Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดกิจกรรม “ใส่บาตรหนังสือ ครั้งที่ 17

    ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดกิจกรรม “ใส่บาตรหนังสือ ครั้งที่ 17

    ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ  จัดกิจกรรม “ใส่บาตรหนังสือ ครั้งที่ 17 : 100 วัน พระพันปีหลวงเพื่อปวงชน” ขึ้น  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสืบสานพระราชกรณียกิจในด้านการศึกษาและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยมี รศ.ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 ณ Park @ Siam ด้านข้างศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ 

    กิจกรรมใส่บาตรหนังสือเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมกราคม ด้วยความตระหนักว่าองค์ความรู้จากหนังสือที่พุทธศาสนิกชนร่วมใจกันมาใส่บาตรให้แก่พระภิกษุและสามเณรจะช่วยให้พระภิกษุและสามเณรเข้าถึงแหล่งความรู้ทั้งทางธรรม และสายสามัญ สามารถนำความรู้จากการอ่านไปเผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชนทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดศาสนทายาทที่จะช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาสืบไป

    ในปีนี้ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันทำบุญใส่บาตรหนังสือให้กับพระภิกษุและสามเณร จำนวน 51 รูปซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม จากวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และวัดยานนาวา เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร เลือกหนังสือ และสื่อการศึกษาได้ตรงตามความต้องการ ภายในศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขาสยามสแควร์

    ภายในงานยังได้จัดปาฐกถาธรรมหัวข้อ “แม่พาอ่าน…ชีวิตลูกหลานจึงสมบูรณ์”  โดย พระเทพวัชรญาณกวี  ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก  โดยมีใจความสำคัญว่า “การอ่านจะทำให้ผู้อ่านเป็นผู้นำ ผู้ใดอ่าน ผู้นั้นก็จะเข้าใจคน ไม่มีใครหนีการอ่านได้แม้แต่คนตาบอดก็ยังแสวงหาการอ่าน คนตาดีที่ไม่อ่านหนังสือถือว่าโชคร้ายกว่าคนตาบอด แม้ว่าทุกวันนี้การอ่านจะเป็นรูปแบบดิจิทัล หนังสือเล่มอาจจะลดน้อยลง  แต่อาตมาภาพก็ยังเชื่อว่าคนเราก็ยังต้องอ่าน และต้องอ่านมากขึ้น วันนี้เราอ่านเขา ก็อย่าลืมให้เขาอ่านเราด้วย อ่านชีวิต อ่านจิตใจ เวลาอ่านเสร็จแล้วก็จะมีสิ่งตามมานั่นคือการชื่นชมยกย่อง เทิดทูน บูชา ขณะเดียวกันก็มีนินทา มีวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ประสบการณ์จากการอ่านนี่แหละที่จะทำให้เราเป็นผู้นำที่ดี”

    “โลกที่เป็นไปในทุกวันนี้ ถ้าเราอ่านเราก็จะรู้ว่า บรรยากาศของโลกกำลังแปรปรวน ผันผวน ไม่แน่นอน เข้าหลักของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนก็ไม่แน่นอน อากาศก็ไม่แน่นอน โลกแปรปรวน หากอ่านให้ทะลุก็จะพบว่าการอ่านทำให้เราได้พบความรัก ความหวัง แรงบันดาลใจที่ทำให้เราได้สาระในการปรับปรุงแก้ไขโลกของเรา ชีวิตของเรา ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า”

    ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตหนังสือชั้นดีสำหรับนักอ่าน และได้โอบกอดสำนักพิมพ์ต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำกิจกรรม วันนี้เรามีพิธีกรรมสำคัญ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เราได้มาศึกษาพระจริยวัตรของพระองค์ท่านว่าทรงเป็นนักอ่าน เป็นครู เป็นศิลปิน เป็นนักคิด และเป็นผู้เสียสละอย่างไร”

    “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ทรงนิพนธ์เล่าเอาไว้ว่าบนโต๊ะอาหาร แม่จะดูว่าใครตักอะไรบ้าง และมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นอย่างไร  การสนทนาบนโต๊ะอาหารจะเป็นเรื่องชาดก วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ เพื่อให้เกิดความรัก ความหวัง ความทรงจำ และแรงบันดาลใจแก่ลูก ๆ ลูกจึงกลายเป็นนักอ่าน บางครั้งทำสำเนานิตยสาร หนังสือพิมพ์มาให้ดูว่าใครอ่านภาษาอะไรได้บ้าง และใครมีความคิดเห็นอย่างไร มีการให้หนังสือไปอ่านแล้วกลับมาเล่าให้แม่ฟัง กิจกรรมการอ่านได้เป็นส่วนหนึ่งที่แม่ได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของการอ่าน และมีอีกช่วงเวลาหนึ่งคือนิทานก่อนนอน ทำให้ลูกๆ อยากจะนอนกับแม่ เพราะแม่จะเล่านิทานประกอบเสียง และภาพ ให้ลูกฟัง  เรื่องที่ไม่สนุกแต่ถ้าแม่เล่าก็จะกลายเป็นเรื่องสนุก มีเรื่องผีบ้าง บุคคลสำคัญที่มีตัวตน บางทีแม่จะอ่านไม่จบ ทำให้อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แม่ก็จะแนะนำให้ไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ต่ออีกทีหนึ่ง”             

    หลังจากฟังปาฐกถาธรรมแล้ว ได้มีพิธีสวดมนต์บทสวด “ธรรมนิยาม” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อด้วยพิธีถวายสังฆทานหนังสือ และใส่บาตรหนังสือ และคูปองเพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้นำไปเลือกสรรหนังสือได้ตรงตามความต้องการ

    สามเณรวรภัท แก้วสวัสดิ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วัดยานนาวา ได้กล่าวถึงการเลือกสรรหนังสือจากการถวายคูปองของญาติโยมในวันนี้ว่า “วันนี้เลือกหนังสือเรื่องการใช้ชีวิต อยากได้หนังสือเล่มนี้เพราะก่อนหน้านี้เคยได้อ่านของพระอาจารย์แต่อ่านไม่จบ อ่านไปประมาณ 20 กว่าหน้า พอมาเจอที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในวันนี้ก็เลือกมาทันที เพราะอยากอ่านต่อให้จบ ที่เลือกมาอ่านเพราะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง การพัฒนาคุณภาพชีวิต อ่านสนุกไม่น่าเบื่อ  ทุกวันนี้มี AI ที่ให้ค้นหาความรู้ หรือให้คำปรึกษาได้ก็จริง แต่เลือกที่จะอ่านหนังสือมากกว่า เพราะหนังสือเขียนจากข้อมูลและความรู้ของมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ซึ่งตรงนี้ AI จะไม่มี” 

    ด้านสามเณรธนบูลย์ พรมกา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กล่าวว่า “เคยได้มางานใส่บาตรหนังสือครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้มีโอกาสได้มาเลือกหนังสืออีกก็ดีใจ ครั้งที่แล้วเลือกหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนไป ก็อยากได้หนังสือแนวนี้อีก เพราะสนุก และชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน และสนใจการเรียนภาษาจีน วันนี้เลือกหนังสือประวัติศาสตร์จีนแบบเหมียวเหมียว เล่มที่ 6 ไปอ่านต่อ นอกจากนี้ก็ยังได้เลือกเครื่องเขียน สำหรับไว้เรียนหนังสืออีกด้วย”

    การใส่บาตรหนังสือจึงแตกต่างจากการใส่บาตรข้าวปลาอาหาร เพราะหนังสือเปรียบเสมือนอาหารสมองที่ต้องบ่มเพาะผ่านการอ่าน  จนก่อให้เกิดขุมทรัพย์ทางปัญญาที่มีคุณค่า การให้หนังสือจึงเปรียบได้กับการให้ปัญญาที่ก่อให้เกิดความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณร สามารถเข้าถึงแหล่งการศึกษาที่ยั่งยืนทั้งทางธรรมและสายสามัญ ก่อให้เกิดศาสนทายาทที่จะช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285883/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vMm6IYlI8bcYjWGtAx9ZB

  • หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น! ข่าวดีท่ามกลางน้ำแข็งละลายที่อาจกลายเป็นข่าวร้ายของอาร์กติก

    หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น! ข่าวดีท่ามกลางน้ำแข็งละลายที่อาจกลายเป็นข่าวร้ายของอาร์กติก

    ท่ามกลางอาร์กติกที่กำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกหลายเท่า “หมีขั้วโลก” ที่มักถูกยกเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตโลกร้อน สัตว์นักล่าที่พึ่งพาน้ำแข็งทะเลในการล่าเหยื่อ และกำลังถูกคุกคามจากการละลายของผืนน้ำแข็งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

    แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากนอร์เวย์กลับเปิดภาพอีกด้านหนึ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อหมีขั้วโลกรอบหมู่เกาะสฟาลบาร์ด (Svalbard) มี “สภาพร่างกายอ้วนสมบูรณ์ขึ้น” ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้น้ำแข็งทะเลอาร์กติกจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    คำถามคือ นี่คือข่าวดีของธรรมชาติ หรือเป็นเพียงสัญญาณเตือนก่อนถึงจุดเปลี่ยนที่อันตรายกว่าเดิม?

    Polar_Bear_Transparent_Fur_SPACEBAR.jpg

    หมีอ้วนขึ้น ท่ามกลางน้ำแข็งที่หายไป

    งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports นำโดย จอน อาร์ส (Jon Aars) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) วิเคราะห์ข้อมูลการติดตามหมีขั้วโลกในทะเลแบเรนตส์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1987

    ทีมวิจัยใช้ข้อมูลการวัดสัดส่วนร่างกายกว่า 1,000 ครั้ง จากหมีขั้วโลกโตเต็มวัย 770 ตัว ระหว่างปี 1992–2019 เปรียบเทียบกับจำนวน “วันปลอดน้ำแข็ง” ในพื้นที่ล่าหลักรอบสฟาลบาร์ด

    ผลลัพธ์สะท้อนความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้จำนวนวันปลอดน้ำแข็งจะเพิ่มขึ้นราว 100 วันในช่วง 27 ปี หรือเฉลี่ยเกือบ 4 วันต่อปี แต่หลังปี 2000 สภาพร่างกายเฉลี่ยของหมีขั้วโลกกลับ “ดีขึ้น” มีไขมันสะสมมากขึ้น แทนที่จะผอมลงอย่างที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์จากพื้นที่อื่นของอาร์กติก

    “เราเห็นว่าน้ำหนักตัวของพวกมันเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง”

    — จอน อาร์ส ระบุ

    เขาชี้ว่าไขมันสะสมเป็นปัจจัยชี้ชะตาการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในหมีเพศเมีย หากน้ำหนักตัวต่ำเกินไปในฤดูใบไม้ร่วง พวกมันอาจไม่สามารถตั้งท้องได้เลย

    เมื่อระบบนิเวศปรับตัว…แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะยั่งยืน

    นักวิจัยเสนอคำอธิบายหลายประการต่อปรากฏการณ์นี้ หนึ่งคือการฟื้นตัวของเหยื่อบนบก เช่น กวางเรนเดียร์และวอลรัส ซึ่งเคยถูกล่าอย่างหนักโดยมนุษย์ในอดีต ทำให้หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดมี “ทางเลือกอาหาร” มากกว่าหมีในพื้นที่อื่น ที่แทบไม่ล่าบนบกเพราะไม่คุ้มพลังงาน

    อีกสมมติฐานคือ เมื่อแผ่นน้ำแข็งทะเลหดตัว เหยื่อหลักอย่างแมวน้ำวงแหวน (Ringed seal) อาจกระจุกตัวอยู่ตามผืนน้ำแข็งที่เหลืออยู่ ส่งผลให้หมีขั้วโลกสามารถล่าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำตรงกันว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณน่าวางใจ และหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดอาจเพียงรับมือได้ชั่วคราวกับโลกที่เปลี่ยนไปตรงหน้า

    antarctic-sea-ice-third-lowest-winter-peak-climate-change-1.jpeg

    Ice floating on the surface of the sea in the western Antarctic peninsula in 2016

    ข่าวดีระยะสั้น กับอนาคตที่ยังเปราะบาง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า หากการสูญเสียน้ำแข็งทะเลเดินหน้าไปไกลกว่านี้ ระบบนิเวศอาร์กติกอาจข้ามจุดเปลี่ยน (Tipping Point) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรุนแรงและย้อนกลับไม่ได้

    เมื่อถึงจุดนั้น หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และเผชิญชะตาเดียวกับประชากรหมีในพื้นที่อื่นของอาร์กติก เช่น อ่าวฮัดสันตะวันตกและทะเลโบฟอร์ตตอนใต้ ที่งานวิจัยก่อนหน้าพบว่าอัตราการรอดชีวิตลดลงชัดเจนเมื่อปริมาณน้ำแข็งทะเลหายไป

    “ข่าวดีก็คือ ตอนนี้เรายังไม่ถึงจุดนั้น แต่ข่าวร้ายคือ เราเชื่อว่าในอนาคต เราจะไปถึง”

    — จอน อาร์ส กล่าว

    หมีอ้วนขึ้น…ไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาหายไป

    กรณีของหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดสะท้อนความจริงสำคัญของวิกฤตโลกรวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้สร้างผลกระทบแบบเส้นตรง บางพื้นที่อาจดูเหมือนไปได้ดีในช่วงหนึ่ง แต่กลับซ่อนความเปราะบางไว้ลึกกว่าที่ตาเห็น

    หมีขั้วโลกที่อ้วนขึ้นในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าอาร์กติกปลอดภัยขึ้น แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ซับซ้อน และมนุษย์ยังไม่มีสิทธิ์นิ่งนอนใจแม้แต่วินาทีเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/sustainability-polar-bears-getting-fatter-arctic-ice-melting-climate-warning&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ueq2hdIo3Ykao5cZVK5io

  • แบงก์ชาติฯชี้เศรษฐกิจQ4/68ฟื้นชั่วคราว  ปี69น่าห่วง หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    แบงก์ชาติฯชี้เศรษฐกิจQ4/68ฟื้นชั่วคราว ปี69น่าห่วง หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงาว่า ที่ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน ทุกแขนง ร่วมรับฟัง

    ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ว่าแม้จะมีการขยายตัวจากการบริโภคและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี แต่เป็นการขยายตัวเพียงชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเท่านั้น ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มรายได้น้อยยังดิ่งเหว และรายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง พร้อมเตือนปี 2569 เศรษฐกิจภูมิภาคส่อแวววิกฤตจากปัญหาเชิงโครงสร้างและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน: เมื่อ “ยาแรง” จากรัฐเริ่มหมดฤทธิ์ กับโจทย์ใหญ่รายได้เกษตรกรตกต่ำ

    รายงานล่าสุดของแบงก์ชาติอีสาน พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ปิดตัวลงด้วยภาวะชะลอตัว แม้ไตรมาส 4 จะเห็นตัวเลขขยับขึ้นจากการท่องเที่ยวและเงินอุดหนุนรัฐ แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่าง “รายได้เกษตรกร” และ “ตลาดแรงงาน” กลับอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นต่อความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 เผชิญความท้าทายอย่างหนัก สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/945163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DSBnGaacStbh8Oc96RrMk

  • ครบรอบ 10 ปีการสร้างแบรนด์ผลไม้แห่งชาติ “จินกั่วหยวน: กล้าคิด กล้าทำ เพื่อความสดใหม่สู่เวทีโลก”

    ครบรอบ 10 ปีการสร้างแบรนด์ผลไม้แห่งชาติ “จินกั่วหยวน: กล้าคิด กล้าทำ เพื่อความสดใหม่สู่เวทีโลก”

    จินกั่วหยวน (Jinguoyuan) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 และจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ผ่านการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ต้นแบบของอุตสาหกรรมผลไม้จีนที่ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันกลุ่มจินกั่วหยวนมีบริษัทในเครือด้านการผลิต การค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 แห่ง บริษัทจินกั่วหยวนนอกจากดำรงตำแหน่งรองประธานในสมาคมการค้าผลไม้แห่งประเทศจีนแล้ว ยังเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับชาติ และเป็นที่รู้จักในเรื่องการบริการที่เป็นเลิศด้วย

    ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมผลไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จินกั่วหยวนยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ก้าวสู่การเป็นจินกั่วหยวนของโลก” และพันธกิจ “ส่งเสริมการพัฒนาอย่างเกื้อกูลของอุตสาหกรรมผลไม้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์” โดยอาศัยเครือข่ายการจัดหาฐานการผลิตทั่วโลกและการวางโครงสร้างอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติเป็นทิศทางหลัก บริษัทได้ผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดยรวมและยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชนบทของจีนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร จนสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับประโยชน์ทางสังคมอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบัน จินกั่วหยวนได้พัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกในแหล่งกำเนิด การแปรรูปข้ามประเทศ การบริหารแบรนด์ ไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบทุกช่องทาง (omni-channel) ธุรกิจของบริษัทครอบคลุมมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มูลค่าการนำเข้า–ส่งออก ประจำปีและมูลค่าแบรนด์ผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการขยายฐานการผลิตที่มีแบรนด์เป็นของตนเองในอัตราเร่ง

    image.png

    ภาพที่ 1: ผลิตภัณฑ์ลำไยจากฐานการปลูกในต่างประเทศ

    1. กลยุทธ์แบรนด์และนวัตกรรม

    จินกั่วหยวนขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและหลากหลาย จนก่อรูปเป็นสามกลุ่มยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความได้เปรียบ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก “ลำไย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ บริษัทได้ลงลึกในแหล่งกำเนิดสำคัญ เช่น ประเทศไทยและกัมพูชา และประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบรนด์ลำไยที่เป็นที่รู้จัก อาทิ “ต้าไห่ (Dahai)”“จงหัวหลง (ZhonghuqLong)” และ“ซวี้รื่อ (Xu Ri)” ปัจจุบันจินกั่วหยวนมีความร่วมมือกับสวนผลไม้มากกว่า 5,000 แห่ง โดยลำไยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของปริมาณธุรกิจทั้งหมด และเฉพาะแบรนด์ต้าห่ายและจงหัวหลงเหยียนมีกำลังการผลิตรวมเกือบ 100,000 ตันต่อปี

    ควบคู่กันนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และสื่อใหม่ ผสานกิจกรรมออฟไลน์ การปรับปรุงอัตลักษณ์แบรนด์ บรรจุภัณฑ์ โลโก้ และสโลแกนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและขยายการรับรู้ของแบรนด์ในตลาด

    2. การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิต

    การควบคุมคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของจินกั่วหยวน บริษัทได้วางระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและมาตรฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดเกรด การบรรจุ ไปจนถึงการขนส่งและกระจายสินค้า พร้อมกันนี้ยังลงทุนพัฒนาโรงงานแปรรูปอัจฉริยะ ติดตั้งสายการผลิตคัดแยกและบรรจุแบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีคัดแยกด้วยอินฟราเรด หุ่นยนต์แขนกลสำหรับแพ็คสินค้า และเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพที่ทันสมัย

    ปัจจุบัน จินกั่วหยวนมีโรงงานแปรรูปที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ 4 แห่งในจังหวัดจันทบุรีและเชียงใหม่ของประเทศไทย (ตามต้นฉบับจีน) มีกำลังการแปรรูปผลไม้สดรวมมากกว่า 100,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เจี่ยนอ้าย เกษตรเทคโนโลยี จำกัด ในประเทศกัมพูชา เพื่อมุ่งเน้นการปลูกลำไยสมัยใหม่และการผลิตอัจฉริยะ พร้อมทั้งศึกษาการจัดตั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้าเกษตรตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับความปลอดภัย ประสิทธิภาพการผลิต และความสามารถใน การแข่งขันในตลาดโลก

    image.png

    ภาพที่ 2: สายการผลิตอัจฉริยะในโรงงานแปรรูป

    3. การขยายตลาดและพัฒนาช่องทางจำหน่าย

    การตลาดและช่องทางจำหน่ายถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของจินกั่วหยวน บริษัทได้จัดตั้งฐานสำนักงานใหญ่เขตอุตสาหกรรมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองหย่งชวน นครฉงชิ่ง ซึ่งรวมศูนย์ การบริหารโครงการลงทุน การพัฒนาบุคลากร การจัดการพิธีการศุลกากร และระบบการเงินการค้าระหว่างประเทศเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้สำนักงานใหญ่เป็นแกนกลาง บริษัทได้วางโครงข่ายช่องทางธุรกิจระดับโลกในลักษณะ “หยั่งรากลึกในภาคตะวันตกเฉียงใต้ บุกตลาดหลักอย่างมียุทธศาสตร์ กระจายสู่ปลายทางอย่างหนาแน่น และขยายสู่ตลาดต่างประเทศ”

    ในเชิงพื้นที่ บริษัทได้จัดตั้งจุดกระจายสินค้าขายส่งในนครฉงชิ่ง เฉิงตู กุ้ยหยาง และคุนหมิง ขณะเดียวกันได้ยึดตลาดค้าส่งสำคัญระดับประเทศ เช่น ตลาดเจียงหนาน กว่างโจว และเมืองเจียซิง มณฑล เจ้อเจียง เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการให้บริการทั่วประเทศ ด้านปลายทาง จินกั่วหยวนร่วมมือกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านผลไม้เฉพาะทาง ชุมชนที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่ อาทิ เมโทร 永辉 (Yonghui) 百果园 (Pagoda) 鑫荣懋 (Xinrongmao) รวมถึงแพลตฟอร์ม JD.com และ Hema Fresh ในการจัดหาสินค้า บรรจุ และกระจายสินค้า

    ในระดับนานาชาติ การจัดตั้งบริษัทในฮ่องกงช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการรุกตลาดโลกและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ในต่างประเทศ โดยปัจจุบันจินกั่วหยวนได้เข้าสู่ตลาดยุโรปและตะวันออกกลางแล้ว และมีแผนขยายสู่ตลาดสิงคโปร์และภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป

    image.png

    ภาพที่ 3: เครือข่ายความร่วมมือด้านตลาด

    4. การบูรณาการอุตสาหกรรมและนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ

    จินกั่วหยวนยึดแนวคิดการพัฒนาเชิงบูรณาการระดับโลก โดยสร้างระบบการดำเนินงานที่เชื่อมโยง “แหล่งปลูก–การจัดหาข้ามประเทศ–การกระจายสินค้าทั่วโลก” เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะ การจัดหาข้ามประเทศซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท ปัจจุบันจินกั่วหยวนได้ขยายเครือข่ายการจัดซื้อไปยังแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพในกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค และพัฒนารูปแบบการจัดหาหลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ ผลิตและจำหน่ายเอง ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว และการค้าจากแหล่งกำเนิด

    นอกเหนือจากลำไยจากไทยและกัมพูชา บริษัทได้จัดซื้อผลไม้คุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือระยะยาวที่มั่นคง ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบจัดหาหลากหลายชนิดและหลายแหล่งกำเนิดในระดับโลก อีกทั้งยังได้ทดลองรูปแบบการร่วมสร้างแบรนด์ (brand co-operation) กับพันธมิตร เช่น 曲牌 (Qupai) 佳沃 (Joyvio) และ中源果农 (Zhongyuan Guonong) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ขยายขอบเขตธุรกิจ และเติมพลังใหม่ให้กับการยกระดับอุตสาหกรรมผลไม้

    5. การฟื้นฟูชนบทและผลประโยชน์ทางสังคม

    จินกั่วหยวนยึดมั่นในการสนับสนุนข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชนบทของจีนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนสร้างโรงงาน การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การสร้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

    การจัดตั้งฐานการปลูกหลายพันไร่และโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ในประเทศไทยและกัมพูชา ได้สร้างการจ้างงานและรายได้ภาษีให้แก่ท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก และได้รับการนำเสนอในสื่อทางการและสถานีโทรทัศน์ของประเทศต่างๆ หลายครั้ง จนได้รับรางวัล “องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ” จากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง

    นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ จินกั่วหยวนยังสร้างคุณูปการทางสังคมอย่างเด่นชัด ด้วยการจัดหาผลไม้คุณภาพให้ผู้บริโภค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น การบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการสนับสนุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว

            ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู 

    ตลาดผลไม้จีนกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” ที่โครงสร้างอุปสงค์ อุปทาน และกลไกการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากตลาดที่เน้นปริมาณและราคาต่ำ สู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ     แบรนด์ และประสบการณ์ผู้บริโภค กรณีของ จินกั่วหยวน (Jinguoyuan) ซึ่งสามารถพัฒนาโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร ครองใจตลาด และขยายอิทธิพลไปยังตลาดระดับกลาง–บนของจีนและต่างประเทศ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่อาจมองข้าม

    ภายใต้บริบทใหม่นี้ ผลไม้ไทยยังคงมีศักยภาพสูง หากสามารถปรับตัวให้สอดรับกับทิศทางตลาดจีนที่กำลังยกระดับอย่างรวดเร็ว โดยสามารถพิจารณาโอกาสสำคัญดังต่อไปนี้

    1. โอกาสจากการยกระดับการบริโภค (Consumption Upgrade)

    ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมืองระดับ Tier 1–2 ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และภาพลักษณ์สินค้า มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง และส้มโอ มีจุดแข็งด้านรสชาติและความเป็นเอกลักษณ์ หากสามารถสื่อสารมาตรฐาน แหล่งกำเนิด และกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ จะสามารถเข้าสู่ตลาดพรีเมียมและซูเปอร์มาร์เก็ตคุณภาพสูงได้มากขึ้น ดังเช่นที่จินกั่วหยวนผลักดันลำไยให้กลายเป็น “สินค้าหลักเชิงแบรนด์” แทนการเป็นเพียงผลไม้ตามฤดูกาล

    2. โอกาสจากการเติบโตของตลาดผลไม้มีแบรนด์

    กรณีของจินกั่วหยวนสะท้อนชัดว่า ตลาดจีนกำลังเปิดพื้นที่ให้ “ผลไม้ที่มีแบรนด์” อย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดจากภาพลักษณ์ “ผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูง” ไปสู่การสร้างแบรนด์เฉพาะสินค้า (single-fruit branding) เช่น แบรนด์ทุเรียนพรีเมียม หรือแบรนด์มะม่วงเฉพาะสายพันธุ์ เพื่อสร้าง การจดจำ ลดการแข่งขันด้านราคา และเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่การค้า

    3. โอกาสจากช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่และอีคอมเมิร์ซ

    การขยายตัวของแพลตฟอร์มอย่าง Hema, JD.com, และช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดโอกาสให้ผลไม้ไทยเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้โดยตรงมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดค้าส่งแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ช่องทางเหล่านี้ต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสม่ำเสมอ บรรจุภัณฑ์เหมาะสม และเรื่องราวแบรนด์ชัดเจน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการแข่งขัน

    4. โอกาสจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้เล่นจีน

    แทนการแข่งขันโดยลำพัง โมเดลของจินกั่วหยวนชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการสร้าง พันธมิตรเชิงลึก ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาความร่วมมือกับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายจีนรายใหญ่ในรูปแบบการพัฒนาแบรนด์ร่วม การจัดหาวัตถุดิบระยะยาว หรือการลงทุนร่วมในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้าในจีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ โลจิสติกส์ และความผันผวนของตลาด

    5. โอกาสจากกระแสความยั่งยืนและ ESG

    ตลาดจีนเริ่มให้ความสำคัญกับมิติสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง–บนและภาคค้าปลีกสมัยใหม่ ผลไม้ไทยสามารถสร้างความแตกต่างผ่านการสื่อสารเรื่องการดูแลเกษตรกร การใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม การลดการใช้สารเคมี และการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่จินกั่วหยวนใช้เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับการพัฒนาชุมชนและชนบท

    6. โอกาสเชิงนโยบายและการทูตเศรษฐกิจ

    ภายใต้ความสัมพันธ์ไทย–จีนที่แน่นแฟ้น ผลไม้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่มีภาพลักษณ์เชิงบวกในสายตาผู้บริโภคจีน หากภาครัฐและเอกชนสามารถทำงานร่วมกันในเชิงรุก เช่น การส่งเสริมแบรนด์ผลไม้ไทยในจีน การสนับสนุนมาตรฐานและโลจิสติกส์ และการจับคู่ธุรกิจเชิงลึก จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายบทบาทจาก “ผู้ส่งออก” สู่ “ผู้มีอิทธิพลในห่วงโซ่คุณค่า” ของตลาดจีน

    กล่าวโดยสรุป ตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ปิดโอกาสสำหรับผลไม้ไทย หากแต่กำลังคัดเลือกผู้เล่นที่พร้อมยกระดับตนเอง กรณีของจินกั่วหยวนชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่สามารถผสานคุณภาพ แบรนด์ ช่องทาง และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน จะเป็นผู้ครองตลาดในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายผลผลิต ไปสู่ผู้สร้างคุณค่าและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในตลาดผลไม้จีนยุคใหม่

                              —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    กุมภาพันธ์ 2569

    แหล่งข้อมูล :  สมาคมการค้าผลไม้แห่งประเทศจีน

    27 มกราคม 2569กรุงปักกิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kiw13axsai4v0276wvw577cg&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SJYaxX_4ln4O5kpJhO1SP

  • รัฐมนตรีเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผยข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนาม

    รัฐมนตรีเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผยข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนาม

    นาย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การเจรจาข้อตกลงภาษีกับสหรัฐอเมริกา Indonesia–U.S. Agreement on Reciprocal Tariffs (ART) ได้ข้อสรุปครบทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอการจัดตารางเวลาให้ตรงกัน

    ภายหลังการกล่าวปาฐกถาในงาน Indonesia Economic Summit ที่กรุงจาการ์ตา นาย Airlangga ระบุว่า การเจรจาเรื่องภาษีแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว และการจัดทำเอกสารทางกฎหมายของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) คืบหน้าไปแล้วประมาณ ร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผย รายละเอียดได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล จนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงเบื้องต้นนี้ตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา

    อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่สามารถบรรลุกรอบข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียเข้าสหรัฐฯ ลดลงจาก ร้อยละ 32 เหลือ ร้อยละ 19 แต่เมื่อถูกถามว่าการลงนามจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้หรือไม่นาย Airlangga ตอบว่ายังต้องรอการจัดตารางเวลา แม้ว่าทั้งสองประเทศจะวางกรอบข้อตกลงไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่การลงนามถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งตามข้อตกลง

    สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะถูกเก็บภาษี ร้อยละ 19 ในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อินโดนีเซียจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมให้เงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ เดิมตั้งเป้าจะลงนามภายในเดือนตุลาคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดหน่วยงานรัฐเป็นเวลานาน ส่งผลให้การประชุมล่าช้า ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีข้อกังวลต่อ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่กำหนดให้ต้องปรึกษาสหรัฐฯ ก่อนทำข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับประเทศอื่น ๆ และต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    ในเดือนธันวาคม มีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มไม่พอใจอินโดนีเซียที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงบางข้อ ทำให้ข้อตกลงเสี่ยงล้มเหลว แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามเร่งลงนาม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ นาย Airlangga เดินทางไปวอชิงตันอีกครั้งในเดือนมกราคมเพื่อเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และยืนยันว่าทุกประเด็นได้ข้อยุติแล้ว แต่การลงนามยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากตารางงานของผู้นำทั้งสองประเทศไม่ตรงกัน โดยเฉพาะช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส

    อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าทั้งสองฝ่ายที่ระบุว่า ขณะนี้ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย และคาดว่าจะลงนามได้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ความคิดเห็นของสำนักงาน

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุกรอบข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 19 ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะได้รับอัตราภาษีร้อยละ 19 ขณะที่อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมทั้งยอมรับเงื่อนไขผ่อนปรนที่สำคัญอื่น ๆ

    แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล แต่กระบวนการลงนามต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้ง เดิมทีมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ และปัญหาในการประสานตารางเวลาของผู้นำทั้งสองประเทศ

    ล่าสุด Airlangga Hartarto ระบุว่า ความล่าช้าเกิดจากภารกิจระหว่างประเทศที่ซ้อนทับกันในช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส แม้จะเกิดความล่าช้า แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่า ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำร่างกฎหมายแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    สำหรับประเทศไทย สินค้าไทยอาจได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าจากอินโดนีเซียมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน (ART) ระหว่างอินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอินโดนีเซียจะอยู่ที่ร้อยละ 19 ขณะที่สินค้าไทยยังต้องเผชิญกับอัตราภาษีตามหลัก MFN ร่วมกับ ART ส่งผลให้สินค้าไทยมีภาระภาษีสูงกว่า

    สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เปลี่ยนแหล่งจัดซื้อจากประเทศไทยไปสู่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามาตรฐานที่อ่อนไหวต่อราคา เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐาน

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น และมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าความแตกต่างด้านอัตราภาษี

    โดยภาพรวม หากภาษีตอบโต้ถูกนำมาใช้กับสินค้าไทย ขณะที่สินค้าอินโดนีเซียได้รับการจำกัดเพดานภาษีภายใต้ ART อินโดนีเซียจะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในการทดแทนแหล่งนำเข้าจากไทยไปสู่อินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นในบางกลุ่มสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/czgls5i58qmr8dhdiz1lxl4k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WahkPpf6oTdgblzsdOr5V

  • ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย เดินหน้าภารกิจสำคัญระดับชาติในการประชุมคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee – CBC) ครั้งที่ 8 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ณ สำนักงานใหญ่ OECD Centre กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

    ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเสนอ “Thailand’s Progress and Commitment” ในช่วง Closed Session on Accession ต่อคณะกรรมการของประเทศสมาชิก OECD และ EU เพื่อแสดงให้เห็นถึงก้าวย่างที่สำคัญของประเทศไทยในการปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางเคมีและชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสูงสุดของโลกตาม Roadmap การเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี

    ดร.นพ.สราวุฒิ เปิดเผยว่า “การร่วมประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่คือการนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พร้อมเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติจริง”

    ทำไมภารกิจนี้ถึงสำคัญกับคนไทย?

    การรุกคืบเข้าสู่มาตรฐาน OECD ภายใต้การนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในครั้งนี้ จะส่งผลบวกต่อประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 

    ความปลอดภัยของผู้บริโภค : สินค้าเคมีภัณฑ์ ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยาสัตว์ สารกำจัดศัตรูพืช สารเติมแต่งในอาหารคน อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ในไทย จะถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว

    เศรษฐกิจและการค้า : ลดอุปสรรคทางการค้า (Non-tariff barriers) ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ OECD ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นจากการยอมรับข้อมูลผลทดสอบร่วมกัน (MAD)

    นวัตกรรมและวิชาการ : ไทยจะได้เข้าถึงเครือข่ายข้อมูลและเทคโนโลยีการทดสอบที่ทันสมัยที่สุด ลดการซ้ำซ้อนในการวิจัยและประหยัดงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
    การนำเสนอในครั้งนี้ได้รับความสนใจและคำชื่นชมจากสมาชิก OECD อย่างมาก ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวสู่การเป็นสมาชิกครอบครัว OECD อย่างสง่างาม
     

    View 48    04/02/2569   ข่าวในรั้ว สธ.    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/335636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04t-V0M6s-XSu7klskc4HI

  • กกร. หวังรัฐบาลใหม่ตั้ง ครม. มืออาชีพ เดินหน้าแก้หนี้-รุกลงทุน ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 69

    กกร. หวังรัฐบาลใหม่ตั้ง ครม. มืออาชีพ เดินหน้าแก้หนี้-รุกลงทุน ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 69

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำกว่า 2% หวังเลือกตั้งราบรื่น รัฐบาลใหม่เลือกรัฐมนตรีมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง เร่งเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 69 ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่อาจจะล่าช้า ซึ่งล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ณ วันที่ 31 ม.ค.69 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.76 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายของเดือนม.ค. ซึ่งกำหนดไว้ที่ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ

    ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 69 อีกทั้งเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 68 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    นอกจากนี้ กกร. ยังกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09%  ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รับรองผลซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ เนื่องจากตอนนี้ก็มีปัญหาในหน้าสื่อเต็มไปหมด หากกรณีตรวจสอบสิทธิและคะแนนเสียงไม่ตรงกัน จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่หากสามารถแก้ปัญหาได้ นับจากวันนี้ต้องตั้งคณะรัฐมนตรีให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งภาคเอกชนคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่นี้ จะสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในแต่ละด้านเพื่อดูแลแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ไทยที่มีปัญหาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันการค้าต่างๆ ทำให้ต้องมีมืออาชีพหรือคนทำงานเป็นจริงๆ เข้ามาทำงาน แต่หากจะจัดตั้งรัฐมนตรีตามโควต้า ปัญหาจะตามมาเยอะแน่นอน ทำงานกันไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่หวังว่าจะได้คนมีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน เพราะตอนนี้มีงานรอให้ทำและแก้ไขไว้ทุกเรื่องแล้ว อะไรก็ตามที่แก้ได้ต้องเร่งทำ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2912129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WiSZ8kmEWULtZt2gpFapL

  • สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

    สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

    การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ภายใต้ปัจจัยสำคัญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางตลาดในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

    รวมถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่สูง และความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จำกัด

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การประเมินตลาดหุ้นไทยจึงต้องพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงสถิติ ภาวะเศรษฐกิจมหภาค และแนวโน้มผลประกอบการรายอุตสาหกรรมควบคู่กัน เพื่อให้เห็นภาพการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ปัจจัยที่นักลงทุนจะมองในเดือน ก.พ. สำหรับในประเทศได้แก่การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองไหนจะได้เข้ามาบริหารประเทศ

    แต่หากดูสถิติจะพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็มักจะเป็นบวก 1 – 2 สัปดาห์ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้งนั้น ตลาดหุ้นไทยมักจะเริ่มปรับฐานเพราะ Price In ไปแล้ว

    ทั้งนี้ ตามสถิติแล้วอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเลือกตั้งได้แก่ค้าปลีก หลังเลือกตั้ง 1 – 2 สัปดาห์มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 4% แต่หากมีคำถามในใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดหุ้นไทยกลับมาแข็งแกร่งได้เลยหรือไม่มองว่าอาจจะค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

    เนื่องด้วยข้อจำกัดของประเทศไทยเอง อาทิ เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำอยู่แล้วหลายๆ สำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากมองลงไปในเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยหลายๆ เครื่องยนต์จะพบว่าเผชิญหลายปัญหา

    ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของการบริโภคที่ขยายตัวต่ำเพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยลดลงสวนทางกับประเทศอื่นที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็มีความสามารถในการกระตุ้นที่จำกัดเนื่องด้วยภาระหนี้สินที่สูง

    สถิติการตอบรับตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อน-หลัง การเลือกตั้ง

    หนี้ครัวเรือนไทยสูงกดดันการบริโภค

    การเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำสุดในภูมิภาค

    สำหรับตลาดหุ้นไทยในแง่ Valuation อาจจะไม่ได้แพงมากด้วยระดับ PBV ที่ซื้อขายเพียง 1.2 เท่า และหากมองเป็นเชิงสถิติก็จะอยู่ในช่วง -1.5SD แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจัยพื้นฐานต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่นัก

    หากไปดูผลประกอบการที่รายงานออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568 จะพบว่าอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรส่วนใหญ่ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเห็นผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยแม้จะเห็นการขยายตัวแต่ไม่เพียงพอจะทำให้กำไรกลับมาขยายตัว

    เมื่อมองไปยังข้างหน้าหลายๆตัวที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 4/2568 กลับพบว่ากำไรลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เช่น HMPRO CPALL BJC และ DOHOME เมื่อการเติบโตไม่ได้เด่นมากความคาดหวังราคาจะปรับขึ้นแบบเร่งตัวก็เชื่อว่าเป็นไปได้ยาก

    นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีข้อดีก็คือกระแสเงินสดอิสระ Free cash Flow ค่อนข้างสูงเพราะรายจ่ายด้านลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากทำให้เงินปันผลจ่ายค่อนข้างเด่น แม้ปัจจัยพื้นฐานอาจไม่ได้โดดเด่นแต่เห็นทิศทางอ่อนค่าของดอลลาร์จากความต้องการของทรัมป์ สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งพร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ

    ไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงวันที่ 8 ก.พ. สถิติที่ผ่านมาชี้ว่าหลังเลือกตั้งตลาดหุ้นมักตอบรับเชิงบวกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3 – 4% กลุ่มที่เด่นสุดจะได้แก่ค้าปลีกซึ่งก็จะสอดคล้องกับนโยบายแต่ละภาครัฐที่เน้นกระตุ้นการบริโภคและช่วงลงพื้นที่หาเสียงก็คาดว่าจะเห็นการบริโภคที่เร่งขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังไปถึงขั้นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะกระตุ้นจนเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งด้วยหลายๆ ข้อจำกัดจากเศรษฐกิจไทยเอง กลยุทธ์หุ้นไทยควรเน้นที่มีการเติบโตเล็กน้อยประกอบกับราคาหุ้นไม่แพงและมีปันผล โดยหุ้น Top Pick ที่ทางฝ่ายเลือกได้แก่ KKP MTC CENTEL ITC และ HMPRO เป็นต้น

    เลือกตั้งหนุน SET บวกสั้น

    นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งว่า ระยะสั้นหลังเลือกตั้ง sentiment ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ที่ระดับ 1,350 – 1,370 จุด นักลงทุนอาจยังเข้าโหมด Reality check รอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย

    ขณะที่กำไรไตรมาส 1/2569 อาจยังฟื้นตัวช้า (คาดกำไรหลัก +1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ +5% จากไตรมาสก่อน) ภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย (policy gap) ไม่ว่าภายใต้การนำของพรรคใด ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ คาดไม่สูงมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นจำกัด งบลงทุนภาครัฐฯ ที่ลดลงจากปีก่อน และสถานะการคลังที่ตึงตัว ทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยาก

    โดยแนวนโยบายหลักคาดเน้น 5 ด้าน ได้แก่

    1. กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ
    2. เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ
    3. ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass
    4. กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว
    5. มุ่งฟื้นตลาดหุ้นไทย

    แต่จากเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP ปี 2568 – 2569 เพียง 0.1 – 0.2% และหนุนกำไร SET ราว 0.4 – 0.8% ทำให้กรอบบนระยะสั้นประเมินที่ 1,350 – 1,370 จุด ดังกล่าว

    หากจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น

    แม้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังจำกัด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ ‘หุ้นคุณค่า’ ในตลาดเกิดใหม่ (Valuation-driven rotation) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

    ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายที่ PER ต่ำกว่าตลาดโลก (MSCI ACWI) ถึง 37% และต่ำกว่าเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ถึง 21% นับเป็นระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี

    ในกรณีได้รัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม ยังคงเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,440 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลในไตรมาส 4/2569 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1,350 จุด

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง (Quality value) : ราคาต่ำมูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), มีปันผลลดเสี่ยง (2026 Div yld > 3%), กำไรฟื้น-ไม่โดนหั่นประมาณการณ์แรง, ความผันผวนกำไรต่ำ-ROE ขาขึ้น ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
    2. หุ้นเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ (Foreign flow targets) : ที่เม็ดเงินมักไหลเข้าตลอดทั้ง 6 รอบระหว่างปี 2548 – 2568 เช่น PTT, SCC, ADVANC

    โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม

    แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การเคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/650617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rp3ijiXNsxXcFYqpDEIQB

  • ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

    ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

    ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่า หนึ่งในจุดเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญภาวะ “ติดหล่ม” จากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยต่อเนื่อง ทั้งด้านความสามารถในการทำกำไร สถานะทางการเงิน และการยกระดับธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาหนี้สะสม ต้นทุนทางการเงินสูง และอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ ส่งผลให้การเติบโตของเอสเอ็มอีไม่เพียงชะลอตัว แต่ยังยากต่อการฟื้นตัวด้วยแนวทางเดิม

    โดย พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลงจากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

     ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญคือ การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ Krungthai COMPASS สำรวจเอสเอ็มอี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 รายใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand พบว่าเอสเอ็มอีเผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (Return on Assets) ที่ถดถอยลงในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจ (move up the ladder) ได้ยาก บ่งบอกถึง “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน” โดยพบว่าเบื้องหลังการถดถอยของเอสเอ็มอีไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ใน “วงจรหนี้” ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสมจนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีคือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมาก แต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน

     อย่างไรก็ดี มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึง “จำเป็น” แต่ “ไม่เพียงพอ” เอสเอ็มอีต้อง ผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่ โดยในปัจจุบันเอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิโครงการ SMEs Credit Boost รวมถึง โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน

    นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้นในการเพิ่มโอกาสเอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน ซึ่งการผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/942263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04j_18g1WpdHU-fg6xDz3_

  • รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    (3 ก.พ. 2569) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธันว์ วุฒิธรรม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมร่วมกับ นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อหารือแนวทางการทำประกันรูปแบบต่าง ๆ ให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬา รวมถึงการยกระดับสิทธิ์การรักษาพยาบาลของนักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา

    โดยภายหลังการประชุม นายธันว์ได้เปิดเผยว่า รัฐมนตรีอรรถกรมอบหมายให้กระทรวงฯทำงานใกล้ชิดกับ กกท. สร้าง workshop ขึ้นมาศึกษาข้อกฎหมาย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้กำชับไม่ให้สร้างภาระเพิ่มเติมแก่ กกท. หรือกองทุนพัฒนากีฬาฯ  โดยจะเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ

    1.การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมต่อคณะนักกีฬา ให้อุ่นใจทั้งคณะฯและครอบครัว
    2.ใช้ความประหยัดต่อขนาดเพื่อต่อรองเบี้ยประกัน หากแต่ละสมาคมกีฬามีการทำประกันอยู่แล้ว จะใช้การรวมศูนย์เพื่อให้ได้เบี้ยที่ถูกลงหรือต่อรองสวัสดิการที่ดีขึ้นได้หรือไม่
    3. การสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลเทียบเท่าเอกชนให้แก่คณะนักกีฬา ทั้งก่อนและหลังการรับใช้ชาติ

    ทั้งนี้แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของวงการกีฬาได้อยู่ หากไม่แล้วเสร็จภายในยุคสมัยนี้ก็จะเป็นเรื่องดี ๆ ที่ส่งต่อให้แก่รัฐมนตรีท่านต่อไปได้สานต่อ ตั้งเป้าให้ทันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ในปลายปีนี้ เพื่อนำร่องและวัดประเมินผลความคุ้มค่า

    โดยรัฐมนตรีอรรถกรได้พูดในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า “เราต้องการยกระดับเรื่องสวัสดิการ ทั้งนักกีฬาที่ยังรับใช้ชาติอยู่และที่พ้นไปแล้ว ท่านเหล่านี้เคยทำหน้าที่เพื่อประเทศ สร้างความสุขให้พวกเราหลายครั้งครา เราจึงต้องวางระบบสวัสดิการให้ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าวีรบุรุษนักกีฬาของเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในวันที่เขาไม่ได้ลงสนามแข่งขันแล้วก็ตาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66012&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qBlXJdAIU0bGxTzZw4lZB