Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มองเศรษฐกิจแคนาดา 2569 ยังขยายตัวต่ำ ตลาดแรงงานเปราะบาง

    มองเศรษฐกิจแคนาดา 2569 ยังขยายตัวต่ำ ตลาดแรงงานเปราะบาง

    จากรายงานของธนาคารเพื่อการเกษตรของรัฐบาลแคนาดา หรือ Farm Credit Canada (FCC) ระบุว่า เศรษฐกิจแคนาดาปี 2569 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่เผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง กำลังซื้อและอัตราหนี้ครัวเรือนสูงที่เข้ามาเป็นแรงกดดันของเศรษฐกิจ ซึ่งสัดส่วนการใช้จ่ายหรือบริโภคในประเทศอยู่ที่ราวร้อยละ 60 ของจีดีพีทั้งหมด อย่างไรก็ดี FCC ประเมินว่า ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจแคนาดามีแนวโน้มที่จะคงอยู่ไปจนถึงปี 2569 โดยเฉพาะหากความขัดแย้งการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด 

    ปัญหาการค้าสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย

    สงครามการค้าของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแคนาดาอย่างรุนแรง สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานลดลงอย่างมาก นับตั้งแต่ภาษีสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนปีก่อนหน้า แม้ว่าสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของแคนาดาจะเป็นไปตามข้อตกลงแคนาดา-สหรัฐฯ-เม็กซิโก (CUSMA) และได้รับการยกเว้นจากภาษีตอบโต้ของอเมริกาที่ร้อยละ 35 แต่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของแคนาดา อาทิ รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง และป่าไม้ ยังคงเผชิญกับภาษีสูงถึงร้อยละ 50

    นอกจากนั้น FCC ได้ประเมินตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งย่อมผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจของแคนาดา เพราะส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง ด้วยการนำเข้าสินค้าจากแคนาดามากกว่าร้อยละ 70  แม้ว่าแคนาดาจะพยายามกระจายความเสี่ยงทางการค้าแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

    ความต้องการภายในประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดัน

    ความน่ากังวลยิ่งสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในแคนาดา คือ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ลดลง ซึ่งเป็นกลไลหลักชองประเทศราวร้อยละ 60 ของจีดีพี ท่ามกลางการขยายตัวของประชากรที่ชะลอตัว ตลาดแรงงานที่ซบเซา และหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ซึ่งหากตามข้อมูลของธนาคารกลางแคนาดา การชำระเงินสินเชื่อบ้านรายเดือน ณ ปัจจุบันโดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับในเดือนธันวาคม 2567 ถึงร้อยละ 6 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน ซึ่งการชำระหนี้ที่มากขึ้นนั้น ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้ออื่นๆ ที่จะลดลงตามมา

    ตลาดที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจผันผวน

    ปัจจุบัน ภาพรวมราคาบ้านมือสองเฉลี่ยทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้โครงการก่อสร้างใหม่ ซึ่งทั่วไปจะมีราคาสูงและเข้าถึงได้ยากกว่าบ้านมือสอง ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวลงทั้งอุปสงค์และอุปทาน นอกจากนั้น มาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านผังเมือง (โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่) ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับผู้พัฒนาโครงการอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ จากค่าดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งแคนาดา (Canadian Home Builders Association) พบว่า ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในไตรมาสที่ 3/2568 จึงถือเป็นสัญญาณความเปราะบางของตลาดอสังหาริมทรัพย์แคนาดาเริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2569 

    ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยและค่าเงินแคนาดา

    จากอัตราการว่างงานในประเทศที่ลดลง ส่งผลให้อัตราเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยลดลงร้อยละ 3.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563 และแนวโน้มลดลงนี้ยังมีโอกาสขยายไปถึงปี 2569 เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ไม่มีการจ้างงานท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังท้าทาย แม้ธนาคารกลางแคนาดาออกมาระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 2.25 ว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่หากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีก โดยประเมินว่าอาจแตะไประดับร้อยละ 1.5 ภายในสิ้นปี 2569

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) อาจจะยังไม่แข็งค่ามากนักในปี 2569 ในส่วนปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน นอกจากส่งผลกระทบต่อการลงทุนธุรกิจในวงกว้างและยังถ่วงค่าเงิน ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะสคต. โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจแคนาดาในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การบริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งแม้ว่าสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องอาศัยการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมถึงเกาะติดนโยบายภาครัฐและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างใกล้ชิด 

    ที่มา: https://www.fcc-fac.ca/en/knowledge/economics/canada-economy-deceleration-2026  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d9lnoambw3uzz8mj2unfjmng&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WRX1b78YHOR8WYlbCNFw9

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ

    เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ

    เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ วันเลือกตั้งไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงหรือผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีประชาชนเมียนมาออกมาใช้สิทธิตามหน่วยเลือกตั้งที่กำหนดไว้ 102 เมืองทั่วเมียนมา (การเลือกตั้งรอบแรก) ในภาคและรัฐต่างๆ เช่น ย่างกุ้ง เนปยีดอ มัณฑะเลย์ พะโค อิสรวดี ยะไข่ ฉาน มอญ ตะนาวศรี มะกวย คะฉิ่น คะยา ชิน การเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้ ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM : Electronic Voting Machine) และได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งให้ราบรื่น เช่น การรักษาความปลอดภัย การดูแลด้านสุขภาพและช่วยเหลือผู้มาใช้สิทธิ์ โดยคูหาเลือกตั้งเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่ 6.00 น. ถึง 16.00 น. หลังจากเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียง หัวหน้าและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ได้นำผลการเลือกตั้งจากเครื่อง EVM มาตรวจสอบและนับคะแนนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการนับคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย โดยมีสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อเมียนมาและสื่อต่างประเทศ ตลอดจนผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศ ได้เข้าเยี่ยมชมหน่วยเลือกตั้งเพื่อสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้ง การลงคะแนน และการนับคะแนนผลการเลือกตั้งดังกล่าวด้วย

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็น“โอกาสที่ดี” ต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน รวมทั้งการยอมรับจากคนเมียนมาและประเทศต่างๆด้วยโดยหวังว่าการเลือกตั้งเมียนมาจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมารวมทั้ง   หวังว่าหลังจากเลือกตั้งแล้ว เมียนมาจะมีการปรับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ เมียนมาจะมีการเลือกตั้งในรอบต่อไป ช่วงเดือน ม.ค. 69 ได้แก่ วันที่ 11 และ 25 ม.ค. 69 รวมทั้งคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ช่วงเดือน มี.ค. 69 หรือช่วงใกล้เคียง

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งเมียนมาที่จะเกิดขึ้น และเรื่องต่างๆ      

    ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

    นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/e3m0x7deoldytjze64omjjo1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qIt7IAiNEaY533vBe0adQ

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • ม.อ. ผนึกพลังเอสเส็บ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ดันเวทีนวัตกรรมสู่สากลใน SITE 2026

    ม.อ. ผนึกพลังเอสเส็บ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ดันเวทีนวัตกรรมสู่สากลใน SITE 2026


    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านงาน Southern Innovation Technology Expo 2026 เวทีรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสังคมโลก การพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานราก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาภาคใต้ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านกลไกสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา (SCEB) หรือ “เอสเส็บ” เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

    ความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การจัดงาน Southern Innovation Technology Expo 2026 (SITE 2026) เวทีนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่มุ่งสู่สากล ภายใต้การสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่า ม.อ. ภาคเอกชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

    SITE 2026 จะรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยในหลากหลายสาขา อาทิ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล อาหารและการเกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เปิดพื้นที่สำหรับการจัดแสดงนวัตกรรม การเจรจาธุรกิจ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ สร้างโอกาสให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ตอัปจากทั่วประเทศและนานาชาติ

    ภายในงานยังยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมด้วยกิจกรรมพิเศษระดับโลก ได้แก่ TEDx Prince of Songkla University และ The PSU CAR-T Cell and Resilience Charity Concert คอนเสิร์ตการกุศลแห่งปี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

    ผศ.นพ.อรุณธร พิเชฐชัยยุทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาล และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ เปิดเผยว่า การจัดงาน SITE 2026 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ หลังหลายพื้นที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ และคณะแพทยศาสตร์ ได้นำเสนอความพร้อมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษา และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ในอนาคต

    ด้าน รศ.ดร.ทพ.ทรงชัย ฐิตโสมกุล คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ กล่าวว่า SITE 2026 เป็นเวทีแสดงศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น Dental Hub & Tourism ระดับนานาชาติ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสทันตกรรมไทยยุคใหม่ที่ผสานความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์ไทยกับเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมการจัดแสดงนวัตกรรมทางทันตกรรมสัญชาติไทยที่พร้อมต่อยอดสู่ตลาดโลก

    ขณะที่ภาคเอกชนชั้นนำต่างร่วมแสดงนวัตกรรมเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บางกอกยูนิเทรด จำกัด ที่นำเสนอเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำและ AI ทางการแพทย์, SCG ที่นำเสนอโซลูชันก่อสร้างและที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิด Green Future Living มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ปี 2050 และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือปูนอินทรี ที่นำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “Wellness Begin at Home”

    ทั้งนี้ SITE 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–8 กุมภาพันธ์ 2569ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่เพียงเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่คือเวทีแห่งอนาคตที่หลอมรวมเศรษฐกิจ นวัตกรรม และพลังแห่งความหวัง เพื่อการฟื้นฟูผู้คนและการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A6Y8maljZvFSe3iI8EPFC

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก ‘เอสเส็บ’ ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก ‘เอสเส็บ’ ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    Education

    29 ธ.ค. 2025 เวลา 16:53 น.

    ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลกที่ถาโถมอย่างรุนแรง รวดเร็ว และไม่หยุดนิ่ง “การยืนหยัดด้วยฐานรากที่แข็งแรง” คือคำตอบเดียวของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    การสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ความจำเป็นเร่งด่วน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาภาคใต้ จึงเดินหน้าใช้กลไกสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา (เอสเส็บ) เป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการผลักดันศักยภาพ Medical Hub และอุตสาหกรรมอนาคตให้เป็นแรงขับใหม่ของภาคใต้

    ผ่านความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาคมศิษย์เก่า ม.อ. พร้อมการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จึงเกิดเป็น Southern Innovation Technology Expo 2026 หรือ SITE 2026 เวทีสำคัญระดับภูมิภาคที่จะรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    DDCT มจธ. ปั้นไทยสู่ฮับเกมโลก! เน้น ‘สร้างได้จริง’ ชิงตลาด 3.5 หมื่นล้าน

    ‘เริม’ โรคกวนใจไม่อันตรายร้ายแรง แต่ เป็นแล้วไม่หายขาด

    SITE 2026 เปิดประตูนวัตกรรม เศรษฐกิจ 

    ครอบคลุมด้านการแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล อาหารและการเกษตร พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการจัดแสดง การเจรจาธุรกิจ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของนักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ตอัป ไม่เพียงเท่านั้น SITE 2026 ยังยกระดับประสบการณ์ด้วยการจัดควบคู่ สองมหกรรมสำคัญคือ เวทีทอล์คระดับโลก TEDx Prince of Songkla University และสุดยอดคอนเสิร์ตการกุศลแห่งปี The PSU CAR-T Cell and Resilience Charity Concert เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ ความหวัง และพลังใจให้สังคมไทย

    โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ SITE 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเวทีแห่งอนาคต ที่รวม “นวัตกรรม เศรษฐกิจ หัวใจ และความหวัง” ไว้ด้วยกัน พบกันในมหกรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 5–8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพราะการฟื้นเศรษฐกิจที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการฟื้นผู้คน และสร้างอนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ผศ.นพ.อรุณธร พิเชฐชัยยุทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาลและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ เปิดเผยถึงการจัดงาน SITE 2026 ว่า หลังจากที่จังหวัดสงขลา และในหลายพื้นที่ของภาคใต้ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ จัดงาน SITE 2026 เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่การแพทย์แบบดิจิทัล

    โดยในส่วนของโรงพยาบาลสงลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอการความพร้อมในการนำเทคโนโลยีการรักษาพยาบาลชั้นสูง เข้ามาให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสุขภาพของประชาชน  รวมทั้งมีโอกาสได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และสร้างพันธมิตรกับองค์กรอื่นๆ เพื่อต่อยอดการพัฒนาการให้บริการในอนาคต

    “ในงาน SITE 2026 จะมีนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร ดิจิตอล และด้านอื่น ๆ  ซึ่งช่วยตอบโจทย์การพัฒนาของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ ได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน ดั่งวิสัยทัศน์ Premium Quality and Premium Service”ผศ.นพ.อรุณธร กล่าว

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ด้าน รศ.ดร.ทพ.ทรงชัย ฐิตโสมกุล คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า งาน SITE 2026 จะเป็นเวทีระดับนานาชาติที่แสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของ Dental Hub & Tourism ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและผู้สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในอนาคต โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัส “ทันตกรรมไทยยุคใหม่” ที่ผสานความพิถีพิถันของทันตแพทย์ไทย เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลทันสมัย ตั้งแต่งานออกแบบรอยยิ้มเฉพาะบุคคลและทันตกรรมเพื่อความสวยงาม ทันตกรรมรากฟันเทียมที่ต้องการความแม่นยำสูง และการผ่าตัดศัลยศาสตร์ช่องปาก

    นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดง “นวัตกรรมทางทันตกรรมสัญชาติไทย” สู่เวทีโลก อาทิ วัสดุทดแทนและเสริมสร้างกระดูก ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากมาตรฐานโรงพยาบาล เช่น น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์–คลอเฮกซีดีน ผงขัดฟัน เจลย้อมคราบจุลินทรีย์ รวมถึงนวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยน้ำลายน้อย (Gel ball) และอุปกรณ์ช่วยหัตถการ SS-suction ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคลินิกทันตกรรมยุคใหม่

    ด้าน ปิยะ เวชทนต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกยูนิเทรด จำกัด กล่าวว่า ในงาน SITE 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่การแพทย์แบบดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง

    ส่วนนวัตกรรมที่บริษัทฯนำมาจัดแสดงในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพขั้นสูง เช่น การแพทย์แม่นยำ, เทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์, การผลิตเฉพาะบุคคล และ AI ทางการแพทย์ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขของไทย

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ขณะที่ สุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กล่าวว่า ในการร่วมจัดงานในครั้งนี้ SCG ได้นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันด้านการก่อสร้างและการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยในงาน SITE 2026 จะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับพันธมิตรทุกภาคส่วนและร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

    สำหรับ นวัตกรรมที่ SCG นำมาจัดแสดงภายในงานอยู่ภายใต้แนวคิด ‘Green Future Living’ ที่ครอบคลุมนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ผ่านผลิตภัณฑ์ ‘Green Construction’ ที่เป็นนวัตกรรมสินค้าคาร์บอนต่ำสำหรับงานก่อสร้าง และโซลูชัน ‘Circular Value Creation’ ที่ช่วยบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการนำวัตถุดิบ และวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกลับมาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ด้าน มนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี กล่าวว่า ในการเข้าร่วมงาน SITE 2026 ในปีนี้ นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงภายใต้ธีม “Wellness Begin at Home : Build Happiness on a strong Foundation” ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อชีวิตที่ดี นวัตกรรมจึงเป็นเครื่องมือในการ “ก่อสร้าง” “เสริมสร้าง” และ “สรรค์สร้าง” รากฐานสำคัญ 3 ด้าน คือ

    • Foundation of life: “ก่อสร้าง” รากฐานของชีวิตที่มั่นคงปลอดภัย
    • Foundation of people: “เสริมสร้าง” รากฐานของศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์
    • Foundation of community: “สรรค์สร้าง” รากฐานของชุมชนที่ยั่งยืน

    ปูนอินทรีได้คาดหวังการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Medical & Wellness ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเทรนด์การก่อสร้างยุคใหม่ และสอดคล้องกับทิศทางขององค์กรในเรื่องการขับเคลื่อนการก่อสร้างที่ยกระดับสู่ความยั่งยืน (Sustainable Construction)

    โดย SITE 2026 ปูนอินทรีได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันการก่อสร้างที่ยั่งยืน เช่น อินทรีเพชร Easy Flow, อินทรีเพชรพลัส, คอนกรีตคาร์บอนต่ำ หรือวัสดุทดแทนทรายธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และยังเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อมูลเชิงลึกในด้านทิศทาง แนวโน้ม และความต้องการของตลาด เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของปูนอินทรีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/education/1214422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gpd2C62c-ghYIJK6jKWbq

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ