Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SPC รวมพลังรัฐ ฟื้นเศรษฐกิจใต้ หลังอุทกภัย ชูมาตรการช่วยร้านค้าและลดราคาสินค้าจำเป็น

    SPC รวมพลังรัฐ ฟื้นเศรษฐกิจใต้ หลังอุทกภัย ชูมาตรการช่วยร้านค้าและลดราคาสินค้าจำเป็น


    สหพัฒนพิบูลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ชูมาตรการช่วยฟื้นฟูภาคใต้ผ่านการชดเชยสินค้าเสียหายให้คู่ค้า และลดราคาสินค้าจำเป็น เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและเร่งให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็วหลังน้ำท่วม

    บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ ร่วมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือภาคใต้หลังสถานการณ์น้ำท่วมเข้าสู่ “ระยะฟื้นฟู” อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการเยียวยาคู่ค้าที่ได้รับความเสียหาย และการลดราคาสินค้าจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่

    โดยสหพัฒนพิบูลเป็นหนึ่งในภาคเอกชนกว่า 30 รายที่เข้าร่วมกิจกรรม “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูเมือง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนภาคใต้ ภายใต้การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำโดยกระทรวงพาณิชย์ ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ ลดค่าครองชีพ ลดภาระซ่อมแซมบ้านเรือน และลดภาระซ่อมแซมยานพาหนะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด

    ภายใต้โครงการดังกล่าว สหพัฒนพิบูลได้ดำเนินการช่วยเหลือใน 2 มิติหลัก ดังนี้
    1. ฟื้นฟูคู่ค้า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ด้วยการชดเชยสินค้าเสียหาย เพื่อให้ร้านค้าสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
    2. ลดราคาสินค้าจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากหลากหลายแบรนด์ในเครือ เช่น ผงซักฟอก 108shop, เปา, ยาสีฟันซิสเท็มมา, แปรงสีฟันซอลส์, น้ำยาล้างจานโปร และไลปอนเอฟ มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษสำหรับพื้นที่ประสบภัย

    สหพัฒนพิบูลยืนยันเดินเคียงข้างพี่น้องชาวใต้ พร้อมส่งพลังใจและความห่วงใย เพื่อร่วมฟื้นฟูให้ทุกครอบครัวและทุกธุรกิจกลับมายืนหยัดอย่างแข็งแรงอีกครั้งในเร็ววัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KmHKAKCbz72GLX6L_f-6D

  • ธปท. บริจาคเงิน 1 ล้านบาท ช่วยฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ จากผลกระทบอุทกภัยในภาคใต้

    ธปท. บริจาคเงิน 1 ล้านบาท ช่วยฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ จากผลกระทบอุทกภัยในภาคใต้

    การใช้งานคุกกี้ของ ธปท.

    ธปท. มีการใช้คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์ รวมทั้งมีการใช้คุกกี้อื่น (อาทิ คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ คุกกี้เพื่อวิเคราะห์การประเมินผลใช้งานและการโฆษณา) เพื่อช่วยปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือการให้บริการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น โดยหากท่านคลิก “ยอมรับการใช้งานคุกกี้ทุกประเภท” ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้อื่นนอกจากคุกกี้ที่จำเป็นด้วย ซึ่งท่านสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้เพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ของ ธปท.

    คุกกี้ที่จำเป็น คุกกี้อื่น ทางเลือก
    ยอมรับ ยอมรับ
    ยอมรับ ปฏิเสธ

    คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการใช้งานหรือการให้บริการพื้นฐานของเว็บไซต์ ธปท. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

    คุกกี้อื่นเพื่อการใช้งานเว็บไซต์และเพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ธปท. จดจำผู้ใช้งาน และตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้ รวมทั้งช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ นอกจากนี้ คุกกี้ดังกล่าวยังทำให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ของท่านในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ธปท. และใช้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และการนำเสนอบริการบนเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251204-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEt9qonjGbolNjZHXtzpJ

  • หอการค้า เผย ท่วมใต้ทำศก.ไทยทรุด ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น รัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยก่อนปีใหม่

    หอการค้า เผย ท่วมใต้ทำศก.ไทยทรุด ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น รัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยก่อนปีใหม่

    หอการค้า เผย ท่วมใต้ทำศก.ไทยทรุด ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น รัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยก่อนปีใหม่

    วันนี้, 18:59น.

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน จากประชาชน 2,214 คนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีฯ ทุกรายการปรับดีขึ้นต่อเนื่อง 2 หรือ 3 เดือนในรอบ 10 เดือน  โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม (CCI) ปรับขึ้นจากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้าเป็น 53.2 ความเชื่อมั่นฯ ในปัจจุบัน จากระดับ 35.3 เป็น 36.5 ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตจาก 60.1 เป็น  61.5 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ  และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 จากระดับ 45.5 49.7 และ 60.6 ตามลำดับ

              นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและท่องเที่ยว การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง ราคาน้ำมันทรงตัว ถือเป็นปัจจัยบวกในเดือนพฤศจิกายน แต่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ระดับต่ำกว่าปกติ แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน แม้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และค่าครองชีพยังทรงตัวสูง ประกอบกับเกิดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง จากสงครามการค้า และความขัดแย้งชายแดนไทยกับกัมพูชา ยังเป็นปัจจัยลบ ที่เพิ่มความกังวลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะถัดไป โอกาสฟื้นตัวจ้างงานใหม่ช้า หวั่นรายได้ในอนาคตไม่แน่นอน

              ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงแกว่งตัว แต่มีสัญญาณจะดีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากเข้าฤดูใช้จ่ายปีใหม่ รวมถึงความเร็ว และความชัดเจนของการเยียวยาช่วยเหลือประสบภัยน้ำท่วม และความต่อเนื่องโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รวมถึงรวมถึงความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งการยุบสภา เลือกตั้ง และจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และอยู่ในกรอบทันใช้จ่ายงบประมาณปี 2570 รวมถึงก่อนยุบสภาได้มีการเตรียมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุญญากาศก่อนได้รัฐบาลใหม่ ภายใน 3-4 เดือนหลังยุบสภา ก็จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น และการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนัก

              พร้อมกันนี้ ได้สำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่า เดือนพฤศจิกายน ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยโดยรวมกลับมาลดลงอีกครั้ง หลังฟื้นตัวเดือนตุลาคม ดัชนีฯจาก 44.1 มาอยู่ที่ 44.0  ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าฯมองปัจจุบัน ยังลดลงต่อเนื่อง 9 เดือน จาก 39.2 เป็น 38.9 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าฯมองอนาคตปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเดือนที่สาม จาก 49.0 เป็น 49.1 เนื่องจากเห็นว่าปัจจับด้านลบในปัจจุบันยังสูง ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ กระทบต่อการทำการค้าและภาคเกษตรเสียหาย

              หน่วยงานต่างๆ ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโตกว่า 2% จากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ ความไม่ชัดเจนรายละเอียดตามนโยบายภาษีทรัมป์ และราคาพืชเกษตรต่ำ ยังเป็นเรื่องกดดันความเชื่อมั่น อีกทั้งความกังวลรายภาคเพิ่มขึ้นและแตกต่างกัน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาว่างงาน ค่าครองชีพสูง การบริหารจัดการน้ำ ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือกลับมาเป็นความกังวลอีกครั้ง แม้ท่วมจะหนักภาคใต้แต่ก็กระทบไปทุกภาคด้วย ด้วยมีผลต่ออารมณ์ใช้จ่ายและการท่องเที่ยวโดยรวม

               แม้ความเชื่อมั่นรายภาคจะปรับดีขึ้น ยกเว้นภาคใต้ที่เจอภัยท่วมทำให้ความเชื่อมั่นยังติดลบ คาดว่าหลังรัฐบาลเร่งช่วยเหลือและเคลียร์บ้านเรือน มีเงินเยียวยาได้เร็ว ภายใน 3 เดือนจากนี้ความเชื่อว่าน่าจะกลับมาดีขึ้น เดิมนั้นคาดหวังว่า เงินคนละครึ่งพลัสที่ลงในระบบเศรษฐกิจแล้ว 4 หมื่นล้านบาทจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็ว แต่เมื่อน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และใต้หนักสุด และเกิดความเสียหาย บรรทอนเงินควรรลงระบบที่ต่อยอดหายไป 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งพิจารณาจากเงินเฟ้อต่ำติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน สะท้อนว่ากำลังซื้อคนไทยแผ่วมาก เศรษฐกิจยังซึมตัว จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ก่อนเข้าช่วงใช้จ่ายปีใหม่จะดีที่สุด

    #ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39GgkLVgMg5yyxo1qU_OhM

  • “รมช.ยศสิงห์” นำทีม “ดีพร้อม” เสิร์ฟงานไว-เงินไว สร้างอาชีพ เสริมเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “รมช.ยศสิงห์” นำทีม “ดีพร้อม” เสิร์ฟงานไว-เงินไว สร้างอาชีพ เสริมเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “รมช.ยศสิงห์” นำทีม “ดีพร้อม” เสิร์ฟงานไว-เงินไว สร้างอาชีพ เสริมเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนดอนทรายกว่า 300 คน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองแปดริ้ว ขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

    วันที่ 4 ธันวาคม 2568 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อผลักดัน ปั้นอาชีพให้ดีพร้อม (พื้นที่ชุมชนดอนทราย) ภายใต้โครงการ ดีพร้อม ผลักดัน ปั้นอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชหการจังหวัดฉะเชิงเทรา คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ และประชาชนเข้าร่วม ณ ศาลาเอนกประสงค์ วัดดอนทราย ต.ดอนทราย อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา
    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากแนวทางการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ใช้หลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขานรับนโยบายดังกล่าว โดยมอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งดำเนินการ “ดีพร้อมเสิร์ฟ” งานไว เวินไว by DIPROM ฝึกอบรมระยะสั้นในหลักสูตรพื้นฐานที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ เพื่อนำไปสร้างรายได้ และความเข้มแข็งให้กับชุมชน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเห็นผลจริงภายใน 120 วัน

    การจัดกิจกรรมฝึกอบรมภายใต้ “โครงการ ดีพร้อม ผลักดัน ปั้นอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” ในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนตอบสนองนโยบาย Big Quick Win มุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างเกราะป้องกัน ฟื้นความเชื่อมั่น ดันอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเชิงรุก “ดีพร้อมเสิร์ฟ” (DIPROM Serve) เสิร์ฟงานไว เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถผ่ายการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพอย่างเข้มข้น ด้วยการฝึกอบรมระยะสั้นในหลักสูตรการประกอบอาหาร เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติให้เกิดประสบการณ์จริง โดยพัฒนาทักษะตามบริบทของศักยภาพอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ ใช้ประโยชน์จากความโดดเด่น และเอกลักษณ์ของสินค้าเกษตร ด้วยการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน พัฒนาการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเชิงพาณิชย์ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการชุมชน ผู้ผลิตสินค้า OTOP สมาชิกวิสาหกิจชุมชน ทายาทวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกร หรือประชาชนทั่วไป ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ในกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากจะให้ทักษะใหม่แก่ประชาชนในพื้นที่ ต.ดอนทราย กว่า 300 คน เข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การประกอบอาชีพผ่านหลักสูตร น้ำพริกกากหมู ยำผลไม้น้ำปลาหวาน ถั่วทอดสมุนไพร และซอสหม่าล่า แล้ว ขณะเดียวกันยังมีการนำผู้ประกอบการต้นแบบของดีพร้อม (DIPROM) ที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจมาร่วมโชว์เคส เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังแนวความคิดเป็นผู้ประกอบการ เปิดมุมมองในการประกอบอาชีพเสริมสร้างธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างแท้จริง รวมทั้งมีการอำนวยความสะดวกในการให้บริการของศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมดีพร้อม ( Business Service Center : BSC) เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำและวิเคราะห์ปัญหาการประกอบธุรกิจเบื้องต้น และศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industrial Information Center : ITC) ที่ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรการผลิต รวมถึงบูธของหน่วยงานภาคีเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ร่วมจัดแสดงในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ด้วย
    นอกจากนี้แล้ว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สร้างโอกาสเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเติมทุนฟื้นเศรษฐกิจ “เสิร์ฟเงินไว” ผ่าน “สินเชื่อเงินทุนหมุนไว ไฮซีซั่น” วงเงินสินเชื่อกว่า 200 ล้านบาท ภายใต้ โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนมจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างรวดเร็ว และนี่คือการยกระดับบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรมในการทำงานเป็นทีม ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการบริการภาครัฐให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมแกร่งด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ พร้อมเสริมสภาพคล่องด้วยเงินทุน เน้นฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเร่งรัดมาตรการ Quick Big Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1413532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38u0Cxa4Ji3le6zohn-c6h

  • รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่ง ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่ง

    รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่ง ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่ง

    วันนี้ ( 4 ธ.ค.2568) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,456 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน พ.ย.2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ระดับ 50.9

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 42.6 แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 40.9 ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า

    ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่น มาจากการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือ ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการลดหนี้ครัวเรือน ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและผู้ประกอบการ ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

    ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ ช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของภาคธุรกิจการค้าและบริการ และภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดี จากอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นประกอบกับภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการทางการค้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง

    ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น มาจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาพืชเกษตรสำคัญของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร สถานการณ์น้ำท่วมและสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

    โดยสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ช่วงที่ทำการสำรวจ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังไม่ได้หนัก คาดว่า น่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่จะสำรวจในเดือนถัดไป รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิต การจ้างงานและการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป

    สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น49.75% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 14.95% เศรษฐกิจโลก 8.09% ราคาสินค้าเกษตร 8.01% สังคม ความมั่นคง 7.47 % การเมือง 5.85% ภัยพิบัติ โรคระบาด 2.43% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 2.06% และ อื่น ๆ 1.39%

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปรับลดลงครั้งแรก ซึ่งอยู่ระดับ 44.0 ซึ่งเป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมใต้ และยังมองว่าหากไม่มีปัญหาดังกล่าวความเชื่อมั่นหอการค้าน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    และยังพบว่าปัญหาความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในแต่ละภูมิภาคก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผลกระทบไปยังภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางให้รับรู้ นอกจากนี้ก็ยังมาจากปัญหาสงครมการค้า ปัญหาชายแดนที่กระทบ ขณะที่ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น อยู่ระดับ 53.2 เป็นเดือนที่ 2 และดีขึ้นทุกรายการ

    สัญญาณความเชื่อมั่นและปัจจัยที่กระทบนั้นมีทั้งบวกและลบที่ต้องติดตาม แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่ก็ต้องติดตามในปีหน้า เนื่องจากหลายประเทศเริ่มเห็นชัดถึงปัญหาการส่งออกจากภาษีสหรัฐ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ ขณะที่ คนละครึ่งพลัส ซึ่งใช้งบประมาณกระตุ้นประมาณ 66,000 ล้านบาท เม็ดเงินเข้าระบบ 40,000 ล้านบาท แต่ปัญหาน้ำท่วมมาฉุดทำให้เม็ดเงินหายไป 20,000 ล้านบาท จึงมีผลต่อโครงการทำงานไม่เต็มที่มากนัก

    อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น ความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ การเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมจึงมีความจำเป็น ส่วนกระแสเรื่องของการยุบสภาจะภายในเดือนธันวาคม 2568 หรือ กรอบเวลาเดิม เดือนมกราคม 2569 ล้วนมีแต่ต่อภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของการเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ การใช้งบประมาณ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เพราะหากยังเป็นกรอบเดิมยังทำให้มีรัฐบาลอำนาจเต็มที่จะเดินหน้าแผนต่างๆได้ชัดขึ้น แต่อาจจะมีผลบ้างในเรื่องของการได้รัฐบาลชุดใหม่ งบประมาณอาจจะล่าช้าไป 3 เดือน แต่หากยุบเร็ว อาจจะมีเม็ดเงินในเรื่องของการเลือกตั้งเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แต่มาตรการต่างๆ การเยียวยาหากยังไม่ชัดเจนก็กระทบได้ ดังนั้น การคาดการณ์อาจจะยากเพราะหลายอย่างยังไม่มีความชัดเจนที่จะประเมินได้ในตอนนี้

     นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index : CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 กลุ่มตัวอย่าง 2,241 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.2 เป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 61.9 ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 10 เดือน

    แต่ทั้งนี้ ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาน้ำท่วมกระทบต่อเศรษฐกิจ สงครามการค้า ปัญหาชายแดนที่ยังกระทบ

    ขณะที่ ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งออกไทยที่โตขึ้น ราคาน้ำมันปรับลดลง ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ส่วนปัจจัยลบ เช่น ผู้บริโภคยังมองว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพไม่สอดคล้องกับรายได้ ปัญหาน้ำท่วม ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงซึ่งมีผลต่อรายได้ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงความขัดแย้งสงครามการค้า ปัญหาชายแดน เป็นต้น

    อ่านข่าว:

     เศรษฐกิจ Q4 โตต่ำกว่า 1 % นักวิชาการ เผยเสี่ยงถดถอย ชี้ยังไม่จำเป็นขึ้น VAT

    “ภาษีทรัมป์” ป่วนการค้าโลก ทางรอดไทย “เจาะตลาดใหม่” กู้วิกฤตส่งออก

    10 ธ.ค. ลุ้นเฟดปรับดอกเบี้ย ชี้ชะตลาดเงิน-ตลาดทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SVGTSA9_RiGOGVAOff2-J

  • วันสิ่งแวดล้อมไทย 2568 ไทยเดินหน้ากฎหมายโลกร้อนฉบับแรก วางฐานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    วันสิ่งแวดล้อมไทย 2568 ไทยเดินหน้ากฎหมายโลกร้อนฉบับแรก วางฐานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น วันสิ่งแวดล้อมไทย (Thai Environment Day) วาระที่เตือนให้คนไทยทั้งประเทศหันกลับมาทบทวนบทเรียนด้านสิ่งแวดล้อม และร่วมกันดูแลทรัพยากรของชาติอย่างจริงจัง วันสำคัญนี้มีรากฐานจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระองค์ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงทั้งในไทยและทั่วโลก พร้อมทรงเตือนให้ประชาชนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างสุขุม รอบคอบ และถือเป็นหน้าที่ร่วมกันเพื่อความอยู่รอดของโลก

    ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อสนองพระราชดำรัสและปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ” หรือ “วัน ทสม. แห่งชาติ” ตอกย้ำความสำคัญของพลังภาคประชาชนที่ร่วมปกป้องทรัพยากรของแผ่นดิน

    ครม. ไฟเขียว “กฎหมายโลกร้อน” ฉบับแรกของประเทศ

    ท่ามกลางกระแสความท้าทายด้านภูมิอากาศ ปีนี้ประเทศไทยมีข่าวดีสำคัญรับสัปดาห์วันสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็น “กฎหมายโลกร้อนฉบับแรก” ที่จะเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า ร่างกฎหมายประกอบด้วย 14 หมวด 205 มาตรา วางกรอบใหม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2093 (ค.ศ. 2050) ตามพันธกรณีในเวทีโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันด้านการค้าในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานคาร์บอนต่ำ

    เนื้อหาและกลไกสำคัญของร่างกฎหมาย

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ “ยุคโลกเดือด” ทั้งมิติการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

    1. การมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของทุกภาคส่วน
ภาครัฐ เอกชน และประชาชนจะสามารถร่วมกำหนดทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกและแผนปรับตัวต่อภัยภูมิอากาศรุนแรงได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ

    2. กลไกราคาคาร์บอนเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    • ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
    • กลไก CBAM หรือการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เพื่อเตรียมรับกฎการค้าจากต่างประเทศ
    • ภาษีคาร์บอนและระบบคาร์บอนเครดิต
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลกที่ใช้คาร์บอนเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมาตรฐานสินค้า

    3. การจัดตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ”
เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การปรับตัวต่อภัยพิบัติ และการเยียวยาความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage) ช่วยให้ทั้งรัฐและเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ร่างกฎหมายได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครบถ้วนแล้ว และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานกฤษฎีกา ก่อนเสนอสู่รัฐสภา คาดว่าจะเป็นกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยไปอีกหลายทศวรรษ

    วันสิ่งแวดล้อมไทยปีนี้… ประเทศไทยขยับสู่อนาคตสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

    แม้วันสิ่งแวดล้อมไทยจะเป็นช่วงเวลาแห่งการระลึกถึงพระราชดำรัสสำคัญเมื่อ 36 ปีก่อน แต่ปีนี้ประเทศไทยได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้างกฎหมายระดับโครงสร้างที่รองรับการแก้ปัญหาภูมิอากาศในระยะยาว การเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนฉบับแรกจึงไม่เพียงเป็น “ข่าวดี” ในสัปดาห์แห่งสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนว่าประเทศกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม

    ประเทศไทยกำลังก้าวจากการรณรงค์สู่การปฏิบัติจริง และจากเจตนารมณ์สู่เครื่องมือที่วัดผลได้ นี่คือสัญญาณสำคัญว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่กฎหมาย เศรษฐกิจ และภาคสังคมเดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยจากภาวะโลกร้อนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-thai-environment-day-2568-thailand-climate-law-carbon-low-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gcpvR7E-oAG7bmBp6WKFM

  • HP ประเทศไทย ดึงตัว “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์ เจาะกลุ่ม Gen Z

    HP ประเทศไทย ดึงตัว “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์ เจาะกลุ่ม Gen Z

    HP ประเทศไทย ประกาศรุกตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล

    ในยุคที่เทรนด์การเป็น “นายตัวเอง” มาแรง โดยมีสถิติจาก Euromonitor เผยว่าคนรุ่นใหม่ถึง 66% สนใจอยากทำธุรกิจของตัวเอง บิวกิ้นถือเป็นตัวแทนของคน Gen Z ที่ประสบความสำเร็จทั้งในงานบันเทิงและบทบาทการทำงาน ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของ HP ที่ต้องการเข้าถึงและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้สามารถจัดการงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

    การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกับแคมเปญ “ดีต่อใจ ง่ายทุกงาน” ซึ่งชูจุดเด่นของเครื่องพิมพ์ HP Smart Tank 580 ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของคนทำธุรกิจโดยเฉพาะ

    s__10960926

    ฟีเจอร์เด่น

    • Cost Efficiency: ประหยัดค่าดูแลรักษาได้ถึง 70% ด้วยระบบไร้แผ่นซับหมึก และหัวพิมพ์ที่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเองได้
    • Mobility: สั่งพิมพ์หรือสแกนงานได้จากทุกที่ผ่าน HP App บนสมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานแบบ Hybrid
    • On-site Service: มั่นใจด้วยการรับประกัน 2 ปี พร้อมบริการซ่อมถึงที่ (On-site) และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างรอซ่อม
    • Smart Friend: บริการสายด่วนปรึกษาปัญหาการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    คุณวรานิษฐ์ อธิจรัสโรจน์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจขนาดเล็กคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การร่วมมือกับบิวกิ้นจะช่วยเชื่อมโยง HP เข้ากับคนรุ่นใหม่ เพื่อสนับสนุนให้พวกเขาก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตในยุค Digital Transformation ได้อย่างมั่นคง”

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ HP Smart Tank 580 สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ HP World, HP Official Store และร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1619823/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QV6swz2JOtCEb1JtWJsBp

  • ไล่ ชิงเต๋อ สอนงาน สี จิ้นผิง ไล่ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ในจีน ดีกว่ามุ่งขยายอาณาเขต

    ไล่ ชิงเต๋อ สอนงาน สี จิ้นผิง ไล่ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ในจีน ดีกว่ามุ่งขยายอาณาเขต

    ไล่ ชิงเต๋อ สอนงาน สี จิ้นผิง ไล่ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ในจีน ดีกว่ามุ่งขยายอาณาเขต

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

    4 ธันวาคม 2568 เศรษฐกิจของจีนอยู่ในภาวะย่ำแย่ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรเน้นไปที่การปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของเขา ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต” ประธานาธิบดีไต้หวัน นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวในการสัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเขาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน จีนซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม

    ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับงานดีลบุ๊ก ซัมมิต (DealBook Summit)ของ เดอะ นิวยอร์กไทมส์ ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า เศรษฐกิจของไต้หวันคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.37% ในปีนี้ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการเติบโตของจีนจะสูงกว่า 4% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

    เขาได้กล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างแท้จริง  เราหวังอย่างจริงใจว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวจีน ไม่ใช่การขยายอาณาเขต ไต้หวันเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้

    ทั้งนี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารชั้นนำ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ธนาคารโลก, Goldman Sachs และ Standard Chartered ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 จะอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5%

    ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนด้านนโยบายและการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่ผู้ค้าเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

    อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานมีมากกว่าความต้องการ และนักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดจะยังคงอยู่ต่อไปในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มความพยายามในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาในหมู่บริษัทต่าง ๆ ก็ตาม

    ในทางกลับกัน สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีของไต้หวันคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/932508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S-45CgdChHHdY3eq5cnOm

  • ทีเส็บ ชง ครม. เคาะ 7 มาตรการ ฟื้นเศรษฐกิจใต้ พร้อมอัดมาตรภาษีช่วย SME

    ทีเส็บ ชง ครม. เคาะ 7 มาตรการ ฟื้นเศรษฐกิจใต้ พร้อมอัดมาตรภาษีช่วย SME

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 4 ธ.ค. 2568, 12:50 1

    วันนี้ (4 ธ.ค. 68) นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ทีเส็บได้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีของบประมาณเพิ่มเติม 175 ล้านบาท เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ ผ่านแคมเปญฟื้นฟูภาคใต้ Southern Mice Ready ไมซ์ภาคใต้ จำนวน 7 มาตรการ  หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

    1. มหกรรมไมซ์เมือง (Southern Mice Recovery Expo) จำนวน 50 ล้านบาท
    2. เทศกาลงานวิ่ง “Finisher โอบกอดให้พลังชาวหาดใหญ่” จำนวน 5 ล้านบาท
    3. งานเทสกาลดนตรี “Simila Land 2025” จำนวน 20 ล้านบาท
    4. แผนการตลาดต่างประเทศ โดยเตรียมไปโรดโชว์ร่วมกับทีมไมซ์ของมาเลเซียในช่วงเดือนมี.ค. 69 จำนวน 25 ล้านบาท
    5. แคมเปญ “คนละครึ่ง…ไมซ์” จำนวน 20 ล้านบาท โดยจะให้เงินสนับสนุนงานประชุมสัมมนา 50% สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท/หน่วยวาน/องค์กร สำหรับสมาคมผู้ประกอบธุรกิจภายในประเทศ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ATTA) เป็นต้น  
    6. งบอัดฉีดงบประมาณเพิ่มเพื่อพยุงการจัดงานไมซ์  21 งาน  จำนวน 25 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ร่วมงาน 200,000 คน สร้างรายได้สะพัด 6,578 ล้านบาท ทั้งนี้จากการอัดฉีดเงินเพิ่มคาดว่าจะช่วยให้มีเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 10-20%
    7. แผนการสื่อสารภาคใต้ผ่าน 6 กิจกรรม จำนวน 30 ล้านบาท

    นอกจากนี้ทีเส็บยังได้เสนอมาตรการทางยกเว้นภาษีเพื่อจัดกิจกรรมในพื้นที่ทีได้รับผลกระทบน้ำท่วม 3 มาตรการ ที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – ธ. ค. 2569 ดังนี้  

    1.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดงานอบรม งานสัมมนา หรืองานประชุมภายในประเทศสำหรับผู้จัดงาน  ผ่านมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือSMEs ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าจัดงานอบรม งานสัมมนา หรืองานประชุมภายในประเทศ โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของรายการที่ใช้จ่ายจริง ทั้งค่าห้องประชุม ค่าที่พัก ค่าขนส่ง ค่าบริการของผู้ประกอบการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อสินค้าและบริการวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จัดงาน  

    2.มาตรการภารเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ สำหรับผู้จัดงานและผู้ร่วมแสดงสินค้า ผ่านมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือSMEs ที่จดทะเบียนเป็นนิติ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานนอกร้านในงานนิทรรศกาลหรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ  โดยสามารถลดหย่อยภาษีค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ (ค่าที่พัก ค่าขนส่ง ค่าบริการ ออกแบบก่อสร้าง และตกแต่งคูหา ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์)

    3.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดงานเมกะอีเวนต์และงานเทศกาลภายในประเทศ สำหรับผู้จัดงาน ผ่านมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือSMEs ที่จดทะเบียนเป็นนิติ สำหรับเงินที่ใช้จ่ยเป็นค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการจัดงานเมกะอีเวนต์ และงานเทศกาลภายในประเทศ โดยสามารถลดหย่อยภาษีค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ (ค่าที่พัก ค่าขนส่ง ค่าบริการ ออกแบบก่อสร้าง และตกแต่งคูหา ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์

    “ในฐานะที่สงขลาเป็นเมืองไมซ์ ทีเส็บจึงมุ่งผลักดันสงขลาให้กลับมาเป็นศูนย์กลางไมซ์ของภาคใต้อีกหนึ่งแห่ง ผ่านการฟื้นฟูอุตสาหกรรม การสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น และการสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศไมซ์ที่เข้มแข็งให้กับพื้นที่ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดอื่นๆ ที่มีศักยภาพในภาคใต้ เพื่อให้สามารถรองรับงานไมซ์ขนาดใหญ่และสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง และเพื่อตอกย้ำให้เห็นพลังของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในการช่วยกันก้าวข้ามวิกฤติและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถกลับมาจัดงานไมซ์ ประชุมสัมมนาได้เร็วสุดภายใน 20 ธ.ค. นี้”

    นางศุภวรรณ กล่าวว่า ทีเส็บได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉิน ผู้ประกอบการในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่มีความรุนแรงระดับภัยพิบัติ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมไมซ์โดยตรงที่ได้รับผลกระทบสร้างความสูญเสียรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และกิจกรรมบริการที่เกี่ยวข้องกับงานไมซ์ สร้างความเสียหาย 120-150 ล้านบาท  ในช่วงปลายเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

    สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น  เป็นการสำรวจของทีเส็บในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีงานไมซ์ในประเทศยกเลิกการจัดงาน 1 งาน โดยเป็นงานที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 1,200 คน และมี 3 งานที่เลื่อนการจัดงานออกไป รวมจำนวนผู้เข้าร่วม 11,400 คน  ผลกระทบเบื้องต้นต่ออุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 120–150 ล้านบาท จากการสูญเสียรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องของปฏิทินไมซ์ และความเชื่อมั่นของผู้จัดงานระดับชาติและนานาชาติ

    นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานทีเส็บภาคใต้พร้อมคณะทำงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไมซ์ และประสานหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพันธมิตร อาทิ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย), สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย), สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ รวมทั้งได้ประสานความช่วยเหลือคณะนักเดินทางไมซ์จากประเทศมาเลเซียจำนวน 15 คน อพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/15lpsbcajytu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qratDVJYVhhLa_z6BG-sW

  • นักวิชาการชี้ไทยสวนทางโลกปลดล็อกขยายเวลาชนแก้ว!

    นักวิชาการชี้ไทยสวนทางโลกปลดล็อกขยายเวลาชนแก้ว!

    นักวิชาการเป็นห่วงหลังปลดล็อก ขยายเวลาชนแก้ว เกิดผลกระทบสังคมตามมา

    04 ธ.ค.2568 – จากกรณีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมติให้ปลดล็อกเวลาจำหน่ายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่คาดหวังว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้ และมีราชกิจจานุเบกษาประกาศให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเบื้องต้นมาตรการนี้มีระยะเวลา 180 วันก่อนมีการประเมินผลกระทบอีกครั้ง

    รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันหลายประเทศมีหลักคิดว่า มาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด จะส่งผลทางบวกต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เนื่องจากสังคมมีปัญหาอาชญากรรมต่ำ ไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ และอันตรายบนท้องถนนจากการเมาแล้วขับ จนทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยในการมาเยือน
    เช่น นับแต่ปี 2558 สิงคโปร์ได้ใช้มาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวดเพื่อสร้างสังคมเศรษฐกิจที่ดีในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ล่าสุดปี 2566 มีการแก้กฎหมายให้ร้านอาหารประเภท 1B ต้องยุติการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลา 22.00 น. กฎหมายของสิงคโปร์มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการมึนเมา แม้ในภาพรวมสิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเมาที่ต่ำที่สุดในโลกก็ตาม

    ในกรณีมัลดีฟส์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และมีความพยายามล็อบบี้จากกลุ่มผู้ผลิตแอลกอฮอล์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่นับจากอดีตถึงปัจจุบัน กฎหมายของมัลดีฟส์บัญญัติให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าต้องห้าม โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงมาเล่ ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติก็สามารถบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เฉพาะในรีสอร์ทบนเกาะที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น รัฐบาลมัลดีฟส์มีวิสัยทัศน์ว่า การดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยใช้อบายมุขมีผลเสียอย่างมากต่อประเทศ ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว และการดึงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพย่อมมองสภาพแวดล้อมของประเทศที่ปลอดภัย มีปัญหาอาชญากรรมและปัญหาทางสังคมต่ำ

    สิงคโปร์และมัลดีฟส์ต่างเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนต่ำที่สุดเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย WHO ชี้ให้เห็นว่า สิงคโปร์และมัลดีฟส์มีตัวเลขการเสียชีวิตบนท้องถนนที่ 1.50 รายต่อแสนประชากร ในขณะที่ไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนที่ 25.4 รายต่อแสนประชากร โดยสาเหตุสำคัญลำดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตมาจากการเมา

    ปัจจุบันประเทศไทยมีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาประเทศในอาเซียนพบว่า คนไทยมีการดื่มเป็นรองเพียงแค่ประเทศลาวเท่านั้น ส่งผลให้มีปัญหาสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับการดื่มในระดับวิกฤติ นอกจากนี้ มาตรการด้านภาษีที่ใช้ในการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ของประเทศไทยก็อยู่ในระดับต่ำ ภายใต้บริบทการดื่มของประชากรที่สูงและมีกฎหมายควบคุมการบริโภคที่หละหลวมอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลยังแก้กฎหมายเพื่อกระตุ้นการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นกรณีที่สวนทางกับรัฐบาลประเทศอื่นที่ปัจจุบันพยายามออกมาตรการควบคุมการดื่ม เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์และสังคมที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/908700/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JJICbmenSj9uvQM1Pi_CT