Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.65 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา  ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์  โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จและเป็นการอ่อนค่ามากกว่ากรอบบนของสัปดาห์ที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้

    ธนาคารกรุงไทย
    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    (แกว่งตัวในกรอบ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำ (XAUUSD) เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ จนราคาทองคำดิ่งลงเกือบ -3% สู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) และแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่รอเงินบาทอ่อนค่าเหนือโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ของเงินดอลลาร์ 

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.10% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้พอสมควรในช่วงต้นปี 2026 ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน 

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งปริมาณการทำธุรกรรมในช่วงปลายปีก็เบาบางลงพอสมควร ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัวแถวโซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.9-98.2 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงมุมมองเดิมต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็แกว่งตัว Sideways แต่ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ดิ่งลงหนักกว่า -3% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด สอดคล้องกับการเทขายทำกำไรบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ ทั้งนี้ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนและจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานการประชุม FOMC ของเฟดล่าสุด (ทยอยรับรู้ในช่วงราว 02.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีภาคธุรกิจของบรรดาเฟดสาขาต่างๆ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า

    และเนื่องจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีไม่มาก ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ว่าในช่วงสองวันนี้ โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะอ่อนกำลังลงชัดเจน หลังเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง “เร็ว แรง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ (ตามที่เราได้ระบุมาตลอดว่า การปรับฐานของราคาทองคำจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้) ซึ่งยังคงสะท้อนถึง ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและเงินบาทที่อยู่ในระดับสูงอยู่ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทและความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะเห็นผลชัดเจนของมาตรการลดทอนผลกระทบจากราคาทองคำที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศในช่วงที่ผ่านมา (ควรจะต้องเห็น Correlation และ Beta ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับสูงไม่ต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี มากนัก)

    นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาททะลุแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า ทำให้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame Daily (กราฟรายวัน) นั้น ควรจะต้องประเมินว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรืออาจอ่อนค่าลงได้บ้าง ในระยะสั้น โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.80-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาทองคำปรับตัวลดลงแรงอย่างต่อเนื่อง (Beta กับเงินบาท ในช่วงที่ราคาทองคำลดลงจะอยู่ที่ราว -0.23) แต่เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ตราบใดที่ เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นการพลิกกลับเทรนด์ใน Time Frame Weekly (กราฟรายสัปดาห์) 

    และที่สำคัญ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ได้พอสมควร หามีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะในช่วงวันทำการสุดท้ายของตลาดการเงินไทย 

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.80 บาท/ดอลลาร์

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 31.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าลงเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดประจำวันที่ 9-10 ธ.ค. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2569 ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2569

    ทองคำปิดร่วงลงกว่า 200 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ คาดว่าราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มที่สดใส เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ 

    เงินบาทอ่อนค่าสุดในภูมิภาค ปัจจัยจากราคาทองคำในตลาดโลกร่วงลงแรง ทำเงินบาทอ่อนค่าเร็ว ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ช่วงตลาดค่อนข้างเบาบางเนื่องจากช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ยังคงต้องจับตาราคาทองในตลาดโลก ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาท

    กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
    USD/THB 31.45-31.75 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 31.45/ขาย 31.75
    EUR/THB 37.00 – 37.50 แนะนำ ซื้อ 37.00/ขาย 37.50
    JPY/THB 0.2005 – 0.2045 แนะนำ ซื้อ 0.2005/ ขาย 0.2045

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/264900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15BWwb17xyw-LQvjcbuil4

  • วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร | TOPNEWS

    วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร | TOPNEWS

    วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร – สศค. ปลอบใจ เศรษฐกิจไทย พ.ย.68 อยู่ในเกณฑ์ “ดี”

    #topnewstv #เศรษฐกิจไทย #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1440621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IlG5NdhDgMpHYzvNZTKg_

  • “ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า 2.0” สะเทือนเศรษฐกิจโลกปี 2025 |ทันโลก EXPRESS | 30 ธ.ค. 68

    “ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า 2.0” สะเทือนเศรษฐกิจโลกปี 2025 |ทันโลก EXPRESS | 30 ธ.ค. 68

    ปี 2025 นับว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลให้การส่งออกและการลงทุนต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน หลายประเทศได้รับผลกระทบ และทุกฝ่ายต้องบินไป กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ ในการยุติการตั้งกำแพงภาษีชั่วคราวนั้น กลับเปิดช่องให้เกิดการเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษี หลายประเทศได้อานิสงจากเจรจา ขณะที่ ไทยเองได้ดีลจากทรัมป์ ในอัตราที่น่าพึงพอใจ เพื่อแลกกับหยุดยิงกับกัมพูชา ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลาเพราะทั้งสองฝ่ายต่างงัดข้อกันอย่างชัดเจน

    วันนี้ ทีมข่าวต่างประเทศ PPTV จะพาทุกท่านไปย้อนดูที่มาที่ไปและผลลัพธ์จากประเด็น “กำแพงภาษีของทรัมป์” และ “สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ” ที่สร้างแรงสะเทือนไปทั่วทั้งโลกในปี 2025

    #ทรัมป์ #ภาษีทรัมป์ #สหรัฐฯ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/208252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CkukfdVsiVP3iu4a2L_VU

  • เช็คเลย!10 ธุรกิจดาวรุ่งปี’69  แรงส่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เช็คเลย!10 ธุรกิจดาวรุ่งปี’69  แรงส่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    ‘พาณิชย์’ ชี้ช่องโอกาสธุรกิจเติบโต เกาะติดเทรนด์ดิจิทัลตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี  สินค้าบริการเจาะกลุ่มสังคมผู้สูงอายุ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลและผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจในปี 2568 พบว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ยังมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รองรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยจัดอันดับ 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (10 ประเภทธุรกิจ) ที่พร้อมจะเติบโตในปี 2569 ได้ ดังนี้

    กลุ่มแรกคือ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจที่สอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตมากขึ้น ประกอบไปด้วย 4 ประเภทธุรกิจหลัก ดังนี้

    ธุรกิจค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-Commerce ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นช่องทางใหม่ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,702 ราย ลดลง 269 ราย คิดเป็น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 67 จัดตั้ง 1,971 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ มีมูลค่า 7,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,524 ล้านบาท คิดเป็น 169% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จากตัวเลขจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ที่อาจชะลอตัวลง แต่พบว่าเงินลงทุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนการเข้ามาของผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง และการขยายตัวของ Social Commerce และ Live Streaming อย่างต่อเนื่อง

    2. ธุรกิจบริการดิจิทัล แบ่งเป็น 4 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การสร้างแม่ข่าย (Hosting) การบริการเป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) เว็บท่า (Web Portal) และการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล โดยธุรกิจในกลุ่มนี้มีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก สะท้อนบทบาทโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เฟื่องฟู โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 318 ราย เพิ่มขึ้น 117 ราย คิดเป็น 58.21% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 201 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนมีมูลค่า 3,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,096 ล้านบาท คิดเป็น 38.88% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

    3. อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตตัวเก็บประจุและตัวต้านทานสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยธุรกิจนี้เป็นผู้ผลิตสำคัญรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีประเภทยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบสื่อสาร 5G/6G และอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็กที่มีอัตราเติบโตสูง โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 178 ราย ลดลง 19 ราย คิดเป็น 9.64% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 197 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 7,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,417 ล้านบาท คิดเป็น 145.18% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

    4.ธุรกิจการเงินและการลงทุน แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยได้พัฒนาบริการสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งในปี 2568  (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 2 ราย ทุนจดทะเบียนสูงถึง 550 ล้านบาท และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,186,622 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.21% จากปี 2566

    กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มไลฟ์สไตล์ เป็นธุรกิจตอบโจทย์วิถีชีวิต ความชอบ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เน้นประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก และตัวตนของลูกค้าประกอบไปด้วย 5 ประเภทธุรกิจหลัก ดังนี้

    1.ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเครื่องสำอาง เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพและความงาม รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายมากขึ้นผ่านการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ และ Social Commerce ที่กำลังขยายตัว โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,457 ราย เพิ่มขึ้น 246 ราย คิดเป็น 20.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,211 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 2,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 364 ล้านบาท คิดเป็น 19.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 195,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,768 ล้านบาท คิดเป็น 14.5% เมื่อเทียบกับปี 2566

    2.ธุรกิจออกแบบตกแต่งภายใน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ กิจกรรมออกแบบและตกแต่งภายใน การผลิตแผ่นไม้บางและผลิตภัณฑ์ไม้ และการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงปรับตัวให้การผลิตสินค้าเน้นที่การออกแบบมากขึ้นสอดรับความต้องการของลูกค้า

    อย่างไรก็ดี ธุรกิจฯ ยังมีความท้าทายจากความผันผวนในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับ 1 ของไทย ในทางกลับกันภาพรวมการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปี 2568 ยังขยายตัวได้ที่ 9.3% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของคู่ค้าเพื่อสต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 555 ราย เพิ่มขึ้น 54 ราย คิดเป็น 10.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 501 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท คิดเป็น 13.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 144,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,981 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566

    3.ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง และร้านขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าระดับพรีเมียมขยายตัวสูงขึ้น โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 214 ราย เพิ่มขึ้น 33 ราย คิดเป็น 18.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 181 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127 ล้านบาท คิดเป็น 48% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 101,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,555 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566

    4.ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มให้พลังงานสูง และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ ธุรกิจเครื่องดื่มฯ ปัจจุบันกลายเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจต่อสินค้าสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจที่พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเฉพาะทาง โดยปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 153 ราย ลดลง 73 ราย คิดเป็น 32.30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 226 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 11,321.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,790 ล้านบาท คิดเป็น 21.28 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 ทุนจัดตั้ง 532 ล้านบาท) แม้ตัวเลขการจัดตั้งใหม่จะลดลง แต่มูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกว่า 135.67 เท่า และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 105,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,032 ล้านบาท คิดเป็น 3.97% เมื่อเทียบกับปี 2566

    5. ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ เป็นธุรกิจที่ได้รับแรงส่งจากนโยบาย Soft Power ของไทยที่ผลักดันคอนเทนต์สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะซีรีส์วาย (Boys’ Love/Girl’s Love) ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และกิจกรรมแฟนมีตติ้ง ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 138 ราย ลดลง 1 ราย คิดเป็น 0.7% จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 2567 จัดตั้ง 139 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 189 ล้านบาท ลดลง 204 ล้านบาท คิดเป็น 51.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แม้รายได้รวมจะทรงตัวแต่ความสามารถในการทำกำไรกลับพุ่งทะยาน อย่างโดดเด่น โดยปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 13,411 ล้านบาท ลดลง 188 ล้านบาท คิดเป็น 1.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่กำไรสุทธิปี 2567 สูงถึง 474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238 ล้านบาท คิดเป็น 100.3% (กำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 236 ล้านบาท)

    และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มด้านสุขภาพธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและเภสัชภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ 1.การค้าส่ง/ค้าปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ 2.โรงพยาบาล และ 3. โรงพยาบาลเฉพาะทาง เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก ควบคู่ไปกับการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายรวมของผู้สูงอายุในปี 2572 จะพุ่งแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความมั่งคั่งสูง

    รวมถึงการปรับตัวใช้เทคโนโลยี (Caretech) เช่น AI และ IoT เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและมาตรฐานบริการให้เทียบเท่าสากล ดึงดูดกลุ่มลูกค้าต่างชาติและรองรับการเป็น Retirement Destination ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,648 ราย เพิ่มขึ้น 179 ราย คิดเป็น 12.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,469 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 3,480 ล้านบาท ลดลง 2,818 ล้านบาท คิดเป็น 44.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,103,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70,937 ล้านบาท คิดเป็น 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566

     “กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ปรับตัวเข้าสู่การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนสำหรับใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ทันกระแส และทราบถึงแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WjyN9ga8iipycsCi4qJ9X

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • เศรษฐกิจจีนชะลอ ฉุดจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดนลดลงครั้งแรก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจจีนชะลอ ฉุดจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดนลดลงครั้งแรก : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เผยผลสำรวจพบว่า จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในจีนที่ลดลงอย่างมาก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นในทุก ๆ สองปีนับตั้งแต่ปี 2556 แสดงให้เห็นว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศประมาณ 181,000 แห่งในปี 2568 ลดลงจากปี 2566 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 187,000 แห่ง

    การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศจีนที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเกือบ 20% หรือประมาณ 15,260 แห่งจากเมื่อสองปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 63,500 แห่ง เนื่องด้วยเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จากผลกระทบของอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ท่ามกลางวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่อยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นประเทศหรือภูมิภาคที่มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่มากที่สุดในปี 2568 รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นประมาณ 26,360 แห่ง เกาหลีใต้ 19,800 แห่ง และเม็กซิโก 7,430 แห่ง

    นอกจากนี้ แม้จำนวนรวมของร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศจะลดลงในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าจำนวน 55,000 แห่งในปี 2556 กว่าสามเท่า

    ส่วนจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในพื้นที่อื่น ๆ ของโลกปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยจำนวนที่ลดลงในเอเชีย โดยจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ประมาณ 20% หรือราว 2,400 แห่ง เนื่องจากความสนใจในอนิเมะและวัฒนธรรมป๊อปอื่น ๆ ช่วยกระตุ้นความต้องการอาหารญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นราว 20% หรือประมาณ 300 แห่ง เนื่องจากความใส่ใจในสุขภาพเป็นที่แพร่หลาย

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานฉบับนี้มีการเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนพ.ย. โดยอ้างอิงจากการสำรวจของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ การสำรวจยังจัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลพยายามขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศ ซึ่งจำนวนร้านอาหารในต่างประเทศถือเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญในการวัดความนิยมของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mUe070piYaaIREGFwXsqv