Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับกระบะขน 5 ชาวจีน ลอบเข้าเมืองคาแยกไฟแดง

    ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับกระบะขน 5 ชาวจีน ลอบเข้าเมืองคาแยกไฟแดง

    วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

    ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับรถกระบะขน 5 ชาวจีนเข้าเมืองผิดกฎหมาย คาแยกไฟแดงแม่ข้าวต้ม จ.เชียงราย

    วันที่ 6 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.2 บก.ทท.2 (ชุดสืบสวน) ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาในคดีลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยก่อนเกิดเหตุ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผกก.2 บก.ทท.2 และ พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบรับจ้างขนคนต่างด้าวจะเคลื่อนผ่านพื้นที่ จึงได้ร่วมกับ พ.ต.ท.อิสระ บุญลำ สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2 และกำลังตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย ลงพื้นที่สืบสวนติดตามเฝ้าระวัง

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถกระบะอีซูซุสีขาวแบบแค๊ป ขับผ่านบริเวณแยกไฟแดงบ้านใหม่บัวแดง ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมืองเชียงราย มุ่งหน้าอำเภอเชียงแสน เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจ จากการตรวจสอบพบคนขับเป็นชายไทยชื่อ นายยุทธนา อายุ 38 ปี ชาวอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ภายในรถพบชายชาวจีน 5 คน อายุระหว่าง 20–40 ปี เมื่อตรวจสอบเอกสารเข้าเมืองพบว่า ชาวจีน 2 คนไม่มีหนังสือเดินทาง ส่วนอีก 3 คนแม้มีหนังสือเดินทางแต่กลับไม่มีการตรวจลงตราเข้าประเทศ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด

    จากการสอบสวนผ่านล่าม ชาวจีนทั้งหมดให้การว่า ทำงานอยู่ใน สปป.ลาว และช่วงนี้ว่างงานจึงเดินทางเข้าเมืองเชียงรายเพื่อท่องเที่ยว ก่อนจะกลับไปยังลาวโดยใช้ช่องทางธรรมชาติ ด้าน นายยุทธนา คนขับรถชาวไทย ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างให้มารับชาวจีนทั้ง 5 คนจากเขตตัวเมืองเชียงรายไปส่งบริเวณริมแม่น้ำโขงอำเภอเชียงแสน โดยจะได้รับค่าจ้างคนละ 500 บาท

    เจ้าหน้าที่จึงบันทึกจับกุมและนำตัวชายชาวไทย 1 คน และชาวจีน 5 คน พร้อมของกลางรถยนต์กระบะอีซูซุสีขาว และโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อหาชาวจีนในข้อหา หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนชายชาวไทยถูกแจ้งข้อหา นำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง

    /////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/932852&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cj028m5sQmYA-8EcHXEp5

  • อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือน! ระวัง “เสือโคร่ง” หลังโผล่ทางขึ้นเขาสลัดได

    อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือน! ระวัง “เสือโคร่ง” หลังโผล่ทางขึ้นเขาสลัดได

    แพทตี้ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 6 ธ.ค. 2568, 13:09 1

    อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือนระวัง “เสือโคร่ง”  

    วันนี้ (6 ธ.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานมีนักท่องเที่ยวพบเสือโคร่งตัวใหญ่ตัวหนึ่งเดินเล่นอยู่บนถนน บริเวณถนนทางขึ้นเขาสลัดได บ้านพุทธชาติ ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวันครราชสีมา 

    อุทยานแห่งชาติทับลานได้ออกแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว และชาวบ้านบ้านพุทธชาติ โปรดใช้ความระมัดระวังสัตว์ป่าในช่วงนี้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาค่ำคืน และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนผารักษ์สลัดได ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอวังน้ำเขียว ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เฝ้าดูแลความปลอดภัย 

    ซึ่งขณะนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน และเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่บ้านพุทธชาติ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของเสือโคร่งตัวดังกล่าว  

    ทั้งนี้ คาดว่าเสือโคร่งตัวดังกล่าว น่าจะออกมาจากเขตป่าเพื่อหาอาหาร เนื่องจากพื้นที่เขาสลัดไดอยู่ติดกับเขตป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด พร้อมย้ำเตือนนักท่องเที่ยวไม่ควรขึ้นไปบนผารักษ์สลัดไดในเวลาใกล้ค่ำ และเช้ามืด เพื่อความปลอดภัย  

    ระวังกันด้วยนะคะทุกคน ‘อีจัน’ เป็นห่วง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/news/20tbtn8ahmzr&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yGMbmrml0qDkoihNqv3sI

  • เปิดเส้นทาง ‘แทรมเชียงใหม่’ ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    เปิดเส้นทาง ‘แทรมเชียงใหม่’ ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    เศรษฐกิจ

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 6:50 น.

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    รฟม. เดินหน้าการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ล่าสุด 15 – 16 ส.ค.นี้ เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) เชียงใหม่ สายสีแดง

    • รฟม. เดินหน้าการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ล่าสุด 15 – 16 ส.ค.นี้ เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) เชียงใหม่ สายสีแดง
    • เจาะเส้นทางส่วนต่อขยายมีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ขยายเส้นทางให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยัง 7 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่

    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังเดินทางโครงการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ซึ่งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ ซึ่งนับเป็นโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคแห่งแรกที่มีความหวังและจะเริ่มก่อสร้าง

    ขณะเดียวกัน ในวันที่ 15 – 16 ส.ค.นี้ รฟม.มีกำหนดจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นช่วงส่วนต่อขยายจากโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ นับเป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการรถไฟฟ้าภูมิภาคแห่งที่ 2 ของ รฟม. ซึ่งสะท้อนได้ว่าขณะนี้ รฟม.กำลังวางแผนการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางนอกเหนือจากพื้นที่ในกรุงเทพฯ นำมาสู่การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่จะรองรับการเติบโตของจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี มีระยะทาง 15.8 กิโลเมตร เป็นทางวิ่งระดับดินประมาณ 9.3 กิโลเมตร และทางวิ่งใต้ดินประมาณ 6.5 กิโลเมตร โดยมีจำนวนสถานี​​ 16 สถานี แบ่งเป็น สถานีบนดิน 9 สถานี และสถานีใต้ดิน 7 สถานี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    แนวเส้นทางของโครงการเริ่มต้นบริเวณโรงพยาบาลนครพิงค์ เป็นโครงสร้างทางวิ่งระดับดิน วิ่งไปตามแนวถนนโชตนา (ทางหลวงหมายเลข 107) จนถึงบริเวณแยกศาลเชียงใหม่ แล้วเลี้ยวขวาวิ่งตามแนวถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ไปจนถึงแยกสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ข้ามคลองชลประทานแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนคันคลองชลประทาน ไปจนถึงบริเวณสี่แยกหนองฮ่อ

    แล้วจึงเลี้ยวซ้ายขนานไปกับถนนหนองฮ่อ (ทางหลวงหมายเลข 1366) จนถึงแยกกองกำลังผาเมือง ซึ่งจุดนี้ทางวิ่งจะเปลี่ยนเป็นทางวิ่งใต้ดิน จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามแนวถนนโชตนาอีกครั้ง ลอดผ่านทางลอดที่แยกข่วงสิงห์ ไปตามแนวถนนช้างเผือก ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ไปจนถึงถนนมณีนพรัตน์ (ถนนเลียบคูเมืองด้านนอกฝั่งทิศเหนือ)

    หลังจากนั้นเลี้ยวขวาไปจนถึงแจ่งหัวลิน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามแนวถนนบุญเรืองฤทธิ์ ผ่านโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จนถึงแจ่งกู่เฮือง ไปตามถนนมหิดล (ทางหลวงหมายเลข 1141) ไปจนถึงแยกท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ วิ่งตรงไปยังแนวคลองระบายน้ำด้านข้างท่าอากาศยานเชียงใหม่ แล้วเปลี่ยนเป็นทางวิ่งระดับพื้นดิน แล้ววิ่งออกไปที่ถนนเชียงใหม่ – หางดง (ทางหลวงหมายเลข 108) ไปสิ้นสุดบริเวณแยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    ขณะที่ช่วงส่วนต่อขยายสายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่ รฟม.กำลังจะเปิดรับฟังความคิดเห็นนั้น มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร สถานีเพิ่มขึ้น 3 สถานี ซึ่งจะเชื่อมต่อเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะ 7 แหล่งท่องเที่ยว คือ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ น้ำตกห้วยแก้ว สวนสัตว์เชียงใหม่ เวียงกุมกาม วัดพระธาตุดอยคำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    รายงานข่าวจาก รฟม. ระบุว่า ขณะนี้ รฟม.อยู่ในขั้นตอนเตรียมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับช่วงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับแนวเส้นทางและการลงทุน รฟม.ก็มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนโครงการไปพร้อมกับเส้นทางสายหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ทำให้รถไฟฟ้าสายนี้จะมีระยะทางรวมถึง 20.8 กิโลเมตร ครอบคลุมและเข้าถึงพื้นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ เอื้อต่อการเดินทาง และสนับสนุนให้เชียงใหม่เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210751&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Jv-13mIpRqrcjyQYIab3U

  • เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต

    เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต

    Trip.com Group เผย คนไทยแห่เที่ยว ‘เมืองรองจีน’ เพิ่มขึ้นพุ่ง 828% โดยฉงชิ่งขึ้นแท่นจุดหมายมาแรงสุด ปี 2568 เซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง-โตเกียว ยังติดลมบน ปลายทางยอดฮิต

    Trip.com Group เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย ที่หันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน

    จากข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 พบว่า ‘ฉงชิ่ง’ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828%

    เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม

    สรุปเทรนด์นักท่องเที่ยวไทยปี 2568

    เอ็ดมันด์ ออง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวไทยกำลังให้คำนิยามใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเที่ยวชมสถานที่แบบเดิม ๆ มาสู่การดื่มด่ำและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมมากขึ้น”

    “ข้อมูลจาก Trip.Best พบว่า ผู้ใช้งานชาวไทยใช้เวลาเฉลี่ย 6 วัน ในการค้นคว้าข้อมูลก่อนตัดสินใจจองการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์ที่วางแผนมาอย่างดี เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานจากประเทศอื่น ๆ” เอ็ดมันด์ กล่าว

    เซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง-โตเกียว ยังติดลมบน ปลายทางยอดฮิตปี 2568

    • เสน่ห์ของจีนที่เข้มข้นขึ้น: เซี่ยงไฮ้ครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการเติบโต 334% YoY ตามด้วยฮ่องกง (เติบโต 52%) โตเกียว (เติบโต 71%) และโอซาก้า (เติบโต 132%)
    • ประสบการณ์สำคัญกว่าการชมสถานที่: การค้นหา “กิจกรรม” เติบโต 808% YoY โดย “สถานที่หลบร้อน (Cool Escape Attractions)” พุ่งสูงถึง 1,941%
    • การท่องเที่ยวในประเทศเติบโตต่อเนื่อง: การท่องเที่ยวภายในประเทศของไทยเติบโต 25% YoY โดยมีกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นเมืองยอดนิยม

    อิทธิพลของ KOL มีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวคนไทย

    สอดคล้องกับระบบนิเวศดิจิทัลของไทยที่ผู้บริโภคกว่า 95% ค้นหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ่านคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ โดยจากข้อมูล Trip.Best พบว่า

    • 47% ของผู้ใช้งานแบบครอบครัวเลือกติดตามอินฟลูเอนเซอร์ท่องเที่ยวที่แชร์ประสบการณ์จริง
    • 45% ของนักท่องเที่ยวที่สำรวจในปี 2568 ค้นหาไอเดียทริปล่าสุดจากโพสต์โซเชียลมีเดียของ KOL ไทย เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2567
    • ยอดสั่งซื้อโดยตรงผ่านรหัสโปรโมชั่นของ KOL เพิ่มขึ้นสูงถึง 120%

    ภาพ: Jackyenjoyphotography / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-travel-chongqing-surges-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13uHYf8UkAEpbkr0BXFGpe

  • รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อ เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท ชูอากาศเย็นสบายเที่ยวดี มีคืน เน้นเที่ยวเมืองรองหนุนการใช้จ่าย 

    วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาววันพ่อแห่งชาติ (5–7 ธ.ค. 2568) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยราว 2.52 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 10,320 ล้านบาท

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 68% โดยบรรยากาศการเดินทางมีความคึกคักอย่างเด่นชัดจากปัจจัยสภาพอากาศที่เย็นสบาย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งภาคกลางยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด แต่ในด้านรายได้ ภาคตะวันออก ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง สร้างรายได้ 2,720 ล้านบาท โดยเมืองยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ขณะที่เมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมคือ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช

    รองโฆษกฯ ยอมรับว่าเหตุอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังคงส่งผลให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง

    ขณะที่นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนประชาชนใช้โอกาสวันหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยว เมืองรอง กว่า 55 จังหวัด และใช้สิทธิ์มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท (หากเที่ยวเมืองรองจะได้ลดหย่อน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท*) โดยค่าใช้จ่ายจะต้องเกิดขึ้นระหว่าง 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900062&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZKw2p14DG8zQrFDnwbuc

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    เศรษฐกิจ

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 6:24 น.

    'อรรถพล' จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    “อรรถพล” จ่อเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 26 “อันดามัน” แหล่งพลังงานศักยภาพสูง ลั่นปิดพักการเจรจาดีลพื้นที่ทับซ้อน “ไทย-กัมพูชา” เร่งวางยุทธศาสตร์มั่นคงพลังงานรับ Net Zero 2050

    • ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทาย ทั้งปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลง และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะนี้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง 
    • การสำรวจแหล่งอันดามัน นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV-ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด 
    • แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันเป็น “ความหวังใหม่” ของพลังงานไทย โดยข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”
       

    ทิศทางพลังงานไทยเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณชัด “เตรียมเปิดแปลงสำรวจปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน” หลังพบศักยภาพสูงจากข้อมูลการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันประกาศชัดว่า ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” อยู่ในสภถานการณ์ที่ “ต้องปิดไปก่อน” เพื่อเบนทิศการจัดหาพลังงานกลับสู่ทรัพยากรที่ไทยควบคุมได้เองอย่างมั่นคง

    นายอรรถพล กล่าวว่า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดในระยะ 10 ปี ตามรายงาน World Economic Forum พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยชี้ขาด ความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยมีมาตรการการค้าใหม่อย่าง CBAM จากยุโรปกดดันประเทศผู้ส่งออก รวมถึงไทยให้เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

    แม้ไทยปล่อยคาร์บอนไม่ถึง 1% ของโลกรวมกัน แต่กลับติดอันดับ 17 ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุด ทำให้รัฐบาลต้องเร่งขยับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็น 2050 เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ประกาศเป้าหมายเดียวกันล่วงหน้าไปแล้ว

    “อันดามัน” แหล่งหวังใหม่ เจรจากัมพูชา “นิ่งสนิท”

    นายอรรถพล กล่าวยอมรับว่า ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทายหนัก ทั้งจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง และปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะใกล้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง และอยู่ในเขตที่ไทยบริหารจัดการได้เต็มรูปแบบ

    อันดามันจะต้องเปิดแน่นอน” รัฐมนตรีพลังงานย้ำ พร้อมระบุว่าการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV–ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด โดยคาดว่าแรงใช้ไฟปี 2568 จะใกล้เคียงกับระดับสูงของปีที่ผ่านมา

    นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล ความมั่นคง-ความยั่งยืน-ราคา หากให้ความสำคัญด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จะกระทบประชาชนและความสามารถแข่งขันของประเทศ การหาแหล่งพลังงานใหม่จึงเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการรักษาสมดุลนั้น

    กรมเชื้อเพลิงฯ ยันความพร้อมเปิดประมูลรอบ 26 

    ด้านนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เสริมว่า แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันในเร็วๆ นี้ จะเป็น “ความหวังใหม่” ของภาคพลังงานไทย เพราะข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”

    เบื้องต้นมีบริษัทน้ำมันระดับโลกให้ความสนใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Chevron, ENI, Total, Exxon และ ปตท.สผ. ขณะที่กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมพิจารณาปรับรูปแบบสิทธิสำรวจเป็นระบบ Hybrid – ผสมผสานสัมปทานและ PSC เพื่อจูงใจการลงทุนในทะเลน้ำลึกที่มีต้นทุนสูงเฉลี่ยกว่า 27 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเชื่อว่า หากค้นพบก๊าซในแหล่งอันดามัน จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับ “แสนล้านบาท” พร้อมลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีราคาผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ราคาพุ่งกว่า 2–3 เท่า ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟของประเทศ

    “นอกจากนี้ รายได้ การจ้างงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือและโรงแปรรูป LNG จะเกิดขึ้นตามมา ช่วยต่อยอดสู่ความมั่นคงพลังงานระยะยาว”

    การเปิด “อันดามัน” จึงเป็นมากกว่าการสำรวจพลังงาน แต่คือการเดินเกมใหญ่เพื่อสร้างฐานพลังงานที่มั่นคงสอดรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RM5wEql2fa7TcEm3neX76

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9

    ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9

    ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพรัชกาลที่ 9 และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    5 ธันวาคม 2568 – เวลา 17.12 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เสร็จแล้ว เสด็พระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพุ่มดอกไม้ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองทิศ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงวางพุ่มดอกไม้ส่วนพระองค์ ทรงจุดธูปเทียน เครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ

    เสร็จแล้ว ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ต่อมาเวลา 17.32 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธมหาราช ฉ ปริวัตน์ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา

    รงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารองและทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงกราบ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ จบ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ อาลักษณ์เชิญพานหีบพระสุพรรณบัฏทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเบื้องหน้าพระโกศพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพานพระสุพรรณบัฏเบื้องหน้าพระโกศพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงคม ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระราชาคณะ แล้วทรงประเคนพัดรองที่ระลึก ฯ แด่พระราชาคณะเจ้าคณะรอง พระราชาคณะ และพระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา จนครบ 31 รูป

    จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร สำหรับพระบรมอัฐิและพระอัฐิทรงธรรม พระเทพวชิรโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “รัฏฐปัญญาณราชกถา”

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตร เที่ยวแรก จำนวน 15 ไตร และทรงถวายย่ามที่ระลึกพระราชพิธี ฯ แด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์และถวายพระธรรมเทศนา แล้วพระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

    ต่อจากนั้น ทรงทอดผ้าไตร และทรงถวายย่ามที่ระลึกพระราชพิธี ฯ อีก 16 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ เสร็จแล้ว ทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 9 พระพุทธมหาราช ฉ ปริวัตน์ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา และทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา เป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงครองสิริราชสมบัติ เมื่อปีพุทธศักราช 2478 ได้เฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการสถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ในการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2538

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงประกอบพระกรณียกิจที่มีคุณูปการต่อประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และทรงรับองค์กรการกุศลต่าง ๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทำให้พระกรณียกิจปรากฏเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ด้วยพระประสงค์ที่จะทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องพระเกียรติคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์ และด้านวัฒนธรรม พุทธศักราช 2566

    ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งวันที่ 2 มกราคม 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานเฉลิมพระนาม และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์ที่ 2 ที่สถาปนาโดยรัชกาลปัจจุบัน ต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/909638/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E2aDlKTAS9kYzrcAq4L2y