Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 กล่าวว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ปิดทำการบางส่วนในวันเสาร์ เนื่องจากเลยกำหนดเส้นตายการจัดสรรงบประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว โดยที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2026 ได้

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจะจำกัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการให้สัตยาบันข้อตกลงที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

    การระงับงบประมาณเกิดขึ้นเพราะการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากความไม่พอใจของพรรคเดโมแครตต่อกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางสังหารผู้ประท้วงสองรายในมินนิอาโพลิส ซึ่งทำให้การเจรจาเรื่องงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ต้องหยุดชะงัก

    “แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ลักลอบค้ายาเสพติด, ผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และผู้ค้ามนุษย์ รัฐบาลทรัมป์กลับใช้ทรัพยากรอันมีค่าไปกับการกำหนดเป้าหมายผู้ประท้วงอย่างสันติในชิคาโกและมินนิอาโพลิส” ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย และย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ทำให้ชาวอเมริกันไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานของรัฐบาลกลางประมาณสามในสี่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการชัตดาวน์ในวงกว้าง ตั้งแต่การศึกษาและสาธารณสุข ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการป้องกันประเทศ

    คาดว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางจะเริ่มดำเนินการตามแผนการปิดหน่วยงานในชั่วข้ามคืน แต่ผู้นำรัฐสภาจากทั้งสองพรรคกล่าวว่า การดำเนินการของวุฒิสภาทำให้การหยุดชะงักในระยะสั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าการติดขัดเป็นเวลานาน

    หากสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติร่างกฎหมายตามที่คาดการณ์ไว้ในต้นสัปดาห์หน้า การจัดสรรงบประมาณจะได้รับการฟื้นฟูภายในไม่กี่วัน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการปิดหน่วยงานต่อบริการของรัฐบาล, ผู้รับเหมา และพนักงานของรัฐบาลกลาง

    อย่างไรก็ตาม หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อเกินกว่าสองสามวัน พนักงานของรัฐบาลกลางหลายหมื่นคนอาจเสี่ยงที่จะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือทำงานโดยไม่ได้รับเงินจนกว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณกลับคืนมา

    เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุมัติงบประมาณค้างอยู่ 5 ฉบับ เพื่อครอบคลุมหน่วยงานของรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไปจนถึงเดือนกันยายน พร้อมด้วยมาตรการชั่วคราวสองสัปดาห์เพื่อให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) สามารถดำเนินงานต่อไปได้ในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติยังคงเจรจาต่อรองเกี่ยวกับนโยบายการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง

    ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุมเมื่อถึงกำหนดเส้นตาย และไม่มีกำหนดกลับมาประชุมจนถึงวันจันทร์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนข้อตกลงของวุฒิสภาและเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นครั้งที่สองในวาระที่สองของเขา หลังจากที่การชัตดาวน์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาทำให้บริการของรัฐบาลกลางหยุดชะงักนานกว่า 1 เดือน

    ความคืบหน้าในวุฒิสภาเกิดขึ้นหลังจากที่ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ยกเลิกการขัดขวางทางขั้นตอนที่ทำให้ร่างกฎหมายหยุดชะงักไปเมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี

    เกรแฮมตกลงที่จะยกเลิกการขัดขวางหลังจากที่ผู้นำวุฒิสภาให้คำมั่นว่าจะจัดการลงคะแนนเสียงในอนาคตเกี่ยวกับร่างกฎหมายเพื่อปราบปรามสิ่งที่เรียกว่า “เมืองหลบภัย” ที่สามาถปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับปฏิบัติการเนรเทศของรัฐบาลกลาง

    ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงรวมเป็นหนึ่งเดียวในการคัดค้านการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้กับ DHS โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลังจากการถูกยิงเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตติ และเรเน กู๊ด ในมินนิอาโพลิส

    การเสียชีวิตของพวกเขายิ่งทำให้เกิดการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอย่างเข้มข้นขึ้น และทำให้การคัดค้านการอนุมัติเงินให้กับหน่วยงานคนเข้าเมืองโดยไม่มีมาตรการควบคุมใหม่ ๆ แข็งแกร่งขึ้น

    ผู้นำพรรคการเมืองกล่าวหาหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองว่าดำเนินการโดยมีการกำกับดูแลไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป รวมถึงข้อกำหนดในการออกหมายจับที่เข้มงวดขึ้น, การจำกัดยุทธวิธีในการบังคับใช้กฎหมายบางอย่าง และความรับผิดชอบที่มากขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

    สื่อส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ตีความว่า การที่ทำเนียบขาวเต็มใจที่จะแยกงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ออกจากงบประมาณโดยรวมนั้น เป็นการยอมรับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเนรเทศใหม่หลังจากเกิดกระแสต่อต้านทางการเมืองจากเหตุการณ์เสียชีวิตในมินนิอาโพลิส

    ขณะที่พรรครีพับลิกันเองก็มีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว

    ในขณะที่สมาชิกสภาบางคนยอมรับถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงหลังจากเหตุการณ์ยิงสังหาร แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมได้เตือนถึงการประนีประนอมที่พวกเขากล่าวว่าอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอ่อนแอลง

    หลายคนส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะผลักดันลำดับความสำคัญของตนเองในระหว่างการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่รัฐและเมืองต่างๆ ที่จำกัดความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

    แม้ว่ารัฐสภาจะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 6 ฉบับจากทั้งหมด 12 ฉบับแล้ว แต่มาตรการเหล่านั้นคิดเป็นเพียงส่วนน้อยของการใช้จ่ายตามดุลยพินิจเท่านั้น ร่างกฎหมายที่เหลืออยู่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาลกลาง ทำให้การขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากหากยืดเยื้อออกไป

    เมื่อคืนวันศุกร์ สำนักงานบริหารงบประมาณได้ออกบันทึกข้อความสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับการ “ปิดทำการอย่างเป็นระเบียบ” โดยระบุว่า

    “เราหวังว่าการขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้จะใช้เวลาไม่นาน”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/940220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iid118jSbHB6bSIUcJbeh

  • จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2569 เนชั่นทีวี เปิดเวทีดีเบตสัญจรในรายการ NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายจากแกนนำพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จากพรรคโอกาสใหม่ ได้เสนอแนวนโยบายยกระดับภาคอีสาน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ชู 3 วาระเร่งด่วน: จัดการน้ำ-เหมืองโปแตช-ท่องเที่ยว

    นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาคอีสานโดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. การบริหารจัดการน้ำ: เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสาน 101 ล้านไร่ ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก จำเป็นต้องเร่งจัดการระบบแม่น้ำโขง ชี มูล ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
    2. ขุดเจาะแร่โปแตช: ชี้ว่าอีสานมีแหล่งแร่โปแตชจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งหากมีการศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำมาผลิตปุ๋ย สร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ท้องถิ่น
    3. ยกระดับการท่องเที่ยว: ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมรดกโลก ทั้งเขาใหญ่ จีโอปาร์ค (Geopark) ที่โคราช และขอนแก่น พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญสู่เมืองรอง

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ปั้น Soft Power จาก “ฟอสซิล-บ้านเชียง” 

    สำหรับนโยบาย Soft Power นายจตุพรเสนอให้ดึงจุดเด่นทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยามาใช้ประโยชน์ เช่น แหล่งขุดค้นซากไดโนเสาร์ในกาฬสินธุ์และขอนแก่น หรือแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง จ.อุดรธานี โดยนำวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าและของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    แก้กฎหมายช่วย SMEs – หนุนพลังงานสะอาด 

    สำหรับประเด็นการช่วยเหลือ SMEs นายจตุพรระบุว่า ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบน้ำและดิน รวมถึงการปฏิรูปกฎหมาย หรือ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้การขอใบอนุญาตครบจบในจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสได้ง่ายขึ้น 

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของภาคอีสานที่มีแสงแดดจัดและกระแสลม เหมาะแก่การพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงท้าย นายจตุพรย้ำถึงมาตรการปราบปรามธุรกิจสีเทาและทุนจีนสีเทา โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมกำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    “จับแล้วต้องมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่จับแล้วปล่อย เพื่อให้เกิดความหลาบจำและปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นายจตุพรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXFZkX56p1anM_V8nbud

  • แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    31 มกราคม 2569 – ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

    1.จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2.แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

    3.รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4.เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5.ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/940040/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38f4y8zB_TrGVQhVEIaDqk

  • เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินงาน “ศูนย์วิชาการเตรียมแพทย์และวิศวกรรม ปั้นหมออคาเดมี่” อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการ “ปั้นหมอ” ยกระดับการเตรียมความพร้อมนักเรียนสายแพทย์และวิศวกรรม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา สู่เป้าหมายการศึกษาที่ประหยัดเวลา มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

    พิธีลงนามนำโดย ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ ผู้จัดการสถานศึกษาโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ลงนามร่วมกับ นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด โดยมี ดร.ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ รองผู้จัดการสถานศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน

    นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน เปิดเผยว่า ปั้นหมออคาเดมี่เป็นองค์กรที่มีอุดมการณ์ในการส่งเสริมเยาวชนไทยให้ค้นพบตัวตน และเตรียมความพร้อมสู่สายแพทย์และวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ครูอาจารย์ และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การจับมือกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้จังหวัดเพชรบูรณ์กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมเตรียมแพทย์ในระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

    “นักเรียนกุลดิศวิเชียรบุรีจะได้รับโอกาสพิเศษมากกว่าที่เคย ทั้งด้านประสบการณ์ วิชาการ และเครือข่ายทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูโอกาสใหม่ให้เด็กต่างจังหวัดได้เข้าถึงการเตรียมแพทย์อย่างมีคุณภาพ”

    สำหรับกิจกรรมเปิดตัวโครงการ จะมีการจัด ค่ายกิจกรรมและ Open House บ้านหมอ ระหว่างวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่เทศบาลตำบลพุเตย ร่วมกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี โดยได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและนักเรียนเป็นจำนวนมาก จนรอบวันที่ 15 กุมภาพันธ์เต็มอย่างรวดเร็ว และต้องเปิดเพิ่มในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งใกล้เต็มเช่นกัน

    กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองได้สัมผัสบรรยากาศจริงของเส้นทางสู่แพทย์ ตั้งแต่การแนะแนวเส้นทางอาชีพ การสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ระบบ TCAS โควตาพิเศษ โครงการแพทย์ชนบท ไปจนถึงการทดสอบความถนัดแพทย์ การทำ Workshop ฝึกปฏิบัติทางการแพทย์เบื้องต้น และการรับฟังผลการประเมินพร้อมคำแนะนำรายบุคคล

    ด้าน ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ กล่าวว่า โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเพียงหนึ่งเดียวของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับปั้นหมออคาเดมี่ โดยมุ่งพัฒนานักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และในอนาคตจะขยายไปสู่ระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงทั้งด้านวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และประสบการณ์จริง

    “การเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรียนเก่งอย่างเดียว แต่ต้องมีความพร้อมหลายมิติ โครงการนี้จึงเป็นคำตอบใหม่ของผู้ปกครองที่ต้องการวางแผนอนาคตบุตรหลานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสายแพทย์และวิศวกรรม”

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการ พลิกโฉมการศึกษาของจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เข้าถึงการเตรียมแพทย์และสายวิชาชีพสุขภาพอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างเส้นทางสู่ความฝันอย่างชัดเจนตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-yeiguwwsa80JzdSvkvK

  • วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69 คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร คุณคงธัช เตชะวิเชียร นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆนักเรียน

    นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส

    ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556173/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i6mtFAuczEswJu58JoQ-C

  • ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ”

    ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้”

    ดร.สามารถ กล่าวต่อว่า คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น

    1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย

    ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่

    ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน

    แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ)

    ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

    เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินและ รฟม.บอกว่าจะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ

    3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน

    ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง

    ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น

    และที่สำคัญช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4. เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี

    รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี

    แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่ยังต้องรอ

    การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย

    แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต

    นอกจากนี้ 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาดการตัดสินใจวันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่าถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/650361&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0asVTvRStyBmm_vyiqGnOn

  • จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัย เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ Social Innovation Hub ชั้นล่าง อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทและความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการประสานจุดแข็งระหว่างแหล่งสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการกับสถานพยาบาลที่มีความพร้อมด้านการปฏิบัติจริง รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ในมิติการพัฒนาคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบของ “นวัตกร” ที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น จากนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยแล้ว เรายังมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะผ่านการจัดกิจกรรมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรทั้งสองฝ่ายในระยะยาว”

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการรวมพลังเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมและ เทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความพร้อมทั้งในด้านวิชาการและทักษะปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในเอเชียและเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับวงการสาธารณสุขไทยต่อไป”

    ความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัยระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาทางวิชาการและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการเรียนรู้ทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมด้านวิชาการและวิชาชีพ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าศึกษาและฝึกอบรมในสถานการณ์จริงของการพยาบาลภาคเอกชน และให้บุคลากรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมในหลักสูตรภาคปกติและหลักสูตร non-degree เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะอย่างรอบด้านเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยให้สามารถต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
    (ข้อมูลจากสำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iDuo4nHU2T5aEgdfnKRAW

  • มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์ มก. สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการตรวจสุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์ หลักสูตรอาชีพ และแฟชั่นโชว์นีโอ-ล้านนา เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี 30 ม.ค.–7 ก.พ.นี้

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และยุทธศาสตร์ ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน รศ.ดร.สุรีย์ เจียรณ์มงคล รักษาการแทนคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ และ รศ.ดร.วรัทยา ธรรมกิตติภพ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพและงานวิจัย สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เยี่ยมชมโซนกิจกรรม “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” และร่วมชมแฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา” ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ จัดกิจกรรมโซน “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใกล้โซน C เทคโนโลยีก้าวไกล โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมด้านสุขภาพ การแพทย์ นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ล้านนาตะวันออก: จากพระราชปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน” มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์และพยาบาล อาหารและความเป็นอยู่ และการเกษตร เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

    ภายในโซนอุทยานการแพทย์ฯ มีการให้บริการสุขภาพและกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “ฟัง–ฉีด–วัด–เรียน” อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บริการตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจวัดมวลกระดูกและมวลกล้ามเนื้อ การตรวจหาเชื้อตับอักเสบ รวมถึงการฝึกทักษะการกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนทุกช่วงวัย

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพองค์รวม เช่น การเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ผ่านระบบเสมือนจริง (Virtual Anatomy) แนวทางการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด และองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัย สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม

    ในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้นำเสนอหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์ม KU MOOC ซึ่งมีหลักสูตรออนไลน์ฟรีมากกว่า 100 หลักสูตร พร้อมใบประกาศนียบัตร รวมถึงหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นกว่า 40 หลักสูตร ครอบคลุมงานคราฟต์ งานศิลปะ งานเกษตรอินทรีย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนการจัดแสดงผลงานและสินค้าเกษตรภายใต้ฉลาก KU Quality Label เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าชุมชน

    อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ แฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา สานศิลป์จากภูมิปัญญาแห่งผืนผ้า (Neo-Lanna: Crafted for Life)” การนำผ้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ ผ้าซิ่นจังหวัดน่าน และอัตลักษณ์เกลือภูเขาจังหวัดน่าน มาต่อยอดสู่การออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย โดยนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาถ่ายทอดผ่านผลงานการออกแบบ โดยจัดแสดงในวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.00 – 12.30 น. ณ บริเวณโถงด้านล่าง อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8822 เว็บไซต์ llldo.ku.ac.th Facebook: สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/126451&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8wN38GOGeRVnq4p5Utoq

  • ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” (Phuket Lobster) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นและวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเลอันดามัน การันตีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยเอกลักษณ์ตัวใหญ่ สีสันสวยงาม และเนื้อแน่นหวาน เตรียมเร่งต่อยอดทำระบบควบคุมคุณภาพ หนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    31 มกราคม 2569 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LXZrWgv79doydGnbUPXzH

  • เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    31 ม.ค. 2569 – นางสาวอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของปีที่ไม่เพียงสะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย  โดย เอ็ม ดิสทริค ตอกย้ำความเป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey

    ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม ไปจนถึงความประทับใจที่ยั่งยืน ผ่านความตื่นตาตื่นใจของโชว์ระดับโลก อรรถรสของอาหารมงคล ไปจนถึงความมั่งคั่งจากโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง” โดยไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

    THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์”

    พบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” แลนด์มาร์คแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนของ เอ็ม ดิสทริค ที่งดงามและตระการตากว่าทุกครั้ง ต้นตำรับแห่งเทพมังกรสุดยิ่งใหญ่และอลังการ ความยาวกว่า 40 เมตร มีรูปลักษณ์สง่างาม ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นสิริมงคลตามหลักความเชื่อและศาสตร์ ฮวงจุ้ยจีนโบราณ ผสานเข้ากับนวัตกรรมกลไกสมัยใหม่ (Kinetic Art) ให้เคลื่อนไหวอย่างสมจริง เสมือนการปลุกพลังมงคลจากสวรรค์ สู่เดสติเนชันแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ที่เปี่ยมด้วยโชคลาภ ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เนรมิตให้ทั้ง 3 ศูนย์การค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลโคมไฟของจีน งดงามตระการตาด้วยโคมไฟรูปม้าที่สื่อพละกำลัง และความก้าวหน้า โคมไฟมังกรที่เชื่อมโยงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ และโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความสุข และความหวัง อำนวยพรให้ทุกคน สร้างเป็นจุดเช็คอินที่ไม่เพียงสวยงามเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมพลัง ถ่ายทอดทั้งอัตลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความเป็นศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

    THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย

    ตื่นตากับการแสดง World Class Performance ทวยเทพแซ่ซ้อง ต้อนรับมังกรสวรรค์ ประทานพรรับตรุษจีนปีมะเมีย การผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดอลังการ กับเทคนิคสลิงและแสงสีเสียงสุดตระการตา นำโดย 2 ดาราชั้นนำระดับโกลบอลของไทย พร้อมกองทัพนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดแสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ควอร์เทียร์ พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยสามารถรับชมความอลังการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นไฮไลท์สำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์การค้าให้เป็นเดสติเชันแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนเสริมสิริมงคลที่ไม่ควรพลาดในปีนี้

    EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปะวัฒนธรรมจีน

    หัวใจสำคัญของเทศกาลตรุษจีนคือ วัฒนธรรมการทานอาหารจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานนี้ เอ็ม ดิสทริค จึงรวบรวมร้านอาหารจีนชื่อดังหาทานยาก กว่า 30 ร้านทั่วประเทศมาไว้ที่เดียวใน  “EM CHINESE BOULEVARD” เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอร่อยและความสุขไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และยังเสริมพลังแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ “EM DINING AUSPICIOUS MENUS” เมนูอาหารมงคลที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ตรุษจีนปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความโชคดี เติมเต็มความมงคลให้กับชีวิตรับปีมะเมีย ระหว่างวันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค และร่วมสืบสานความสัมพันธ์ไทย-จีน กับงาน YUNNAN COLORFUL GIFTS HORSE YEAR BLESSINGS NOW โดยกรมพาณิชย์ มณฑลยูนนาน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะหัตถกรรมและอาหารชื่อดังต่างๆ ของยูนนาน ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ EM MARKET HALL ชั้น G เอ็มสเฟียร์

    อภิมหาโปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026”

    เพื่อให้การเฉลิมฉลองตรุษจีนปีนี้สมบูรณ์แบบที่สุด เอ็ม ดิสทริค ยังร่วมกับ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และพันธมิตรธุรกิจต่างๆ  มอบความมั่งคั่งและโชคลาภให้กับลูกค้าทุกท่านผ่านอภิมหาโปรโมชั่นต้อนรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 เพียงช้อปภายในศูนย์การค้า รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 35,400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข และรับอั่งเปาคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 5,600 บาท ที่ PROSPERITY GOLDEN TREE เมื่อช้อปครบ 8,888 บาท พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ

    สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 2,800 บาท/วัน รับ LocknLock x EM DISTRICT PROSPERITY TUMBLER COLLECTION 550 ml มูลค่า 1,490 บาท และลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1.8 ล้านบาท/วัน รับเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จาก BOWINS SILVER มูลค่า 115,950 บาท (เรท ณ วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 17.30 น. จาก แอปพลิเคชัน SILVER NOW) นอกจากนี้สมาชิก M CARD แลกคะแนน 800 M POINT รับคูปองแทนเงินสดรับประทานอาหารสูงสุด 800 บาท (ตามเงื่อนไข) และเมื่อรับประทานอาหารจากร้านค้าที่ร่วมรายการในกลุ่ม EM DINING รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท พร้อมรับเมนูพิเศษ เมื่อทานครบตามเงื่อนไข และใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa หรือBangkok Bank จากร้านอาหารชั้นนำ

    พร้อมมอบรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดตลอดรายการ ขั้นต่ำ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับรถยนต์ LEXUS NX มูลค่า 3.31 ล้านบาท (ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้

    ไม่เสียดอกเบี้ย 16 ต่อปี)

    เอ็ม ดิสทริค พร้อมต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยงานเฉลิมฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง อาหาร และวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทเดสติเนชันระดับโลกที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความสุขของผู้คนอย่างยั่งยืน มาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และเสริมสิริมงคลรับปีม้าธาตุไฟได้ในงาน “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ได้ตั้งแต่วันที่  30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/940016/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BwDZmIEq4dYfXhGR0otL4