากับร้านธงฟ้า แต่วันที่ 1 ธ.ค. 68 จะได้รับเงินเพิ่ม 850 บาท บวกของเดิม 300 บาท รวมเป็นเงิน 1,150 บาท

    สินค้าที่ซื้อได้

    • อาหาร
    • เครื่องดื่ม
    • สินค้าทั่วไป
    • บริการนวด
    • สปา
    • ทำเล็บ
    • ทำผม
    • บริการขนส่งสาธารณะ

    สินค้าที่ซื้อไม่ได้

    • สลากกินแบ่งรัฐบาล
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    • บัตรกำนัล
    • บัตรเงินสด
    • บริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า
    • ใช้จ่ายกับร้านค้าฟู้ดเดลิเวอรี ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 21:00 น.
    • เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น (ไม่รวมค่าจัดส่ง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945427/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GwlokXjR6dgOC-_b113RG

  • น้ำท่วมใต้ทุบท่องเที่ยวเสียหายหนัก เอสเอ็มอีหาดใหญ่หวั่นหากยืดเยื้อ 1 เดือนพังยับ 1.5 หมื่นล้าน

    น้ำท่วมใต้ทุบท่องเที่ยวเสียหายหนัก เอสเอ็มอีหาดใหญ่หวั่นหากยืดเยื้อ 1 เดือนพังยับ 1.5 หมื่นล้าน

    นายรัชชพร พูนสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกระทบทั้งตลาดระยะใกล้และภาพลักษณ์ประเทศไทยในภาพรวม แม้ในพื้นที่อื่นที่ไม่ได้ประสบภัยโดยตรงก็ตาม เพราะผลกระทบลุกลามตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ไปจนถึงแรงงาน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ชุมชนลดลง และผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปีหน้า โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นฤดูกาลหลักของนักท่องเที่ยวจากตลาดเชื้อสายจีน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน

    ดังนั้น เพื่อรับมืออย่างเป็นระบบ สทท.ได้จัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วน” เพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้วางเป้าหมายให้พื้นที่ท่องเที่ยวกลับมาเปิดบริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน โดยกำหนดเทศกาลตรุษจีนเป็นกรอบเวลาการทำงาน เพื่อรักษาภาพลักษณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้ และพยุงเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.) เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งท่องเที่ยว ภายใน 45 วัน เร่งซ่อมถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวภาคสนาม,

    2.) เสนอพักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน ครอบคลุมเงินต้นและดอกเบี้ย ทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด ไม่เป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และให้นับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL ควบคู่โครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี ปลอดเงินต้นปีแรก กำหนดวงเงินสูงสุดตามประเภทธุรกิจ โรงแรม 20–50 ล้านบาท, บริษัททัวร์–ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท, SMEs–ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท และให้ภาครัฐหรือ บสย. ค้ำประกัน 100% เพื่อซ่อมแซมอาคาร ลงทุนอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่อง

    3.) การฟื้นตลาดและสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น ฝั่งในประเทศเดินหน้าแคมเปญ “เที่ยวใต้ช่วยไทย” สนับสนุนค่าโรงแรมและค่าเดินทางตามหลักการเที่ยวไทยคนละครึ่ง 6 เดือน มาตรการภาษีให้บริษัทที่จัดประชุมและสัมมนาในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน ส่วนตลาดต่างประเทศใช้แคมเปญ “THAILAND is Ready”, 4.) พัฒนาศักยภาพแรงงาน เร่งอบรมทักษะบริการ ภาษาจีน อังกฤษ และความปลอดภัยควบคู่การเยียวยารายได้ และ 5.) จัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามตัวชี้วัดรายสัปดาห์

    ด้านนายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า อุทกภัยใน 7 จังหวัดภาคใต้กำลังก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับสูงมาก โดยเฉพาะ จ.สงขลาที่เป็นจังหวัดที่มีจำนวนเอสเอ็มอีหลายหมื่นกิจการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเสียหายรวมกัน 1,500 ล้านบาท และหากสถานการณ์น้ำท่วมยังยืดเยื้อต่อเนื่องอีก 1 เดือนความเสียหายอาจมีมูลค่าเกินกว่า 10,000-15,000 ล้านบาท              

    ขณะเดียวกัน จากการสำรวจของ สสว. พบว่า เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม อาจมีจำนวนรวมกัน 200,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทตึกแถว ร้านค้า เทรดเดอร์ รวมถึงกิจการที่มีสต๊อกจำนวนมาก ทำให้ได้รับผลกระทบทั้งต่อสถานประกอบการ อุปกรณ์ และสินค้าคงคลัง ดังนั้น สสว. จึงได้กำหนดมาตรการฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีเป็นการเร่งด่วน เพื่อสกัดความเสียหายไม่ให้ขยายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ บีโอไอมีมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูธุรกิจในส่วนที่บีโอไอสามารถดำเนินการได้ ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ที่ บีโอไอได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 โดยให้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี รวมถึงการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2898439&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uG3nRLkcTMIvaR1_1_bGa

  • ‘ต่างชาติ’ ทิ้งหุ้นไทยเดือนพ.ย. ‘หมื่นล้าน’ เศรษฐกิจถ่วงการฟื้นตัว 

    ‘ต่างชาติ’ ทิ้งหุ้นไทยเดือนพ.ย. ‘หมื่นล้าน’ เศรษฐกิจถ่วงการฟื้นตัว 

    Stock

    ‘ต่างชาติ’ ทิ้งหุ้นไทยเดือนพ.ย. ‘หมื่นล้าน’ เศรษฐกิจถ่วงการฟื้นตัว 

    นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิในเดือนพฤศจิกายน 2568 (1-26 พ.ย.) เป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท โบรกเผย สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเฉพาะตัวของไทยที่สร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพในประเทศ ซึ่งสวนทางกับกระแสเงินทุนโลกที่ไหลเข้าหุ้นคุณค่า ปัจจัยลบที่กดดันการลงทุน ได้แก่ ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่กลับมารุนแรง และสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 อาจชะลอตัว

    • นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิในเดือนพฤศจิกายน 2568 (1-26 พ.ย.) เป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท หรือ 337 ล้านดอลลาร์
    • สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเฉพาะตัวของไทยที่สร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพในประเทศ ซึ่งสวนทางกับกระแสเงินทุนโลกที่ไหลเข้าหุ้นคุณค่า
    • ปัจจัยลบที่กดดันการลงทุน ได้แก่ ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่กลับมารุนแรง และสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 อาจชะลอตัว
    • การขายสุทธิในเดือนพ.ย. เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง โดยในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยสะสมไปแล้วกว่า 6-7 แสนล้านบาท
    • เศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำเป็นอีกหนึ่งปัจจัยถ่วง โดยไตรมาส 3 ปี 2568 เติบโตเพียง 1% กว่า และการฟื้นตัวในไตรมาส 4 อาจสะดุดจากปัญหาน้ำท่วม

    แม้ “ตลาดหุ้นโลก” จะกลับมาฟื้นตัว แต่หันมอง “ตลาดหุ้นไทย” ยังถูก “นักลงทุนต่างชาติ” ขนหุ้นไทยออกมาขายต่อเนื่อง สอดรับเดือนพ.ย. 2568 (1-26 พ.ย.) ต่างชาติขายหุ้นไทยกว่า “หมื่นล้านบาท” ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศลงทุนผันผวนและปัจจัยเฉพาะตัว “เศรษฐกิจไทย” ที่ยังถ่วงการฟื้นตัว

    ‘ต่างชาติ’ ทิ้งหุ้นไทยเดือนพ.ย. ‘หมื่นล้าน’ เศรษฐกิจถ่วงการฟื้นตัว 

    “ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นไทยเดือนพ.ย.2568 เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยมียอดขายสุทธิรวม 337 ล้านดอลลาร์ หรือราว 10,000 ล้านบาท แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะเห็นการหมุนกระแสเงินทั่วโลกเข้าสู่หุ้นคุณค่าเด่นชัดก็ตาม

    โดยเดือนพ.ย.2568 ถือเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นโลกแกว่งตัวแรง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งพลิกกลับมาปรับตัวลงเป็นครั้งแรกและถือเป็น “จุดต่ำสุด” จากสถิติในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพราะปกติเดือนพ.ย. จะเป็นช่วงที่หุ้นโลกและหุ้นเทคฯ ทำผลงานได้ดี ดังนั้น แรงกดดันหลักเกิดจากความกังวลเรื่อง Valuation ที่เริ่มตึงตัว ทำให้นักลงทุนทยอยย้ายเงินจากหุ้นเติบโตเข้าหาหุ้น Value มากขึ้น ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนสะท้อนทิศทางเข้าซื้อหุ้นคุณค่าชัดเจนในภูมิภาคเอเชียใต้

    “หุ้นไทยแม้จะเข้าข่ายกลุ่ม Value ที่ควรได้ประโยชน์จาก Rotation ทั่วโลก แต่กลับถูกขายสุทธิจำนวนมาก สาเหตุสำคัญจากปัจจัยเฉพาะตัวที่สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพในประเทศ ได้แก่ ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ที่กลับมาร้อนแรง รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 อาจเสี่ยงชะลอตัว จึงทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง”

    นอกจากนี้เดือนธ.ค.มักมีปริมาณการซื้อขายบางลง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส ส่งผลให้ตลาดไม่น่าจะเคลื่อนไหวรุนแรงทั้งบวกและลบ แต่ปัจจัยภายในหากมีความชัดเจนเลือกตั้งและนโยบายแต่ละพรรค ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจดึงกระแสเงินต่างชาติกลับเข้ามา

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า หากมองในภาพระยะยาว นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสะสมมากว่า 600,000-700,000 ล้านบาทในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากระแสเงินต่างชาติออกจากหุ้นไทยต่อเนื่อง จึงไม่คาดหวังว่าต่างชาติจะหวนกลับมาอย่างมีน้ำหนักในเร็ว ๆ นี้

    หากมองต่างชาติจะกลับมาอย่างจริงจังได้ก็ต่อเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในเศรษฐกิจไทย ได้แก่ เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น หรือบริษัทจดทะเบียนมีความแข็งแกร่งมากขึ้น กำไรภาคธุรกิจฟื้นตัวเติบโตเด่นขึ้น แต่ ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง

    โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 ไทยเติบโตเพียง 1% กว่า ๆ เท่านั้น เดิมคาดว่าไตรมาส 4 ปี 2568 จะฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวตามฤดูกาล แต่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ และเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้อาจทำให้การฟื้นตัวสะดุด

    “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ย.2568 นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องจากความกังวลความเสี่ยง US Government Shutdown ส่งผลให้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงความกังวลต่อ หุ้นเทคเริ่มตึงตัวใกล้เคียงยุคปี 2000 เพิ่มแรงกดดันตลาดเทขายทำกำไร โดยเฉพาะสหรัฐ และเอเชียเหนือที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง โดยหุ้นโลกปรับลงราว 4% ส่วนหุ้นไทยร่วงราว 3-4% ในช่วงครึ่งเดือนแรก

    จากความหวังลดดอกเบี้ย ธ.ค.2568 และฟันด์โฟลว์กลับเข้ามาหลังจากกลางเดือนเป็นต้นไป บรรยากาศการลงทุนเริ่มเปลี่ยนเป็นบวกอย่างชัดเจน นักลงทุนหันกลับมาให้น้ำหนักกับโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.อีกครั้ง

    “ตลาดประเมินว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1-2 ครั้งในปีหน้า แต่ทว่าในมุมมองของเราคาดว่ามีโอกาสมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป และเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้ประเมินที่ประมาณ 1,275 จุด ส่วนปีหน้าตั้งเป้าการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นอีก 100 จุด สู่ระดับประมาณ 1,375 จุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1209611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DjD1WyH8tc3UooDxkEKNA

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเต็มกำลัง

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเต็มกำลัง

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเต็มกำลัง

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังจากฝนหยุดตกตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในหลายจุดเริ่มลดลง แม้บางพื้นที่ยังคงมีปริมาณน้ำจำนวนมาก แต่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสามารถดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น มีการเร่งกระจายข้าว อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของยังชีพแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนกำลังจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนการนำโดรนเข้าไปช่วยลำเลียงอาหารและน้ำให้แก่นักท่องเที่ยวในโซนเขต 8 หาดใหญ่ใน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนอย่างบริษัท CP และ CP ALL ก็ร่วมสนับสนุนขนมปัง เบเกอรี่ และกล้วย เพื่อส่งมอบให้แก่ศูนย์พักพิงต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์พักพิงโรงเรียนหาดใหญ่รัชประชาสรรค์ ศูนย์พักพิงเทศบาลนครหาดใหญ่ และศูนย์พักพิง Signature Airport Hotel

    ตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในสนามบิน โดยให้ข้อมูลด้านสภาพเส้นทาง การเดินทางปลอดภัย รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเดินทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งกรมทางหลวงและมณฑลทหารบกที่ 42 ได้สนับสนุนรถรับ–ส่งนำผู้โดยสารเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ เมืองสงขลา ปาดังเบซาร์ และจังหวัดสตูล พร้อมเปิดให้ผู้โดยสารแจ้งความประสงค์ใช้บริการได้ที่จุดบริการประชาสัมพันธ์ของสนามบิน สำหรับผู้ที่ต้องพักค้างคืน เจ้าหน้าที่ได้จัดระบบลงทะเบียนข้อมูลการเดินทาง ให้คำแนะนำเส้นทางปลอดภัย รวมถึงหมายเลขติดต่อประสานงานฉุกเฉิน โดยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ารับบริการที่ศูนย์ TAC รวมทั้งสิ้น 121 คน ประกอบด้วย ชาวไทย 47 คน มาเลเซีย 33 คน อินโดนีเซีย 9 คน สิงคโปร์ 11 คน อเมริกัน 3 คน ออสเตรเลีย 6 คน และอินเดีย 12 คน

    ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่ด่านพรมแดนสะเดา แม้ฝั่งขาเข้าประเทศจะค่อนข้างเงียบลงจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ชายแดนมาเลเซีย แต่กลับพบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 1,700 คนเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อกลับสู่ภูมิลำเนา โดยบางรายจำเป็นต้องใช้รถบรรทุก รถกระบะยกสูง หรือว่าจ้างรถหกล้อเพื่อเดินทางเข้าถึงด่านพรมแดน นอกจากนี้ ยังมีทีมกู้ภัยจากประเทศมาเลเซียนำเรือท้องแบนและถุงยังชีพเข้ามาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมพื้นที่หาดใหญ่ สะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในยามเกิดวิกฤติ

    เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอประชาสัมพันธ์ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน ได้แก่ สายด่วนการท่องเที่ยว 1672 ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับสอบถามข้อมูลสภาพเส้นทางและการเดินทาง ตำรวจท่องเที่ยว 1155 สำหรับเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัย รวมถึงจุดบริการประชาสัมพันธ์ภายในสนามบินหาดใหญ่และด่านพรมแดนสะเดา ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านคมนาคมและข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมตลอดเวลา

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมประสานทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายด้านความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวรับทราบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976009&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_itvY-S5ZB5GOM1oceT-C

  • ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    ภูมิภาค

    ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผศ.อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และพลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์ รองเจ้ากรมการทหารช่างร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน  จอมบึง  ณ ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง                          โดยพันเอกดร.รณพงษ์ เรืองจุ้ย ผู้อำนวยการกองกำลังพล กรมการทหารช่าง พร้อมคณะ และผศ.ดร.ดาราวรรณ ญาณะนันท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน และอาจารย์ดร.บารมี ชูชัย คณบดีวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย คณะผู้บริหารของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้

    ด้วยความร่วมมือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งสองในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การวิจัย การเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการ วิชาการ ให้มีศักยภาพ และคุณภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคประเทศชาติ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเขียน ตามขอบเขตความร่วมมือ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงจะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรของกรมการทหารช่าง โดยให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การฝึกอบรม การประชุมสัมมนาให้แก่บุคลากรตามวัตถุประสงค์ เงื่อนไขข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ได้แก่ การลดค่าลงทะเบียนเรียนแบบเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 20 ต่อภาคการศึกษา ให้แก่บุคลากรของกรมการทหารช่างในทุกหลักสูตร ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดทำการเรียน การสอนในโครงการจัดการศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงและกรมการทหารช่าง โดยกรมการทหารช่างมีสถานศึกษาอันประกอบด้วย โรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่าง โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา จะร่วมกันเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านวิชาการและด้านคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการร่วมกันอย่างมั่นคง จะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างกัน กรมการทหารช่างจะสนับสนุนให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาภูมิทัศน์อาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย ตามวัตถุประสงค์เงื่อนไข ตามข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับหน่วยงาน ท้องถิ่นประเทศชาติและประชาคมอาเชียน การสนับสนุนกิจกรรมร่วมกัน เพื่อการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ ฯลฯ การสนับสนุนและร่วมมือกันพัฒนาหน่วยงาน สู่สถาบันการเรียนรู้ และอื่น ๆ ที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และมีระยะเวลาดำเนินการการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2572

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456214&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KCGRUtidgwQbS2PsXNzUo

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้คาด “เซมิคอนดักเตอร์” บูมยาวถึงปลายปี 69 : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้คาด “เซมิคอนดักเตอร์” บูมยาวถึงปลายปี 69 : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) คาดการณ์ว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปีหน้า

    อี จี-โฮ เจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางเกาหลีใต้ แถลงข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในวันนี้ (27 พ.ย.) โดยระบุว่า ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าวัฏจักรของเซมิคอนดักเตอร์จะขยายออกไปจนถึงปีหน้า แต่ยังคาดเดาได้ยากว่าจะคงอยู่ไปจนถึงปี 2570 หรือไม่

    เขาเสริมว่า “โดยทั่วไปแล้ว วัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์มักต่อเนื่องราว 2 ปี แต่วัฏจักรปัจจุบันอาจยืดออกไปอีกเนื่องจากกระแส AI บูมทั่วโลก ซึ่งหากยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปลายปี 2569 วัฏจักรนี้จะยาวเทียบเท่ากับยุคฟองสบู่ไอทีช่วงปี 2543”

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งทั่วโลก และการส่งออกที่แข็งแกร่งตามมา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น

    แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 สู่ระดับ 1% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 0.9% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิมที่ 1.6%

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะมองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่รวมภาคการผลิตสินค้าไอที คาดว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีหน้าจะเติบโตราว 1.4% ซึ่งไม่อาจถือว่า “แข็งแกร่งหรือเพียงพอ”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549573&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rtZCJ0awCd4KUpL9VDbhS

  • ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้แก่ นายจันทะเนด บัวละพา รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้แทนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้แทนกลุ่มหุ้นส่วนการพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

    โดยในช่วงเช้า คณะได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงาน จุดที่ 1 ณ สกายวอร์ค วัดพระธาตุดอยเวา จังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังบรรยายการดำเนินการโครงการขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ทอดแนวยาวกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ความยาว 44.8 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ในการป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน มีเป้าหมายหลักเพื่อปรับปรุงสภาพการไหลของน้ำและป้องกันการสะสมของตะกอน การบริหารความเสี่ยงและการบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนชายแดน  โดยเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมไทย – เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก (JCR) และ MRC การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศทั้งในมิติด้านวิศวกรรม และด้านสังคม ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระดับลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

    จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงานจุดที่ 2 ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ภายใต้พระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมซึ่งเคยใช้ปลูกฝิ่น และเพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง การศึกษาดูงานในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้รูปแบบการพัฒนาพื้นที่บนภูเขาสูงอย่างยั่งยืนทั้งด้านการฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบของการพัฒนาในพื้นที่สูงของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11i6P50_NqAA1DVERZik_q

  • ประกาศ “มิชลินไกด์ประเทศไทย 2569” ร้านอาหารไทยแห่งที่สองคว้า “3 ดาวมิชลิน”

    ประกาศ “มิชลินไกด์ประเทศไทย 2569” ร้านอาหารไทยแห่งที่สองคว้า “3 ดาวมิชลิน”

    สำหรับนักกินและนักท่องเที่ยวสายกิน ไม่มีอะไรจะฟินไปกว่าการเดินทางตามรอย “คู่มือมิชลินไกด์” (Michelin Guide) โดยแบรนด์ล้อรถยนต์ชื่อดังที่ต้องการชวนทุกคนออกเดินทางที่แนะนำร้านอาหารคุณภาพในแบบที่คุณจะไม่ผิดหวัง

    ปีนี้ “มิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569” ซึ่งเป็นฉบับที่ 9 แล้ว ได้แนะนำร้านอาหารระดับท็อปจำนวนมาก ที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับผู้มองหาประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    MICHELIN
    การประกาศมิชลินไกด์ประเทศไทย 2569

    โดยวันที่ 27 พ.ย. 68 ได้มีการเปิดตัว มิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ พร้อมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อมีร้านอาหารเพิ่มอีก 1 แห่งที่ได้รับ “3 ดาวมิชลิน“ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ซึ่งเป็นระดับสูงสุด รวมทั้งสิ้น 2 แห่ง

    สำหรับร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรร แบ่งออกเป็น

    รางวัล “3 ดาวมิชลิน” มี 2 ร้าน (เลื่อนระดับจาก 2 ดาวมิชลิน 1 ร้าน) ดังนี้

    • ศรณ์
    • ซูห์ริง (NEW)

    นอกจาก “ศรณ์” ซึ่งครองตำแหน่งร้านระดับ 3 ดาวมิชลินร้านแรกในไทย ในปีนี้ยังมีร้านอาหารร่วมครองรางวัลนี้อีก 1 ร้าน คือ “ซูห์ริง” ร้านอาหารที่ก่อตั้งโดยเชฟฝาแฝด โธมัสและแมทธิอัส ซูห์ริง (Thomas & Mathias Sühring)

    โดยถ่ายทอดเสน่ห์อาหารเยอรมันร่วมสมัยผ่านเทสติงเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากสูตรอาหารในครอบครัว ความทรงจำวัยเด็ก และการเดินทาง วัตถุดิบตามฤดูกาลถูกนำมาปรุงอย่างเชี่ยวชาญด้วยเทคนิคดั้งเดิมแบบเยอรมัน ทั้งการหมัก การดอง และการรมควัน ทุกจานรังสรรค์อย่างประณีตและจัดวางอย่างงดงาม ทำให้ได้รับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทั้งอร่อยและน่าประทับใจ

    ซูห์ริง ปรากฏชื่อในคู่มือมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย มาตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์ปี 2561 ในฐานะร้าน 1 ดาวมิชลิน แต่เพียง 1 ปีต่อมาก็ได้รับการเลื่อนระดับเป็นร้าน 2 ดาวมิชลิน และสามารถครองสถานะ 2 ดาวมิชลินเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 7 ปี

    การเลื่อนระดับสู่รางวัล 3 ดาวมิชลินได้ในคู่มือฯ ฉบับปี 2569 นับเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศ ความสม่ำเสมอ และความมุ่งมั่นรักษามาตรฐานสูงสุดด้านอาหารได้เป็นอย่างดี

    รางวัล “2 ดาวมิชลิน” มี 8 ร้าน (เลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน 2 ร้าน) ดังนี้

    • บ้านเทพา
    • เชฟส์เทเบิล
    • โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค
    • กา
    • เมซซาลูน่า
    • อาหาร
    • แอน-โซฟี พิค แอท เลอ นอร์มังดี (NEW)
    • อินดี (NEW)

    “แอน-โซฟี พิค แอท เลอ นอร์มังดี” เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่เชฟแอน-โซฟี พิค และเชฟชาวญี่ปุ่น ทามากิ โคบายาชิ ร่วมกันนำเสนออาหารจานเด่นที่โด่งดังของเชฟพิค ซึ่งรวมถึงล็อบสเตอร์อันเลื่องชื่อ และเซ็ตเมนู Voyage ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน

    ส่วน “อินดี” เป็นร้านอาหารอินเดียสมัยใหม่ที่เปิดประสบการณ์ให้นักชิมได้สัมผัสเสน่ห์รสชาติจากทุกภูมิภาคของอินเดีย ผ่านเซ็ตเมนูราว 10 คอร์ส ที่แต่ละจานโดดเด่นด้วยการนำเสนอและรสชาติ ทั้งยังมีเรื่องราวเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น กุ้งคาราบิเนโร ที่ปรุงสด ๆ ตรงหน้าเพื่อแทนภาพรัฐกัว, ผักดอง ที่สื่อถึงบรรยากาศฤดูหนาวอันทรหดแห่งเทือกเขาหิมาลัย และ ปราตา ที่ทำจากหอยเชลล์ฮอกไกโด ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นของเชฟ

    รางวัล “1 ดาวมิชลิน” มี 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 4 ร้าน)

    • เอ็ทตี้ ทเวนตี้        
    • อัคคี  
    • อักษร
    • เอวองท์      
    • บลู บาย อลัง ดูคาส         
    • ชิม บาย สยามวิสดอม     
    • โคด้า 
    • เอเลเมนท์ อินสไปร์ บาย เซล เบลอ     
    • โกท  
    • ฮาโอมา      
    • อิกนีฟ         
    • เจ๊ไฝ 
    • ฤดู    
    • เมซง ดูนานท์        
    • มีอา  
    • น้ำ     
    • นว
    • โพทง
    • เรโซแนนซ์  
    • สำรับสำหรับไทย   
    • เสน่ห์จันทน์ 
    • ซิกเนเจอร์  
    • สวนทิพย์    
    • วรรณยุค    
    • อาวลิส        
    • พรุ
    • โบ.ลาน (NEW)
    • คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา (NEW)
    • เอทช่า (NEW)
    • กากัน (NEW)
    • จุกซุนแช (NEW)
    • นุสรา (NEW)
    • ซูชิ ไซโตะ (NEW)

    “โบ.ลาน” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารไทยที่นำเสนอเมนูซึ่งผสมผสานตำรับไทยดั้งเดิมควบคู่กับแนวคิดเรื่องการทำอาหารอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยคัดสรรวัตถุดิบหายากจากเกษตรกรรายย่อยมารังสรรค์เป็นอาหารที่ถ่ายทอดมรดกไทยอย่างลึกซึ้งผ่านเทคนิคการปรุงที่แม่นยำและการนำเสนอที่เรียบง่าย เพื่อขับเน้นให้รสชาติที่กลมกล่อมและซับซ้อนโดดเด่นเต็มที่

    “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารอิตาเลียนที่นำเสนอ เซ็ตเมนูมื้อกลางวันหรือดินเนอร์แบบเทสติงเมนู ที่จัดเต็มทุกมิติของรสชาติ อาหารทุกจานผสานความคลาสสิกเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างละเมียดละไมและลงตัว

    “เอทช่า” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารที่เชฟถ่ายทอดแนวคิด “ไร้พรมแดน” ผ่านเทสติงเมนู 11 คอร์ส “360°” และ 8 คอร์ส “180°” ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานเทคนิคการปรุงแบบยุโรปเข้ากับวัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยได้อย่างประณีต ทุกจานล้วนปรุงอย่างพิถีพิถันและเคารพในรสชาติพื้นถิ่นอย่างลึกซึ้ง โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล

    “กากัน” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารที่นำเสนออาหารสุดสร้างสรรค์กว่า 20 คอร์ส โดยอาหารแต่ละจานเสิร์ฟมาพร้อมการแสดงแสงสีและจังหวะดนตรีเร้าใจ 5 องก์ ผสานรสชาติที่จัดจ้าน การเล่าเรื่องอันชวนดื่มด่ำ และพลังงานอันเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเชฟชื่อดังได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    “จุกซุนแช” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารเกาหลีร่วมสมัยที่นำเสนอเมนูโอมากาเสะซึ่งถ่ายทอดการตีความรสชาติอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมในมิติใหม่ อาหารแต่ละจานเปี่ยมความประณีต สมดุล และงดงามสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็น ซุปหนวดปลาหมึก, เกี๊ยวไส้ทรัฟเฟิล หรือ บิบิมบับปู

    “นุสรา” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารไทยภายใต้การนำของเชฟ “ต้น” ฐิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านฤดู (Le Du) ที่ครองรางวัลหนึ่งดาวมิชลินมาตั้งแต่ปี 2562 ร้านนุสรานำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษ โดยผสานอาหารไทยชั้นเลิศเข้ากับทิวทัศน์อันงดงามของวัดโพธิ์จากชั้นดาดฟ้า ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีเขียวมะกอกแต่งแต้มด้วยสีทอง สร้างบรรยากาศหรูหราอย่างมีระดับ เมนูแนะนำ ได้แก่ เนื้อวากิวผัดซอสกะเพราแดง รสเข้มข้นกลมกล่อม และ น้ำพริกสี่ภาค

    “ซูชิ ไซโตะ” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านซูชิซึ่งเสิร์ฟซูชิสไตล์เอโดะที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ถ่ายทอดเทคนิคดั้งเดิมจากสมัยเอโดะโดยใช้อาหารทะเลสดใหม่ซึ่งส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งต่อสัปดาห์ และข้าวอาคิตะซึ่งหุงด้วยการควบคุมอุณหภูมิและความชุ่มชื้นอย่างประณีต เสิร์ฟเป็นชุดเล็ก ๆ เพื่อคงคุณภาพที่ดีที่สุดในทุกคำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/food/262426&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fam6DRdBTZ9n0zt-_oEb-

  • ส่งออกโตเศรษฐกิจไปต่อ จับตาผลพวงอุทกภัยใต้

    ส่งออกโตเศรษฐกิจไปต่อ จับตาผลพวงอุทกภัยใต้

    “คลัง” เผยเศรษฐกิจไทยเดือน  ต.ค.68 ยังไปต่อ อานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่อง 16  เดือนติด หนุนเต็มพิกัด สวนทางลงทุนภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติแผ่ว จับตาผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ-สถานการณ์น้ำท่วมใต้ และความขัดแย้งในหลายภูมิภาค หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค.2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28,835.6  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  และเมื่อจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐ อินเดีย  ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่ 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ต.ค.2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค.2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย.2568 อยู่ที่ 64.8 ต่อจีดีพี สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ต.ค.2568  ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม  2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายวินิจกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/904387/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWANtAsK8SZyhDyO-edeX

  • คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย ต.ค. จับตาผลกระทบน้ำท่วมใต้ : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย ต.ค. จับตาผลกระทบน้ำท่วมใต้ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

    อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -5.3% และ -13.7% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัว 67.8% 21.5% และ 16.3% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 168.9% 24.3% และ 15.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบปรับตัวลดลง

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 32.9% 29.% 9.4% และ 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน -4% และทวีปออสเตรเลีย ลดลง -15.6% และ -0.2% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% แต่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.3%

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผลลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 64.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด โดยดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

    ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกและการส่งออกยังคงขยายตัวดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นจากท่าทีของจีนและไต้หวันที่มีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ ซื้อสุทธิรวม 21,416.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องหลังจากที่ในเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 13,417.37 ล้านิบาท และส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 154,580.98 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 มูลค่า -1,134.79 ล้านบาท แต่ภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือน (ถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568) กลับเป็นยอดขายสุทธิ รวมทั้งสิ้น -12,503.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ในเดือนตุลาคม ขายสุทธิ -4,388.30 ล้านบาท โดยเป็นการปรับพอร์ตบางส่วนภายใต้ภาวะการคาดการณ์เสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดีขึ้น สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่า ยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งเดือน 15,150.60 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มียอดซื้อสุทธิ 37,159 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะ ซื้อสุทธิรวม 78,905.75 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eO6DgkSw2sC7gH1m-J-54