Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ พักหนี้-สินเชื่อฟื้นฟู-ซอฟท์โลน : อินโฟเควสท์

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ พักหนี้-สินเชื่อฟื้นฟู-ซอฟท์โลน : อินโฟเควสท์

    ภาพสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ. สงขลา, วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 (ภาพ: thaigov.go.th)

    คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบภัยจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง หลังจากนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวานนี้ โดยเป็นชุดมาตรการที่ประกอบด้วย พักหนี้ทั้งเงินและดอกเบี้ยลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ การให้สินเชื่อเพื่อการยังชีพและฟื้นฟูบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z-NhonReoutrxUgkb4xdz

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 17:56 1

    วันนี้ (1 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการแรกลดภาระหนี้ โดยพักเงินต้นและดอกเบี้ยแบ 1 ล้าน ต่อราย นาน 12 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมาผวงที่จะต้องมาจ่ายหนี้ พร้อมอนุมัติสินเชื่อเยียวยาโดยเพิ่มวงเงินกู้จากลูกค้าเดิมของธนาคาร ให้สามารถสินเชื่อเพิ่มไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟู (ซอฟต์โลน) อัตราดอกเบี้ย 0% ไม่เกิน 1 ล้าน เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยจะไปหารือกับธนาครพาณิชย์เพื่อออกมาตรการให้คล้ายกันกับมาตรการของธนาคารรัฐ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยจะนำโมเดลสินเชื่อในสามจังหวัดชายแดนใต้

    มาตรการในส่วนที่ 2 เป็นเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 9,000 บาท  โดยในการประชุมคณะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค. 68) จะมีการพิจารณางบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2569 ซึ่งวันนี้ (1 ธ.ค. 68) ได้พิจารณาจ่ายล็อตแรกไปแล้ว 26,000 ครัวเรือน  ขณะที่มาตรการประกันภัยได้ลดขั้นตอนการเคลมประกันให้มีความรวดเร็วขึ้น ส่วนด้านแรงงานได้ขยายเงินนำส่งประกันสังคม พร้อมจ่ายประโยชน์ทดแทนสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถทำงานได้ 50% ของค่าแรงต่อวัน ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานยังเตรียมสินเชื่อเพื่อการจ้างงานเพื่อที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างแรงงานได้

    ขณะที่มาตรการที่ 3 คือลดค่าใช้จ่าย โดยจะขยายลดค่าภาษีทั้งหมด อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับซ่อมแซมบ้าน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีลดเกิน 30,000 บาท สำหรับซ่อมแซมรถ ส่วนผู้ประกอบการสามารถลดหย่อนภาษีได้สองเท่าเพื่อซ่อมแซมธุรกิจ  นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีสำหรับผุ้บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์การกุศลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้

    ขณะเดียวนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงท่องเที่ยวกันเตรียมฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยจัดแคมเปญท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเตรียมให้หน่วยงานรัฐไปจัดประชุมสัมมนาหลังพื้นที่

    ด้าน น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการที่ 4 กระทรวงพาณิชย์เตรียมออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสินค้าไม่คาดแคลนเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกจะส่งสินค้าที่จำเป็นไปทันที ทั้ง ไข่ไก่ ข้าวสาร ร่วมกับพันธมิตร ส่วนระยะที่สองคือการเยียวยา โดยได้ร่วมมือกับร้านวัสดุก่อสร้างไม่ให้ขาดแคลนและให้จำหน่ายในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกันเตรียมขายธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อจำหน่ายให้ประชาชน พร้อมควบคุมไม่ให้มีการกักตันสินค้า และเตรียมนำรถโมบายเพื่อนำไปจัดหน่ายในพื้นที่ไม่สะดวกจะตั้งร้านสนามได้  นอกจากนี้ได้มีการประสานกันห้างร้าต่างๆ เพื่อลดราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในอัตราสูงสุด 80% และดูแลไม่ให้ขาดแคลน ขณะเดียวกันจะนำร้านแฟรนไชส์ไปให้ความรู้ผู้ประกอบการรายย่อยที่สนใจ นอกเหนือจากลดราคาอุปโภคบริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4xpl94riqq1r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2un7cgAVyEDhjni-o7t2mi

  • ครม.เศรษฐกิจ เตรียมชงมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ กระทบปชช.กว่า 2.9 ล้านคน เสียหายกว่า 5 แสนล.

    ครม.เศรษฐกิจ เตรียมชงมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ กระทบปชช.กว่า 2.9 ล้านคน เสียหายกว่า 5 แสนล.

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธานการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจได้มีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป  

    ทั้งนี้จากการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยการแจกถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม รวมทั้งได้สำรวจความเสียหาย และรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อรับฟังข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และเป็นระบบ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเงิน ภาษี การประกันภัย การประกอบอาชีพ และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค โดยยึดหลักความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้แนวคิด “Quick Big Recovery” มีรายละเอียด ดังนี้

    ระยะที่ 1: การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ได้แก่ (1) การจัดหาสิ่งของอุปโภคและบริโภคจำเป็นและขาดแคลน (2) การจัดหาที่พัก/ศูนย์พักพิง (3) การจัดหาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต เป็นต้น (4) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินมาตรการภาษีสนับสนุนการบริจาค และ (5) การเร่งรัด
    ให้จ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน

    ระยะที่ 2 – 3: การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน โดยเมื่อพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน การดำเนินการจะเปลี่ยนผ่านสู่การเยียวยา ซึ่งเป็นการประคับประคองและบรรเทาภาระความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่อย่างรอบด้าน ครอบคลุมด้านการลดภาระหนี้ การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านอื่น ๆ เพื่อให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยมีการดำเนินการ ดังนี้

    1) การลดภาระหนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    2) การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ เช่น การให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหาย การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยที่ได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาที่ประสบอุทกภัยตามจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินที่รับจากรัฐบาลเพื่อการป้องกันอุทกภัย การขยายระยะเวลา/ผ่อนผันระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัย การเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    3) การลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลด
    และอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    4) ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง คาดว่า การบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้ จะช่วยส่งมอบความช่วยเหลือได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะฉุกเฉิน การเยียวยาด้วยการลดภาระทางการเงินและภาษี ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถตั้งหลักและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ประกอบกับการเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ให้กลับคืนสู่ความเข้มแข็งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zl2e80y5SeRbawDGhap2v

  • ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 แพ็คเกจ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ช่วย 2.9 ล้านคน

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 แพ็คเกจ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ช่วย 2.9 ล้านคน

    วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ 

    ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง โดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อครม.วันพรุ่งนี้ จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

    1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

    ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    นอกจากนี้ ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

    2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯ กำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุมครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว

    ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

    ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่าง ๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมยนต์ได้ทันที

    ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจะจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท 

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น 

    พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป 

    รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่าง ๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัยเพื่อให้กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645487&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ozjDGufsdKLUCuY9vAXZS

  • “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว | TOPNEWS

    “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว | TOPNEWS

    “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. กล่าวว่า วันนี้เข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูและการเยียวยาแล้ว โดยการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. สามารถจ่ายน้ำได้แล้ว 80% ยังคงมีปัญหาในบางจุด เช่น ท่อแตก อุปกรณ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ 100% กปภ.กำลังเร่งแก้ไขและทำงาน 24 ชั่วโมง คาดว่าน้ำประปาในจังหวัดสงขลาจะกลับมาใช้ได้ 100% ในวันพุธที่ 3 ธันวาคม2568 นี้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้หารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ.สงขลา ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องขยะ ทราบว่ามีรถเก็บขยะกว่าร้อยคัน ซึ่งหากยังไม่เพียงพอ รัฐบาลก็เปิดโอกาสให้ อบจ.สงขลาสามารถใช้วิธีจ้างเหมาบริการกับภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งธงที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้คือ 7 วันประชาชนต้องสามารถเข้าอยู่

    ในบ้านได้ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีต้องการให้คุณภาพของอาหารที่นำไปให้ประชาชนมีคุณภาพมากกว่านี้ จึงปรับนโยบายใหม่ โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งเป็นครัวในแต่ละชุมชนแทน ซึ่งมีทั้งหมด 103 จุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าสามารถดำเนินการพร้อมกันได้ทั้ง 103 จุดในวันนี้ ประชาชนสามารถไปรับอาหารในจุดที่แต่ละชุมชนมีให้บริการได้เลย

    ด้าน พลโทวันชนะ สวัสดี กรรมการและโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีวานนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานส่วนหน้าเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยมีภารกิจฟื้นฟูเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 8 งานหลัก ได้แก่ 1. การจัดระเบียบศูนย์พักพิงและบริการทางการแพทย์ 2. การเร่งรัดด้านสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา และสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการได้แล้วกว่า 85% 3. การแจกจ่ายน้ำ อาหาร และถุงยังชีพ 4. การรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน 5. การดำเนินการเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต 6. การเก็บขยะตกค้างและการจัดหาพื้นที่รวบรวม 7. การเคลื่อนย้ายยานพาหนะและสิ่งกีดขวาง และ 8. การประสานหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ทั่วถึง

    ทั้งนี้ บริเวณอุโมงค์ทางลอดมีน้ำขังในจุดวิกฤต 2 แห่ง กองทัพไทยได้ติดตั้งเรือผลักดันน้ำจากหน่วยพัฒนา จำนวน 5 เครื่อง มีขีดความสามารถผลักดันน้ำรวม 342,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเร่งการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาให้พื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ บางส่วนของอำเภอสทิงพระ และอำเภอหาดใหญ่จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ส่วนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ภารกิจด้านการแจกจ่ายอาหารได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 เขต เพื่อให้การกระจายอาหารกล่องและถุงยังชีพเข้าถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

    ส่วนในเรื่องน้ำใช้ ได้จัดส่งประปาสนามจำนวน 3 ชุด ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน โดย 2 ชุดประจำอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ และ 1 ชุดประจำที่ศูนย์พักพิงมณฑลทหารบกที่ 42 พร้อมเดินระบบผลิตน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน โดยประปาสนามหนึ่งชุดมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำได้ถึง 18,000 ลิตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้สามารถผลิตน้ำรวมทั้งสิ้นกว่า 180,000 ลิตรต่อวัน ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ในช่วงฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการจัดระเบียบศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงรวม 16 แห่ง รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ยังมีห้องพักรองรับที่โรงแรม บีพี สมิหลา บีช จำนวน 20 ห้อง และสามารถขยายจำนวนห้องเพิ่มเติมได้หากประชาชนมีความต้องการเข้าพักเพิ่ม

    ด้านมาตรการดูแลความปลอดภัย ศป.กฉ.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลตามแนวเส้นทางต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน และขณะนี้ได้จัดกำลังลงพื้นที่ตามแผนฟื้นฟู โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 เขต เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นระบบและครอบคลุมมากที่สุด พร้อมเปิดรับจิตอาสาเพิ่มเติมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยสามารถลงทะเบียนรายชื่อ และจะถูกจัดสรรไปปฏิบัติงานตามเขตที่ต้องการกำลังเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูในทุกพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1409653&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wl3EDKCfRS_VEBfhSmwVN

  • เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/business-finance/NezwCCGPr&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R-ZGElgfx5uvenJRDzSxa

  • ไปต่อไม่ไหว “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี

    ไปต่อไม่ไหว “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ร่อนจดหมายถึงผู้ปกครอง ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี สาเหตุจากโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยลง และขาดเสถียรภาพทางการเงิน ประสานโรงเรียนใกล้เคียงรับเด็กเรียนต่อ

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ส่งหนังสือถึงผู้ปกครอง ประกาศยุติการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา หลังเปิดมานานกว่า 55 ปี โดยระบุว่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประสบปัญหาวิกฤติการศึกษาโรงเรียนเอกชนที่ต้องปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 มีโรงเรียนปิดกิจการกว่า 40 โรงเรียน ส่วนหนึ่งของวิกฤติเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ 1. จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย 2. ระบบเศรษฐกิจ ที่ขาดเสถียรภาพทางการเงินและตกต่ำ

    ประกอบกับในช่วงปี พ.ศ.2563 – 2564 เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพ ปัญหาที่กล่าวมานั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เช่นกัน ตลอดระยะเวลาของปัญหาดังกล่าว โรงเรียนได้พยายามคงไว้ซึ่งการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัดเทียม และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สูงขึ้น อาทิ ค่าใช้จ่ายวิชาการ ค่าสาธารณูปโภค อัตราฐานเงินเดือนครูที่ปรับขึ้นใน 2 ช่วง ตามนโยบายรัฐบาล ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักเรียน เป็นต้น อีกทั้ง การชำระค่าธรรมเนียมการเรียนจากผู้ปกครองบางส่วนไม่ตรงตามกำหนดหรือไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเรียนเลย ทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ

    ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยการลดขนาดโรงเรียนให้เล็กลง ปรับลดจำนวนครู และแรงงานบางส่วน แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว

    คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจยุติการจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2569) โรงเรียนตระหนักดีว่าการเลิกกิจการของโรงเรียนในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนจึงขออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    1. โรงเรียนจะแจกเอกสารทางการศึกษา ได้แก่ หนังสือรับรองการเป็นนักเรียน (ปพ.7) จำนวน 2 ชุด ระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการย้ายสถานศึกษา โดยจะแจกให้ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569

    2. โรงเรียนได้ประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณารับนักเรียนของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

    • โรงเรียนอนุบาลแสงโสม
    • โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์
    • โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์
    • โรงเรียนอนุบาลชนานันท์
    • โรงเรียนแสงโสม
    • โรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์สายไหม
    • โรงเรียนสายอักษร
    • โรงเรียนสองภาษาวันเนส
    • โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน
    • โรงเรียนระเบียบศึกษา
    • โรงเรียนพิชญศึกษา
    • โรงเรียนปิยะพงษ์วิทยา
    • โรงเรียนพหฤทัยดอนเมือง
    • โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต
    • โรงเรียนดรุณพัฒน์
    • โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี
    • โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฎร์
    • โรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว
    • โรงเรียนโชคชัยรังสิต
    • โรงเรียนอรรถมิตร
    • โรงเรียนอมาตยกุล
    • โรงเรียนทับทอง

    ทั้งนี้ โรงเรียนอธิบายว่า ที่ไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ทันที หลังจากมีมติเลิกกิจการของโรงเรียน เนื่องจากมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปิดกิจการของโรงเรียนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ แต่โรงเรียนจะยังคงจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 เหมือนเดิม

    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้นัดผู้ปกครองของนักเรียนชั้นเรียนต่างๆ เข้ามาประชุมรับทราบรายละเอียดการยุติกิจการของโรงเรียน และแนวทางการช่วยเหลือในวันพุธที่ 3 ธันวาคม นี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2899190&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fwvUxiMss7tAiwJ_aVXQC

  • เด็กเร่ขายของ VS Kidfluencer เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ทำไมสังคมสนใจไม่เท่ากัน กับคำถามไทยพร้อมพูดเรื่อง ‘แรงงานเด็ก’ หรือยัง

    เด็กเร่ขายของ VS Kidfluencer เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ทำไมสังคมสนใจไม่เท่ากัน กับคำถามไทยพร้อมพูดเรื่อง ‘แรงงานเด็ก’ หรือยัง

    เมื่อกดเข้าโซเชียลมีเดียในช่องทางที่เราต่างใช้กันเป็นประจำ บนหน้าจอโทรศัพท์มีเด็กตัวเล็ก หน้าตาน่ารักกำลังแจกรอยยิ้มให้กับคนบนโลกออนไลน์ผ่านหน้าจอการไลฟ์

    “น่ารักมาก”

    “เก่งจังเลย”

    คำชื่นชมจากคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนถูกส่งผ่านช่องคอมเมนต์และการแชร์ จนกลายเป็นกระแสที่สังคมให้ความสนใจ ในขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กบางกลุ่มที่ต้องทำงานขายของหรือขายดอกไม้ตามร้านอาหารโดยเฉพาะในยามค่ำคืน เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็เป็นเด็กที่ใช้ ‘แรงงาน’ เหมือนกัน แต่ความสนใจของสังคมกลับแตกต่างกัน

    มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องกลายเป็นแรงงานตั้งแต่ยังเด็ก เด็กวัยเรียนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือเด็กบางคนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะต้องออกมาทำงานหาเงินจุนเจือตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นฝ่ายยัดเยียดการทำงานให้กับเด็ก โดยใช้ภาพความน่าสงสารมาเป็นหนทางการหาเงิน การดิ้นรนของเด็กตัวเล็กทั้งที่ยังไม่ถึงวัยที่จะต้องเข้าไปในตลาดแรงงาน เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาแรงงานเด็กที่ยังมีอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้

    แรงงานจำยอม

    ความหมายของแรงงานเด็กตามนิยามของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมายถึงเด็กที่มีอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี เป็นการทำงานโดยมีนายจ้างและได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน ซึ่งในเงื่อนไขการจ้างงาน กฎหมายกำหนดเอาไว้คือ ห้ามจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 

    ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รายงานความเคลื่อนไหวแรงงานเด็ก ไตรมาส 4 ปี 2567 พบว่ามีเด็กที่อยู่ในกำลังแรงงาน จำนวน 148,475 คน ผู้มีงานทำเป็นเด็กที่ทำงานทั้งหมด 135,159 คน ซึ่งสามารถแบ่งแรงงานเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ เด็กที่เรียนและทำงานไปด้วย 16,022 คน และเด็กที่ทำงานอย่างเดียว 119,137 คน 

    จากจำนวนตัวเลขจะเห็นได้ว่า จำนวนแรงงานเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาและต้องทำงานอย่างเดียวมีมากกว่าเด็กที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยหลายเท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัวในประเทศไทย และอาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ช่องว่างทางกฎหมาย เมื่อพ่อแม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือหาเงิน

    หากความหมายของแรงงานเด็ก คือการทำงานโดยมีนายจ้างและค่าตอบแทน ในกรณีของเด็กที่ทำงานขายดอกไม้ตามร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์เด็กในโซเชียลฯ อาจต่างออกไป การหาเงินโดยมีเด็กเป็นเครื่องมือและสร้างภาพจำตามคำสั่งของพ่อแม่อาจเป็นได้แค่ ‘กิจกรรมภายในครอบครัว’ เพราะไม่มีการจ้างงานหรือค่าตอบแทน จึงไม่ถือว่าเป็นลูกจ้างตามเงื่อนไขของแรงงานเด็ก 

    อายุต่ำกว่า 15 ปี ‘ห้ามทำงาน’ แต่เมื่อมองถึงความเป็นจริงของสังคมแล้ว ยังมีเด็กจำนวนมากที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการเร่ขายดอกไม้ เร่ขายขนมตามร้านอาหาร หรือการช่วยงานครอบครัวซึ่งนอกเหนือจากงานในบ้าน การที่เราเห็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี เหล่านี้ทำงานและช่วยครอบครัวหารายได้ อาจมาจากสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่ความยากจนในครัวเรือน เมื่อไร้หนทางการให้เด็กในครอบครัวมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการหารายได้จึงกลายเป็นทางออกอีกทางของปัญหานี้ เพราะมีความคิดว่าสิ่งที่เด็กทำเป็นเพียงงานเล็กๆ น้อยๆ จนละเลยสิทธิของเด็กไป

    เช่นเดียวกับกรณีของอินฟลูเอนเซอร์เด็กที่เรามักเห็นเด็กน้อยน่ารักตามช่องทางออนไลน์ต่างๆ แม้ว่าเด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องของปัญหาความยากจนหรือการเงินเหมือนเด็กเร่ขายของทั่วไป แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองก็ยังคงนำเอาความเป็นเด็กนี้มาเป็นตัวสินค้าเสียเอง จนในบางครั้งก็เกิดการละเลยสิ่งที่เด็กคนหนึ่งควรได้รับไป

    ช่องทางออนไลน์กับการทำงานของ ‘Kidfluencers’

    เมื่อการเติบโตของเด็กเจเนอเรชันใหม่ถูกครอบงำด้วยโลกออนไลน์ สื่อโซเชียลฯ หรืออุปกรณ์ทันสมัยจึงมีอิทธิพลต่อตัวเด็กมากขึ้น โดยคำว่า Kidfluencers หรืออินฟลูเอนเซอร์เด็กที่เราคุ้นเคยกัน จะหมายถึงเด็กที่มีบทบาทและอิทธิพลมากในโลกออนไลน์ ซึ่งการปรากฏตัวในโลกออนไลน์นี้เกิดขึ้นได้จากการที่พ่อแม่พาเด็กๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสังคม จนนำไปสู่การใช้เด็กเป็นคอนเทนต์เรียกยอดกดไลก์ ยอดแชร์ หรือสร้างรายได้จากความน่ารัก

    ผลตอบรับจากกระแสสังคมเกี่ยวกับคอนเทนต์เด็กทำให้ Kidfluencers เริ่มมีมากขึ้นทั้งในประเทศ ต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนธรรมดาและคนมีชื่อเสียง เด็กหลายถูกจับมานั่งหน้ากล้องเพื่อเป็นคอนเทนต์ให้กับพ่อแม่ จนเราไม่สามารถทราบเบื้องหลังได้ว่า กระบวนการทำงานนั้นเป็นอย่างไร เด็กบางคนอาจเต็มใจที่จะทำหรือเด็กบางคนถูกพ่อแม่บังคับมา อีกทั้งในช่วงวัยของเด็กนั้นยังไม่สามารถตัดสินใจหรือใช้วิจารณญาณของตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจเด็กได้

    พณิดา โยมะบุตร นักจิตวิทยาคลินิก จาก MindBloom Mental Health Clinic ได้กล่าวถึงประเด็นของอินฟลูเอนเซอร์เด็กว่า การให้เด็กมาทำคอนเทนต์หรือเป็นส่วนหนึ่งของงาน ต้องขึ้นอยู่กับว่าเด็กอายุเท่าไร ถ้าอยู่ในวัยที่สามารถเริ่มสื่อสารรู้เรื่อง การให้เด็กมาทำกิจกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นการช่วยฝึกความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ได้ และต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมโดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองคอยดูแล แต่ในขณะเดียวกันหากพ่อแม่ละเลยในการดูแลเด็กๆ มากเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเด็กและการพัฒนาการได้

    “เด็กเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ เด็กจะเรียนรู้ผ่านการเล่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ แต่ว่าการเล่นก็ควรเป็นการเล่นอย่างมีอิสระตามวัย ถ้าการเอาเด็กมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แล้วมีการบังคับหรือจัดแจงว่าต้องทำนู่นทำนี่ มันไม่ใช่ความอิสระแล้ว”

    เพราะการทำคอนเทนต์หรือการเป็น Kidfluencers นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทางพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรมีการตรวจสอบเนื้อหา ความปลอดภัยของเด็กเสมอ เมื่อมีการนำเด็กเข้ามาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยพณิดายังกล่าวถึงหลักเกณฑ์พื้นฐานและข้อควรระวังสำหรับเด็กที่ต้องอยู่หน้ากล้องว่า การจะทำคอนเทนต์หรือกิจกรรมต่างๆ ต้องเอาเด็กเป็นหลักในการตัดสิน

    “พ่อแม่ต้องรู้จักลูกของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เขาจะไหวอยู่มากน้อยแค่ไหน จะมีสมาธิอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องแบ่งช่วงเวลาให้พัก แต่ที่สำคัญคือ ไม่ควรดึงเขาออกจากกิจกรรมปกติที่เด็กทั่วๆ ไปควรจะทำ”

    เด็กเร่ขายของ VS อินฟลูเอนเซอร์เด็ก

    เด็กทั้ง 2 กลุ่ม ต่างเป็นเด็กที่ต้องใช้แรงงานและอยู่ภายใต้การตัดสินใจของพ่อแม่และผู้ปกครองเช่นเดียวกัน เด็กเร่ขายของที่เรามักเจอได้บ่อยครั้งในร้านอาหารและส่วนใหญ่เป็นเวลาหัวค่ำหรือยามค่ำคืน การต้องทำงานในเวลาที่ช่วงวัยนี้ต้องพักผ่อน กลายเป็นการลิดรอนสิทธิของเด็ก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่อาจทำให้เกิดอันตรายและพัฒนาการของเด็กที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

    เช่นเดียวกับอินฟลูเอนเซอร์เด็กที่ถึงแม้ว่าการให้เด็กได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ จะเป็นการฝึกความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ แต่เมื่อใดก็ตามที่นำเด็กมาเป็นคอนเทนต์มากจนเกินไป หรือถูกบีบบังคับจากพ่อแม่จนฝืนธรรมชาติของความเป็นเด็ก สิ่งนี้จะไม่ต่างอะไรกับการใช้แรงงานที่ได้กล่าวไปข้างต้น เพียงแค่ไม่สามารถเรียกว่าแรงงานเด็กได้เต็มปากเพราะไม่ใช่การว่าจ้างอย่างที่ช่องว่างของกฎหมายได้ระบุไว้

    อย่างไรก็ตาม ระหว่างเด็ก 2 กลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอยู่หนึ่งสิ่ง นั่นคือการให้ความสนใจของสังคม แม้ว่าเราจะสามารถเห็นแรงงานเด็กที่เร่ขายของได้บ่อยเท่าไร แต่สังคมก็เพียงรับรู้และปล่อยผ่าน ภาพของเด็กที่ต้องขายของตามร้านอาหารกลายเป็นความเคยชินของผู้คนที่พบเห็น ทำได้เพียงช่วยเหลือจากการซื้อของหรือบางคนอาจเมินเฉยไปอย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกัน เมื่อเป็นอินฟลูเอนเซอร์เด็ก สังคมกลับให้ความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งมอบคำชื่นชม มองว่าน่ารักน่าเอ็นดูจนกลายเป็นจุดสร้างรายได้ และกลายเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ให้กับตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก 

    ซึ่งเมื่อมีการถกเถียงกันในเรื่องของการใช้แรงงาน สังคมก็ยังให้ความสนใจกับประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง มีผู้คนมากมายที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและตำหนิพ่อแม่ที่พาลูกมาเป็นคอนเทนต์หรือไลฟ์ขายของ สังคมต่างช่วยกันทวงคืนความเป็นเด็กให้กับอินฟลูเอนเซอร์ตัวน้อยแต่เด็กเร่ขายของทั่วไปกลับไม่ได้รับสิ่งนี้อย่างเท่าเทียมกัน

    “รางวัลจากการไลฟ์ที่มีคนมาคอมเมนต์หรือว่าให้รางวัลให้นู่นให้นี่ ซึ่งมันจะมีผลในเรื่องของการสร้างตัวตน เด็กอาจจะเอาตัวเองไปขึ้นอยู่กับสิ่งพวกนี้มากเกินไป ในการที่จะรู้สึกภาคภูมิใจหรือมีความสุข ในขณะที่เด็กที่ใช้แรงงาน เด็กขายพวงมาลัยขายของ เขาอาจจะไม่ได้ทำเพื่อเอาแรงเสริมพวกนี้ เพราะฉะนั้นตัวตนของเขาก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า สังคมหรือคนที่ไม่รู้จักมันมีผลต่อเขายังไง มันก็จะมีผลต่อการพัฒนาตัวตนที่ไม่เหมือนกัน”

    เพราะในยุคโซเชียลฯ ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ง่าย เพียงแค่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า กดเข้าโทรศัพท์มือถือและเข้าโซเชียลฯ ก็สามารถเห็นอินฟลูเอนเซอร์เด็กได้ทันทีและทำให้เรามีประสบการณ์ร่วมได้ง่ายกว่า ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างกับเด็กที่เร่ขายของโดยสิ้นเชิง ถ้าเราอยู่บ้าน เราอาจเห็น Kidfluencers แต่เราไม่สามารถเห็นเด็กที่ต้องใช้แรงงานคนอื่นๆ ได้เลย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมสังคมถึงให้ความสนใจกับประเด็นของการใช้แรงงานเด็กที่ไม่เท่ากัน เพราะความเข้าถึงง่าย ความไว และกระแสสังคมจากโลกออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญของการตระหนักรู้ของผู้คนในสังคมไทย

    อ้างอิง

    https://www.ilo.org/resource/news/child-labour-rises-160-million-%E2%80%93-first-increase-two-decades

    https://www.labour.go.th/index.php/service-statistic/service-report-year/category/108-2565?download=640:3-2565 

    https://theactive.thaipbs.or.th/read/kidfluencer

    https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=34757

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-kidfluencer-child-labor/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gX7q1lKzA50TIDMS53gel

  • “ไทยสร้างไทย” เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย “พล.ท.ภราดร” นำกลุ่มสวัสดีคนไทย ลุยนโยบายความมั่นคง “อดีต สว.ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ดูแลกฎหมาย ความยุติธรรม และพัฒนาการศึกษา

    “ไทยสร้างไทย” เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย “พล.ท.ภราดร” นำกลุ่มสวัสดีคนไทย ลุยนโยบายความมั่นคง “อดีต สว.ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ดูแลกฎหมาย ความยุติธรรม และพัฒนาการศึกษา

    พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่าไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า การเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    ด้านนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเองบรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทยและสร้างการเมืองสุจริตให้เกิดขึ้นจริง

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่าการมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/261534&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wMnxMlBG0N91dqN9ixhy_

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67685/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zxDV34PTpSm5lsk7WOsCE