Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการทดลองเชิงคลินิกใหม่ล่าสุดจากแคนาดาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยว่า “ยาเม็ดอุจจาระ” ช่วยลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษจากยารักษาโรคมะเร็ง และส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

    ยารักษาแนวใหม่ที่เรียกสั้นๆ ว่า ยาเม็ดอุจจาระ (Crapsule) แท้จริงแล้วคือ ตัวช่วยในการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ในระบบลำไส้จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplantation หรือFMT) เป็นยาเม็ดที่บรรจุส่วนประกอบจากอุจจาระแห้งแบบฟรีซดรายซึ่งมีจุลินทรีย์ที่ประโยชน์

    ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ระบุว่า การรับประทานจุลินทรีย์จากอุจจาระนี้อาจช่วยยกระดับการรักษามะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ในการวิจัยเฟสแรก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย London Health Sciences Centre (LHSCRI) และสถาบันวิจัย Lawson ร่วมกันศึกษาว่าการใช้ FMT ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งที่ไตนั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ 

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย 20 ราย ทีมวิจัยพบว่า FMT ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่รุนแรงจากกระบวนการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้

    “การรักษามาตรฐานสำหรับมะเร็งไตระยะลุกลามมักใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันไปจัดการเซลล์มะเร็ง” ซามาน มาเลกี นักวิทยาศาสตร์จาก LHSCRI กล่าว “แต่โชคร้ายที่วิธีรักษาแบบนี้มักทำให้ลำไส้อักเสบและมีอาการท้องร่วง ซึ่งบางครั้งรุนแรงจนผู้ป่วยต้องหยุดการรักษาที่ช่วยยื้อชีวิตก่อนกำหนด หากเราสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษและช่วยให้ผู้ป่วยรักษาจนจบคอร์สได้ นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ”

    ส่วนในการทดลองเฟสที่สอง นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล (CRCHUM) ได้ประเมินว่า FMT สามารถเสริมการตอบสนองต่อวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้หรือไม่

    นักวิจัยพบว่าหลังการรักษาด้วย FMT ผู้ป่วยมะเร็งปอดถึง 80% มีการตอบสนองต่อการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้วิธีแบบภูมิคุ้มกันบำบัดเพียงอย่างเดียวซึ่งได้ผลเพียง 39 – 45% ส่วนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังที่ได้รับ FMT ก็มีการตอบสนองในเชิงบวกถึง 75% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ที่ได้ผลเพียง 50 – 58%

    ดร. แอเรียล เอลครีฟ นักวิจัยจาก CRCHUM ระบุว่าประสิทธิภาพของ FMT อาจมาจากความสามารถในการกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ซึ่งผลลัพธ์นี้จะเปิดประตูสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลผ่านการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย

    ยาเม็ดอุจจาระเหล่านี้ผลิตจากอุจจาระของผู้บริจาคที่มีสุขภาพดี เมื่อผู้ป่วยรับประทานเข้าไปก็จะช่วยฟื้นฟูระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยทีมวิจัยเน้นย้ำว่า “การใช้ FMT เพื่อลดพิษจากยาและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากและไม่เคยมีการใช้ในการรักษาโรคมะเร็งไตมาก่อน”

    ขณะนี้กำลังมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า FMT จะสามารถช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative ได้หรือไม่

    ที่มา : nypost.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XNsnr3_IPLMAc-27sRHNb

  • Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 และชุดส่งกำลังให้แก่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนและยกระดับทักษะเชิงช่างยนต์ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความร่วมมือนี้รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจากช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงและเตรียมความพร้อมสู่สายงานในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมืออาชีพ โครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 11 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย และส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกับผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการเรียนรู้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่ทันสมัย อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จในสายงานและเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า
    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพมาตรฐานทักษะเชิงช่างยนต์อันนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในสายงานและเติบโตอย่างมั่นคง การส่งมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาคสื่อการเรียนการสอน แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน”

    นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบัน
    การอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด สำหรับการสนับสนุนเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ซึ่งนับเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทักษะของนักศึกษา พร้อมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากช่างเทคนิคที่ชำนาญการ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

    นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีของรถยนต์มิตซูบิชิ เราพร้อมเดินหน้าให้ความร่วมมือในโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย”

    การบริจาคเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดารุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับ การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด เพื่อให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การทำงานจริงต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออลนิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพรม์ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท อีโค คาร์ 

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ev.iphonemod.net/mitsubishi-motors-thailand-donates-engines-and-powertrain-set-to-ayutthaya-technical-college/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VU-PPSC7dX3JWlaocgo3c

  • ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ฮาวานา (AFP) – อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของ คิวบา เผชิญกับการย่ำแย่อย่างรุนแรงในปี 2025 เนื่องจากการขาดแคลนสินค้าจำเป็นหลายด้าน โดยเฉพาะ น้ำมันและไฟฟ้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบต่อรายได้เศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก 

    จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกลดลงเกือบ 18%

    ในปี 2025 คิวบาต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 1.8 ล้านคน ซึ่งลดลง 17.8% จากปี 2024 ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONEI) ขณะที่รัฐบาลเคยคาดหวังว่าจะมีผู้มาเยือนถึง 2.6 ล้านคน 

    นักท่องเที่ยวจากตลาดหลักของคิวบาแทบทั้งหมดหดตัว
    ผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ลดลง 22.6%
    ผู้มาเยือนจาก เยอรมนี ลด 50.5%, รัสเซีย ลด 29%, และ แคนาดา ลด 12.4% 

    นักเศรษฐศาสตร์คิวบากล่าวว่าปีที่ผ่านมาเป็น “ปีที่แย่มากสำหรับการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ” ซึ่งยืนยันว่าปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง 

    ขาดแคลนน้ำมัน–ไฟฟ้า กระทบบริการพื้นฐาน

    คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมี การขาดแคลนน้ำมัน ไฟฟ้า ยา และอาหาร อย่างต่อเนื่อง การดับไฟฟ้าเป็นเวลานานถึง 20 ชั่วโมงต่อวันในหลายพื้นที่ ทำให้บริการพื้นฐานและการเดินทางลำบาก ซึ่งสร้างความกังวลให้ผู้มาเยือนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

    ความคาดหวังในการปรับปรุงสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นหลังพันธมิตรใกล้ชิดอย่างเวเนซุเอลาที่เคยส่งน้ำมันให้ถูกโค่นอำนาจ ส่งผลให้แหล่งน้ำมันหลักลดลงจนแทบไม่มี 

    นอกจากนี้ หลายประเทศได้ปรับคำแนะนำการเดินทางไปคิวบา โดยบางประเทศแนะนำให้ประชาชน “เลี่ยงการเดินทาง” เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพื้นฐานที่รุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cuba-tourism-crisis-fuel-power-shortage-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09tjSl4B3kjlNRtkxDCI_N

  • การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    มองปัญหาของไทยที่มีมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีพรรคการเมืองไหน รวมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อจากนี้ มันน่าหนักใจทั้งนั้น

    ปัญหาหลักของประเทศไทยที่คนระดับมีปัญญาและความคิดส่วนใหญ่รู้กัน สามารถแยกแยะได้ง่าย ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อว่าพูดแต่ปัญหาอีกแล้ว เรื่องปัญหาที่หมักหมมมานานต้องแยกดูให้เป็น

    1. ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มีการแก้ไขมานานไม่รู้จักจบจนเป็นขยะกองโตขณะนี้ ได้แก่ปัญหาความยากจนของคนไทย คือหนี้ครัวเรือนที่มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ของกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกที และปัญหาระบบการศึกษาของประเทศล้าหลัง ทำให้การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาแข่งขันในการเพิ่มผลผลิตไล่ประเทศอื่นไม่ทัน

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผุกร่อน ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่อ่อนแอนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆถูกนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลตลอดมาทำให้บิดเบี้ยว อ่อนแอลงไปเรื่อย จนหาทางปรับปรุงแก้ไขแทบไม่ได้ และที่สำคัญธรรมาภิบาลได้ลดน้อยลงทั้งภาครัฐและเอกชนยากที่จะแก้ไข

    3. ปัญหาอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้อย เช่น ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะมีกฎหมายแก้ไข แต่ผมได้ดูแล้วยังพบจุดอ่อนมาก และเรายังมีอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 ฝนแล้ง น้ำท่วม และรวมไปถึงการเกิดและระบาดของเชื้อโรคที่รุนแรง เป็นต้น

    4. ปัญหาการด้อยในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาคืบหน้าอย่างรวดเร็วโดยมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ IT ทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นมาก

    5. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นตัวบ่อนทำลายระบบบริหารราชการของไทย และทุกพรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศทั้งพรรคเล็กและใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบล้วนแต่เละเทะ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ล้วนประพฤติแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันกันมากทั้งระดับสูงและต่ำ หรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาแก้ไขและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีความด่างพร้อยในการทำงานให้เห็นชัดมากมาย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

    ผมได้สาธยายปัญหาของประเทศไทยเรามากมาย ซึ่งผมเองก็สุดปัญญาที่จะบอกว่าแก้ไขได้อย่างไร แต่ในวันนี้จะโยงให้เห็นตัวอย่างของปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน

    เรื่องของเรื่องก็คือ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมากเกินการให้บริการด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังล้าหลังของไทยจะรับได้ ทำให้เกิดช่องทางในการหาเงินหาทองที่มิพึงได้ของพนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั้งเข้าและขาออกทุกวัน ทั้งนี้ โดยมีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกเงินจนเป็นเรื่องปกติ

    ผมเคยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามาทางด่านภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้เห็นชัดว่านักท่องเที่ยวที่เข้าคิวรอการประทับตราเข้าเมืองมีจำนวนมากถึงกว่าร้อยคนที่ยืนรอแออัดยัดเยียดเป็นแผงยาว ผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แต่พอกดถ่ายได้ 2-3 รูป ก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่มาพูดกับผมว่า ทางการเขาห้ามถ่าย ผมก็ว่าโอเค และจะไม่ถ่ายแล้ว แต่ก็โดนรุกมาว่าต้องลบรูปทิ้ง ลบให้เขาเห็นต่อหน้าด้วยเพื่อแสดงว่าไม่มีรูปถ่ายติดอยู่ในมือถือ

    ผมแปลกใจมาก เมื่อมาทานอาหารกับเพื่อนๆชาวภูเก็ตและได้เล่าให้เขาฟังกัน ก็ได้รับเรื่องราวว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี้เขามีการรับเงินกัน คนรับเงินจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ ผมก็เลยงงมาตั้งแต่นั้น

    จนกระทั่งเมื่อวันสองวันนี้ก็ได้นั่งทานอาหารกับเพื่อนเจ้าถิ่นที่เป็นร้านขายอาหารชื่อดัง และมีเพื่อนชาวต่างประเทศที่มาอยู่ภูเก็ตนานร่วมอยู่ด้วย เราพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เข้ามาคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความเร็ว (Fast Track) จะเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยวเหมือนจะช่วยเหลือ แล้วก็นำไปยังห้องทำงานเล็กๆ แล้วบอกว่าถ้าต้องการเร็วจะจัดการให้แต่ต้องจ่ายเงินคนละ 1,200 บาท แล้วก็เร็วจริง เรื่องนี้ทำกันมานานมากแล้ว

    ผมเชื่อคำบอกเล่าของเพื่อนที่รู้จักกันดี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ภูเก็ตซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติมากราย ผมเองไม่อยากจะตั้งข้อสงสัยผู้กำกับดูแลระดับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว เช่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการตรวจคนเข้าเมืองของไทย

    ส่วนในระดับนโยบายผมขอให้ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในรัฐบาลใหม่ รีบหาเครื่องมือและระบบในการตรวจคนเข้าเมืองที่แทบไม่ต้องใช้คนมาใช้ในจังหวัดภูเก็ตโดยเร็วด้วย ถ้าไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็ขอให้เดินทางไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สิงคโปร์ ที่แทบไม่ต้องใช้คนตรวจพาสปอร์ตเลยครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเลือดเย็นที่ภูเก็ตอีกเรื่อง คือการที่ตำรวจคอยดักจับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากในวันหนึ่งๆที่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขับเที่ยวทั่วเกาะ แน่นอนนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขับขี่โดยไม่ใส่เสื้อบ้าง มีการแซงกันน่าหวาดเสียวบ้าง ก็จะมีตำรวจคอยดูและให้หยุดลงจากรถ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษว่า ยูขับขี่ไม่เป็นไปตามกฎต้องไปโรงพัก ต้องไปทำ Paper คือไปสอบสวน ถ้าไม่ต้องการไปก็จ่ายเงินมาหลักพันบาท แล้วแต่ตำรวจจะเรียก เรื่องนี้ก็มีปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอทั่วภูเก็ตมานานแล้ว

    ระดับเสนาบดีที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตถึงคนที่จะได้รับแต่งตั้งในปัจจุบัน โปรดรับรู้ด้วยว่าปัญหาการท่องเที่ยวจะเสื่อมลงในภูเก็ต ไม่ใช่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดทั้งเมือง แต่ยังมีปัญหาที่ได้เล่าให้ฟังนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อรับรู้และทำการตรวจดูแล้ว ท่านที่จะเอาดีทางการเมืองจะยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ให้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/737369&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyVNG83tEtB5jFx4F3v6V

  • จัดหนักสารพัดนโยบาย ภท.แก้เศรษฐกิจปากท้อง พยุงราคาอ้อย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    จัดหนักสารพัดนโยบาย ภท.แก้เศรษฐกิจปากท้อง พยุงราคาอ้อย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14St5oWt9-k2nMDC0afdGX

  • อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. หนุนพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่สากล

    อย. จับมือภาคีเครือข่ายร่วมส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดโอกาสในการแข่งขันสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย พัฒนาไกลสู่สากล “From Local to Global”

    วันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมภาคีเครือข่าย จัดสัมมนาส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ประจำปี 2569 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยนายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านความสามารถทางการแข่งขันและความเสมอภาคทางสังคม ตามแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยการสร้างเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเปิดโอกาสทางการแข่งขันให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ส่งออกขายในตลาดระดับประเทศและตลาดโลกได้ ซึ่งการพัฒนาผู้ประกอบการฐานรากต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน อย. จึงได้จัดการอบรมสัมมนาภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดภาคเอกชนด้านการตลาดและการส่งออก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ อย. เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงาน บูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

    รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า การผนึกกำลังระหว่าง อย. และ ภาคีเครือข่ายในครั้งนี้จะช่วยลดอุปสรรคที่เป็นปัญหาการพัฒนาผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน หนุนพัฒนาผู้ประกอบการโดยการนำองค์ความรู้ในเรื่องของนวัตกรรมหรือสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมทั้งเสริมสร้างผู้ประกอบการฐานรากให้เข้มแข็ง เปิดโอกาสในการแข่งขันสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย พัฒนาไกลสู่สากล “From Local to Global”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z91nBBLLiXE8ZaFsMqlXA

  • “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “เสมา1” ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

    โดยนายสุเทพ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมในครั้งนี้ ว่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดจัดประชุมระหว่างวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน ด้วยรูปแบบการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน และการบริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ และการพัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณนอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการอำนวยการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริง

    ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65910&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IQY3oHwxOqYUhcWw7ul39

  • ปราศรัยขอคะแนนเสียง คนกรุงฯ ฝั่งตะวันออก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ปราศรัยขอคะแนนเสียง คนกรุงฯ ฝั่งตะวันออก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113127&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_Brn9osH4S2e3Ut4MEkyg

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TuECTny1LThwdx1uI5EED

  • ผบช.น.เผย​ ศาลออกหมายจับ 2 มือปืนยิงกันถนนข้าวสาร ตำรวจเร่งล่าตัว​ -​ สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง

    ผบช.น.เผย​ ศาลออกหมายจับ 2 มือปืนยิงกันถนนข้าวสาร ตำรวจเร่งล่าตัว​ -​ สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง

    ผบช.น. เผยศาลอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุยิงกันกลางถนนข้าวสาร 2 ราย ข้อหาพยายามฆ่า ปมขัดแย้งส่วนตัววัยรุ่น สั่งคุมเข้มแหล่งท่องเที่ยวทั่วกรุง เพิ่มจุดตรวจอาวุธ ป้องเหตุซ้ำ ยังไร้วี่แววเข้ามอบตัว

    พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าคดี กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทก่อเหตุยิงกันที่ถนนข้าวสาร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ว่าศาลอนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุ 2 คน ซึ่งเป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนก่อัหตุในข้อหาพยายามฆ่า โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวของกลุ่มวัยรุ่นที่มีปัญหากันก่อนหน้านี้จึงนัดมาพูดคุยบริเวณถนนข้าวสาร เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงใช้อาวุธปืนยิง โดยสั่งการให้เร่งรัดติดตัวมานำดำเนินคดี เนื่องจากเป็นคดีอุกอาจและเกิดในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร

    ส่วนการเข้มงวดกวดขันการดูแลรักษาความปลอดภัยและความเข้มงวดตรวจค้นอาวุธ เบื้องต้นตำรวจได้ร่วมมือกันกับผู้ประกอบการในด้านการตรวจค้นคนที่มาเที่ยวเพื่อไม่ให้ นักท่องเที่ยวพกหรือนำอาวุธติดตัวเข้ามาในพื้นที่สถานบันเทิง แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียงกับโรงแรม ห่างจากสถานบันเทิงเล็กน้อย จึงเป็นจุดที่ไม่มีการตรวจค้นอาวุธก่อน ส่วนที่เข้ามาก่อเหตุเป็นหลังจากนี้ตัวเองจึงสั่งการให้ตำรวจที่ใกล้เคียงกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพมหานครไม่เพียงเฉพาะพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบ ตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจอาวุธ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีนักท่องเที่ยวนำอาวุธหรือคนที่จะมาก่อเหตุ นำอาวุธเข้ามาในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมาก่อเหตุอุกอาจในลักษณะนี้

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ประสานขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจก็อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/275093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEe00Bft3oF-l9cUwSoOe