Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เน็กซ์โทเปียหนุนท่องเที่ยวสู่เดสติเนชันโลก

    เน็กซ์โทเปียหนุนท่องเที่ยวสู่เดสติเนชันโลก

    ปี 2568 คืออีกปีที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวในตลาดหลักอย่างจีนและยุโรป ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ตั้งแต่ญี่ปุ่น, จีน, เวียดนาม, เกาหลีใต้ ไปจนถึงมาเลเซียเร่งเดินเกมท่องเที่ยวเชิงมูลค่าเพิ่มอย่างดุเดือด

    จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงต่อเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจภายในและพฤติกรรมเดินทางที่เปลี่ยนไปสู่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ แต่ความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่นปลายปี กลับทำให้เส้นทางอาเซียนโดดเด่นขึ้นอีกครั้ง โดยไทยยังคงได้เปรียบด้านวัฒนธรรม การบริการ ความคุ้นเคยและการก้าวสู่ช่วงไฮซีซัน ทำให้มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสท้ายของปี

    ขณะที่สู่เดือนตุลาคม ปริมาณผู้โดยสารขาเข้าจากเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ตกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญเริ่มรายงานยอดเข้าพักที่ดีขึ้น

    ข้อมูลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวระบุว่า แนวโน้มการใช้จ่ายของนักเดินทางปีนี้แตกต่างจากช่วงก่อนโควิด-19 โดยนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มุ่งหา “ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร” มากกว่าการซื้อสินค้าราคาแพงเพียงอย่างเดียว และให้ความสำคัญกับกิจกรรมเชิงเรียนรู้ การถ่ายภาพ เชิงไลฟ์สไตล์ และเนื้อหาที่สามารถแบ่งปันในโลก ออนไลน์

    แนวโน้มดังกล่าวกดดันให้ไทยต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีเนื้อหามากกว่า “ช็อปปิ้ง-กิน-พัก” และต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้านจำนวนผู้เดินทาง

    ในช่วงการฟื้นตัวนี้ ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก-ศูนย์การค้า เริ่มมองว่า “การรอคอยนักท่องเที่ยว” ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนนักเดินทางให้เป็น “ผู้มีส่วนร่วมในประสบการณ์”

    สยามพารากอน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านศูนย์การค้าที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมชมมากที่สุด ปีละมากกว่า 100 ล้านคน และ 30% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกาศเปิดตัว “เน็กซ์โทเปีย” (NEXTOPIA) โครงการเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต บนพื้นที่ชั้น 5 ของศูนย์การค้า ครอบคลุมกว่า 15,000 ตารางเมตร ด้วยงบลงทุน 850 ล้านบาท

    ตั้งเป้าพลิกจากการเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของการช็อปปิ้งเป็น Creative Experience Destination ที่เน้นการคิดร่วมทำร่วมผ่านนวัตกรรม ความยั่งยืน และกิจกรรมสำหรับนักเดินทางยุคใหม่

    โครงการนี้เป็นส่วนสำคัญของการทรานส์ฟอร์มสยามพารากอนในโอกาสครบรอบ 20 ปี เพื่อยกระดับบทบาทสู่ World-Class Destination ระดับโลกที่ไม่เพียงดึงนักเดินทางให้มาจับจ่าย แต่เข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์อนาคตของเมือง

    ความโดดเด่นของ NEXTOPIA คือการเป็น Prototype City หรือ “เมืองทดลอง” ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างองค์กรนวัตกรรมกว่า 50 แห่ง และชุมชนอีก 30 กลุ่ม ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดรับทุกคนร่วมสร้างโลกที่ดีกว่า “Join us in the Making of a Better World” สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

    โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักออกแบบ และนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการคิดค้นเทคโนโลยีและแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

    พื้นที่ภายในถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศเรียนรู้ ประกอบด้วยโซนเทคโนโลยีทดลอง พื้นที่นำเสนอนวัตกรรม เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และสินค้า/บริการเชิงยั่งยืนที่สามารถทดลองใช้งานได้จริง ถือเป็นโมเดลการท่องเที่ยวรูปแบบ “Immersive Education” ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ทั่วโลก เช่น มหานครโตเกียว, โซล และสิงคโปร์

    โครงการนี้ยังตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง (High–Spending Traveler) ที่ต้องการซื้อประสบการณ์มากกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะนักเดินทางจีนเกรดพรีเมียม กลุ่มมิลเลนเนียล–เจเนอเรชัน Z จากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง

    NEXTOPIA เปิดให้ทุกคน “สร้างสรรค์ได้จริง” เช่น การออกแบบต้นแบบสินค้า การทดลองบริการต้นแบบ และการเรียนรู้คอนเซปต์การอยู่อาศัยในเมืองยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสามารถแบ่งปันผ่านโซเชียลมีเดีย กระตุ้นปริมาณนักเดินทางแบบปากต่อปากได้รวดเร็ว

    ไฮซีซันปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องช่วยพยุงรายได้จากนักท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า ไทยสามารถเปลี่ยนแนวคิดการท่องเที่ยวจาก “ปริมาณผู้เดินทาง” ไปสู่ “มูลค่าประสบการณ์” ได้มากแค่ไหน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    หาก NEXTOPIA ประสบความสำเร็จ กรุงเทพฯจะมีจุดขายใหม่ที่แข่งขันได้กับมหานครสำคัญระดับโลก และช่วยเปลี่ยนสถานะจาก “เมืองช็อปปิ้ง” ไปสู่ “เมืองแห่งนวัตกรรมสำหรับทุกคน”.

    ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2899200&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cMSz3HQmYs5lm73GrhHG7

  • บุญเก่าอ่อนแรง! KKP มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.6-1.8% ชี้เป็นปีแห่งทางแยกศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    บุญเก่าอ่อนแรง! KKP มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.6-1.8% ชี้เป็นปีแห่งทางแยกศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 1.6-1.8% ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตช้า โดยเติบโตลดลงจากปีนี้ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2% ซึ่งมองว่าในปีหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายที่ต่อเนื่องจากปีนี้

    โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตแผ่วลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงเมื่อต้นปี 2568 โดย GDP ไตรมาส 1/68 ขยายตัว 3.2% เพราะยังไม่มีปัญหาการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ในไตรมาส 2/68 ขยายตัว 2.8% ส่วนไตรมาส 3 เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจเริ่มอ่อนกำลังลง อีกทั้งยังมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติเข้ามากดดันด้วย

    “ปีหน้าเศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะบุญเก่าอ่อนแรง และบุญใหม่ยังไม่มี คำถามคือ อะไรจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ที่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว หลังจากที่เครื่องยนต์หลักอย่างการท่องเที่ยว และความสามารถในการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ คำตอบคือ ตอนนี้ ไทยยังไม่เจอว่าจะมีอะไรเป็นเครื่องยนต์ในการดึงให้เศรษฐกิจให้กลับขึ้นไป” นายพิพัฒน์ กล่าวในหัวข้อ “วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟ จะ “ปัง” หรือต้อง “ระวัง” ในงานปาฐกถาพิเศษ “คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยกลับไปโตยากมาก การจะกลับไปขยายตัวที่ 2% ทำได้ลำบาก แต่ปัจจัยที่น่ากังวลนั้น ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเมื่อเทียบกับอดีต แต่ไทยกำลังเติบโตช้าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศไทยกำลังถูกขนานนามและถูกพูดถึงมากขึ้นว่าเป็น “คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย” จีดีพีต่อหัว (GDP per capita) โตตามหลังสิงคโปร์ถึง 11 เท่า

    “เศรษฐกิจไทยกำลังถูกบีบ ปัจจุบันตัวเลข GDP ของไทยอยู่อันดับที่ 2 ของอาเซียน แต่คาดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะหล่นไปอยู่อันดับที่ 5 ซึ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยง และเป็นคำถามว่า จะทำอย่างไรที่สามารถดันให้เศรษฐกิจกลับมาได้” นายพิพัฒน์ ระบุ

    สำหรับปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ภาคการผลิต จากความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าการส่งออกจากขยายตัว แต่การผลิตจริงกลับติดลบ ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มชนเพดาน นักท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัว แต่แรงส่งไม่เหมือนเดิม การท่องเที่ยวในปัจจุบันกลายเป็นแค่ฐานค้ำยันเศรษฐกิจ ไม่ใช่เครื่องยนต์ติดเทอร์โบที่จะดันให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป

    อีกทั้งประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องกับดักหนี้ และการปล่อยกู้ภาคธนาคาร ขณะเดียวกันยังมีกำแพงปัญหาที่มองไม่เห็น เหมือนคลื่นสึนามิที่กำลังพาเศรษฐกิจไทยไปสู่ปัญหาการเติบโตช้า นั่นคือ โครงสร้างประชากร ซึ่งไทยเป็นไม่กี่ประเทศในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ที่มีปัญหาโครงสร้างประชากร ประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ด้วยการแจกเงินไม่ได้

    นายพิพัฒน์ มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และเม็ดเงินลงทุนใหม่จากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มไหลเข้ามาจากการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรม Data Center, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับ AI, อุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่ ซึ่งไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    “ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งทางแยกของเศรษฐกิจไทย ที่มีความท้าทายจากปัจจัยภายใน และภายนอก ดังนั้นไทยต้องเร่งสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาการเลือกตั้ง และแนวนโยบายการเงินการคลัง นอกเหนือจากการท่องเที่ยว และการลงทุน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า สำหรับการเลือกตั้งนั้น ยังมองว่าอาจจะเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะวันนี้ปัญหาหลายอย่าง เรารู้ว่าคืออะไร ต้นเหตุคืออะไร จะแก้อะไร แต่จะแก้อย่างไรยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การเลือกตั้งจึงอาจจะเป็นข้อดี คือ อาจจะมีคนนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไรจากแนวนโยบาย แนวมาตรการที่จะช่วยคลายปัญหาหลายสิ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเจอ ซึ่งยืนยันว่า เราต้องการนโยบายปฏิรูปที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแจกเงิน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nn8NvQ–6Ycr0LuvD8mcw

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568

    (1) สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – การเติบโตของ GDP นิวซีแลนด์ไตรมาสเดือนมิถุนายน 2568 หดตัวลงร้อยละ 0.9 และลดลงร้อยละ 1.1 ต่อปี จากการหดตัวอุตสาหกรรมผลิตมากที่สุดร้อยละ 2.3 อุตสาหกรรมพื้นฐานหดตัวร้อยละ 0.7 ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการยังทรงตัว ธุรกิจบริการให้เช่ารถยนต์และที่พักขยายตัวร้อยละ 0.7 อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศหดตัวลงร้อยละ 1.8 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 การส่งออกสินค้าและบริการหดตัวร้อยละ 1.2 (อาหาร เครื่องดื่มและเนื้อสัตว์ลดลง) การนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 (เป็นการนำเข้าสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการทหาร) การเติบโตของ GDP ต่อหัวต่อปีลดลงร้อยละ 1.1 รายได้ประชาชาติสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 อัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 3  อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 5.3 อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงที่ร้อยละ 2.25 ปี 2567 ที่ผ่านมา ชาวนิวซีแลนด์อพยพออกนอกประเทศมากถึง 73,000 ราย ร้อยละ 38 เป็นกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปีส่วนใหญ่เดินทางไปยังออสเตรเลียเพื่อโอกาสด้านหน้าที่การงานและการเดินทางที่สะดวก รัฐบาลเชื่อว่า  เมื่อเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ฟื้นตัว ชาวนิวซีแลนด์จะทยอยเดินทางกลับมากขึ้น 

    (2) สถานการณ์การค้าโดยรวมของนิวซีแลนด์

    ปี 2568 เดือนมกราคมกันยายน สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์มีมูลค่า 34,675 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 10.58) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 29.44) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 12.93) ผลไม้ กีวี (ร้อยละ 9.67) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 6.40) และ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.72) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น แอปเปิล เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2568 เดือนมกราคมกันยายน การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 33,102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 0.21) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.83) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 12.27) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ(ร้อยละ 10.43) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.49) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์(ร้อยละ 3.90) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ได้ดุลการค้า 1,740 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ มีมูลค่า 1,318 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 4.69) (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และน้ำตาลทราย) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 689.8  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (22,074 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่า 3,364.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 11.02) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 24.24) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 9.89) กีวี (ร้อยละ 8.36) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 7.66) อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 4.45) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น น้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส แอปเปิล ไม้ที่ยังไม่แปรรูป และเยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่า 3,978 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 3.78) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.04)  รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.73) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.15) ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 8.87) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์(ร้อยละ 3.91) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกันยายน 2568 นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 613.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 7 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ น้ำตาลทราย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนและโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    (3) สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2024

    (%)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2024

    ปี 2025

    ปี 2024

    ปี 2025

    ปี 2024

    ปี 2025

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.- ก.ย.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค. – ก.ย.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค. – ก.ย.

    +/- (%)

    1.0

    (13.10)

    0.0

    2,474.17 

    (10.20)

    1,903.74

    -0.64

    1,591.23

    13.10

    1,200.79

    -2.71

    887.23

    (5.85)

    702.95

    3.13

    (4) การค้าไทย-นิวซีแลนด์เดือนกันยายน 2568

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568 มีมูลค่า 154.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (4,945.3 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 16.82 เป็นการลดลงของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก แต่การส่งออกน้ำตาลทราย เครื่องปรับอากาศ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยางและอาหารทะเลกระป๋องเพิ่มขึ้น   

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568 มีมูลค่า 47.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1,520.9 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 13.53 เป็นการลดลงของสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม เคมีภัณฑ์และอาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก แต่การนำเข้าผัก ผลไม้ เยื่อกระดาษ ไม้ซุงและไม้แปรรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เครื่องเพชรพลอย อัญมณี สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และเครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มขึ้น   

    ………………………………………………………………………………………………………

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yin3z1gk0ln0puaposla2oid&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Exh-iRja2sAKfwXfe91nl

  • “ไทยสร้างไทย” ผนึกกำลัง 4 ขุนพลใหม่ “กลุ่มสวัสดีคนไทย” สู้ศึก”เลือกตั้ง 69″

    “ไทยสร้างไทย” ผนึกกำลัง 4 ขุนพลใหม่ “กลุ่มสวัสดีคนไทย” สู้ศึก”เลือกตั้ง 69″

    1 ธันวาคม 2568  พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่าไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต

     คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าการเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่าการเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค

    ด้านนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

    บรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทยและสร้างการเมืองสุจิตให้เกิดขึ้นจริง 

    คุณหญิงสุดารัตน์ เชื่อมั่นว่าการมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378970182&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FQEWxaQw6WAS_CdwWJqks

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 17:56 1

    วันนี้ (1 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการแรกลดภาระหนี้ โดยพักเงินต้นและดอกเบี้ยแบ 1 ล้าน ต่อราย นาน 12 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมาผวงที่จะต้องมาจ่ายหนี้ พร้อมอนุมัติสินเชื่อเยียวยาโดยเพิ่มวงเงินกู้จากลูกค้าเดิมของธนาคาร ให้สามารถสินเชื่อเพิ่มไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟู (ซอฟต์โลน) อัตราดอกเบี้ย 0% ไม่เกิน 1 ล้าน เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยจะไปหารือกับธนาครพาณิชย์เพื่อออกมาตรการให้คล้ายกันกับมาตรการของธนาคารรัฐ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยจะนำโมเดลสินเชื่อในสามจังหวัดชายแดนใต้

    มาตรการในส่วนที่ 2 เป็นเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 9,000 บาท  โดยในการประชุมคณะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค. 68) จะมีการพิจารณางบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2569 ซึ่งวันนี้ (1 ธ.ค. 68) ได้พิจารณาจ่ายล็อตแรกไปแล้ว 26,000 ครัวเรือน  ขณะที่มาตรการประกันภัยได้ลดขั้นตอนการเคลมประกันให้มีความรวดเร็วขึ้น ส่วนด้านแรงงานได้ขยายเงินนำส่งประกันสังคม พร้อมจ่ายประโยชน์ทดแทนสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถทำงานได้ 50% ของค่าแรงต่อวัน ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานยังเตรียมสินเชื่อเพื่อการจ้างงานเพื่อที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างแรงงานได้

    ขณะที่มาตรการที่ 3 คือลดค่าใช้จ่าย โดยจะขยายลดค่าภาษีทั้งหมด อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับซ่อมแซมบ้าน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีลดเกิน 30,000 บาท สำหรับซ่อมแซมรถ ส่วนผู้ประกอบการสามารถลดหย่อนภาษีได้สองเท่าเพื่อซ่อมแซมธุรกิจ  นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีสำหรับผุ้บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์การกุศลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้

    ขณะเดียวนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงท่องเที่ยวกันเตรียมฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยจัดแคมเปญท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเตรียมให้หน่วยงานรัฐไปจัดประชุมสัมมนาหลังพื้นที่

    ด้าน น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการที่ 4 กระทรวงพาณิชย์เตรียมออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสินค้าไม่คาดแคลนเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกจะส่งสินค้าที่จำเป็นไปทันที ทั้ง ไข่ไก่ ข้าวสาร ร่วมกับพันธมิตร ส่วนระยะที่สองคือการเยียวยา โดยได้ร่วมมือกับร้านวัสดุก่อสร้างไม่ให้ขาดแคลนและให้จำหน่ายในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกันเตรียมขายธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อจำหน่ายให้ประชาชน พร้อมควบคุมไม่ให้มีการกักตันสินค้า และเตรียมนำรถโมบายเพื่อนำไปจัดหน่ายในพื้นที่ไม่สะดวกจะตั้งร้านสนามได้  นอกจากนี้ได้มีการประสานกันห้างร้าต่างๆ เพื่อลดราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในอัตราสูงสุด 80% และดูแลไม่ให้ขาดแคลน ขณะเดียวกันจะนำร้านแฟรนไชส์ไปให้ความรู้ผู้ประกอบการรายย่อยที่สนใจ นอกเหนือจากลดราคาอุปโภคบริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4xpl94riqq1r&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2un7cgAVyEDhjni-o7t2mi

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรม.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ เป็นวาระพิเศษในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้พา ครม.เศรษฐกิจ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปในพื้นที่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมีการประเมินว่าความเสียหายครั้งนี้ถึง 5 แสนล้านบาท และมีประชาชนเดือดร้อนมากกว่า 2.9 ล้านคน ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนจากมหากอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

    ที่ประชุมได้มอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมชุดมาตรการ และรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) การใช้งบประมาณของโครงการต่างๆ โดยบางส่วนจะให้งบประมาณ และบางส่วนใช้งบประมาณตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.งบประมาณ ขณะที่บางส่วนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ใช้งบประมาณของตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่วนงบกลางที่ต้องเข้าไปช่วยส่วนของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างหารือกันในส่วนนี้

    สำหรับชุดมาตรการที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ แบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ ครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้ การเพิ่มเงินในกระเป๋า การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูความเข้มแข็งของพื้นที่ ได้แก่

    1. การลดภาระหนี้และมาตรการสินเชื่อ (ผ่านสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน) ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้ (พักต้น พักดอกเบี้ย) โดยให้พักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ระหว่างการพักชำระหนี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนคลายเกณฑ์เพื่อไม่ให้หนี้เหล่านี้ถูกจัดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

    นอกจากนั้น ยังมีมาตรการสินเชื่อเยียวยา โดยลูกหนี้เดิมภายใต้วงเงินกู้เดิม สามารถกู้เพิ่มได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 12 เดือน และสินเชื่อฟื้นฟู เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินของรัฐจะดูแลเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ

    สำหรับมาตรการ Soft Loan สำหรับ SME: จัดให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้

    สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้จากมาตรการพักหนี้และสินเชื่อข้างต้นจะใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยจะมีการตั้งเป็น บัญชี PSA (Public Service Account) เพื่อให้ความเป็นธรรม หากเกิดความเสียหายขึ้น ภาครัฐจะเข้ามาดูแล

    2. การเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน ได้แก่ เงินเยียวยาครัวเรือน : คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบกลางในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินสดจำนวน 9,000 บาทต่อครัวเรือน ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเพิ่มเงินทดลองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมทั้งผ่อนคลายเกณฑ์และระเบียบการเบิกจ่ายต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือประชาชน

    นอกจากนี้ ยังมีการขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    3. มาตรการลดภาระภาษีให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ประกอบไปด้วย มาตรการขยายเวลาชำระภาษี โดยขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด และลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซม ได้แก่ ซ่อมแซมทรัพย์สิน ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนภาษีซ่อมแซมรถ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    ขณะที่ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้ ส่วนข้อเสนอของเอกชนที่ขอให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กระทรวงการคลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการในพื้นที่

    3. การลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการ เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลด และอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือ ที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน้าที่หลักของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้มั่นใจว่าประชาชนมีเครื่องอุปโภคบริโภคเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และมีราคาที่ต่ำ กระทรวงพาณิชย์ได้แบ่งมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    1. ระยะเร่งด่วน โดยเน้นการดูแลปากท้อง และควบคุมราคา โดยได้เน้นการจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภค มีการส่งวัตถุดิบอาหาร เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร และอาหารต่างๆ ลงไปเป็นวัตถุดิบที่โรงครัว เพื่อให้ประชาชนได้รับอาหารอย่างทันทีและต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและห้างต่างๆ

    การควบคุมราคาและป้องกันการกักตุน ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไป และป้องกันไม่ให้มีการกักตุนสินค้า เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอในพื้นที่

    2. ระยะเยียวยาโดยเน้นที่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมลดราคาอุปกรณ์ซ่อมแซม โดยได้ประสานกับห้างสรรพสินค้าและห้างเฉพาะกิจ เช่น Big C, Lotus, Home Pro, Global House เพื่อร่วมกันลดราคาสินค้าสำหรับซ่อมแซมบ้าน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็น โดยมีการลดราคาสูงสุดถึง 80% โดยมี สินค้าจำเป็นที่เร่งนำเข้าพื้นที่ ได้แก่ เบรกเกอร์ สายไฟ และหัวเทียน เพื่อช่วยให้รถมอเตอร์ไซค์สามารถสัญจรได้ ความร่วมมือ: ร่วมมือกับ SCG ในการนำอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านและช่างต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่

    3. ระยะฟื้นฟู โดยเน้นที่การสร้างรายได้และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ได้แก่

    1) มหกรรมธงฟ้าพิเศษ โดยเตรียมจัดมหกรรมธงฟ้าที่มีลักษณะพิเศษ นอกเหนือจากการเน้นสินค้าอุปโภคบริโภค

    2) หน่วยเคลื่อนที่ (Mobile Unit): จัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดที่ประชาชนไม่สะดวกเดินทางมายังจุดแสดงสินค้าธงฟ้า

    3) สนับสนุนแฟรนไชส์: นำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ลงไปในพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และอาชีพ กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลัง และ สสว. เพื่อช่วยสนับสนุนเงินในส่วนของค่าแฟรนไชส์บางส่วน

    4) การเข้าถึงแหล่งทุนและอำนวยความสะดวก: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำงานร่วมกับ SMED Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมทั้งให้ความสะดวกและรวดเร็วในการขอใบรับรอง การจดทะเบียนบริษัท และใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับมาทำการค้าได้รวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000115268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hu101N_-GUdkEpvFxpzqL

  • เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ


    2/12/2568 | 37 |

    พี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือใครที่เอกสารสำคัญสูญหาย ไม่ต้องลำบากเดินทางไปเขตหรืออำเภอ แอปฯ “ทางรัฐ” รวบรวมบริการภาครัฐไว้ให้แล้วในแอปฯ เดียว ทั้งการขอเอกสารใหม่และการตรวจสอบข้อมูลสำคัญ

    ✅ กลุ่มที่ 1: ขอเอกสารได้ “ฟรี” (ใช้แทนเอกสารราชการจริงได้)

         ทะเบียนราษฎร์ (e-DOC): ขอคัดสำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1), ข้อมูลประวัติทะเบียนราษฎร (ทร.12/2), สูติบัตร/ทะเบียนคนเกิด (ทร.1/ก)
          การเงิน:
    ขอประวัติการใช้-ชำระค่าน้ำค่าไฟ (เพื่อใช้ประกอบการยื่นสินเชื่อ)
         การศึกษา:
    ขอเอกสารเทียบวุฒิ สพฐ. และ หนังสือรับรองผล O-NET
          Virtual Card:
    แสดงบัตรดิจิทัลได้ทันที เช่น
                    – กำลังพลกองทัพบก / บัตรทหารเกณฑ์
                    – ใบอนุญาต กสทช.
                    – บัตรนักข่าว

    ✅ กลุ่มที่ 2: ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานสำคัญของตนเอง

         ★ ประกัน/สุขภาพ: เช็กกรมธรรม์ประกันภัย, สิทธิการรักษาพยาบาล (30 บาท/บัตรทอง)
         ★ ยานพาหนะ:
    ข้อมูลทะเบียนรถ, ข้อมูลใบขับขี่
         ★ ข้อมูลส่วนตัว:
    ข้อมูลหนังสือเดินทาง (Passport), ข้อมูลคดี/แจ้งเหตุ
         ★ สาธารณูปโภค:
    เช็กและจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ
         ★ กลุ่มเปราะบาง/ทหาร:
    ใบรับรองแพทย์ทหารกองเกิน, บัตรประจำตัวคนพิการ

    📲 ดาวน์โหลดติดเครื่องไว้ อุ่นใจทุกสถานการณ์ ทั้ง iOS และ Android


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/449753&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j1AAPbufsRQnnzDiAJXCc

  • ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

    ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

                   เมื่ออัตราการแต่งงานและอัตราการเกิดในแต่ละประเทศมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มปริมาณของภาวะประชากรสูงอายุได้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศจีนในปีพ.ศ. 2567 จำนวนประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึง 310 ล้านคน คิดเป็น 22.0% ของประชากรทั้งหมด การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรผู้สูงอายุได้ก่อให้เกิดพลวัตทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เรียกขานโดยชื่อเฉพาะว่า วงการ เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุเป็นหลัก รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเภทสินค้าและการบริการอาทิ การดูแลทางการแพทย์และการพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมขอบเขตที่หลากหลาย เช่น การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ช่วยเหลือ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และมีแนวโน้มขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างต่อเนื่อง

                   จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้สูงวัย มีจุดเริ่มต้นมาจากปี พ.ศ. 2542 จีนได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม เป็นเหตุให้อัตราการเกิดและเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อายุเฉลี่ยของประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และภาวะสูงวัยของประชากรก็ทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2567 ประชากรจีนมีจำนวนถึง 1.41 พันล้านคน แต่กลับมีแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ติดลบ ขณะเดียวกัน สัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 22.0% หรือคิดเป็น 310 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด และอัตราส่วนการพึ่งพิงผู้สูงอายุก็สูงถึง 23.2% ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.8% และ 12.9% จากปี พ.ศ.2543 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราประชากรผู้สูงวัยในประเทศจีน

    fdc92f4a-c3ff-4a81-95ff-d16a9a688708.png

                   ในปี พ.ศ.2562 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะรัฐมนตรีได้ออกแถลงแผนวาระแห่งชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชาติจีนในระยะยาว พร้อมยกประเด็นการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุรวมถึงการสร้างระบบบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 โครงร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ระยะ 5 ปี และเป้าหมายระยะยาวปี พ.ศ.2578中华人民共和国国民经济和社会发展第十四个五年规划和2035年远景目标纲要ได้เสนอการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ในปี พ.ศ. 2566 แนวคิด เศรษฐกิจผมสีเงิน ได้รับการเสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในการประชุมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจกลาง ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในปี พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะรัฐมนตรีได้ออก “ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจผมสีเงินและการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ”关于发展银发经济增进老年人福祉的意见โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและการบริการสำหรับผู้สูงวัยในสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว การดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแนวทางของเศรษฐกิจผมสีเงินอย่างเป็นรูปธรรม

    b20b1647-0541-4e93-a03e-85738cdcb23e.png

                   โครงสร้างภาพรวมของเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนแบ่งขอบเขตออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย สุขภาพผู้สูงวัย ความสุขในการใช้ชีวิต และสินค้าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย โดยในแต่ละประเภทได้ขยายขอบเขตสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการดูแลทางการแพทย์ กิจกรรมในการดำรงชีวิต อาหารการกิน ความบันเทิง นวัตกรรมเทคโนโลยี การบริหารทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่มีจำนวนมากในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความจำเป็นต้องดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการดูแลภายในครอบครัว และการดูแลในสถานที่เฉพาะ เช่น โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการในวงการเศรษฐกิจผมสีเงิน ล้วนเป็นที่นิยมและมีความต้องการสูงในท้องตลาดยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างล้นหลาม

    2775b969-c5cc-4a2a-8157-245aa320093d.png

                  จากข้อมูลบทวิเคราะห์การตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินที่จัดทำโดย CCID พบว่า มูลค่าตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึงพ.ศ. 2567 ขนาดตลาดได้เพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 25.98 ล้านล้านบาท) เป็น 8.3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 37.85 ล้านล้านบาท) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี พ.ศ.2567 อัตราการเติบโตของขนาดตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 16.9% สร้างรายได้มูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งแนวทางนโยบายที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและขนาดของฐานอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี 

                 ในปี พ.ศ.2567 สินค้าและบริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย ถือเป็นประเภทย่อยที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างประสบความสำเร็จที่สุด เนื่องจากสินค้าและบริการวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนได้รับการยอมรับจากตลาดสูง และมีรูปแบบธุรกิจที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นผลให้ตลาดด้านสุขภาพผู้สูงอายุสามารถครองสัดส่วนได้มากที่สุดในบรรดาสินค้าและการบริการ ด้วยมูลค่าราว 3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13.68 ล้านล้านบาท) และถึงแม้ว่าขนาดตลาดในปัจจุบันของสินค้าและบริการประเภทอื่น ๆ เช่น การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย ด้านความสุขในการใช้ชีวิต ฯลฯ จะยังมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมหาศาลบนฐานความต้องการบริโภคสินค้าและการบริการคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

    95a8af00-66ae-4675-a23e-98d241302387.png

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: เมื่อสังคมทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะประชากรผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจผมสีเงิน” ได้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม ประเทศจีนถือเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่กำลังผลักดันเศรษฐกิจผู้สูงวัยอย่างจริงจังและเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างตลาดสินค้า–บริการรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนกว่า 310 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรจีนในปีพ.ศ.2567 สะท้อนให้เห็นว่า “เศรษฐกิจผมสีเงินไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตได้ในระยะยาว

    สำหรับเมืองเซี่ยเหมิน-มณฑลฝูเจี้ยน ก็ได้รับอิทธิพลของเศรษฐกิจผมสีเงินเช่นเดียวกัน จากข้อมูลพบว่าในปีพ.ศ.2568 ภายในเมืองเซี่ยเหมินมีประการผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการจำนวน 507,000 คน โดยผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปคิดเป็น 12.4% และมีผู้สูงวัยที่อายุเกิน 100 ปีกว่า 294 คน โดยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุดังกล่าวจะไต่ระดับถึง 600,000 คนภายในปีพ.ศ.2572 และอัตราการสูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.2% ภายในปีพ.ศ.2573 ดังนั้น การเกิดขึ้นของสถานบริการเพื่อผู้สูงอายุจึงมีการขยายขอบเขตและขนาดอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เมืองเซี่ยเหมินมีสถานพักพิงคนชรากว่า 44 แห่ง รองรับได้ 23,010 เตียง, ศูนย์สงเคราะห์ 60 แห่ง, ศูนย์บริการผู้สูงอายุตามบ้าน 398 แห่ง, บริการดูแลที่สามารถเข้าถึงผู้สูงวัยได้ภายใน 15 นาที เป็นต้น ครอบคลุมเครือข่ายทั้งในเขตเมืองและชนบท เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจผมสีเงินมูลค่ามหาศาล ทั้งยังมีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีติดตามสุขภาพอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถตามติดพิกัด ดูแลและคอยเฝ้าระวังผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา

    ผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนเป็นกรณีศึกษาในการขยายขอบเขตทางการค้า เนื่องด้วยวงการเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเพียงการดูแลด้านสุขภาพของผู้สูงวัยเพียงเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมรูปแบบสินค้าและการบริการที่เจาะกลุ่มผู้สูงอายุในทุก ๆ ประเภท โดยมีแนวโน้มฐานผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยสามารถสามารถนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยเป็นตัวชูโรงในการโฆษณาและสร้างอัตลักษณ์ทางการค้า อย่างผลิตภัณฑ์อาหารไทยเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย การนวดแผนไทยและสปา อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่และตามหลักแพทย์แผนไทย อาหารเสริมทางการแพทย์ บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฯลฯ โดยไทยมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการตีตลาดเศรษฐกิจผมสีเงิน สามารถทำให้ประเทศไทยตลอดจนสินค้าไทยเป็นที่ดึงดูดในตลาดจีนต่อไปได้

    https://mp.weixin.qq.com/s/BSeeymS4m4KhdoXlnGlSWg

    https://q7.itc.cn/q70/

    https://www.workpointtoday.com/

    https://mr.baidu.com/

    เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    25 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ewpg8vgqna4w894lj0abh4qv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G7y5H3MiYq1JfBG5IBlmH

  • วันพ่อแห่งชาติ 2568 ท่องเที่ยวเงินสะพัด 1 หมื่นล้าน เปิด 5 จังหวัดคนเที่ยวสูงสุด

    วันพ่อแห่งชาติ 2568 ท่องเที่ยวเงินสะพัด 1 หมื่นล้าน เปิด 5 จังหวัดคนเที่ยวสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 2 ธันวาคม 2568) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้คาดการณ์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันพ่อแห่งชาติ 2568” ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

    โดยคาดว่า จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรมทั่วประเทศอยู่ที่ 68 % ซึ่งเป็นแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี

    เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องและสภาพอากาศที่เย็นลง ซึ่งปีนี้มาไวกว่าปีที่ผ่านมา ผนวกกับได้รับแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 42 % ดังนี้

    ภูมิภาคที่มีจานวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้ามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ภาคกลาง 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง

    ภูมิภาคที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ภาคตะวันออก 2,720 ล้านบาท รองลงมาคือ ภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท

    จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดนี้

    5 อันดับเมืองหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด

    • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
    • อันดับ 2 ชลบุรี
    • อันดับ 3 กาญจนบุรี
    • อันดับ 4  เชียงใหม่
    • อันดับ 5 นครราชสีมา

    5 อันดับเมืองน่าเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด

    • อันดับ 1 สุพรรณบุรี
    • อันดับ 2 อุดรธานี
    • อันดับ 3 เชียงราย
    • อันดับ 4 เลย
    • อันดับ 5 นครศรีธรรมราช

    พฤติกรรมการเดินทางในช่วงวันหยุด จะเป็นการเดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยวพักผ่อน รับประทานอาหาร และไหว้พระทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

    สอดคล้องกับ ข้อมูลผลการสำรวจแผนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในไตรมาส 4/2568 ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า คนไทย 56 % มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ปี 2568 ส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดตัวเองและจังหวัดใกล้เคียงมากกว่าการเดินทางข้ามภูมิภาค

    โดยเป็นการเที่ยวจังหวัดตัวเอง 23 % ไปจังหวัดใกล้เคียงแต่ไม่พักค้าง 25 % และมีการพักค้างคืน 5 % ขณะที่เดินทางข้ามภาคมีเพียง 3 % ขณะที่ทางด้านผู้ประกอบการคาดว่าธุรกิจร้านอาหารและที่พัก มีแนวโน้มได้รับผลดีที่สุด

    ปัจจัยสนับสนุน

    1.มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ: รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุน อาทิ มาตรการภาษี “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งอนุญาตให้นำค่าที่พักและค่าอาหารสำหรับบุคคลธรรมดา หรือค่าใช้จ่ายในการอบรมสัมมนาสำหรับนิติบุคคล มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งคาดว่าเป็นอีกแรงหนุนที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น มาตรการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้บรรยากาศการเดินทางกลับมาคึกคัก ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว

    2.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว: มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายโดย ททท. และพันธมิตร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ ตัวอย่างงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Vijit Chao Phraya 2025 (9 พ.ย.-23 ธ.ค.68), Night At The Museum Festival 2025 (4-28 ธ.ค.68), งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว (27 พ.ย.- 7 ธ.ค.68) และงาน BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 15 ที่จังหวัดนครราชสีมา (6-7 ธ.ค.68)

    3.สภาพอากาศเย็นลง: คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น เพื่อสัมผัสลมหนาว ชื่นชมธรรมชาติ และทะเลหมอกตามยอดดอยหรือยอดภู ข้อมูลจาก Google Trends (ช่วงวันที่ 15-27 พ.ย.68) สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการค้นหาสถานที่เที่ยวหน้าหนาว เช่น แม่กำปอง ภูเรือ ดอยช้าง ดอยอินทนนท์ และเชียงคาน

    4.การท่องเที่ยวทางรถไฟ: มีการจัดขบวนรถนำเที่ยวพิเศษในช่วงวันหยุด เช่น ขบวนรถ Royal Blossom ไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (6 และ 7 ธ.ค.68), ขบวนรถ KIHA 183 เที่ยวงานสะพานข้ามแม่น้ำแคว (6-7 ธ.ค.68) และขบวนหัวรถจักรไอน้ำประวัติศาสตร์ในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ ในเส้นทาง กรุงเทพ–ชุมทางฉะเชิงเทรา–กรุงเทพ(5 ธ.ค.68)

    ปัจจัยอุปสรรค

    1.ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง: ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางรายได้ ทำให้คนไทยยังคงระมัดระวังและใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับต่ำ (73.0 % ในเดือน ต.ค. 2568)

    2.การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ: เดือนธันวาคมเป็นช่วงที่คนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศเพื่อใช้วันลาพักร้อนที่ใกล้สิ้นปี โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน การแข็งค่าของเงินบาทในปีนี้คาดว่าจะกระตุ้นให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในปี 2567 สถิติพบว่ามีคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในช่วงวันหยุดนี้เฉลี่ยวันละ 48,400 คน และคาดว่าในปีนี้น่าจะมีคนไทยเดินทางออกเพิ่มขึ้น

    เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย (แผนการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไตรมาส 4/2568, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

    3.ผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ทำให้พื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่างหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยว ผนวกกับสภาพอากาศยังมีความแปรปรวน มีฝนตกเป็นช่วงๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/645491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjjI7h6olZFQruLoMqX8Y

  • ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการค้นหา

    ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการค้นหา

    404 ไม่พบหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการค้นหา

    ทุกชีวิตมีคุณค่ามาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคม

    รู้หรือไม่? มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เผยว่าโดยเฉลี่ยในทุกๆ 20 นาที มีเด็กและสตรีกำลังถูกทำร้ายอย่างน้อย 1 คน และคุณสามารถหยุดมันได้

    ช่วยกันหยุดปัญหาทารุณเด็กและสตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/258/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ADGfyfqS-PF9EEN9Y7A8Z