Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    วันนี้, 08:30น.

              สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

              อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -5.3% และ -13.7% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัว 67.8% 21.5% และ 16.3% ตามลำดับ

              นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 168.9% 24.3% และ 15.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบปรับตัวลดลง

              เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 32.9% 29.% 9.4% และ 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน -4% และทวีปออสเตรเลีย ลดลง -15.6% และ -0.2% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% แต่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.3%

              ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผลลดลงจากเดือนก่อน

              สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 64.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด โดยดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

              ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกและการส่งออกยังคงขยายตัวดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นจากท่าทีของจีนและไต้หวันที่มีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม

              ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ ซื้อสุทธิรวม 21,416.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องหลังจากที่ในเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 13,417.37 ล้านิบาท และส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 154,580.98 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 มูลค่า -1,134.79 ล้านบาท แต่ภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือน (ถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568) กลับเป็นยอดขายสุทธิ รวมทั้งสิ้น -12,503.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ในเดือนตุลาคม ขายสุทธิ -4,388.30 ล้านบาท โดยเป็นการปรับพอร์ตบางส่วนภายใต้ภาวะการคาดการณ์เสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดีขึ้น สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่า ยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งเดือน 15,150.60 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มียอดซื้อสุทธิ 37,159 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะ ซื้อสุทธิรวม 78,905.75 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    ….

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gS4aBmN68Um0k6FaMbzJ0

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนตุลาคม 2568

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนตุลาคม 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมขยายตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากผลของการผลิตกลุ่มปิโตรเลียมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง แม้การผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับดีขึ้นตามการส่งออก สำหรับการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบใกล้เคียงกับเดือนก่อน จากหมวดพลังงานที่ราคาน้ำมันลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสดติดลบน้อยลงตามราคาผักที่เพิ่มขึ้นจากผลของน้ำท่วม ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นจากการจ้างงานในภาคบริการ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    28 พฤศจิกายน 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”text-5e6668ee47″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมขยายตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากผลของการผลิตกลุ่มปิโตรเลียมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง แม้การผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับดีขึ้นตามการส่งออก สำหรับการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบใกล้เคียงกับเดือนก่อน จากหมวดพลังงานที่ราคาน้ำมันลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสดติดลบน้อยลงตามราคาผักที่เพิ่มขึ้นจากผลของน้ำท่วม ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นจากการจ้างงานในภาคบริการ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    28 พฤศจิกายน 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251128.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5cFevFK2dE_L3BTw3yfM

  • วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน

    วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน

    วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน


    28/11/2568 | 239 |

    คุณเคยฝันอยากไปเยือนมาชูปิกชู เดินเล่นบนกำแพงเมืองจีน หรือดำดิ่งสู่แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ แต่ติดขัดด้วยเวลา งบประมาณ หรือข้อจำกัดในการเดินทางหรือไม่? เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality หรือ VR) กำลังเข้ามาทลายกำแพงเหล่านั้น และเปลี่ยนนิยามของการ “ท่องเที่ยว” ไปตลอดกาล

    การท่องเที่ยวเสมือนจริง ไม่ใช่เพียงแค่การนั่งดูวิดีโอ 360 องศา แต่คือการพาตัวคุณ “เข้าไปอยู่” ในสถานที่นั้นจริงๆ ผ่านแว่นตา VR คุณสามารถเดินสำรวจโบราณสถาน สัมผัสบรรยากาศของตลาดพื้นเมืองที่พลุกพล่าน หรือแม้กระทั่งบินอยู่เหนือยอดเขาเอเวอเรสต์ ประสบการณ์ที่ได้รับมีความสมจริงจนสมองของคุณอาจเผลอเชื่อว่าคุณกำลังอยู่ที่นั่นจริงๆ

    เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่การเดินทางจริง แต่เป็น “ส่วนเสริม” ที่ทรงพลัง มันเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ที่ยากจะไปถึง ช่วยในการวางแผนทริปในฝัน หรือแม้แต่เป็นเครื่องมืออนุรักษ์ที่ช่วยลดความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เปราะบาง ในอนาคต เราอาจได้เห็นการท่องเที่ยวแบบไฮบริด ที่การเดินทางในโลกจริงและโลกเสมือนผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับนักเดินทางทุกคน

    โลกกว้างใหญ่กว่าที่คุณคิด และตอนนี้ ประตูสู่โลกใบนั้นอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้วสัมผัส


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/448632&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-lb86iRjqdSGnwFvdoUuk

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ฟื้นตัว หลังส่งออก ท่องเที่ยว มาตรการรัฐ ขยายตัว

    ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ฟื้นตัว หลังส่งออก ท่องเที่ยว มาตรการรัฐ ขยายตัว

    Investment

    ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ฟื้นตัว หลังส่งออก ท่องเที่ยว มาตรการรัฐ ขยายตัว

    28 พ.ย. 2025 เวลา 17:11 น.

    ธปท.เผย เศรษฐกิจเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งออกสินค้า, รายรับจากการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น

    • เศรษฐกิจเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งออกสินค้า, รายรับจากการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น
    • มูลค่าการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 12.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) โดยสินค้าหลักที่ขยายตัวคือกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center, อิเล็กทรอนิกส์ (ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) และเครื่องจักร
    • ภาคการท่องเที่ยวขยายตัว โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.6 ล้านคนในเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 11% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีนและเกาหลีใต้
    • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยโครงการอย่าง “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยหนุนการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชน

    ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินโดยใช้ข้อมูลของเดือนตุลาคม 2568 โดยภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งการขยายตัวหลักมาจากการส่งออกสินค้า และ รายรับจากการท่องเที่ยว ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริโภคภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม มีเพียงภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ทรงตัว และการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงจากเดือนก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับทางแบงก์ชาติได้เคยประเมินไว้
     

    โดยในภาครวมก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังต้องจับตามองอยู่ ส่วนปัจจัยด้านบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
     

    ทั้งนี้การส่งออกสินค้ามีการขยายตัวจากเดือนก่อนที่ไม่รวมทองคำ ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.7%  ซึ่งหากคิดเป็นYoY มูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำขยายตัว 12.8% และหากรวมทองคำขยายตัว 5.3% YoY หลัก ๆ มาจากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่อุปสงค์มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยหากดูในหมวดของอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าการส่งออกเพิ่มขึ้นจากการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องจักรเพิ่มขึ้นจากหม้อแปลงไฟฟ้า Transformer และเครื่องจักร

    อย่างไรก็ดีในเดือนนี้มีการส่งออกมีบางหมวดที่ปรับตัวลดลง โดยหลัก ๆ มาจากการส่งออก หมวดยานยนต์ เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดออสเตรเลียชะลอลง เป็นไปตามอุปสงค์ของการซื้อลดในตลาดออสเตรเลีย 

    นอกจากนี้ หากการส่งออกไปยังสหรัฐ ผลกระทบทางภาษีในกลุ่มที่โดนภาษี reciprocal tariff ปรับเพิ่มขึ้น 5.8% จากเดือนก่อน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร Transformer และเกษตรแปรรูป แต่ทว่าสินค้าเกษตรและปิโตรเคมีตลาดสหรัฐมีการปรับลดลง ซึ่งยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่จะมีการส่งออกในระยะต่อไป 

    ส่วนภาคการผลิตอุตสาหกรรมในเดือนต.ค.2568 ทรงตัวจากเดือนก่อน ซึ่งการการผลิตของปิโตรเลียมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน โดยคาดว่าจะกลับมาเปิดได้ที่เดือนธ.ค.2568 อย่างไรก็ตาม การผลิตในส่วนอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้น ในเดือนนี้มี ในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ตามการส่งออก และในหมวดอาหารและเครื่องดื่มตามการผลิตน้ำมันปาล์ม และหมวดยานยนต์เพิ่มขึ้นหลังจากที่โรงงานบางส่วนมีการปรับการผลิตในช่วงก่อนหน้าได้กลับมาทยอยผลิตเพิ่มขึ้นแต่ทว่าก็ยังเป็นได้ไม่หมด ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ทั้งนี้ เมื่อไม่รวมกลุ่มปิโตรเคมีที่มีการปิดซ่อมบำรุงไป MPI ก็จะเพิ่มขึ้นเดือนนี้จากเดือนก่อนที่ 1.2%

    ส่วนการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ซึ่งในเดือนต.ค.2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามารวม 2.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ เนื่องจากมีวันหยุดยาวมากกว่าปกติ ส่งผลให้รายรับในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้น 1.9% จากเดือนก่อน

    สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึง วันที่ 23 พ.ย.2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 29 ล้านราย ซึ่งการเพิ่มขึ้นส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวทำให้ภาคบริการ Serice Production Index หรือ SPI เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.8% MoM โดยปรับดีขึ้นในหมวดธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย โดยภาคบริการในส่วนของขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามขนส่งสินค้าและผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน

    ขณะที่ด้านการบริโภคภาคเอกชน เพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด หลัก ๆ มาจากหมวดภาคบริการเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย และได้รับผลดีจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนหมดโครงการ อีกหมวดที่ปรับดีขึ้นคือ หมวดสินค้าไม่คงทนปรับดีขึ้นตามการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่สินค้าคงทนเพิ่มขึ้นตามยอดจำหน่ายรถไฟฟ้าเป็นหลัก ในขณะที่ยอดขายรถกระบะยังซบเซา

    ส่วนด้านดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนในเดือนนี้หลังปรับฤดูกาลแล้วปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเป็นเดือนที่ 2 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเที่ยวดีมีคืน มาตรการคนละครึ่งพลัส รวมถึงโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะมาในปี 2569 แต่ทว่าผู้บริโภคยังคงมีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาหนี้สิน 

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงจากเดือนก่อน 1.1% โดยหลัก ๆ ปรับตัวลดลงในหมวดของการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์สำคัญ ซึ่งมาจากการนำเข้าทุนสุทธิที่ชะลอตัวลงในหมวดสำนักงานและคอมพิวเตอร์ แม้ว่ายอดการจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศจะยังดีอยู่ ในขณะที่การลงทุนด้านยานพาหนะ และการลงทุนด้านก่อสร้างมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย สอดคล้องกับการนำเข้าสินค้าของธุรกิจส่วนใหญ่ลดลงจากช่วงก่อนหน้า

    ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ ในเดือนนี้ไม่รวมเงินโอนหดตัว 1% YoY จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แต่ทว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากส่วนของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางจะเห็นว่าระดับการใช้จ่ายยังคงสูงค่อนข้างสูง แต่จากปีก่อนที่ฐานสูงจึงทำให้ YoY ในเดือนนี้ แต่เมื่อเทียบกับค่าปกติในปีงบประมาณปกติจะเห็นการใช้จ่ายยังคงเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเรียนการสอน เงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ในขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางยังขยายตัว 12.8% YoY จากการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปีในภายใต้การกระตุ้นงบเศรษฐกิจ ปี 2568 ส่วน รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว 29.2% ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งและคมนาคม แต่ก็ยังสามารถเบิกจ่ายได้ดีกว่าแผน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางราง 

    นอกจากนี้ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดแรงงานโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคบริการซึ่งสะท้อนจากผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ปรับขึ้นจากภาคบริการ ในขณะที่การจ้างงานภาคการผลิตยังคงทรงตัว แต่ถ้าเข้าไปดูกลุ่มภาคของการจ้างงานที่ลดลงอยู่ในกลุ่มที่เผชิญกับสินค้านำเข้ายังคงลดลงอยู่

    สำหรับสัดส่วนผู้ขอสิทธิว่างงานผู้ประกันตนโดยรวมยังคงทรงตัวจากเดือนก่อน ทั้งผู้ขอรับสิทธิว่างงานรายใหม่ และผู้ขอรับสิทธิว่างงานสะสม ซึ่งในจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานลดลงจะอยู่ในกลุ่มร้านอาหาร ร้านค้า ก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ แต่ถ้าเป็นกลุ่มผลิตเครื่องดื่มและกลุ่มแข่งขันสินค้านำเข้าจำนวนผู้ขอสิทธิว่างงานก็ยังปรับเพิ่มขึ้น 

    ด้านเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบอยู่ที่ -0.76%YoY ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกที่ 0.61% ใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาในแต่ละหมวดมีทั้งที่เพิ่มขึ้นและลดลงซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นที่จัดขึ้นสำหรับกลุ่มอาหารโทรสั่ง แต่ของใช้ส่วนตัวและอุปกรณ์ซักล้างมีการจัดโปรโมชั่นลดลง

    ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนนี้ขาดดุลการค้าเป็นสำคัญที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้น จากเดือนก่อนที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง ในขณะดุลบริการรายได้และเงินโอนขาดดุลลดลงจากการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติที่ลดลง โดยรวมดุลการชำระเงินขาดดุลประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    สำหรับเงินบาทดอลลาร์สหรัฐในเดือนตุลาคมอ่อนค่าลง และกลับมาปรับแข็งค่าใน พ.ย.2568 โดยในเดือนต.ค.2568 เฉลี่ยอ่อนค่าลง หลัก ๆ มาจากปัจจัยทางต่างประเทศของเงินดอลลาร์แข็งค่าเป็นสำคัญ มาจาก 2 ปัจจัยที่ตลาดมองว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจจะไม่ได้ลดลงเร็วเท่าที่คาด และตลาดคลายความกังวลความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ หลังจากที่มีการเจรจากันได้ แต่ทว่าในเดือนพ.ย.กลับมาแข็งค่า จากเงินทุนไหลเข้าเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะถัดต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาผลิต รวมถึงภาคท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1209769&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ogrpwvQGDaDiuerJnivGd

  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจฯ ท่าเรือนานาชาติเวยไห่ของจีน ส่งออกพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนวันเดียวกว่า 3 แสนชิ้น

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจฯ ท่าเรือนานาชาติเวยไห่ของจีน ส่งออกพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนวันเดียวกว่า 3 แสนชิ้น

    ปักกิ่ง, 28 พ.ย. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ สวนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์นานาชาติเวยไห่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีท่าเรือนานาชาติเวยไห่ เมืองเวยไห่ มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน ทำสถิติใหม่สูงสุดด้วยปริมาณพัสดุส่งออกมากกว่า 300,000 ชิ้นต่อวัน

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีท่าเรือนานาชาติเวยไห่ได้เพิ่มความพยายามในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักศุลกากร เพื่อให้บริการที่ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับช่วงที่อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนคึกคักที่สุด

    ผู้จัดการบริษัทจีนแห่งหนึ่งกล่าวว่า การสนับสนุนด้านพิธีศุลกากรที่มีประสิทธิภาพ และการประสานงานด้านโลจิสจิกส์ที่ราบรื่น ส่งผลให้ช่วงเวลาในการส่งมอบสินค้าลดลงถึงหนึ่งในสาม ส่งผลให้ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก

    เป็นที่คาดว่าปริมาณธุรกิจส่งออกในช่วงส่งเสริมการขายส่งท้ายปีของปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคำสั่งซื้อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีอัตราเติบโตที่เร็วที่สุด
    ในฐานะศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีท่าเรือนานาชาติเวยไห่ได้ปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ในอนาคต เขตฯ จะเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อเฟ้นหารูปแบบการให้บริการที่ผสานนวัตกรรม และยกระดับประสิทธิภาพการผ่านพิธีศุลกากรให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนคุณภาพสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3833116/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ac-rq-23RmunOFVmgT4HB

  • ขอแสดงความยินดี – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ขอแสดงความยินดี – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ขอแสดงความยินดี

    ขอแสดงความยินดี

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ขอแสดงความยินดีแด่

    รองศาสตราจารย์ ดร.สาวิตรี คทวณิช

    ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง (ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/nida-congratulates-asst-prof-sawitree-gadavanij/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YFGNQDP2Zi8et9Wtspyu6

  • สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ จับมือออมสินลงนาม MOU วิจัยเชิงลึก “ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ” ผ่านโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” มุ่งนำงานวิจัยไปขยายผลเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินในวงกว้าง

    สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ จับมือออมสินลงนาม MOU วิจัยเชิงลึก “ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ” ผ่านโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” มุ่งนำงานวิจัยไปขยายผลเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินในวงกว้าง

    วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

    rn

     

    rn

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และการข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบันฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    rn

     

    rn

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    rn”}}” id=”anchor2″>

    วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และการข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบันฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251128-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SNUn-TNsEG91Vntm-J4iR

  • จากภูมิปัญญาชนเผ่าล้านนา ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา 15 เมตร ดอยตุงสู่เวทีโลก

    จากภูมิปัญญาชนเผ่าล้านนา ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา 15 เมตร ดอยตุงสู่เวทีโลก

    เซ็นทรัลเชียงรายเปิดเทศกาล “สีสันกาสะลอง 2025” อลังการ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูมิปัญญาดอยตุง ชู Soft Power ล้านนา–ชนเผ่า เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวฤดูหนาวเชียงราย

    เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ฤดูหนาวปีนี้ จังหวัดเชียงรายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดม่าน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” อย่างเป็นทางการ พร้อมพิธี “Light Up Christmas Tree Celebration” จุดไฟต้นคริสต์มาสกลางลานกาสะลอง สร้างบรรยากาศรับลมหนาวให้กับเมืองเหนือปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ภายใต้แสงไฟนับพันดวงและเสียงดนตรีที่ดังคลอไปกับเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” สูงกว่า 15 เมตร ค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นกลางลาน ดึงสายตาผู้คนให้หยุดนิ่งราวกับฝัน ภาพของงานคราฟต์ไม้ไผ่สานที่เรียงตัวเป็นลวดลายชนเผ่าล้านนา สอดประสานกับสีสันของผืนผ้าทอและงานย้อมสีธรรมชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการเฉลิมฉลองปลายปีที่ผสานทั้งความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

    พิธีจุดไฟใต้สายลมหนาว และการรวมตัวของภาคีเชียงราย

    บรรยากาศในวันเปิดงานเต็มไปด้วยความคึกคักของประชาชน นักท่องเที่ยว และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของเมืองเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก

    • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
    • นายพรเทพ อรรถกิจไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติการสาขาเขตภาคเหนือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
    • นายปิยะ มิตรสิตะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
    • นายชัยพฤกษ์ เสาวมล หัวหน้าสายการจัดการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
    • นางยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
      รวมถึงผู้แทนจากการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีเครือข่ายเอกชนในพื้นที่

    การมีส่วนร่วมของภาคีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลสีสันกาสะลองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของศูนย์การค้า แต่กลายเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่ภาครัฐ เอกชน และชุมชนใช้ร่วมกันในการยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเมืองแห่งไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

    บรรยากาศในค่ำคืนเปิดไฟยิ่งคึกคักขึ้น เมื่อเสียงร้องทรงพลังของดีว่าสาว “แก้ม วิชญาณี” ดังขึ้นบนเวทีกลางลานกาสะลอง สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมารอชมการแสดงเปิดงานโดยเฉพาะ

     “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูเขาสู่ลานเมือง

    หัวใจของเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ทั้ง 7 ต้น ที่ถูกออกแบบและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาชนเผ่าบนดอยตุง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Magic of Chiang Rai’ ที่ต้องการเชื่อม “หัวใจของดอยตุง” เข้ากับ “ความมหัศจรรย์แห่งเชียงราย”

    วัสดุหลักที่ใช้ในการรังสรรค์ต้นคริสต์มาสคือไม้ไผ่สาน ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงมายาวนาน ผ่านเทคนิคการสานโบราณและการย้อมสีธรรมชาติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ครั้งนี้ถูกนำมาจัดองค์ประกอบในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และผู้มาเยือนได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาในบริบทใหม่

    ลวดลายบนงานสานและเครื่องประดับแต่ละต้นถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ 4 ชนเผ่าหลักบนดอยตุง ได้แก่ อาข่า ลาหู่ ลัวะ และไทใหญ่ ผ่านสีสัน ลวดลาย และรูปทรงที่สื่อถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธรรมชาติ รอบฐานต้นคริสต์มาสยังประดับด้วยองค์ประกอบที่สื่อถึงหมอกบนยอดดอย สวนไม้ดอก และทิวเขาเชียงราย สร้างภาพจำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงบรรยากาศ “หมอกพันวา” ที่โอบล้อมเมืองในฤดูหนาว

    การออกแบบครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงริเริ่มงานพัฒนาดอยตุงที่เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาเสื่อมโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ บนพื้นที่สูง

    Soft Power สายเหนือ จากงานคราฟต์สู่เวทีโลก

    แนวคิด “Local Essence Advocator” ที่เซ็นทรัลพัฒนาประกาศใช้ในการพัฒนาศูนย์การค้าทั่วประเทศ ถูกแปลความอย่างชัดเจนในเชียงรายผ่านเทศกาลสีสันกาสะลองและต้นคริสต์มาสหมอกพันวา ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงระดับงานตกแต่ง แต่ขยับตัวขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร Soft Power ของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

    การเลือกหยิบภูมิปัญญาไม้ไผ่สานและศิลปะของชนเผ่าดอยตุงมาเป็นตัวนำเรื่องราว ช่วยทำให้ “วัฒนธรรมที่เคยอยู่บนดอย” ถูกย้ายลงมาอยู่ใจกลางเมืองในรูปแบบที่จับต้องได้ เข้าใจง่าย และพร้อมต่อการสื่อสารผ่านสื่อสมัยใหม่ ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้บันทึกและแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง

    นอกจากการเป็นจุดถ่ายภาพหลักของงานแล้ว ต้นคริสต์มาสหมอกพันวายังถูกออกแบบให้มีมิติการเรียนรู้ซ่อนอยู่ ทั้งในแง่เรื่องราวของชนเผ่า ลวดลายดั้งเดิม และเส้นทางการพัฒนาดอยตุงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงความหมาย การมีส่วนร่วมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ยิ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับการเล่าเรื่องในมิตินี้

    เมื่อผนวกเข้ากับการทำตลาดของเซ็นทรัลพัฒนาที่เชื่อมแคมเปญปลายปีในระดับประเทศกับกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย เทศกาลสีสันกาสะลองจึงกลายเป็นตัวอย่างของการนำ Soft Power ระดับท้องถิ่นมาร้อยเรียงเข้ากับกลยุทธ์ระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว 3 เดือนเต็มกับ “The Magic of Food & Craft”

    เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 จัดต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาราว 3 เดือนในช่วงไฮซีซั่นของเชียงราย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดปลายทางฤดูหนาวยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โครงสร้างของงานในปีนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างประสบการณ์และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

    โซนกิจกรรมสำคัญแบ่งออกได้เป็น 3 แกนหลัก ได้แก่

    1. The Magic of Food
      • รวบรวมอาหารชนเผ่าและเมนูท้องถิ่นหายากมากกว่า 30 ร้าน จากทั้งชุมชนบนดอยและผู้ประกอบการในเมือง
      • นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสชาติที่สะท้อนวิถีชีวิตล้านนาและชนกลุ่มน้อย เช่น เมนูพื้นบ้านดอยตุง เมนูจากผักและสมุนไพรท้องถิ่น รวมถึงอาหารล้านนารสต้นตำรับ
      • โซนนี้ไม่เพียงตอบโจทย์นักชิม แต่ยังเป็นช่องทางให้ชุมชนได้ทดลองพัฒนาสินค้าและแบรนด์ของตนเองในตลาดเมือง
    2. The Magic of Craft
      • จำลองหมู่บ้านชนชาติพันธุ์และเปิดพื้นที่ให้ร้านค้างานแฮนด์เมด–งานคราฟต์กว่า 30 ร้าน เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าโดยตรง
      • สินค้าในโซนนี้มีตั้งแต่งานทอผ้า เครื่องเงิน งานสานไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงของใช้ร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายชนเผ่า
      • รายได้ที่เกิดขึ้นช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้ช่างฝีมือรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การทำตลาดกับผู้บริโภคเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง
    3. The Magic of Entertainment
      • เวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาและชนเผ่าหมุนเวียนตลอดเทศกาล
      • ดนตรีเปิดหมวก–โฟล์กซองจากศิลปินท้องถิ่นกว่า 120 การแสดง ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นกันเองและเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีท้องถิ่นได้แสดงผลงาน
      • ช่วงปลายปีมีกิจกรรมพิเศษร่วมกับตัวละคร Disney เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัวและเด็ก เพิ่มสีสันให้ลานกาสะลองกลายเป็นจุดเช็คอินของคนทุกวัย

    โครงสร้างกิจกรรมในลักษณะนี้ช่วยให้ศูนย์การค้ากลายเป็น “จุดตัด” ระหว่างเศรษฐกิจเมืองกับเศรษฐกิจชุมชน นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเยือนเชียงรายในช่วงฤดูหนาวสามารถใช้เซ็นทรัลเชียงรายเป็นฐานในการเริ่มต้นรู้จักวัฒนธรรมของจังหวัด ผ่านอาหาร งานฝีมือ และการแสดง ก่อนจะเดินทางต่อไปยังดอยตุง ดอยแม่สลอง หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในพื้นที่

    ความร่วมมือหลายภาคส่วน เมื่อศูนย์การค้ากลายเป็นเวทีของเมือง

    สิ่งที่โดดเด่นในเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือระดับของ “ความร่วมมือ” ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านวัฒนธรรม–พัฒนาชุมชน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย ใช้เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักในปฏิทินท่องเที่ยวฤดูหนาว โดยบูรณาการข้อมูลกับแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด ทำให้เทศกาลไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับจังหวัดและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน

    ทางด้านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากสนับสนุนองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาชนเผ่าและงานคราฟต์แล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนบนดอยกับแพลตฟอร์มตลาดในเมือง ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และศิลปะของชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายขึ้น โดยยังคงรักษาความถูกต้องของบริบททางวัฒนธรรม

    สำหรับภาครัฐท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ต่างมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนด้านข้อมูลวัฒนธรรม รวมถึงช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาลให้เข้าถึงคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมากขึ้น

    ความร่วมมือในลักษณะนี้ทำให้เทศกาลไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ “งานอีเวนต์ของศูนย์การค้า” แต่เริ่มใกล้เคียงกับการเป็น “เทศกาลของเมือง” ที่ทุกภาคส่วนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

    มิติของผู้มาเยือน จุดเช็คอินเดียวที่ตอบโจทย์หลายกลุ่ม

    ในเชิงประสบการณ์ของผู้มาเยือน เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

    • กลุ่มครอบครัวและแม่บ้าน สามารถใช้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัย มีทั้งจุดถ่ายรูป มุมอาหาร และกิจกรรมสำหรับเด็ก โดยไม่ต้องเดินทางไกลขึ้นดอย
    • กลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้พื้นที่ถ่ายภาพและคอนเทนต์ที่มีความ “Instagrammable” แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของชนเผ่าและงานฝีมืออย่างเป็นรูปธรรม
    • กลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนด้านท่องเที่ยว–ไลฟ์สไตล์ สามารถมองเห็นศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมกับธุรกิจบริการและค้าปลีกได้อย่างลงตัว ผ่านรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่าง CPN หน่วยงานรัฐ และชุมชน

    เมื่อเชื่อมโยงกับบรรยากาศฤดูหนาวของเชียงราย เทศกาลนี้จึงทำหน้าที่ทั้งเป็น “หน้าต่าง” ให้คนภายนอกได้รู้จักเมือง และเป็น “กระจก” ให้คนเชียงรายได้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นของตัวเองในมุมมองใหม่

    จากต้นคริสต์มาสหนึ่งต้น สู่ภาพใหญ่ของเมืองและผู้คน

    ตลอด 3 เดือนของการจัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ที่ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นฉากหลังของรูปถ่าย แต่ได้กลายเป็นจุดนัดพบของเรื่องราวหลากหลายชั้น

    ชั้นแรก คือ เรื่องราวของการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการสืบสานแนวคิดการพัฒนาดอยตุงที่เน้นความยั่งยืนและการพึ่งพาตนเองของชุมชนบนพื้นที่สูง

    ชั้นที่สอง คือ เรื่องราวของ Soft Power เชิงวัฒนธรรม ที่ดึงภูมิปัญญา 4 ชนเผ่าบนดอยตุงมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยในพื้นที่เมือง และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ชั้นที่สาม คือ เรื่องราวของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย ที่ใช้เทศกาลนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้คนเดินทางเข้ามาใช้จ่าย กิน เที่ยว ชม และเรียนรู้ในช่วงไฮซีซั่น สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และฐานราก

    และในชั้นสุดท้าย คือ เรื่องราวของผู้คน – ทั้งชาวเชียงรายที่เติบโตมากับวิถีชีวิตริมดอยและนักท่องเที่ยวที่เพิ่งได้สัมผัสเชียงรายเป็นครั้งแรก – ที่ได้ใช้พื้นที่เดียวกันในการแบ่งปันประสบการณ์และตีความ “ความมหัศจรรย์ของเชียงราย” ในแบบของตนเอง

    ฤดูหนาวนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดเช็คอินที่ผสมผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปลายปี เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 และ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” หนึ่งเดียวในโลก ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองสามารถใช้วัฒนธรรมของตนเองเป็นฐานในการสร้างอนาคตได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-kasa-long-christmas-soft-power/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a5X2Sns1_R-FHGrtU4s9r

  • ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ทริปหน้าหนาวส่งท้ายปี ฟินทุกสไตล์

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ทริปหน้าหนาวส่งท้ายปี ฟินทุกสไตล์

              ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 หลากหลายจุดหมายท่องเที่ยวสุดฟิน ทั้งธรรมชาติ เมืองเล็กอบอุ่น และงานเทศกาลสุดคึกคัก ชวนคุณออกเดินทางสัมผัสบรรยากาศหนาวสนุกส่งท้ายปี

              เดือนธันวาคม 2568 นี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการออกเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะสัมผัสอากาศหนาว ชมธรรมชาติที่สวยงาม หรือค้นพบบรรยากาศอบอุ่นของเมืองต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสนุกสนาน เป็นโอกาสดีที่จะวางแผนหลีกหนีความวุ่นวาย พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ตัวเองก่อนสิ้นปี ว่าแต่จะมีที่เที่ยวไหนน่าสนใจ ตามมาเก็บลิสต์ด้วยกันเลย

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568

    1. ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย

              ดอยแม่สลองในช่วงเดือนธันวาคมถือเป็นสวรรค์ของคนรักความหนาวและธรรมชาติ เพราะเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายถึงหนาวจัดตลอดวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาสัมผัสทะเลหมอกยามเช้าตรู่ที่ปกคลุมหุบเขาอย่างงดงาม และที่พลาดไม่ได้คือการชม “ดอกนางพญาเสือโคร่ง” ที่เริ่มผลิดอกสีชมพูหวานฉ่ำตามจุดต่าง ๆ บนดอย นอกจากนี้ ยังสามารถเยี่ยมชมไร่ชาขั้นบันไดอันเขียวขจี ลิ้มลองชาชั้นดี และสัมผัสวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยภูเขาและชุมชนชาวจีนยูนนานที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้การมาเที่ยวแม่สลองในช่วงปลายปีนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความประทับใจไม่รู้ลืม

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ดอยแม่สลอง

    2. ดอยผาตั้ง จังหวัดเชียงราย

              จุดหมายปลายทางของนักล่าหมอกและคนรักความหนาวเย็นอย่างแท้จริง ท่ามกลางวิวหุบเขาสลับซับซ้อนและแม่น้ำโขงที่กั้นระหว่างไทย-ลาวอย่างงดงามตระการตา ซึ่งสามารถขึ้นไปชมได้จากเนิน 102 และ เนิน 103 ที่เป็นจุดชมวิวหลักสำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกแบบพาโนรามา นอกจากนี้ พร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ อดีตทหารกองพล 93 ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและสืบทอดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ดอยผาตั้ง

    • ที่อยู่ : ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

    3. ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่

              ดอยอ่างขางในช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่งดงามที่สุดสำหรับการเดินทางไปสัมผัสความหนาวเย็น เพราะเป็นฤดูที่แปลงดอกไม้เมืองหนาว ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง พากันออกดอกบานสะพรั่ง พร้อมทั้งเพลิดเพลินกับการชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่เริ่มทยอยบานอวดสีชมพูหวานท่ามกลางอากาศเย็นจัด นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะไปเยือนหมู่บ้านชาวเขา ใกล้เคียงเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตที่น่าสนใจ และสัมผัสกับทะเลหมอกยามเช้าที่จุดชมวิวไร่ชาสองพัน ซึ่งจะทำให้ทริปปลายปีของคุณเต็มไปด้วยสีสันและความสดชื่นท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกหนาว

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ดอยอ่างของ

    4. แม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่

              อีกหนึ่งตัวเลือกที่เที่ยวช่วงเดือนธันวาคมที่ไม่ควรพลาด หมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ คาเฟ่น่ารัก และวิวภูเขาสีเขียวสดชื่น อากาศเย็นสบายในช่วงหน้าหนาวเหมาะแก่การเดินเล่นชมหมู่บ้าน สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้าน เป็นจุดพักผ่อนที่เงียบสงบแต่ยังเข้าถึงง่าย เหมาะทั้งนักเดินทางสายชิลล์และคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 แม่กำปอง

    • ที่อยู่ : ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    5. ดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่

              ดอยสูงสุดในอำเภออมก๋อยแห่งนี้ มีวิวภูเขาสลับซับซ้อนและป่าสนเขียวขจีที่ทอดตัวสุดลูกหูลูกตา ช่วงเช้าสามารถชมทะเลหมอกหนา ๆ ลอยเหนือยอดเขา แสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบป่าไม้ ทำให้ภาพงดงามราวกับอยู่ในภาพวาด เส้นทางเดินขึ้นดอยไม่ยากเกินไป เหมาะทั้งนักเดินป่ามือใหม่และคนรักธรรมชาติ ที่นี่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และบรรยากาศหนาว ๆ ของเดือนธันวาคม ทำให้ทุกย่างก้าวบนม่อนจองเต็มไปด้วยความสดชื่นและความประทับใจแบบไม่เหมือนใคร

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ดอยม่อนจอง

    6. อุทยานแห่งชาติแม่เมย จังหวัดตาก

              ภายใต้บรรยากาศที่แสนเงียบสงบและบริสุทธิ์ดุจดินแดนที่ซ่อนเร้น ตื่นตาตื่นใจกับทะเลหมอกที่แผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา ณ จุดชมวิวสุดอลังการอย่าง “ม่อนครูบาใส” “ม่อนพูนสุดา” และ “ม่อนกิ่วลม” โดยเฉพาะที่ม่อนกิ่วลมที่สามารถมองเห็นวิวได้ถึง 360 องศา พร้อมทั้งสัมผัสลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้ได้ตลอดทั้งวัน เห็นแม่น้ำเมยทอดตัวคดเคี้ยวไปตามแนวพรมแดนไทย-เมียนมาเบื้องล่าง การพักแรมบนยอดดอยแห่งนี้ในช่วงปลายปีจึงเป็นเสมือนการหลีกหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่บริสุทธิ์และเงียบสงบ ราวกับได้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของก้อนเมฆ ที่ลอยอยู่รายล้อมตัวเราตลอดเวลา

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 อุทยานแห่งชาติแม่เมย

    7. เชียงคาน จังหวัดเลย

              ใครอยากหลีกหนีความวุ่นวายและสัมผัสบรรยากาศชิล ๆ ริมแม่น้ำโขง “เชียงคาน” เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด เมืองเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบย้อนยุค บ้านไม้เก่าแก่เรียงรายตามถนนคนเดิน ตลาดเช้าที่คึกคัก และร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ชวนให้นั่งจิบกาแฟชมวิวแม่น้ำยามเช้า ในช่วงเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบาย พร้อมสายหมอกบาง ๆ ปกคลุมแม่น้ำ ทำให้การเดินเล่นริมถนนและสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านเป็นเรื่องเพลิดเพลิน ทั้งยังเป็นช่วงที่เหมาะกับการปั่นจักรยานชมเมือง เก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินริมโขง และลิ้มรสอาหารท้องถิ่นรสชาติอร่อย เป็นทริปที่ทั้งสงบ ชิล และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเชียงคานแท้ ๆ

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 เชียงคาน

    • ที่อยู่ : อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

    8. อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

              พื้นที่เขียวขจีแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวภูเขา ทุ่งหญ้า และสวนผลไม้ท้องถิ่น ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการขับรถชมวิว จิบกาแฟในคาเฟ่กลางภูเขา หรือพักรีสอร์ทฟีลลิ่งสงบ ๆ นอกจากนี้ยังมีฟาร์มดอกไม้ สวนผักอินทรีย์ และไร่องุ่นให้เดินเล่นถ่ายภาพเป็นพร็อพธรรมชาติ ทุกมุมเต็มไปด้วยเสน่ห์และความผ่อนคลาย ทำให้การเที่ยววังน้ำเขียวในเดือนธันวาคมเป็นทริปที่ได้ทั้งพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ และเก็บภาพสวย ๆ แบบชิลล์ ๆ ส่งท้ายปี

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 อำเภอวังน้ำเขียว

    • ที่อยู่ : อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

    9. ชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี

              เมืองเก่าเล็ก ๆ ริมแม่น้ำจันทบุรีแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ร้านค้าพื้นบ้าน และตลาดสดที่คึกคัก กลิ่นอาหารท้องถิ่นและผลไม้เมืองจันท์หอมละมุนในอากาศ เดินเล่นตามตรอกเล็ก ๆ หรือปั่นจักรยานชมวิถีชีวิตชาวบ้าน จะได้เห็นทั้งชาวประมงและร้านงานฝีมือที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความเป็นชุมชนอย่างลงตัว ในช่วงเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบาย แสงแดดยามเช้าอ่อน ๆ ส่องสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้การล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำหรือจิบกาแฟริมแม่น้ำเป็นประสบการณ์ผ่อนคลายและเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบชาวจันทบุรี

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 ชุมชนริมน้ำจันทบูร

    • ที่อยู่ : ถนนสุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

    10. เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

              เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศสบาย ๆ ริมทะเล หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส จุดเด่นคือวังเก่าริมทะเลและศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่แฝงเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ ในช่วงเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบาย ลมทะเลพัดเบา ๆ ทำให้การนั่งจิบกาแฟหรือทานอาหารทะเลสด ๆ ริมทะเลเป็นความสุขง่าย ๆ อีกทั้งยังมีเส้นทางเดินเล่นรอบเกาะให้สัมผัสทั้งวิวทะเลและภูเขา ทำให้เกาะสีชังเป็นจุดหมายที่ลงตัวทั้งการพักผ่อนชิลล์และเก็บภาพสวย ๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 เกาะสีชัง

    • ที่อยู่ : อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

    11. เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

              ใครที่มองหาทะเลใกล้กรุงเทพฯ ในเดือนช่วงเดือนธันวาคม เกาะเสม็ด เป็นตัวเลือกที่ลงตัว ด้วยน้ำทะเลใส หาดทรายขาวละเอียด และบรรยากาศไม่แออัดเหมือนเกาะยอดนิยมอื่น ๆ นักท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนชิลล์ ๆ ริมชายหาด เล่นน้ำ ดำน้ำตื้น หรือเช่ามอเตอร์ไซค์ขับรอบเกาะเพื่อชมวิวทะเลและอ่าวเล็ก ๆ ที่สวยงาม แถมเดินทางสะดวกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เหมาะทั้งทริปพักผ่อนสั้น ๆ และวันหยุดยาวกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 เกาะเสม็ด

    12. เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต

              เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูเก็ต ทำให้เดินทางสะดวก แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกส่วนตัว น้ำทะเลใสจนสามารถมองเห็นฝูงปลาและแนวปะการังสีสันสดใสใต้ผิวน้ำ หาดทรายขาวละเอียดทอดยาวเรียบง่าย เหมาะกับการเดินเล่นหรือวางเสื่อผ่อนคลาย รับลมทะเลเย็น ๆ ยามบ่าย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดำน้ำตื้นและล่องเรือชมรอบเกาะ ทำให้คุณได้สัมผัสมุมมองทะเลที่แตกต่างจากภูเก็ตฝั่งหลัก บรรยากาศเงียบสงบ สายลมพัดเบา ๆ และเสียงคลื่นซัดชายหาด ทำให้ทุกการพักผ่อนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเสน่ห์ของทะเลไทยอย่างแท้จริง

    ที่เที่ยวเดือนธันวาคม 2568 เกาะไม้ท่อน

    • ที่อยู่ : ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

              เดือนธันวาคม 2568 นี้เป็นโอกาสดีที่ออกไปสัมผัสความเย็นสบายของธรรมชาติ ทะเลใส และบรรยากาศเมืองเล็กชิล ๆ ชวนคุณวางแผนทริปผ่อนคลาย ก่อนสิ้นปีเก็บความทรงจำสวย ๆ ได้เต็มอิ่ม ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568 งานท่องเที่ยว เทศกาลท่องเที่ยวปลายปี อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296882.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Opq03AUVys4e2zvT0EDL6

  • ททท. ชูบทบาท “ซัพพอร์ตวงการอาหารไทย” ในงานประกาศรางวัลมิชลิน ไกด์ 2026

    ททท. ชูบทบาท “ซัพพอร์ตวงการอาหารไทย” ในงานประกาศรางวัลมิชลิน ไกด์ 2026

    3) ความร่วมมือระหว่างเชฟ-เกษตรกรท้องถิ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ร้านอาหารจำนวนมากหันมาใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย เกษตรกร และชุมชน นี่คือแนวคิด “กินเที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ที่ททท. ส่งเสริมอย่างจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

    4) เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์จากสมุนไพร-ดอกไม้ไทยมาแรง

    เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าประสบการณ์อาหารไทยกำลังเติบโตในมิติใหม่ — สะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ถูกนำมาตีความได้ทันสมัย ททท. เองมีบทบาทผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    5) เพิ่มขึ้นของร้านสไตล์ Casual, Chef’s Counter และเมนูเน้นพืชเป็นหลัก

    สอดคล้องกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาความยั่งยืน ความจริงใจ และตัวตนของเชฟมากขึ้นเรื่อย ๆ

    • ททท. ผู้สนับสนุนรางวัลสำคัญ “MICHELIN Guide Service Award” เชิดชูบุคลากรหลังครัวไทยสู่สายตาโลก

    หนึ่งในไฮไลท์ปีนี้ คือ รางวัล MICHELIN Guide Service Award ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชู “คนตัวเล็กแต่สำคัญมาก” ของวงการอาหาร  ผู้สร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ผู้ได้รับรางวัลคือ อาร์เซน บราเฮจ (Arsen Brahaj) ผู้จัดการร้าน Aulis ร้าน ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ จังหวัดพังงาเขาเป็นชาวแอลเบเนีย พูดได้ 4 ภาษา เคยทำงานในร้านอาหารดาวมิชลินของเชฟไซมอน โรแกน ก่อนมาดูแลการบริการที่ Aulis โดยเน้นเครื่องดื่มและ pairing ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น

    ททท. ตั้งใจให้รางวัลนี้เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับ “บริการไทย” สู่ระดับสากล เพราะประสบการณ์ที่ดีคือเหตุผลของการกลับมาเที่ยวซ้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/860891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Eb9dHPwMgHpKhtUYqZaJd