Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน
    แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นเพียงความฝัน วันนี้…ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานได้ในปี 2577

    ผลลัพธ์ที่ได้…ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือและนั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความสะดวก” แต่คือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อสมุย–สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ต จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป
     

    แล้วประโยชน์คืออะไร

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงเกาะเดียว สามารถขับรถท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ทำให้สมุย–พะงัน–ภูเก็ต–อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ชุมชน และเมืองรองจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
    ปัจจุบันการขนส่งต้องพึ่งพาเรือ ซึ่งมีต้นทุนด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารทะเลเสียหายได้ง่าย ในอนาคตเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาการส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ เกิดคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ” ด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใต้
    ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียนหรือทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน

    โดยสรุป “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพานสำหรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือสะพานแห่งโอกาส—โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรง ๆ ว่า ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว

    ขอยกธงเชียร์ กทพ. อย่างเต็มที่ครับ

    แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ (คลิ๊ก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw009eJ9CtK6Iuu8Ju-lvh6C

  • ชาวอิหร่านประท้วงเศรษฐกิจดิ่งเหว |ทันโลก EXPRESS |  2 ม.ค. 69

    ชาวอิหร่านประท้วงเศรษฐกิจดิ่งเหว |ทันโลก EXPRESS | 2 ม.ค. 69

    ชาวอิหร่านจำนวนมากร่วมเดินขบวนประท้วงต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่มีต้นตอจากวิกฤตค่าเงินของประเทศ ที่ร่วงลงอย่างหนัก จนทำให้ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
    #อิหร่าน #ม็อบ #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/208479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q3xgWQHg3o8wpKdwhw_D4

  • เปิดชื่อผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ ครบทั้ง 10 เขต

    เปิดชื่อผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ ครบทั้ง 10 เขต

    เปิดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ 88 คน ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง จาก 11 พรรคการเมือง ในจำนวนนี้มีสมัครครบทั้ง 10 เขต 6 พรรคการเมือง จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งอดีตรัฐมนตรี อดี ส.ส. อดีต สจ. ข้าราชการบำนาญ นักธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่น เกษตรกร และชาวบ้านทั่วไป ด้าน กกต.เร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สมัคร

    1 มกราคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจากมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้งมี ส.ส.ได้จำนวน 10 คน ที่หอประชุมจังหวัดบุรีรัมย์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 27-31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา

    โดย กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สรุปยอดผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของ จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง มีผู้มายื่นสมัคร รวมทั้งสิ้น 88 คน 11 พรรคการเมือง ในจำนวนนี้มีพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัครครบทั้ง 10 เขต จำนวน 6 พรรคการเมือง ได้แก่ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคเพื่อไทย , พรรคภูมิใจไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ

    พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 9 เขต มี 2 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชากรไทย และพรรคเศรษฐกิจ ส่วนพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 7 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคปวงชนไทย ขณะพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 2 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 1 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่

    โดยผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักการเมืองระดับชาติ อดีตรัฐมนตรี อดี ส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น อดีต สจ. ข้าราชการบำนาญ นักธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร รวมถึงชาวบ้านทั่วไป ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันเข้มข้นในหลายพื้นที่ และประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น

    สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง ประกอบ เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัคร จำนวน 8 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายภาคภูมิ โภคทรัพย์ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 นายพีรภัทร ทองธีรสกุล พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 นายธนายุทธ ยืนยั่ง พรรคประชาชน หมายเลข 4 นางสุทธิลักษณ์ ยายิรัมย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายสนอง เทพอักษรณรงค์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายวิเชียร ลานทอง พรรคประชากรไทย หมายเลข 7 นายนาท ฉัพพรรณธนกูร พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 8 นายอิทธิพัทธ์ ภักดีเนติพันธุ์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายปัญจะ จำลองชาติ พรรคประชากรไทย หมายเลข 2 นายวิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายปรัญชญา ตรีกาญจนา พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 นายมนัสชัย โพธิ์แก้ว พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายสัญชัย ทะนานทอง พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 7 นายตี๋ แก้วสีจันทร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 8 นางสาวรุ้งไพลิน ปิ่นอนันต์สกุล พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายกาจ ทุมสิทธิ์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 3 มีผู้สมัครจำนวน 8 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 นายสุประดิษฐ์ แสนทวีสุข พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 นางสาวชุติมา นับถือสุข พรรคประชากรไทย หมายเลข 4 นายพลวรรธน์ คำพันธ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายทรงพล ทะรารัมย์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 6 นายณัฐพงศ์ เรืองชาย พรรคประชาชน หมายเลข 7 นายพิสุทธิ์ ยายิรัมย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 8 นายวีระยุทธ พะโรงรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์

    เขตเลือกตั้งที่ 4 มีผู้สมัคร จำนวน 7 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายธีรวุฒิ ทับทิมหิน พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 นายวรพจน์ วิบูลย์วิริยะสกุล พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 4 นายกฤษฎา ชูตาลัด พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร พรรคเพื่อไทย หมายเลข 6 นางสาวรุ่งฤดี จะโชนรัมย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 7 นายสมชาย สุเรรัมย์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 5 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายให่ม สุขะเดชะ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นางประนอม อุทัยแสน พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 นางพชรพรรณ ลิ้มโฆษิต พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นายธนากร สัมมาสาโก พรรคประชาชน หมายเลข 5 นายสุรศักดิ์ เลี้ยงผ่องพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 6 นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 7 นายภัทธ์ษธร กล้วยประโคน พรรคประชากรไทย หมายเลข 8 นายสมคิด สินไธสง พรรคกล้าธรรม และหมายเลข 9 นางสาวนก รักพินิจ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 6 มีผู้สมัคร จำนวน 10 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายประยุร เพ็งจันทร์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายนันทภพ ทองนุ่น พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายพงษ์นรินทร์ ลิ้มโฆษิต พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นายศักดิ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 ร้อยตำรวจโท สมพงษ์ พันธุ์ศรี พรรคปวงชนไทย หมายเลข 6 นางสาวจุฑามาศ รักพินิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 7 นายภูวดล ศรีหามาตย์ พรรคกล้าธรรม หมายเลข 8 นายอภิชัย สิริสุข พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 9 นายสนม อุ่นสำโรง พรรคประชากรไทย และ หมายเลข 10 นายชัยชนะ กิ่งหว้ากลาง พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 7 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายณัฏฐชัย สวัสดี พรรคประชาชน หมายเลข 2 นางสาวณโมรี ฉกรรจ์ศิลป์ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 นายพรรณธนู วรรกางซ้าย พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 นายคำก่าย กองพร พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายบุญเพ็ง สุรักษ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 7 นายวุฒิชัย สุขพรรณดอน พรรคกล้าธรรม หมายเลข 8 นายธีรยุทธ อินทรกำแหง พรรคเศรษฐกิจ และ หมายเลข 9 นายสมพงษ์ แช่มรัมย์ พรรคประชากรไทย

    เขตเลือกตั้งที่ 8 มีผู้สมัคร จำนวน 10 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายเพชร สุพพัตกุล พรรคประชาชน หมายเลข 2 นายธนาศักดิ์ เฉลิมสิทธิวงศา พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 ร้อยตำรวจเอก บุญเฮียง ชัยสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 4 นายพัสกร หัสดิน พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 5 นายไตรเทพ งามกมล พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายบุญทรง ลึกลาภ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 7 นายวินัย จีนโน พรรคเพื่อไทย หมายเลข 8 นายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง พรรคกล้าธรรม หมายเลข 9 นางธนวันต์ ทองคำ พรรคประชากรไทย และ หมายเลข 10 นายสุระ แก้วอนันต์ พรรคประชาธิปไตยใหม่

    เขตเลือกตั้งที่ 9 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายชุมนุม ยงสืบชาติ พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 2 นายธีรวัฒน์ ลมุดกูล พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 นายเสกสรร สุริยา พรรคประชาชน หมายเลข 4 นายพลวิวัฒน์ แก้วพลงาม พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายรุ่งโรจน์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายต่อพงษ์ จีนใจน้ำ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 นายสมชาย พรมวัง พรรคประชากรไทย หมายเลข 8 นายพรศักดิ์ แดงทรัพย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายแสวง สีหามาตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ

    เขตเลือกตั้งที่ 10 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายจำรัส เวียงสงค์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 3 นายภูมิสิทธิ์ มาประจง พรรคไทยประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นางณัฏฐนันท์ ถาวรสีแดด พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายชูชัย พลวัน พรรคไทยรวมสร้างชาติ หมายเลข 6 พันเอก ปรมะ เรืองสูงเนิน พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 7 นายณัฐพงศ์ แสนโคตร พรรคประชาชน หมายเลข 8 นายอิทธิศักดิ์ ปาทาน พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายวันทา สมร่าง พรรคประชากรไทย

    โดยหลังจากสิ้นสุดวันรับสมัครเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง ได้เร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อปิดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สมัคร.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/924790/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I2za4IiGxdtzhmg2ed_dj

  • โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ! ‘ดร.สามารถ’หนุนสร้างทางเชื่อมสมุย ยกระดับท่องเที่ยวสู่เมืองเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    2 มกราคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร โพสต์เฟซบุ๊กกรณีการ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุยระบุว่า

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊กในเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นแค่ความฝัน วันนี้… ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปี 2577
    ผลลัพธ์ที่ได้… ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือ-นั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้นนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความสะดวก” แต่มันคือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อ สมุย-สุราษฎร์-ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ตจากเดิม 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป

    แล้วประโยชน์คืออะไร?

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เกาะเดียว เขาสามารถขับรถเที่ยวได้หลายแห่ง จะทำให้ สมุย-พะงัน-ภูเก็ต-อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักยาว ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมใหญ่ อีกทั้ง ร้านอาหาร ชุมชน เมืองรองจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสธุรกิจ
    วันนี้การขนส่งต้องพึ่งเรือ มีต้นทุน เวลา และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตร อาหารทะเลเสียหายง่าย วันหน้าเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาส่งสินค้าแน่นอนขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ จะทำให้เกิดคลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ”อีกด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนใต้ผู้ป่วยฉุกเฉินจะไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียน/ทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่

    โดยสรุป สะพานสมุยไม่ใช่แค่สะพานรองรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือ สะพานแห่งโอกาส… โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรงๆ ว่า… ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว ขอยกธงเชียร์ กทพ.อย่างเต็มที่ครับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พบรอยร้าวตรงคอสะพานมหาโพธิ์ ชาวบ้านหวั่นเกิดอันตราย

    แบบนี้ปกติหรืออันตราย? สาวโพสต์ภาพสะพานรอยต่อแยกจากกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4NVOsCBpgDY5KPTsImG2

  • เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    ในปี 2569 ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตช้า และปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะมี Upside ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้ หากการส่งออกไม่ตกต่ำจนเกินไป 

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ติดลบ

    เปิดโอกาสให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นขนาดกลางและเล็กหลายตัวให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล

    สำหรับธีมการลงทุนในปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่

    1. หุ้นที่รับอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น AOT, CENTEL, TFG
    2. หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น CPALL, GLOBAL, KBANK
    3. หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตของ Data Center เช่น GULF, BGRIM, WHAUP

    เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    นายกวี ชูกิจเกษม, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางตลาดในปี 2569 ว่า นักลงทุนควรติดตามการเติบโตใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านการเป็นศูนย์กลางของการผลิต Data Center

    ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำ, ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และการขนส่ง ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า  

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาเช่นนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การขาดการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น Semiconductor หรือ Data Center ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากปัญหาภายในประเทศเช่น หนี้สินครัวเรือนและสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Aging Society  

    ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.7% โดยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี S-curve ใหม่ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นักลงทุนจึงอาจไม่ได้เห็นหุ้นที่เติบโตเร็วในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาพร้อมกับปันผลสูงในระดับ 4-7% ทำให้ยังมีเสน่ห์อยู่ และการเลือกหุ้นใน SET50 จะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากราคาหุ้นถูกลงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ 

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน) มองภาพการลงทุนในปี 2569 โดยเน้นความสำคัญของการลงทุนในต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งจากความผันผวนของตลาดและความท้าทายในเศรษฐกิจโลกในปีหน้า 

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน)

    สำหรับปี 2569 สินทรัพย์ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้แก่ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพฟื้นตัว โดยเฉพาะทองคำซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุน เพราะสามารถรักษามูลค่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ในขณะเดียวกันอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง 

    ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้อานิสงค์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ในไทย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยยังค่อนข้างมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำ และต้องระวังการใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อ Bond Yield 

    ในส่วนของหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือรายได้ชะลอลงอาจมี Downside ก่อนที่จะกลับมาซื้อขายที่ราคาต่ำกว่าเดิม ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินยูโรและการกระจายการลงทุนจากจีน 

    นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธนาคารยังมีโอกาสเติบโต
     สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.จิติพลมองว่าในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะมี Upside ที่จำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำและขาดการขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว 

    เช่น เทคโนโลยีหรือ Semiconductor แต่ยังคงมีความหวังจากการพัฒนาโครงการทางการเงินระยะยาว เช่น TISA ที่จะช่วยเสริมสร้างวินัยในการออมและการลงทุนระยะยาวให้กับคนไทย 

    การจัดสรรพอร์ตการลงทุนในปี 2569 ควรแบ่งออกเป็นเงินสด 10%, ทองคำ 10%, ตราสารหนี้ 30% และหุ้น 50% โดยในปี 2568 ลูกค้ามักจะปรับพอร์ตน้อย เพราะสินทรัพย์หลายตัวมีผลตอบแทนที่ดี เช่น ทองคำที่ราคาขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา คาดว่าปี 2569 จะมีผลตอบแทนประมาณ 5-7% ตามที่นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด 

    ดร.จิติพลย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงและการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ 

    นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย มองว่า การลงทุนในปีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในด้านการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก  

    นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย

    5 ธีมการลงทุนที่ควรจับตามองในปี 2569 

    1. การสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยทั่วโลก: การผ่อนคลายนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทั่วโลกจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร, อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตทางโครงสร้าง เช่น ธนาคารในยุโรปและกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
    2. การลงทุนในพลังงานไฟฟ้าและโครงข่ายพื้นฐาน (Grid): การขยายตัวของ AI ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ
    3. การขยายตัวของตลาดที่ไม่กระจุกตัว: ตลาดในกลุ่มเฮลท์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    4. การเติบโตของตลาดเกิดใหม่: ประเทศที่อยู่ในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม, อินเดีย, และเกาหลีใต้ ได้รับอานิสงส์จากการปรับนโยบายและการปรับสถานะของตลาดหุ้น
    5. ตลาดหุ้นจีนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: สำหรับตลาดจีน นักลงทุนควรเลือกหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และเลือกหุ้นที่มีการคืนกำไรสู่ผู้ถือหุ้น 

    สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงต่ำจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์  

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและปันผลสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีการจ่ายปันผลสูงถึง 4-7% นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มบริการ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย 

    การลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น เวียดนาม, อินเดีย และเกาหลีใต้ และประเทศไทยก็ยังคงมีโอกาสเติบโตในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและมีปันผลสูงอย่างหุ้นใน SET50

    ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ยังคงมีความน่าสนใจในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 – 3 มกราคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/648054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RtZG3QP-zJUo6KtMOFAX7

  • “ชัยวัฒน์” หวั่นเงินดิจิทัล 1 หมื่น ทำลายเศรษฐกิจไทย

    “ชัยวัฒน์” หวั่นเงินดิจิทัล 1 หมื่น ทำลายเศรษฐกิจไทย

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/-/news/list/30646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jKBKw14ydpUkD8HEs_wxV

  • เริ่มแล้ววันนี้!! เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก : อินโฟเควสท์

    เริ่มแล้ววันนี้!! เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมายไทย

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้าออนไลน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทแรก ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME กับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี

    ทั้งนี้ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% และสินค้าทั่วไปขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้การซื้อขายยังคงสะดวกสบาย โดยปัจจุบันกว่า 97% ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว ผู้บริโภคสามารถชำระเงินครั้งเดียวและรับสินค้าที่บ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องไปดำเนินการชำระภาษีที่ด่านศุลกากรด้วยตนเอง

    ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภค กรมศุลกากรได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU เพื่อคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ อย. รวมถึงสินค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า จะถูกถอดออกจากระบบและไม่อนุญาตให้นำเข้า

    น.ส.ลลิดา ย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่เป็นการปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะยังคงสะดวก ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/557940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydMenGTdSj2NpVYT2S25p

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 316

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 295

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 271

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B