Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ส่วนข้อดีของการซื้อบ้าน คือ สร้างความมั่งคั่ง เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อมีปัญหาการเงิน รีโนเวทได้ตามที่ต้องการ ปรับแต่งอิสระเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนรุ่นใหม่มักเลือกที่จะเช่ามากกว่าซื้อ เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่สำคัญคือผลกระทบจากเศรษฐกิจ มีฐานเงินเดือนใกล้เคียงกับ 10 ปีก่อน แต่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นมาก ขณะที่ราคาซื้อบ้านก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงการซื้อบ้าน แม้ว่าจะต้องการก็ตาม

    แต่เพนพอยต์ของการซื้อบ้านจะหมดไป เมื่อรู้จัก “บ้านชาวไทย” บ้านที่เปลี่ยนค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้าน เริ่มต้นที่ 6,000 บาทต่อเดือน

    พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษของ “บ้านชาวไทย” ที่ไม่มีใครทำมาก่อน ฟรีเงินดาวน์ กู้ได้ 100% ดอกเบี้ยต่ำ ได้บ้านคุณภาพที่เซฟเงินในกระเป๋าได้ถึง 30% ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน ฃฃ“โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ทำไม “บ้านชาวไทย” ถึงเกิดขึ้นได้?

    บ้านชาวไทย เกิดขึ้นจากแนวคิดและดำริของ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส โดยร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาสินเชื่อ

    “ผมใช้เวลาคิดหลายเดือน ตั้งแต่การเลือกใช้ที่ดินของบริษัทฯออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย คัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง พร้อมเจรจาต่อรองต้นทุนด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ซื้อโดยตรง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จึงมั่นใจว่าโครงการนี้สามารถทำได้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะคนที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ยังขาดโอกาส ในมุมมองของเรา แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยในลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งความกล้า และความพร้อมในการลงทุนอย่างจริงจัง” เจ้าสัวคีรี เผย

    เรียกว่างานนี้ เจ้าสัวคีรี หมายมั่นปั้นมือลงทุนลงแรง เพื่อคุณภาพชีวิตชาวไทยอย่างแท้จริง

    เจ้าสัวคีรี เล่าถึงที่มาของโปรเจกต์ยักษ์ ครั้งนี้ว่า “บ้านชาวไทย” เกิดจากความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างให้กับสังคมไทย ได้ข่าวมาตลอดเวลาว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่อยากได้ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีความสามารถด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะคนที่อยากได้ที่อยู่อาศัย ในทำเลที่สะดวกสบาย เข้าอยู่ได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ ตนเลยถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้มีโอกาส ความรู้สึกนี้มันทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ตัดสินใจลองแก้ปัญหาการจราจรด้วยระบบขนส่งทางราง ตอนนั้นหลายคนบอกว่ามันยาก แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริงจนประสบความสำเร็จ วันนี้อารมณ์แบบนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่คือที่พักอาศัยที่ตนจะเข้ามาสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย ให้กับทุกๆ คน

    สำหรับผู้สนใจ “บ้านชาวไทย”

    ทำเลที่ 1 ศรีนครินทร์  หรือ D:CODE ศรีนครินทร์ พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.89 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.85 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.78 ล้านบาท

    ศรีนครินทร์ เป็นทำเลติดรถไฟฟ้า เป็นโครงการตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส มีความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก

    ทำเลที่ 2 คลองหลวง หรือ D:CRAFT คลองหลวง พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.6 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.4 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.2 ล้านบาท

    คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นคอนโดมิเนียมบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และอีกหลายมหาวิทยาลัยในละแวกใกล้เคียง ตอบโจทย์นักศึกษาและบุคลากรการศึกษา รวมถึงพนักงานตามห้างร้านและโรงงานต่างๆโดยรอบพื้นที่

    โดย D:CODE ศรีนครินทร์ จะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 ปีครึ่ง จะแล้วเสร็จภายในปี 2571

    เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และหากมีผู้สนใจมากขึ้นทางโครงการอาจขยายเวลาจองออกไปอีก

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด และลงทะเบียนรับสิทธิจอง และยื่น Pre – Approve เบื้องต้นกับ ธอส. ผ่านทางเว็บไซต์ www.bann-chaothai.com

    เปิดให้ชมห้องตัวอย่าง (Sale Gallery) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดราชการ

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

    Call Center : 093 – 228 –3333

    Email : [email protected]

    LINE OA : @bannchaothai

    หรือติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง

    #บ้านชาวไทย #NationTV22 #NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22 #NationOnline
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cQGTXQfuvbgLSoX5z13oC

  • ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

     นายสุธาศิน อมฤก  เ ลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย  เปิดเผยว่า  จากกรณีการให้ข่าวของผู้เลี้ยงรายย่อย  ให้ข่าวว่า “ราคาขายที่ถูกบิดเบือนจากฟาร์มใหญ่หลายฟาร์ม กับพ่อค้าคนกลาง” และ “เรียกร้องให้ภาครัฐ เร่งตรวจสอบฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง และผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ ที่ร่วมกันดัมพ์ราคาเทขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต” ตามที่ได้เห็นตามสื่อสาธารณะทั่วไปแล้วนั้น

    “ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมราคาไข่ไก่ ถึงร่วงลงมาต่ำกว่าราคาต้นทุนได้ราคาสินค้าทั่วไป ราคาจะต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ถ้าสินค้ามีปริมาณมากจนเกินไป ก็จะเกิดการแข่งขันทางด้านราคา เพื่อเป็นแรงจูงใจในการขายให้ได้มากขึ้น และ ไข่ไก่ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับสินค้าชนิดอื่นๆ”

    “ไข่ไก่” จะมีราคาสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาด และความต้องการซื้อของผู้บริโภค เป็นสำคัญ ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง สามารถฝืนความเป็นจริงของตลาดได้ รวมถึงไม่สามารถชี้นำให้ราคาไข่ไก่ ขึ้นหรือลงได้ (นอกเหนือการพยายามบิดเบือนกลไกตลาด) ราคาไข่ไก่ ส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 3 และเห็นชัดที่สุดเมื่อเริ่มไตรมาสที่ 4 ราคามีการสวิงขึ้นลง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ท้ายสุดหลังปีใหม่ที่ผ่านมา ราคาต้องถอยลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด มีมากกว่าความต้องการซื้อมาก อันเนื่องมาจาก

    • 1.การปลดไก่แก่ยืนกรงที่ไม่สามารถปลดได้ตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ และไก่สาวยืนกรงชุดใหม่ ก็ต้องเข้าเลี้ยงตามโปรแกรมที่แต่ละฟาร์มที่ได้วางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้นกว่าเดิม
    • 2.ตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ถึงแม้จะมีบ้างเล็กน้อย และไม่เพียงพอที่จะทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดน้อยลง

    3.สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ และภาครัฐไม่มีกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่เคยทำมา เช่น มาตรการคนละครึ่ง เป็นต้น

    การที่ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนั้น ออกมาให้ข่าวแบบนั้น แสดงว่าท่านขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ทั่วไป รวมถึงเรื่องสภาวะตลาด กลไกตลาด ส่วนที่อ้างว่า ราคาขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนนั้น ในทางตลาดไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ต้นทุนจะเท่าไร ปริมาณไข่ไก่และตลาดเท่านั้น จะเป็นตัวตัดสินว่า “ราคาขายไข่ไก่” จะอยู่ที่เท่าไร”

    ส่วนการออกมาให้ข่าวว่า “ฟาร์มรายใหญ่หลายราย ออกมาดัมพ์ราคาให้ผู้ค้าคนกลางนั้น ในความเป็นจริงคือ ฟาร์มเหล่านั้นเข้าใจสภาวะตลาดเป็นอย่างดี และขายให้กับลูกค้าตนเองในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้และเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนี้ เป็นทั้งผู้เลี้ยง และผู้ค้าในเวลาเดียวกัน

    ผมคงต้องถามกลับว่า ท่านรับซื้อไข่ไก่จากลูกเล้าราคาไหน และเคยซื้อไข่ไก่ข้ามภาค มาดัมพ์ราคาในภาคกลาง และภาคอีสาน หรือไม่

    อย่างไรก็ดี การลงราคาของไข่ไก่ในช่วงนี้  เป็นผลดีต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ จะเป็นการช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ ของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่งด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/650422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V3sz8qVvBT0ulhfeij0Hx

  • เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    จาก ‘เบอร์หนึ่งแบบไม่ต้องลุ้น’ สู่การ ‘ถูกแซง’ อย่างเงียบ ๆ เกมท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยน เมื่อ ‘เวียดนาม’ ใช้ทั้งความใกล้ ความคล้าย และกลยุทธ์ที่จับต้องได้ ดึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ไปครองใจ เรื่องนี้ชวนตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเสียอะไรไป และจะทวงความได้เปรียบเดิมกลับมาได้หรือไม่

    เดิมที “ไทย” คือจุดหมายท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของชาวจีนในย่านอาเซียน อย่างแทบไร้คู่แข่ง ด้วยภาพลักษณ์ประเทศที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้สึก “ปลอดภัยและไว้ใจได้” มาอย่างยาวนาน

    แต่ในปี 2025 ภาพจำนี้กำลังถูกเขย่า เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไป “เวียดนาม” พุ่งแซงหน้าไทย “เป็นครั้งแรก” ด้วยจำนวนกว่า 5.3 ล้านคน

    ในขณะที่ “ฝั่งไทย” ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับ “หดตัวลง 30%” เมื่อเทียบกับปี 2024 สัญญาณนี้ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนว่า “ความได้เปรียบเดิมของไทย” กำลังถูกกัดเซาะ ทั้งจากปัญหาความมั่นคง อาชญากรรม และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่” ที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ไทยจะปรับตัวทัน

    ปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ไทย มีตั้งแต่กรณีเป็น “ทางผ่าน” การลักพาตัวนักแสดงจีนไปยังเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา การถูกล่อลวงข้ามแดน เหตุปะทะชายแดนกับกัมพูชา ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ได้กัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนอย่างเงียบ ๆ แต่ต่อเนื่อง

    “เมื่อเทียบกับช่วงพีคเมื่อราวสองปีครึ่งก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60%” เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าว “เราจำเป็นต้องลดราคาเพราะลูกค้าน้อยลง แต่ก็แทบทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้”

    ขณะที่เจ้าของร้านขายน้ำผลไม้ในบริเวณเดียวกัน ระบุว่า ยอดขายลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก สามถึงหกเดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้” เจ้าของร้านกล่าว

    “ฉันอยากให้รัฐบาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

    ขณะเดียวกัน “ญี่ปุ่น” ก็เริ่มเสียแรงดึงดูด หลังความตึงเครียดทางการเมืองกับจีนในกรณีไต้หวัน ปะทุขึ้นอีกระลอก จีนตอบโต้ด้วยการสั่งยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ทำให้กระแสท่องเที่ยวจีนที่เคยฟื้นตัวแรง ชะลอลงอย่างฉับพลัน

    ในช่องว่างนั้น “เวียดนาม” จึงก้าวเข้ามาแทนที่

    นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไม่เอาทัวร์ แบ็กแพ็กดีกว่า

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า นอกจากปัจจัยปัญหาในไทยและญี่ปุ่นแล้ว กรณีของเวียดนามยังได้ประโยชน์จากการ “เพิ่มเส้นทางบินตรง” จากเมืองใหญ่ของจีน มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า และการเปิดพรมแดนสำหรับทริประยะสั้น แบบไม่ต้องใช้พาสปอร์ตในบางพื้นที่

    แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่”

    นักท่องเที่ยวจีนอายุต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z หันหลังให้แพ็กเกจทัวร์สำเร็จรูป และเลือก “เดินทางแบบอิสระ” แทน โดยวางแผนเองผ่านมือถือ ตั้งแต่การจองที่พัก ทัวร์วันเดียว ไปจนถึงร้านอาหาร

    บิช เฟือง มัคคุเทศก์ท้องถิ่นในเวียดนามมานานกว่า 15 ปีเล่าว่า เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก แต่วันนี้ “นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นกลุ่มหลัก” 

    เธอเล่าว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันกล้าลองสิ่งใหม่มากขึ้น มักหาทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับหลังเดินทางถึงจุดหมาย และจัดการจองต่าง ๆ ด้วยตัวเองเป็นหลัก 

    “ขอแค่มีโทรศัพท์ เขาก็ไปได้หมด” เฟืองกล่าว

    ข้อมูลเครือข่ายศิษย์เก่าด้านธุรกิจการบริการของออสเตรเลียในเวียดนาม (Australian Hospitality Alumni Network in Vietnam) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Klook ระบุว่า “กว่า 70% ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่” เลือกเดินทางในรูปแบบอิสระด้วยตัวเอง และเริ่มนิยมการขับรถเที่ยวระยะสั้น รวมถึงการข้ามแดนแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งเวียดนามตอบโจทย์รูปแบบนี้ได้ดี ทั้งด้านราคา ความสะดวก และความหลากหลายของประสบการณ์

    บิช เฟืองกล่าวเสริมว่า “การท่องเที่ยวแบบขับรถเที่ยวเอง” (Road Trip) เป็นเทรนด์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทางอิสระ 

    ขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้อำนวยความสะดวกให้ชาวจีนเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อท่องเที่ยวระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านความร่วมมือระหว่างเมืองหล่างเซินของเวียดนาม และเมืองผิงเสียงของจีน

    เจ้าหน้าที่จากสองเมืองชายแดนได้พบหารือกันถึง 8 ครั้งในปี 2024 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใบอนุญาตเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เปิดทางให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถพำนักระยะสั้นได้ “โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง”

    ‘ความคล้ายคลึงกัน’ แต้มต่อของเวียดนาม

    แม้ว่าเวียดนามกับจีนมีประวัติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต อย่างสงครามจีน-เวียดนาม 1979 ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่ในมิติการท่องเที่ยว “ความคล้ายทางวัฒนธรรม” กลับกลายเป็นแต้มต่อ

    ตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน อาหารที่คุ้นลิ้น สภาพอากาศ ไปจนถึงรากฐานทางศาสนาแบบพุทธ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนรู้สึก “ปรับตัวง่าย” กว่าการไปประเทศตะวันตก

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมองว่า นักท่องเที่ยวจีนสามารถแยกแยะได้ระหว่างความขัดแย้งระดับรัฐกับปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคล และการท่องเที่ยว คือ “สะพาน” ที่ช่วยลดช่องว่างนั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง เวียดนามยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่าย “ถูกกว่า” ไทยหรืออินโดนีเซีย โดยรายงานของ Vietnam Report ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงฮานอย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในปี 2025 อยู่ที่ 379–569 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,000-18,000 บาท) ต่อคนต่อทริป อย่างไรก็ดี กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงกว่านั้นกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

    หนึ่งในหมวดการใช้จ่ายสำคัญของนักท่องเที่ยวในเวียดนามคือ “อาหารการกิน”

    “แทนที่จะเป็นเพียงมื้ออาหารแบบกรุ๊ปทัวร์ดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารท้องถิ่นที่แท้จริงมากขึ้น หรือร้านอาหารระดับพรีเมียม”

    ฟาม ไฮ กวิ๋ญ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเอเชียในนครฮานอยกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย พร้อมเสริมว่า พวกเขานิยม “ทัวร์อาหารที่เน้นของขึ้นชื่อประจำภูมิภาค หรือร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวสูง”

    ด้านภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ถูกกว่าไทย ทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียบางตลาดแก่เวียดนาม เห็นแนวโน้มนักท่องเที่ยวรัสเซียเลือกไปเที่ยวเกาะฟู้โกว๊กแทน ซึ่งราคาถูกกว่าภูเก็ต

    งัด ‘กลยุทธ์แจกจริง-ได้จริง’

    ในการชิงนักท่องเที่ยวยุคหลังโควิด ไม่ได้วัดกันแค่ “จำนวนคนเข้า” อย่างเดียว แต่วัดกันที่ประสบการณ์ ความประทับใจ และการจดจำแบรนด์ประเทศ

    ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “ครบแตะ 20 ล้านคน” ที่ฟู้โกว๊กเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา เวียดนามเลือกใช้ “ของขวัญ” ทั้งเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และแพ็กเกจความบันเทิง 

    พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างสมเกียรติบริเวณเชิงบันไดเครื่องบิน ผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่แขกพิเศษ 3 ราย ได้แก่ ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999, 20,000,000 และ 20,000,001 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและการเฉลิมฉลอง

    สำหรับของขวัญสำหรับ “นักท่องเที่ยวคนที่ 20 ล้าน” มีมูลค่ารวมเกือบ 500 ล้านดองเวียดนาม (ราว 6 แสนบาท) ประกอบด้วยเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน และบัตรกำนัลที่พักและความบันเทิงในฟู้โกว๊ก 

    ขณะที่ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999 และ 20,000,001 ได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 200 ล้านดอง (ราว 2.4 แสนบาท) ต่อราย นอกจากนี้ ผู้โดยสารทั้งลำยังได้รับของที่ระลึกและบัตรกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    นักท่องเที่ยวต่างชาติคนที่ 20 ล้าน คือ แคโรไลนา อักนีแชกา มุสกุส ชาวโปแลนด์ ซึ่งเดินทางมาเวียดนามเป็นครั้งแรก เธอกล่าวว่า “รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง” กับการต้อนรับอันอบอุ่น ความงดงามของธรรมชาติ และผู้คนของเวียดนาม พร้อมตั้งใจจะกลับมาอีกครั้ง และแนะนำจุดหมายปลายทางแห่งนี้ให้เพื่อนและครอบครัว

    นี่คือการส่งสารว่า “มาเวียดนาม คุณไม่ได้แค่เที่ยว แต่คุณคือแขกคนสำคัญของประเทศ”

    ในเชิงกลยุทธ์ เวียดนามได้สร้างข่าว เพื่อให้สื่อทั่วโลกหยิบไปนำเสนอ สร้างประสบการณ์เชิงอารมณ์ ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกพิเศษ และสร้าง “การบอกต่อ” ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าการโฆษณา

    รายได้ท่องเที่ยว ‘พยุง’ ศก.เวียดนาม

    ในปี 2025 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 21 ล้านคน สูงกว่าระดับก่อนโควิด รายได้จากการท่องเที่ยวที่แตะเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภัยธรรมชาติ และการค้าโลก

    แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำกว่าไทย แต่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอาหารและประสบการณ์คุณภาพ ร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลิน และทัวร์เชิงวัฒนธรรม กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของการใช้จ่าย

    เมื่อเอ่ยถึง “การท่องเที่ยว” นี่สามารถเป็นได้ทั้งตัวเสริม หรือตัวกระทบความไว้วางใจ ในด้านหนึ่ง ฟาม ไฮ กวิ๋ญจากสถาบันด้านการท่องเที่ยวระบุว่า นักท่องเที่ยวบางคนที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของจีน และจุดชนวนดราม่าบนโซเชียลมีเดียในเวียดนาม เช่น ประเด็นเรื่อง “ทัวร์ราคาถูก คุณภาพต่ำ” เมื่อเดือนที่แล้ว 

    พ่อค้าแม่ค้าร้านขายของที่ระลึกในตลาดยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งในโฮจิมินห์ซิตี้เล่าว่า เธอขายของให้ลูกค้าชาวจีนได้ยาก เพราะมักต่อรองราคามากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง กวิ๋ญมองว่า ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในภาคการท่องเที่ยว ทำให้ “ชาวเวียดนามมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสามารถแยกแยะอย่างชัดเจน ระหว่างความตึงเครียดทางการเมืองหรือประวัติศาสตร์ระดับชาติ กับความสัมพันธ์ในระดับบุคคล เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว”

    วู ง็อก ลัม ผู้อำนวยการ Agoda ประจำเวียดนาม เปิดเผยว่า การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามของนักท่องเที่ยวจีนบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของบริษัท พุ่งขึ้นถึง 90% ในปีที่ผ่านมา โดยเมืองที่ถูกค้นหามากที่สุด ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี เกาะฟู้โกว๊ก ฮานอย และดานัง

    เขาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองตลาด โดยเฉพาะหลังการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ

    ทั้งนี้ ในศึกท่องเที่ยวหลังโควิด ไม่มีใครได้เปรียบตลอดไป ประเทศที่เคยเป็นแชมป์ อาจหลุดอันดับได้ หากยึดติดกับสูตรเดิม

    ขณะที่ประเทศที่เคยเป็นตัวเลือกสำรอง อาจกลายเป็นตัวจริง หากเข้าใจนักท่องเที่ยวเร็วกว่า

    เวียดนามกำลังพิสูจน์ว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่เกมของอดีต แต่เป็นเกมของการปรับตัว ไทยพร้อมหรือยังที่จะทำให้คำว่า “ปลอดภัยและไว้ใจได้” กลับมาเป็นภาพจำอีกครั้ง

    อ้างอิง: vietnamnikkeinikkei(2)กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gk1AZpoRZdMzUAw-56USV

  • หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ หวิดสิ้นชื่อที่พัทยา

    เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา พร้อมตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รุดตรวจสอบเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีด มีผู้บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณซอย 15 พัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

    ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบาร์เครื่องดื่ม พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ นายทิวา อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ในอาการมึนเมา ถูกของมีคมปาดลึกเข้าบริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ และมีรอยถูกมีดเฉือนยาวกลางแผ่นหลัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งให้การปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ใกล้กันพบ นางสาวพรอำไฟ อายุ 33 ปี แฟนสาวของผู้บาดเจ็บ อยู่ในอาการมึนเมาเช่นเดียวกัน

    จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ซื้อสุราเลี้ยงหญิงทอมคนรู้จักชื่อ “เมย์” มานั่งดื่มด้วยกันบริเวณชายหาดพัทยากลาง ระหว่างดื่มมีการพูดจาหยอกล้อกันไปมา กระทั่งฝ่ายหญิงทอมเกิดอาการฉุนเฉียว คว้ามีดปอกผลไม้ฟันเข้าที่ลำคอและหลังจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนหลบหนีไป

    ขณะที่แฟนสาวของผู้บาดเจ็บระบุว่า ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนและนั่งดื่มสุราด้วยกันในวงเดียวกัน แต่ฝ่ายทอมเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าผู้บาดเจ็บไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงก่อเหตุดังกล่าวโดยไม่ทันยั้งคิด

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ บันทึกภาพพยานหลักฐาน พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะสอบปากคำผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมภายหลังอาการปลอดภัย เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPYD91pr69rbRDxacJtVV

  • “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัยเวที กทm. ชู 5 นโยบายพรรคเศรษฐกิจฟื้นประเทศ ดันรถไฟความเร็วสูง–โอเชียนลิงก์ ปิดท้ายกิจกรรมสลายสีเสื้อ ประกาศก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง

    วันที่ 31 ม.ค. 2569 ที่ชุมชนอุทัยรัตน์ พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค จัดเวทีปราศรัย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกาศจุดยืนการเมืองเชิงนโยบาย พร้อมชู 5 นโยบายหลักเพื่อฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน

    พล.อ.รังษี ระบุว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเชิงรุกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความโปร่งใสทางการเมือง โดยนโยบายสำคัญประกอบด้วย

    1. ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ผ่านโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เชื่อมลาว–ไทย–พม่า–อินเดีย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากรกว่า 1.7 พันล้านคน

    2. ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล เดินหน้าพัฒนาเขตอุตสาหกรรมการเกษตรริมมหาสมุทร ดึงการลงทุนกลุ่ม BRICS ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยประชาชนแตะ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี ภายใน 10 ปี

    3. ออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่ ยกระดับความโปร่งใส กำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และบังคับคดีภายใน 1 ปี หลังคำพิพากษาศาลฎีกา

    4. ปฏิรูประบบยุติธรรม แยกการจับกุมออกจากการสอบสวน ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ

    5. ลดค่าไฟทันทีทุกครัวเรือน ปรับโครงสร้างราคาพลังงานผ่าน ปตท. เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากกว่ากำไร ปรับราคาก๊าซภาคปิโตรเคมีตามต้นทุนจริง และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ

    นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเสนอ เมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการ โอเชียนลิงก์เชื่อมสองมหาสมุทร ย้ำเป็นการลงทุนแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แบ่งปันผลกำไรอย่างโปร่งใส “ไม่มีเงินใต้โต๊ะ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระดับมหภาคและจุลภาค

    ช่วงท้ายเวที พรรคจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สลายสีเสื้อ” สะท้อนเจตนารมณ์ก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง มุ่งสู่การเมืองเชิงนโยบายที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHD0d1LLt-RsOwbhoQPVM

  • “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

    “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

    ที่ตลาดบางกะปิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ปล่อยคาราวานบำนาญ 3,000 บาท เดินหน้าลุยขอคะแนนร่วมกับทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อตอกย้ำนโยบายหลักและหมายเลข 48 ของพรรคไทยสร้างไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    โดยบรรยากาศการเปิดตัวขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังนโยบาย ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้มีความมั่นคงและมีเกียรติมากขึ้น ขบวนรถคาราวานจะกระจายตัวออกไปตามแหล่งชุมชนเพื่อสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมชูจุดเด่นการสร้างนโยบายที่มั่นคงจับต้องได้จริงเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันสำหรับนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาทนี้

    คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ย้ำถึงหลัการสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพพื้นฐาน ลดภาระพึ่งพิงลูกหลานและแก้ไขปัญหาความยากจนในวัยเกษียณ นโยบายนี้ไม่ได้เพียงแค่การแจกเงินแต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับการสนับสนุนต้องเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและลดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถกลับมาช่วยขับเคลื่อนสังคมได้อีกครั้ง ถือเป็นกลไกการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมาอย่างยาวนาน

    ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเชื่อมั่นว่านโยบายบำนาญ 3,000 บาทจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งจากระดับฐานราก เนื่องจากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศจะก่อให้เกิดกำลังซื้อทันทีในทุกชุมชนและทุกพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการแจกเงินที่หวังเพียงคะแนนนิยมระยะสั้น เงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าและตลาดใกล้บ้าน สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นการผลิตในภาคส่วนต่าง ๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาคึกคักและฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/274933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xN5ZajK5i9JeOFMgJKTGX

  • มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. จากประเทศอินเดีย ⁠ภูมิใจประกาศการกลับมาของงาน Study in India Expo และ Indian Boarding Schools Expo สู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ในประเทศไทย งานมหกรรมการศึกษาที่ทุกคนรอคอยนี้จะจัดขึ้นใน วันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ในฐานะหนึ่งในแพลตฟอร์มการศึกษานานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดสำหรับครอบครัวชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าถึงข้อมูลของโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียได้โดยตรง รวบรวมหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายทางวัฒนธรรม และการศึกษาที่คุ้มค่า ในระดับค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ ไว้ครบจบในที่เดียว

    ผู้ปกครองและนักเรียนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย จะมีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับผู้บริหาร ครูใหญ่ และทีมรับสมัครจากสถาบันชั้นนำของอินเดีย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำการสมัครเรียนทันที (On-the-spot counselling) เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด สามารถเลือกดูข้อมูลการรับสมัครได้ตั้งแต่ระดับชั้นเกรด 3 ถึงเกรด 11 ในหลักสูตรชั้นนำต่างๆ รวมถึง IB, Cambridge, CBSE และ ICSE

    โรงเรียนที่เข้าร่วมงานมาจากศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียง เช่น เดห์ราดูน (Dehradun), มัสซูรี (Mussoorie), โกดัยกานาล (Kodaikanal), บังคาลอร์ (Bengaluru), มังคาลอร์ (Mangaluru), ไฮเดอราบาด (Hyderabad), ปูเน่ (Pune), ชัยปุระ (Jaipur), เดลี และปริมณฑล (Delhi NCR) และเมืองสำคัญอื่นๆ อีกมากมายในอินเดีย

    สำหรับนักเรียนที่มองหาการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ไอที, วิศวกรรมศาสตร์, การจัดการ, ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ พร้อมรับคำปรึกษาและคำแนะนำในการสมัครเรียนทันทีภายในงาน ⁠เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

    “จำนวนนักเรียนไทยที่เลือกไปศึกษาต่อในประเทศอินเดียเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย คุณ Vivek Shukla ผู้อำนวยการและซีอีโอของ AFAIRS Exhibitions & Media กล่าว “อินเดียนำเสนอการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง วุฒิการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และความคุ้มค่าที่โดดเด่น ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า แต่ยังคงความเข้มข้นทางวิชาการในระดับที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับตัวเลือกในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศไทย”

    สุดยอดโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัย รวมไว้ในที่เดียว! รายชื่อโรงเรียนประจำชั้นนำและมีชื่อเสียงที่เข้าร่วมงาน อาทิ Woodstock School (Mussoorie), The International School Bangalore, Kodaikanal International School (Kodaikanal),  Unison World School (Dehradun), Mussoorie International School , Indus International School (Pune), King’s College India (Rohtak), Jain International Residential School (Bangalore), Greenwood High International School (Bangalore), Kasiga School (Dehradun), Sharanya Narayani International School (Bangalore), Sancta Maria International School (Delhi NCR), MIT Vishwashanti Gurukul World School (Pune), KIIT International School (Bhubaneswar), De Paul International School (Mysore), Miles Bronson Residential School (Guwahati)  และโรงเรียนอื่นๆ อีกมากมาย

    มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำที่เข้าร่วมงาน อาทิ Manipal Academy Of Higher Education (MAHE), Symbiosis International University (Pune), Christ (Deemed to be University) (Bengaluru), Amity University, Central Sanskrit University (New Delhi), SRM University (Chennai, Ramapuram & Tiruchirapalli)  และสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย

    งาน Study in India Expo ริเริ่มและจัดขึ้นโดย AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำเสนอสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่ง เข้าถึงนักเรียนและผู้ปกครองกว่าหนึ่งล้านคน และเดินสายจัดงานมาแล้วใน 12 ประเทศทั่วโลก ทำให้งานนี้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการประชาสัมพันธ์การศึกษานานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากประเทศอินเดีย

    ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ฟรี ที่เว็บไซต์: https://tinyurl.com/msym6ehm

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/944176&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fJSisRGNOVmQJlhDiNtAW

  • สุดารัตน์ ดันอีสานฮับขนส่ง หนุนตั้งกองทุน 3 แสนล.ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 4% อุ้ม SME

    สุดารัตน์ ดันอีสานฮับขนส่ง หนุนตั้งกองทุน 3 แสนล.ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 4% อุ้ม SME

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี ในเวทีดีเบตครั้งสำคัญ Nation Election 2569 DEBATE “ชายแดนร้อน-ปากท้องคนจน” บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์ โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อมนายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย , นายไชยา พรหมา พรรคกล้าธรรม , นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน , นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง , นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมหาทางออกให้แก่พี่น้องชาวอีสาน

    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวบนเวทีว่า ในฐานะลูกอีสาน หลานย่าโม รู้สึกเจ็บปวดที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ซึ่งมีประชากรและศักยภาพการผลิตสูง แต่กลับยังเป็นภูมิภาคที่ประชาชนมีรายได้ต่ำที่สุด จึงเห็นว่าถึงเวลาที่อีสานต้องได้รับโอกาสอย่างจริงจัง รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจต้องกระจายกลับสู่คนในพื้นที่ เพื่อให้ลูกหลานสามารถกลับมาทำงานและสร้างอนาคตในบ้านเกิด

    “อีสานไม่ควรถูกมองเป็นเพียงแหล่งแรงงานหรือฐานการผลิตราคาถูกอีกต่อไป แต่ต้องได้รับการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

    พร้อมชี้ว่า อีสานเป็นภาคที่มีประชากรและการผลิตสูงที่สุดของประเทศ แต่กลับยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ จึงเสนอแผนยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อดึงศักยภาพของภูมิภาคกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่

    • ศูนย์กลางการขนส่ง (Logistics Hub) โดย เร่งรัดแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงจีนและกลุ่มประเทศ CLMV ให้จบภายใน 3-5 ปี โดยเสนอโมเดลการก่อสร้างที่เชื่อมจากหนองคายลงมาและโคราชขึ้นไปบรรจบกัน พร้อมสร้าง Dry Port ในทุกจุดสำคัญ
    • ศูนย์กลางอาหารและอุตสาหกรรมแปรรูป โดยมุ่งเป้าดึงคนอีสานกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมมาแปร รูปส่งออกไปทั่วโลก
    • ศูนย์กลางเวลเนสและการศึกษา (Wellness & Education Hub) โดยผลักดันให้อีสานเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการศึกษาให้กับกลุ่มประเทศ CLV
    • อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดยใช้จุดแข็งจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก เพื่อเปลี่ยนอีสานเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ “พลังงานสีเขียว” เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก

    ในประเด็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEC) คุณหญิงสุดารัตน์ได้ตั้งคำถามถึงความล่าช้าต่อ นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าโครงการนี้ควรจะเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาข้าราชการและรัฐบาลขาดความจริงจัง พร้อมย้ำว่าหากไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล จะต้องเกิดการเชื่อมโยงระบบรางและนิคมอุตสาหกรรมแปร รูปอย่างเป็นรูปธรรมทันที
     

    นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้แสดงความเห็นถึงมาตรการ ช่วยเอสเอ็มอีไทย และปราบธุรกิจสีเทา ว่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้ คนตัวเล็ก ได้นำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ อาทิ

    1. กองทุนสร้างไทย 300,000 ล้านบาท โดยระดมเงินจากการออกพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย 3% เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ SME และคนตัวเล็ก ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% โดยให้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นผู้บริหารจัดการแทนธนาคารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง

    2. Regulatory Guillotine  ออกกฎหมายฉบับเดียวเพื่อ พักการใช้ใบอนุญาตกว่า 1,000 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกินเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้เอสเอ็มอีลืมตาอ้าปากได้

    3. ปราบทุจริตและธุรกิจสีเทา เสนอกฎหมายให้ประชาชน 50,000 รายชื่อ มีอำนาจตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองรวมถึงองค์กรอิสระที่ทุจริต พร้อมจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ภาคประชาชน โดยดึงเอกชนมาร่วมตรวจสอบส่วยและสินค้าผิดกฎหมายที่ทะลักเข้าไทย โดยยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลจะ ยึดทรัพย์ ขบวนการฟอกเงินที่มีมูลค่านับแสนล้านบาทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่อายัดทรัพย์เป็นพิธี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737330&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X02Nd_Z1uGNlP2oHxZlFI

  • นักวิจัยจีนพบ “รหัสกลายพันธุ์” ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

    นักวิจัยจีนพบ “รหัสกลายพันธุ์” ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

    นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบการกลายพันธุ์สำคัญของไวรัสอีโบลา

    คณะนักวิจัยจากประเทศจีนได้เปิดเผยการค้นพบการกลายพันธุ์ที่สำคัญของไวรัสอีโบลา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่มีการระบาดครั้งใหญ่ การค้นพบนี้ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการเฝ้าระวังโรคระบาดและการพัฒนาตัวยา

    รายละเอียดการศึกษา

    งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cell โดยเป็นความร่วมมือของหลายสถาบัน นำโดย ศาสตราจารย์เฉียน จวิน (Qian Jun) จากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ร่วมกับโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำในกวางโจวและจี๋หลิน

    • พื้นที่ศึกษา: การระบาดของโรคไวรัสอีโบลา (EVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ช่วงปี 2018-2020 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ (ติดเชื้อกว่า 3,000 ราย เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย)
    • คำถามวิจัย: นอกจากปัญหาเรื่องระบบสาธารณสุขในพื้นที่แล้ว “การวิวัฒนาการของไวรัสเอง” มีส่วนทำให้การระบาดลากยาวหรือไม่?

    การค้นพบที่สำคัญ: การกลายพันธุ์ GP-V75A

    จากการวิเคราะห์จีโนมของไวรัสอีโบลาจำนวน 480 ตัวอย่าง ทีมวิจัยพบความผิดปกติที่น่าสนใจ:

    1. การกลายพันธุ์เฉพาะจุด: พบการกลายพันธุ์ในส่วนไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ของไวรัสที่เรียกว่า GP-V75A
    2. ความได้เปรียบในการแพร่กระจาย: สายพันธุ์ที่กลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นของการระบาดและเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น
    3. ผลการทดสอบในห้องแล็บ: ยืนยันว่าการกลายพันธุ์ GP-V75A ช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน (Host cells) หลากหลายชนิดได้ดีขึ้น และเพิ่มอำนาจการติดเชื้อในหนูทดลองอย่างมีนัยสำคัญ

    ผลกระทบต่อการรักษา

    สิ่งที่น่ากังวลคือ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกลายพันธุ์นี้อาจทำให้ ประสิทธิภาพของยาและแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบันลดลง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงในการ “ดื้อยา” ของไวรัส

    “การวิจัยนี้บอกเราว่า ระหว่างที่เกิดโรคอุบัติใหม่ การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์วิวัฒนาการของเชื้อแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งสำคัญมาก” — ศาสตราจารย์เฉียน จวิน กล่าว

    ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. CGTN China

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/418/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw341zNWNS02E0HfxEPB9jEy

  • ‘ปวงชนไทย’ เข้าคารวะ จุฬาราชมนตรี รับปากแก้เศรษฐกิจปากท้อง

    ‘ปวงชนไทย’ เข้าคารวะ จุฬาราชมนตรี รับปากแก้เศรษฐกิจปากท้อง

    “เอกสิทธิ์” นำ ผู้สมัคร สส.กทม.ปวงชนไทย เข้าคารวะ จุฬาราชมนตรี พร้อมรับปากแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พร้อมหาเสียงในชุมชน สนับสนุนการสร้างความสันติ เลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย

    ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนสุเหร่าบ้านดอน แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นำคณะ ประกอบด้วย นายวรฐ สุนทรนนท์ รองหัวหน้าพรรค นายวิรัตน์ ลีรุ่งเรือง กรรมการบริหารพรรค  พร้อมผู้สมัครสส.กทม. พรรคปวงชนไทย เข้าคารวะ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี 

    โดยการเข้าพบดังกล่าว จุฬาราชมนตรี ให้คำชี้แนะ การขับเคลื่อนแนวนโยบายของพรรคการเมือง ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้พบว่า ตลาดในชุมชนสุเหร่าบ้านดอนและใกล้เคียงค่อนข้างซบเซา การค้าขายไม่ดีเหมือนก่อนหน้านี้ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจรากฐานได้รับผลกระทบ หากมีนโยบายในการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจภาพรวมปากท้องของประชาชนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก 

    ขณะที่นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคปวงชนไทยมองเห็นปัญหาด้านเศรษฐกิจความเดือดร้อนของประชาชน ในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย โดยผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 24เขต มีความรู้ความสามารถ เป็นคนในพื้นที่ พรรคมีนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้สินแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชนคนทำงานลูกจ้างแรงงานทั้งในและนอกระบบ จึงอาสาที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สิน ปัญหารายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ค่าครองชีพสูง ให้กับลูกจ้างแรงงานทั่วประเทศ 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากการเข้าพบจุฬาราชมนตรีแล้ว คณะของพรรคปวงชนไทย ได้หาเสียงผ่านเสียงตามสายในชุมชนสุเหร่าบ้านดอน โดยนายเอกสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคปวงชนไทยเราเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจลดความขัดแย้ง โดยยึดมั่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด พรรคต้องการให้ประเทศไทยสงบสุขอยู่อย่างสันติ เลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย หมดเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างทะเลาะกัน และเปลี่ยนมาร่วมมือกัน พรรคปวงชนไทยจะเข้ามาดูแลทุกฝ่ายซึ่งเป็นคนทำงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างในระบบและนอกระบบไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างแท็กซี่ต้องมีการเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสุดเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้ทั่วถึง

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวต่อว่าสำหรับอีกปัญหาสำคัญ คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการเดินทางอุบัติเหตุเช่นเครนหล่นใส่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถนนยุบตึกถล่ม ซึ่งพรรคมีนโยบายประกันอุบัติเหตุปวงชนไทย ให้ตั้งแต่แรกเกิด โดยเก็บค่าความเสี่ยงจากโครงการก่อสร้าง 5% รวมถึงค่าปรับจราจรและภาษีอบายมุข นำมาบริหารเป็นงบประมาณเรื่องประกันอุบัติเหตุให้กับคนไทยทุกคน

    “ผมรู้ดีว่าคนเป็นหนี้มีความทุกข์ขนาดไหนเพราะเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ผมใช้เวลา 10 ปีในการแก้ปัญหาหนี้ธุรกิจหมื่นล้านมาแล้ว ดังนั้นการเข้าสู่วงการการเมืองรอบนี้ต้องการเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้สินและยังเดือดร้อนอยู่ ซึ่งผู้สมัครทุกคนไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ไม่ได้มาเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ต้องการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับคนไทย” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1219213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AdXCMi3uevFORBUqVxLcl