Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมพิธีเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารการจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดการประชุม

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ กำหนดทิศทาง ด้านนโยบาย การบริหารแผนงานและงบประมาณ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และแนวทางการบริหารงานบุคคล หัวข้อการกำหนด , ทิศทางการขับเคลื่อนงานในโรงเรียนเอกชนระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา

    โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. ผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน เข้าร่วมการประชุม ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. บรรยายพิเศษในหัวข้อ งานสวัสดิการเพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/126951&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0juBrkfWFPk1LkGSPc8iba

  • สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานอเนกประสงค์หอพักนักเรียนนักศึกษา ชั้น 1 หอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา งานกิจการหอพักนักเรียนนักศึกษา ได้จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงขั้นตอนรับสมัครนักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์เข้าพักอาศัยในหอพัก ฯ ประจำปีการศึกษา 2569 และภาคฤดูร้อน พร้อมทั้งได้แจ้งกำหนดการกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในหอพัก ฯ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะในการอยู่ร่วมกันภายในหอพัก ฯ

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120344/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ooFRPZ6jhKf3PsC3R3KI

  • อรรถกร ชี้แจงปมงบส่งนักกีฬาแข่งขันลดเหลือ 1.2 พันล้านบาท

    อรรถกร ชี้แจงปมงบส่งนักกีฬาแข่งขันลดเหลือ 1.2 พันล้านบาท

    วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า วานนี้ (2 กุมภาพันธ์) มีตัวแทนจากโอลิมปิกมาบอกกับตนว่ามีการตัดงบประมาณ ซึ่งตนได้เตรียมเอกสารบางส่วนเพื่อเตรียมชี้แจงต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการท่องเที่ยวและกีฬา หากต้องการสอบถามในประเด็นดังกล่าว ซึ่งวานนี้ที่มีการออกข่าว ตนไม่สบายใจ เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพและทำงานร่วมกับท่านมาหลายเดือน ท่านบอกว่ามีการตัดงบประมาณในส่วนของการสนับสนุนนักกีฬาให้ไปแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ จาก 2,000 กว่าล้านบาท เหลือ 1,200 ล้านบาท

    อรรถกรกล่าวอีกว่า เอกสารที่ตนมีนั้นมีการวางแผนและมีกระบวนการขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนก่อน โดยคณะกรรมการได้วางกรอบไว้ในปี 2569 ประมาณ 4,100 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมี 12 แผนงาน และ 1 ในแผนงานนั้นคือประเด็น 1,200 ล้านบาท เกี่ยวกับการส่งนักกีฬาไปแข่งขันกีฬาต่างๆ นั้น มีการประชุมในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลายเดือนกันยายน 2568 มีการตอบรับจากกระทรวงการคลังว่า เห็นชอบกับสิ่งที่คณะกรรมการได้นำเสนอไป

    อรรถกร เปิดเผยอีกว่า ตนทำงานตามกรอบในเอกสารที่ตนมาสานงานต่อ ซึ่งวันที่ตนเข้ามา กรอบแผนงานดังกล่าวถูกอนุมัติมา 1,200 ล้านบาท แต่ความต้องการขณะนั้นขอมากว่า 10,000 ล้านบาท แต่การพิจารณาและการกลั่นกรองต่างๆ ที่ส่งไปยังกระทรวงการคลังอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท

    อรรถกรกล่าวอีกว่า พวกเราจำเป็นจะต้องแก้ไข แล้วต้องหาทางทำให้ประเทศไทยโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยและกองทุนสามารถส่งนักกีฬาไปแข่งได้ด้วยจำนวนเงินที่สมเหตุสมผล ย้ำว่าไม่มีปัญหาและต้องขอบคุณโอลิมปิกที่เป็นห่วง ซึ่งทางโอลิมปิกก็เป็นหนึ่งในกรรมการในคณะที่เสนอ 1,200 ล้านบาทด้วย เมื่อตนเข้ามาอะไรที่สามารถแก้ไขทำให้ดีขึ้นได้ก็ยินดี

    ส่วนการประชุมบอร์ดกองทุนกีฬาที่ตนเป็นประธานนั้น อรรถกรกล่าวว่า มีความเห็นขอให้เราทำนำร่องการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา เพราะที่ผ่านมานั้นมีปัญหามาโดยตลอด เช่น กรณีที่นักกีฬาออกมาร้องเรียนว่าเงินช้าได้เงินไม่ถึง จึงอยากให้ดำเนินการจ่ายตรงไปที่นักกีฬาโดยไม่ผ่านสมาคม อาจจะเป็นแนวทางที่หลายคนไม่คุ้นเคยแต่สุดท้ายแนวทางดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไปได้ และขอเชิญชวนผู้บริหารโอลิมปิกมาร่วมทำงานกัน เชื่อว่าความโปร่งใสในการดูแลนักกีฬาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด

    เมื่อถามว่าจะเพียงพอต่อการส่งนักกีฬาไปแข่งเอเชียนเกมส์หรือไม่ อรรถกรกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากพูดตามตรงก็อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตนที่ยังรักษาการอยู่ที่จะหาทางทำให้ประเทศไทยสามารถส่งไปได้เพียงพอและมีความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/attakorn-budget-athletes-solution/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XxrrVrPt08BEjzE9kyKPh

  • กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569


    2/02/2569 | 28 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569

    วันนี้(2 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 14.30 น. ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (WAR ROOM) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 เพื่อพิจารณากลั่นกรองรายชื่อข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบแนวทางการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณากรณีผู้ขาดคุณสมบัติ อันเนื่องมาจากการถูกลงโทษทางวินัยหรือผลการประเมินการปฏิบัติราชการไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การเสนอขอพระราชทานเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 602 คน ซึ่งสะท้อนถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนอย่างแท้จริง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    “>

    “>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/317385&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iU7SmX41n5Cbg6Zxlio1T

  • ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

    ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

    ไอที

    ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

    วันอังคาร ที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

    .
     2 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ


    .

    ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก โดย ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ กล่าวว่า การได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ อาทิ ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต
    .
    ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล
    .
    ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลก ที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย
    .
    นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว
    .
    ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประธาน STSC ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดย GISTDA ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานอย่างใกล้ชิดในการประสานประเทศสมาชิก รักษาความเป็นกลางทางการทูต และทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464655&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-jl48PexGpRarzIR-vQEj

  • ซิวแชมป์ที่อินเดีย!‘ภวิชญ์’ลุยต่อเตรียมสู้หวดเดวิสคัพ

    ซิวแชมป์ที่อินเดีย!‘ภวิชญ์’ลุยต่อเตรียมสู้หวดเดวิสคัพ

    ซิวแชมป์ที่อินเดีย!‘ภวิชญ์’ลุยต่อเตรียมสู้หวดเดวิสคัพ

    วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.08 น.

    Tag :

     ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ นักเทนนิสไทย มือ 700 ของโลกผงาดคว้าแชมป์อาชีพรายการแรกของปีให้ตัวเองได้สำเร็จ ในศึกเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ “M15 ไฮเดอราบัด” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 456,450 บาท ที่ไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย

     ในนัดชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว ภวิชญ์ ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 4 ของรายการ สามารถต้อนชนะ มานิช สุเรชกุมาร นักเทนนิสอินเดีย มือ 964 ของโลก ได้อย่างง่ายดาย 2 เซตรวด ด้วยสกอร์ 6-3 และ 6-1 ใช้เวลาแข่งรวมเพียง 1 ชั่วโมง 18 นาที ภวิชญ์ สามารถคว้าแชมป์อาชีพรายการแรกของปี และเป็นแชมป์อาชีพรายการที่สองของตัวเอง หลังจากเคยคว้าแชมป์แรกในชีวิตมาได้เมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นการแข่งขันรายการ M15 หลูอัน ประเทศจีนเมื่อ เม.ย. 2568

     จากการคว้าแชมป์ครั้งนี้ ภวิชญ์ ได้รับเงินรางวัล 2,160 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 67,824 บาท และคะแนนสะสมอีก 15 คะแนน ซึ่งหลังจบรายการนี้ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หรือ “แมงปอ” จะกลับมาสมทบทีมชาติไทย เพื่อแข่งขันเทนนิสชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รายการ “2026 เดวิสคัพ” เวิลด์ กรุ๊ป 2 เพลย์ออฟ ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเปอร์โตริโก ระหว่างวันที่ 7-8 ก.พ. 2569 ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/944558&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f3s7Uqa1vXjplNNfchyHB

  • เปิดสาเหตุทำไม รัฐธรรมนูญ 60 จึงขัดขวางการกู้ เศรษฐกิจไทย

    เปิดสาเหตุทำไม รัฐธรรมนูญ 60 จึงขัดขวางการกู้ เศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทย ไม่ได้พังลงในคราวเดียวเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่กำลังค่อยๆ ชะลอลงอย่างเงียบๆ จนสังคมแทบไม่รู้ตัว ภาวะเช่นนี้ถูกอธิบายว่าเป็น ‘วิกฤตต้มกบ’

    อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน แต่การแก้ไขเชิงโครงสร้างกลับเดินหน้าได้ยากอย่างผิดปกติ ทั้งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ต่างรับรู้ถึงต้นตอของปัญหาไม่ต่างกัน

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยไม่รู้ว่าควรแก้อะไร แต่คือ เหตุใดรัฐจึงไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้จริง ซึ่งหนึ่งในคำอธิบายหลัก ถูกชี้ไปที่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ และขาดเสถียรภาพในการผลักดันนโยบายระยะยาว

    รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รัฐไทยกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ’ โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยอธิบายถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นกลไกขัดขวางการกู้ ‘วิกฤตต้มกบ’

    เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ มีอายุสั้น และไม่สามารถใช้อำนาจบริหารได้อย่างเต็มที่ ขณะที่กลไกภาครัฐเองก็มีประสิทธิภาพลดลง สะท้อนจากดัชนีชี้วัดด้านธรรมาภิบาลที่ปรับตัวแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

    ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข ‘รัฐธรรมนูญ’ รศ.ดร.อภิชาตเตือนว่า เศรษฐกิจไทยอาจถูก ‘ต้มเปื่อย’ ลงในท้ายที่สุด

    ‘วิกฤตต้มกบ’ เป็นอย่างไร?

    รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจ ‘ต้มกบ’ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีการเติบโตลดต่ำลงเรื่อยๆ จนไม่ทันระวังตัว ต่างจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ที่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

    เปรียบดังกบในหม้อน้ำอุ่น ที่จะมีการปรับตัวไปตามอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นโดยไม่ทันระวังตัว และถูกต้มเปื่อยในท้ายที่สุด ต่างจากกบในหม้อน้ำร้อนที่จะรีบหนีทันที

    ภาวะ ‘ต้มกบ’ สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของ GDP ไทยที่ลดลงเรื่อยๆ จากแนวโน้ม 7% ในช่วงก่อน ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ซึ่งเมื่อฟื้นตัวแล้ว ก็โตอยู่ที่ระดับ 5% จนถึง ‘วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์’ และหลังจากนั้นก็มีการเติบโตเหลือเพียง 3% เรื่อยมาจนถึง ‘วิกฤตโควิด-19’

    “หลังโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน เราโตช้าลงเรื่อยๆ และไม่เคยกลับไปถึง 3% อีกเลย” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

    ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ประมาณการเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2568 และมีแนวโน้มขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.7% ในปี 2569 เท่านั้น

    รศ.ดร.อภิชาตยังขยายความต่อว่า ภาวะ ‘ต้มกบ’ จะทำให้เวลาที่ต้องใช้ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากการเติบโตเฉลี่ยของไทยยังต่ำต่อไป ดังนี้

    • ถ้าโตเฉลี่ย 7% ใช้เวลา 10 ปี GDP จึงจะโตเพิ่มอีก 70%
    • ถ้าโตเฉลี่ย 1% ต้องใช้เวลา 70 ปี GDP จึงจะโตเพิ่มอีก 70%

    นั่นหมายความว่า หากไม่เร่งแก้ไข เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ทันกับความต้องการของสังคมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

    นับถอยหลัง เศรษฐกิจไทยจ่อโดนต้มเปื่อย

    รศ.ดร.อภิชาต ชี้ว่าหากปล่อยสถานการณ์ไว้อย่างนี้ต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจโดนต้มเปื่อยได้ โดยระบุปัจจัยที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตช้าลงกว่าเดิมอีก ดังนี้

    • ไม่มีสวัสดิการรองรับสังคมสูงวัย ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ 60% ของแรงงานยังอยู่นอกระบบ และไม่มีสวัสดิการบำนาญรองรับ โดยมีแรงงานเพียง 40% เท่านั้นที่อยู่ในระบบบำนาญข้าราชการ หรือประกันสังคม
    • ปัญหาคนรุ่นใหม่ว่างงาน หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำต่อไปเรื่อยๆ ตำแหน่งงานที่เปิดใหม่ก็จะมีน้อยลง และอาจนำไปสู่ภาวะว่างงานได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่กลุ่มคนทำงานทั่วไป อาจเผชิญภาวะค่าแรงไม่เติบโตได้เช่นกัน
    • ขาดแคลนแรงงาน ไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productive) เพื่อชดเชยกำลังแรงงานที่ลดลงจากภาวะสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนาแรงงานทักษะสูง อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศไทยลดลงเรื่อยๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่เร่งแก้ไข แรงงานไทยจะถดถอยลงทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพ
    • พึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ระเบียบการค้าโลกพังทลายไม่เหมือนเดิม ขณะที่ไทยพึ่งพิงการส่งออกกว่า 60% ของ GDP

    ‘รู้ทุกปัญหาแต่แก้ไม่ได้’ เพราะติด รธน.60

    รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ ‘ไม่รู้ว่าควรทำอะไร’ แต่อยู่ที่ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ เพราะโครงสร้างอำนาจอย่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง

    “รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ว่าจะไม่มีพลเอกประยุทธ์ต่อไปแล้ว ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง และพยายามที่จะดึงให้ประเทศไทยย้อนกลับไป ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

    ที่ผ่านมากว่า 10 ปี นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐและภาคเอกชน ต่างทราบดีว่าประเทศไทยไม่ได้จนเพราะ ‘ดีมานด์หาย’ แต่จนเพราะ ‘ซัพพลายไม่โต’ ปัญหาของไทยไม่ใช่การบริโภคอ่อนหรือการส่งออกสะดุด แต่เป็นเพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง

    “แม้แต่รัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังกำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าในการผลักดันให้ประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางต้องมีการสร้าง New S-Curve สร้าง EEC สร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แต่ตอนนี้ ช้ามา 5 ปีแล้วยังไม่ตอกเสาเข็มเลย” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

    รัฐบาลอายุสั้น ยากฟื้นเศรษฐกิจ

    ไม่เพียงเท่านั้น รศ.ดร.อภิชาตยังระบุอีกด้วยว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 สร้างสภาพแวดล้อมให้รัฐบาลอ่อนแออย่างชัดเจน และลดอำนาจของพรรคการเมืองโดยให้ ส.ส. ที่ถูกขับพ้นจากพรรคสามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ และที่ร้ายแรงที่สุด คือทำให้พรรคการเมืองถูกยุบพักและโดนตัดสิทธิ์ได้ง่ายๆ

    ด้วยกติกาทั้งหมดนี้ จึงทำให้รัฐบาลอ่อนแอและมีอายุสั้น ระบบราชการจึงมีอิสระเพราะไม่มีคนคอยควบคุมมากนัก ดังนั้น รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ต่อให้ผู้กำหนดทิศทางนโยบายจะดีแค่ไหน หรือใครจะเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีอำนาจในการบริหารน้อย และเสี่ยงถูกไล่ออกได้ง่ายๆ ด้วยข้อหา ‘ไร้จริยธรรม’ ที่คลุมเครือ

    นอกจากนี้ หน่วยงานราชการซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบาย ก็มีประสิทธิภาพที่เสื่อมลงเรื่อยๆ โดยสะท้อนจากดัชนีของ World Bank ที่ชี้ว่า กลไกรัฐไทยตกลงในทุกมิติ ทั้งในด้าน Government Effectiveness, Regulatory Quality, Rule of Law และ Control of Corruption พร้อมระบุว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่คุณภาพรัฐ แย่ลงตามกาลเวลา ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ดีขึ้น

    “จุดขายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รณรงค์ว่าเป็นฉบับปราบโกง ผ่านมา 10 ปี ดัชนีต่างๆ ฟ้องอยู่ว่ามันไม่สำเร็จ มันแย่ลง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

    ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.อภิชาตจึงสรุปว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 จึงเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการแก้ปัญหา เศรษฐกิจ ‘ต้มกบ’ เพราะประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอายุยืนเพื่อแก้ปัญหา และต้องการการปฏิรูประบอบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องมีอำนาจเข้มแข็งกว่า ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียง เงื่อนไขจำเป็น (Necessary Condition) แต่ยังไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ (Sufficient Condition) ในการแก้ไขวิกฤต ‘ต้มกบ’ ที่เกิดขึ้น

    ถ้าไม่แก้รธน. มีวิธีอื่นไหม

    การทบทวนกฎหมาย (Regulatory Guillotine) จะเข้ามาทดแทนได้หรือไม่ หากกำแพงรัฐธรรมนูญยังหนาเกินกว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน เพื่อโละกฎระเบียบที่ล้าสมัยทิ้งไป และเปิดทางให้เอกชนหายใจได้คล่องขึ้น

    รศ.ดร.อภิชาต มองว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ความท้าทายยังคงหนีไม่พ้นเรื่อง คุณภาพของระบบราชการที่ ‘ไร้ประสิทธิภาพ’ และอาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปีจึงจะดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งช้าเกินไปและไม่ทันการ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ สุดท้ายการปฏิรูปกฎหมายอาจไม่เกิดขึ้น เพราะอาจต้องเผชิญแรงต้านจากหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งรัฐบาลที่อ่อนแอคงไม่สามารถลดอำนาจหน่วยงานต่างๆ ได้ง่ายๆ

    แล้วทำไม เศรษฐกิจไทย โตช้า?

    สำหรับต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทย เติบโตช้าจนเกิดภาวะ ‘ต้มกบ’ รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า เป็นเพราะไทยสูญเสีย ‘ขีดความสามารถในการแข่งขัน’ เนื่องจากขาดการลงทุนมาอย่างยาวนาน

    อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีเงินออมมากกว่าเงินลงทุน แต่ที่น่าตกใจคือ ภาคเอกชนไทยเลือกที่จะไม่ลงทุนในประเทศบ้านเกิด

    โดยรศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ทุนไทยที่ไหลออกไปต่างประเทศ (Net FDI Outflow) มีมูลค่าสูงกว่าทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยมาหลายปีแล้ว นั่นเป็นเพราะการลงทุนในไทยให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เพราะ Product Champion ของไทยทั้ง 3 อันดับแรกกำลังล้าสมัย ดังนี้

    1. รถยนต์สันดาป กำลังถูกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตีตลาดทั้งในและต่างประเทศ กระทบห่วงโซ่การผลิตกว่า 10% ของ GDP

    2. พลาสติก จากเดิมที่เคยส่งออกไปจีน ปัจจุบันจีนผลิตเองได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและกลับมาแย่งตลาดของไทย

    3. ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เทคโนโลยีโลกเปลี่ยนไปใช้ Solid State Drive (SSD) ทำให้โรงงานผลิต HDD ขนาดใหญ่ของไทยกลายแค่เป็นอดีต

    ทั้งหมดนี้เกิดจากการติดกับดักรับจ้างการผลิต (OEM) แต่ไม่คิดดัดแปลงเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเอง ต่างจากจีนและเกาหลีใต้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี จนมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung หรือ LG ขณะที่ไทยยังหา Product Champion ที่เป็นแบรนด์ตัวเองไม่เจอเลย

    ไม่เพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แม้แต่ภาคการเกษตร ไทยก็กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเช่นกัน โดยข้าวไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผักไทยก็เริ่มสู้ผักนำเข้าจากจีนไม่ได้ จนไทยกลายเป็น ‘ผู้นำเข้าสุทธิ’ ในสินค้าเกษตรหลายรายการ

    ขณะที่ภาครัฐเลือกใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการพยุงราคาและให้เงินอุดหนุนปีละเป็นแสนล้านบาท แทนที่จะนำเงินไปใช้ลดต้นทุนหรือวิจัยสายพันธุ์พืช สัตว์ที่มีผลผลิตต่อไรสูง และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    ทั้งนี้ รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน เป็นเพราะสภาวะความล้มเหลวของตลาด จากปัญหาผลกระทบภายนอกเชิงบวก โดยการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีมีต้นทุนและความเสี่ยงสูงมาก แต่เมื่อพัฒนาสำเร็จ ความรู้มักจะแพร่กระจายไปยังคู่แข่งได้ง่าย ทำให้ภาคเอกชนมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง จึงเลือกที่จะไม่ลงทุนหรือลงทุนน้อยกว่าระดับที่ควรจะเป็น

    ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและนำร่องการลงทุน แต่ด้วยปัญหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 กลับทำให้กลไกการผลักดันนโยบายจากภาครัฐเสื่อมถอยลงจนไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้

    ภาพ: anuchit kamsongmueang/Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/wealth-in-depth-constitution-2560-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27g_PjXEa93PHF2hcvSNwF

  • CGSI : เศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68 ยังแข็งแกร่ง คาด GDP ไตรมาส 4/68 ขยายตัว 1.4% ขณะที่มีมุมมองระมัดระวังต่อการเติบโตเของศรษฐกิจไทยปี 69 จึงคาด GDP น่าจะขยายตัว 1.9% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CGSI : เศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68 ยังแข็งแกร่ง คาด GDP ไตรมาส 4/68 ขยายตัว 1.4% ขณะที่มีมุมมองระมัดระวังต่อการเติบโตเของศรษฐกิจไทยปี 69 จึงคาด GDP น่าจะขยายตัว 1.9% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68 พบว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัว 5.2% เทียบกับที่ขยายตัว 3.4% ในไตรมาส 4/68 และขยายตัว 2.2% ในปี 68 , การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 8.6% เทียบจาก 3% ในไตรมาส 4/68 และ 2.5% ในปี 68

    ดุลการค้าเกินดุล 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 200 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 4/68 และ 2.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 68 , ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบจาก 900 ล้านเหรียญสหรัฐใน ไตรมาส 4/68 และ 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 68 , สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 3.4 ล้านคน เทียบกับ 8.9 ล้านคนในไตรมาส 4/68 และ 33 ล้านคนในปี 68

    ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงคาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาส 4/68 จะขยายตัว 1.4% yoy และ 0.2% qoq ส่วน GDP ในปี 68 จะขยายตัว 2%

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า จากโพลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลล่าสุด ชี้ว่าพรรคประชาชน (ปชน.) ยังคงเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.69 ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จะตามมาเป็นอันดับสองและสาม ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พรรคประชนอาจมีคะแนนเสียงไม่พอจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว  ขณะที่ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายท่านมองว่า พรรคการเมืองสามอันดับแรกนั้น พรรคเพื่อไทย (พท.) ดูจะมีแนวทางสอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน โดยเฉพาะการเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    ขณะที่นโยบายของปชน.ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างและเศรษฐกิจในระยะยาว มุ่งเน้นเรื่องพัฒนาประเทศให้ทันสมัย, เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปองค์กรเพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ในทางกลับกันภท.เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น, เร่งการลงทุน และขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนกำรเติบโตและส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น จึงเชื่อว่า ภท.และพท.น่าจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ปี 69 อยู่ที่ 1.9% yoy โดยมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่น่าจะต้องรอผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/69 ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคน่าจะออกมาหลังจากนั้น ขณะที่ด้านต่างประเทศ มองว่าแม้มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าจะยังแข็งแกร่งในปีนี้ แต่ผลกระทบสุทธิ (net contribution) ต่อ GDP อาจอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังมีประเด็น เรื่องการสวมสิทธิสินค้า (transshipment) อีกด้วย

    ทั้งนี้ การที่ GDP น่าจะขยายตัวไม่ถึง 2% และอัตราเงินเฟ้อที่เกือบ 0% ในปีนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ดังนั้น จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธปท. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.75% โดยน่าจะปรับลด 25bp สองครั้งในปี 69 นี้

    สำหรับสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยน ฝ่ายวิเคราะห์ฯคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยน THB /US$ จะอยู่ที่ 31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในสิ้นปี 69 โดยมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในกรอบประมาณ 30.00-32.00 บาท แม้ว่า GDP จะขยายตัวต่ำกว่ำ 2% ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทน่าจะมีสาเหตุมากจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งธปท. มีพื้นที่ให้เข้ามาแทรกแซงน้อยลง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614153/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw164VPKxMFS3VfFwlKM8Etg

  • บสย. อนุมัติค้ำประกัน “บสย. Quick Big Win” พุ่งหมื่นล้าน ปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ผล สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท

    บสย. อนุมัติค้ำประกัน “บสย. Quick Big Win” พุ่งหมื่นล้าน ปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ผล สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท

    บสย. อนุมัติค้ำประกัน “บสย. Quick Big Win” พุ่งหมื่นล้าน ปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ผล สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท


    3/02/2569 | 73 |

    จากสถานการณ์สินเชื่อของระบบบสถาบันการเงินไทยที่หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบหนักสุด โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าปี 2569 สินเชื่อ SMEs ยังติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งถือเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานที่สุด นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มสินเชื่อ SMEs โดยเฉพาะการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะเซกเมนต์มากขึ้น

    ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว บสย. ได้เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ผลงานล่าสุด (ณ 2 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า มียอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อแตะ 10,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย เฉพาะเดือนมกราคม 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 7,125 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 217% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตขึ้นตั้งแต่ต้นปี ที่สำคัญยังช่วยเติมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ต้องการลงทุน ต่อยอดธุรกิจ ตลอดจนช่วยประคับประคองกิจการในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    จากยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบสถาบันการเงิน 10,770 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 13,126 ราย โดยพบว่าเกือบ 50% เป็นกลุ่มรายย่อย Micro SMEs วงเงินค้ำประกันสินเชื่อไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย ซึ่งถือเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ สามารถรักษาการจ้างงาน 82,500 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 41,300 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของมาตรการ บสย. Quick Big Win “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว” ที่ทำให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

    “ยอดค้ำประกัน 1 หมื่นล้านที่เกิดขึ้นหลังจากการออกมาตรการ บสย. Quick Big Win ภายในระยะเวลาเพียง 48 วัน เป็นบทพิสูจน์ว่า มาตรการ บสย. Quick Big Win สามารถเพิ่มศักยภาพด้านเครดิต Credit Enhancement ไปพร้อมกับลดต้นทุนด้านเครดิต Credit Cost และเพิ่มโอกาสการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) ให้กับ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือขาดคนค้ำประกัน นอกจากนี้ บสย. ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ แก้หนี้ให้ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมผ่าน มาตรการ บสย. พร้อมช่วย และการให้ความรู้ทางการเงินผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน F.A. Center ที่ช่วยให้ SMEs สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.สิทธิกร กล่าว

    ไฮไลท์ของมาตรการ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท คือ ค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดตามตามระดับความเสี่ยง (Risk-based pricing) เพื่อสะท้อนต้นทุนด้านเครดิตของ SMEs แต่ละราย นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่ บสย. นำเครื่องมือเครดิต สกอริ่ง “TCG Score” มาใช้ประเมินระดับความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน อีกหัวใจสำคัญคือ การชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านเครดิต และกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อเติมสภาพคล่องทางการเงินให้กับ SMEs และกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ในระบบเศษฐกิจ ทั้งมีส่วนในการช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบให้กลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้ง  

    นอกจากนี้ บสย. ยังได้ร่วมมือ Synergy กับ “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost” กลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ที่คาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน บสย. รับเป็นผู้ดำเนินการ Operating โดยพัฒนาระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินและ SMEs อาทิ การรับคำขอจากสถาบันการเงินต่างๆ การตรวจสอบคุณสมบัติลูกค้า และการควบคุมวงเงินรวม ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยง Operating Model รูปแบบปัจจุบันของ บสย. กับรูปแบบโครงการ SMEs Credit Boost เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับกลไกค้ำประกันสินเชื่อ และเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ SMEs ในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วม มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” สามารถตรวจสุขภาพทางการเงิน และจองคิวขอรับคำปรึกษาที่ LINE OA : @tcgfirst ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อที่สำนักงานเขตของ บสย. ทั้ง 11 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาค และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161277


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/472298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09hTAMNii_SHGI8uEL7i-w

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าลุ้นรีบาวด์รับ sentiment บวกตามตลาดตปท.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าลุ้นรีบาวด์รับ sentiment บวกตามตลาดตปท.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดรีบาวด์หลังพักฐานต่อเนื่องา 3 วัน บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมผ่อนคลายมากขึ้นพลิกกลับมาเป็นบวก อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ปรับตัวบวกได้ ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับมาบวกแรง ซึ่งตลาดหุ้นบ้านเราอาจได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีรีบาวด์ขึ้นมา ขณะที่กลุ่มพลังงานอาจชะลอลงเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มย่อ

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นบวกเพิ่มเติมจากที่เมื่อคืนนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)สหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี รวมทั้งประเด็นภาษีการค้าระหว่างสหรัฐฯและอินเดีย ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ข้อตกลงแล้วและจะลดภาษีให้อินเดียทันทีเหลือ 18%

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,315 จุด และแนวต้าน 1,332 จุด

    ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    • ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (2 ก.พ.) 49,071.56 จุด เพิ่มขึ้น 49,407.66 จุด เพิ่มขึ้น 515.19 จุด หรือ +1.05%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,976.44 จุด เพิ่มขึ้น 37.41 จุด หรือ +0.54% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,592.11 จุด เพิ่มขึ้น 130.29 จุด หรือ +0.56%
    • ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดบวก ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,332.18 จุด เพิ่มขึ้น 677 จุด หรือ +1.29%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,995.76 จุด เพิ่มขึ้น 220.19 จุด หรือ +0.82% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,043.91 จุด เพิ่มขึ้น 28.16 จุด หรือ +0.70%
    • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (2 ก.พ.) 1,321.42 จุด ลดลง 4.20 จุด (-0.32%) มูลค่าซื้อขาย 43,545.17 ล้านบาท
    • นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (2 ก.พ.)306.33 ล้านบาท
    • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. (2 ก.พ.) ลดลง 3.07 ดอลลาร์ หรือ 4.71% ปิดที่ 62.14 ดอลลาร์/บาร์เรล
    • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (2 ก.พ.) อยู่ที่ 6.11 เหรียญ/บาร์เรล
    • เงินบาทเปิด 31.45/46 แข็งค่าสอดคล้องภูมิภาค-รับราคาทองฟื้น คาดกรอบวันนี้ 31.30-31.55
    • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เอฟเฟกต์เศรษฐกิจทรุดฉุดสินเชื่อแบงก์ ปี 69 จ่อติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสินเชื่อ เอสเอ็มอีหดตัวแรง ติดลบ 5 ปีติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ชี้แบงก์เผชิญโจทย์ท้าทายจาก “หนี้เสีย” พุ่งต่อเนื่อง ด้าน “ทีทีบี” ชี้ยอดขายรถจ่อต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ
    • “ทอง-ซิลเวอร์” ดิ่งหนัก ราคาร่วงมากกว่า 30 % กระทบการซื้อขายตลาดล่วงหน้า โดย “ซิลเวอร์” หนักสุด ทุกซีรีส์ดิ่งฟลอร์ 2 วันซ้อนจนเกือบทุกโบรก ต้องฟอร์ซเซลล์ทันทีจากราคาสูงสุด 121 ดอลลาร์เหลือ 78 ดอลลาร์ ล่าสุด TFEX ปรับราคาลิมิตระหว่างวันเป็น +/- 30% ด้านกูรูมองทองลงหนักสุดในรอบ 10 ปี จากแรงขายเก็งกำไรดันราคาทำสถิติรวดเร็ว ยังดูสัญญาไม่หลุด 4,600 ดอลลาร์ สมาคมค้าทองคำเรียกหารือด่วนรับมือราคาผันผวน
    • บีโอไอ เปิดเผยถึงภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ว่าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้น 17% มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 146%
    • ปิดจบปี 68 ค้าชายแดนและผ่านแดนทะลุ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.7% โดยค้าผ่านแดนกว่า 1 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์อานิสงส์ส่งออกไปจีน เวียดนาม แต่ค้าชายแดนร่วงหนักเหลือแค่ 8.9 แสนล้านบาท ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อัด 700 กิจกรรมดันส่งออกปี 69
    • ททท.เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เปิดตัวโครงการ “Tourism Product Highlight 2026” ตั้งเป้ายกระดับรับเทรนด์โลก มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ดันรายได้การท่องเที่ยวแตะ 3 ล้านล้านบาทในปี 2569
    • SME D Bank เผยผลดำเนินงานปี 68 มียอดเบิกจ่ายทะลุ 7.9 หมื่นล. ผนวกกับการเร่งปรับโครงสร้างฯ-ช่วยเหลือลูกหนี้กด NPL เหลือ 7.9% พร้อมเปิดเรือธงปีนี้ใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ มุ่งส่งเสริมสนับสนุน SME รายเล็ก มุ่งยกระดับสร้างความเข้มแข็ง SME-ส่งต่อ และมุ่งตอบสนองสินเชื่อนโยบายรัฐผ่าน 3 สินเชื่อหลัก วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

    หุ้นเด่นวันนี้

    • ERW (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4/68 ที่ 352 ลบ. +363% q-q, -5% y-y ดีกว่าที่เราเคยคาด จากรายได้ธุรกิจโรงแรมทุกตลาดดีขึ้นมากกว่าคาด รายได้คาดโตแกร่ง q-q จาก High Season และทรงตัว y-y หนุนจาก RevPAR ที่ +31% q-q และ -4% y-y ส่วนรายได้ Hop Inn ยังโต +21% q-q, +18% y-y จากการเปิดโรงแรมใหม่ มองเชิงบวกแนวโน้มไตรมาส 1/69 คาดเพิ่มขึ้นทั้ง q-q, y-y ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 68-69 เพิ่มขึ้น 9% และ 5% ในปี 70 ทำให้ประมาณการกำไรปกติจะฟื้นตัว +13% y-y ในปี 69
    • MINT (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 32.60 บาท ผลประกอบในไตรมาส 4/68 แนวโน้มแข็งแกร่ง คาดกำไรปกติโต 3.2 พันล้านบาท (+12%YoY)ใ16%QoQ) หนุนจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ส่งผลให้กำไรปกติปี 68 โต 12% และแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง +11% ในปี 2569 หนุนจาก 1) การเปิดโรงแรมใหม่ 2)แนวโน้ม ADR โรงแรมไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น 3)ดอกเบี้ยจ่ายลดลง และ 4)การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจากฐานต่ำ
    • CENTEL (กสิกรไทย) ราคาพื้นฐาน 42.09 บาท มีมุมมองเชิงบวกต่อผลงานที่ดีทั้งไตรมาส 4/68 และไตรมาส 1/69 คาดการณ์ RevPar รวมในไตรมาส 4/68 โตแข็งแกร่ง double digit โตทุกประเทศใน portfolio คาด RevPar ในไทยโตได้ +5% จากโรงแรมในกรุงเทพคาดโต 2-3% และโรงแรม upcountry โตราว 7% ในขณะที่โรงแรมใน Maddives มีโอกาสโตราว 40% จากการ ramp up occupancy rate สำหรับโรงแรมใหม่ 2 โรงใน Maldives มาอยู่ที่ above 40% หลังปรับ pricing strategy ใหม่ โรงแรมในทั้ง Japan และ Dubai จะมี RevPar growth ที่ 8% และ 3% ตามลำดับ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34TzRE8Rt5WbNY6En-iH22