Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ

    “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ


    ทสท.เดินเครื่องคาราวาน “บำนาญประชาชน” บุกร้อยเอ็ด “สุดารัตน์” เปิดสัญญาประชาคม มอบบำนาญ 3,000 บาท  คือ “พายุหมุนเศรษฐกิจ”ของจริง สร้างกำลังซื้อ ฟื้นเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน

    ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 นำทัพ “คาราวานบำนาญ 3,000 บาท” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ท่ามกลางการต้อนรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชน ก่อนจะมุ่งหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และขอนแก่น

    ไฮไลต์สำคัญบนเวที คุณหญิงสุดารัตน์ได้ร่วมเปิดป้ายบนม็อกอัพบัตร “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาและสัญญาประชาคมว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลทันทีภายใน 6 เดือน

    “ดิฉันเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

    ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่:

    1 มิติด้านรายได้: ยกระดับจาก “เบี้ยยังชีพ” เป็น “บำนาญ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและตอบแทนความดีของผู้สูงอายุ

    2 มิติด้านสุขภาพ: ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อลดโรคและลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว

    3 มิติด้านครอบครัว: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถตั้งตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    4 มิติด้านเศรษฐกิจ: เงิน 3,000 บาท จะเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง เพราะจะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดชุมชนทันที กระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดในเขตอีสานตอนบน เพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชั่น และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว

    พรรคไทยสร้างไทยขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย บัตรสีชมพู หมายเลข 48 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุและลูกหลานไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xO2xtcfiR-1kdB8YirrI4

  • ‘บิ๊กเผือก’ นรต.41 แม่ทัพตำรวจท่องเที่ยว ปัดฝุ่น 1155 รับแจ้งเหตุ 8 ภาษา | เดลินิวส์

    ‘บิ๊กเผือก’ นรต.41 แม่ทัพตำรวจท่องเที่ยว ปัดฝุ่น 1155 รับแจ้งเหตุ 8 ภาษา | เดลินิวส์

    ท่ามกลางบริบทการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประเทศ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หนึ่งในผู้นำสีกากีที่กุม “คีย์หลัก” ด้านนี้ไว้ในมือ ได้เดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวผ่านยุทธศาสตร์ “Smart & Stronger” โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยอย่างศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 รองรับนักท่องเที่ยวถึง 8 ภาษา และแอปพลิเคชัน 6 ภาษา เข้ากับนวัตกรรมกล้อง AI และรถโมบายปฏิบัติการที่ช่วยปิดหมายจับคดีสำคัญได้กว่า 740 ราย ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนผ่านโครงการ“ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง” หรือ S.T.C. และการอบรมอาสาสมัครกว่า 8,500 คน ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังคุมเข้มมาตรการ “ท่องเที่ยวสีขาว” ด้วยการเชิงรุกตรวจคัดกรองสารเสพติดกลุ่มบุคลากรภาคบริการกว่า 6,000 คน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืนในระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    “ดาวประดับฟ้า” สัปดาห์นี้ จึงพามาทำความรู้จัก พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2509 ภูมิลำเนาใน จ.กรุงเทพฯ ชื่อเล่นว่า “เผือก” จบมัธยมปลาย โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม ก่อนเข้าเป็นนักเรียน โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 41 ปริญญาโท สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง อาทิ บรอ. รุ่นที่ 6 และ วปอ. รุ่นที่ 62

    เริ่มรับราชการตำแหน่ง รอง สวส.สภ.อ.พังโคน จว.สกลนคร, รอง สวส.สน.บางเขน, สวส.สน.ดอนเมือง, สว.กก.สส.บก.น.8, ขยับขึ้น ผกก.ฝ่ายตรวจสอบพฤติการณ์บุคคล บก.อก.บช.ส., ผู้กำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ, ผู้บังคับการ บก.อก.บช.ส., รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    รางวัลและประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย โล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ ผลการปฏิบัติดีเด่นด้านการเร่งรัดสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ประจำปี 2567, ได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ การปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568, ได้รับโล่รางวัลการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด รวมถึงบุคคลตามหมายจับ ปี 2568 และรางวัล “องค์กรตำรวจดีเด่น” จากมูลนิธิตำรวจไทย–นานาชาติ ปี 2568

    เพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ อดีต เลขาธิการ ป.ป.ส.

    วิสัยทัศน์การทำงาน : “กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอด้วยชีวิต” และ “ผลงานของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือและความเสียสละของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนาย ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5569077/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33E8s1EGBoQmxoXmsKxnlc

  • Tourism Product Highlight 2026 เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทย

    Tourism Product Highlight 2026 เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทย

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านกลไกการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ เดินหน้าผลักดันให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้งและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ด้วย 3 หัวใจสำคัญ

    ·     การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำ ด้วยการออกแบบและเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้น่าสนใจและ ‘พร้อมขาย’

    ·     การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับชุมชน วัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่น

    ·     การยกระดับผู้ประกอบการด้วย TAT Certified ไม่ว่าจะเป็นโครงการ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการเดินทาง และทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณค่า และน่าประทับใจไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

     โดย ททท. เชื่อมั่นว่า การเพิ่มมูลค่าและนำเสนอสินค้าและบริการเชิงคุณค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก

    สำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะและการเดินทางที่มีความหมายอย่างแท้จริง ททท. ได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” ที่สะท้อนศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนี้

    Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรา มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน อาทิ Classic car tour, Private Jet Charter, Helicopter tour, Yacht Charter, Diving Live เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มหรูหรามีระดับ (Luxury Tourist)

    Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รักและนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติ บริการระดับ World-class อาทิ ล่องเรือสุริยันจันทรา นุ่งโจง ห่มสไบ ชิมรสไทย…เพลินใจกลางนาวาแห่งรัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    From Dusk till Dawn 60 จุดหมายปลายทาง แห่งมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืน ประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งสาง ที่เข้มข้นด้วยกิจกรรมและบรรยากาศธรรมชาติในยามค่ำคืน อาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก, ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี

    Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น และความพิถีพิถันจากผู้ผลิต อาทิ CAFFEINE ROUTE จังหวัดเชียงใหม่ หรือ FRESH FRUITY ROUTE จังหวัดจันทบุรี

    Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม อาทิ TOUCH EXPERIENCE จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี – Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกายและ ใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง อาทิ THE BARAI หัวหิน ,KLAI Spa กทม.

    5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience อาทิ Must Taste หมูย่างเมืองตรัง , MUST TRY กิจกรรมต้องลองลุย กิจกรรมเรียนมวยไทย

    Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรม ผ่าน 3 เส้นทาง Self Care , Nature Care และ Culture Care

    UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ UNESCO Creative City of Craft and Folk Art

    Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้า ๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง อาทิ เส้นทางรถไฟสายชิม (Taste Track) กรุงเทพมหานคร – หัวหิน – สงขลา ไม่เพียงเท่านั้น

    ในปีนี้ ททท. ยังมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปสู่ความยั่งยืนผ่านมาตรฐานหรือเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (TAT Certified) ประกอบการด้วย 151 รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ปี 2568 ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โครงการ STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และยังมีตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ที่มุ่งเน้นด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-luxury-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pVpu8CnzRimeAlyhWA6Hz

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569


    4/02/2569 | 40 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    วันนี้(4 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (War Room) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) โดยในที่ประชุมดำเนินการพิจารณางบประมาณในการดำเนินการภายใต้โครงการกระตุ้นและส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยว ประจำปี 2569


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/318499&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UTULcqGgBApkqUyo7UIZY

  • เช็คลิสต์ 5 สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ทำทุกวัน เปลี่ยนความเหนื่อยเป็นความคิดสร้างสรรค์

    เช็คลิสต์ 5 สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ทำทุกวัน เปลี่ยนความเหนื่อยเป็นความคิดสร้างสรรค์

    การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมักถูกเข้าใจผิดว่าขึ้นอยู่กับความรู้ หรือการมีกลยุทธ์ที่ซับซ้อน แต่จากการศึกษารูปแบบพฤติกรรมของผู้นำข้ามอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ค้นพบกลับน่าสนใจยิ่งกว่านั้น

    ผู้นำที่นำพาองค์กรด้วยความชัดเจนและเปี่ยมด้วยจินตนาการ ไม่ได้มีเช็กลิสต์ความสำเร็จหรือแอปพลิเคชันช่วยบริหารงานที่วิเศษกว่าใคร แต่พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า ‘จังหวะ’ ที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์

    Natalie Nixon คอลัมนิสต์จาก Fast Company ชี้ว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การบริหารเวลา (Time Management) แต่พวกเขาเชี่ยวชาญในการ “บริหารจังหวะชีวิต” และนี่คือ 5 กิจวัตรที่พวกเขาทำในทุกๆ วัน เพื่อรักษาไฟแห่งความสำเร็จให้ลุกโชนอยู่เสมอ

    1. ให้ร่างกายเป็นห้องเรียนแห่งแรก

    ก่อนจะเริ่มตอบอีเมลหรือก้าวเข้าห้องประชุม ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจะเริ่มจากการขยับตัว พวกเขาเข้าใจดีว่าการเคลื่อนไหว คือเชื้อเพลิงของความคิดและความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การยืดเหยียด หรือการหายใจลึกๆ

    ในทาง Neuroscience มีหลักฐานรองรับว่า การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งช่วยเสริมสร้าง Executive Function และทักษะการแก้ปัญหา ผู้นำกลุ่มนี้ไม่ได้มองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ต้องหาเวลาทำ แต่มองว่ามันคือรากฐานของการทำงาน เพื่อให้สมองเฉียบคมที่สุด เมื่อร่างกายขยับ ความคิดจะแล่น และไอเดียใหม่ๆ ก็จะตามมา

    2. หวงแหนพื้นที่ว่างดั่งสมบัติล้ำค่า 

    ในโลกที่ความยุ่งเกิดขึ้นได้ในทุกวัน ผู้นำที่ฉลาดกลับเลือกที่จะรักษาความนิ่งเอาไว้ พวกเขาจะเว้นช่องว่างในปฏิทินไว้เสมอ ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เพราะรู้ว่านวัตกรรม ไม่เคยเกิดจากตารางงานที่อัดแน่น

    พื้นที่ว่างเหล่านี้เปรียบเสมือนออกซิเจนสำหรับไอเดียใหม่ๆ ช่วงเวลาที่เดินระหว่างห้องประชุม หรือยามบ่ายที่ไม่มีนัดหมาย คือช่วงเวลาที่ไอเดียที่ดีที่สุดมักจะปรากฏขึ้น ผู้นำเหล่านี้ไม่ได้หนีงาน แต่พวกเขากำลังสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดผลงานระดับดีเยี่ยมต่างหาก

    3. พักผ่อนเพื่อตกผลึก

    ผู้นำที่ยอดเยี่ยมเข้าใจดีว่าการพักผ่อน ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามของการทำงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน เมื่อจิตสำนึกสงบลง จิตใต้สำนึกจะเริ่มทำงานด้วยการเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน

    พวกเขาจะจัดสรรช่วงเวลาพักฟื้นเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เช่น การวางโทรศัพท์แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อให้สมองได้ทำการบ่มเพาะข้อมูล การถอยออกมามองปัญหาห่างๆ ช่วยให้สมองประมวลผลได้ดีขึ้น ผู้นำเหล่านี้จะไม่ฝืนทำงานจนร่างกายหมดสภาพ แต่จะใช้การพักผ่อนเชิงกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนจากความพยายามให้กลายเป็นปัญญาแทน 

    4. ฟังในสิ่งที่ไม่ได้พูด 

    ทักษะที่หายากและมีค่าที่สุดในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน คือการฟังอย่างลึกซึ้ง ผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ได้ฟังเพื่อเตรียมคำตอบสวนกลับ แต่ฟังเพื่อจับน้ำเสียง ความกังวล หรือความหวังที่ซ่อนอยู่

    การฟังเช่นนี้สร้างพื้นที่แห่งความจริง และความเชื่อใจ ซึ่งเป็นรากฐานของความปลอดภัยทางจิตวิทยา เมื่อทีมรู้สึกว่าถูกรับฟังจริงๆ พวกเขาจะกล้าเสนอไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุด หรือพูดถึงปัญหาที่แท้จริงออกมา ผู้นำที่เชี่ยวชาญทักษะนี้จึงไม่ได้แค่ได้รับข้อมูลที่ดีกว่า แต่พวกเขากำลังสร้างวัฒนธรรมที่นวัตกรรมสามารถเบ่งบานได้

    5. นำด้วย “ความสงสัย” ไม่ใช่ความมั่นใจ

    ผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่ยังคงรักษา “ความสงสัยใคร่รู้” เอาไว้ได้ พวกเขาตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไรถ้า…” (What if?) หรือ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” (Why not?)

    ในโลกธุรกิจที่มักเชิดชูความแน่นอน (Certainty) ผู้นำเหล่านี้กล้าที่จะพูดว่า “ฉันไม่รู้” และใช้มันเป็นคำเชิญชวนให้ทีมมาร่วมกันค้นหาคำตอบ ความสงสัยช่วยให้พวกเขายืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่

    ผู้นำที่ดีต้องออกแบบพลังงานเป็น

    บทเรียนสำคัญจาก Natalie Nixon คือ ผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ได้แค่รู้อะไร แต่สำคัญที่ว่าพวกเขาขับเคลื่อนชีวิตอย่างไร

    กิจวัตรทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การคิด การพัก การฟัง และการสงสัย ล้วนประกอบกันเป็นจังหวะที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไขว่คว้า แต่กลายเป็นความสามารถติดตัวที่เรียกใช้ได้เสมอ

    ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำที่ดีที่สุดไม่ได้บริหารแค่เวลาหรือพลังงานเท่านั้น แต่พวกเขาออกแบบพลังงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน

    ที่มา: Inc.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/saucy-thoughts/5-daily-practices-great-leaders-design-energy&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x2GBOCPgCi0WTBahfBd0o

  • รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่


    4/02/2569 | 26 | |

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    วันนี้(4 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 14.00 น. ณ ทุ่งบางกะชา ตำบลบางสมบูรณ์ และตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้า ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “ทุ่งบางกะชา” โดยมีนางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน และเจ้าหน้าที่สำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนสนับสนุนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการดังกล่าว

    ในการนี้ ได้มีการรายงานสรุปผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าโครงการ อาทิ

    • การจัดทำผังการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    • ความก้าวหน้าการก่อสร้างป้อมยาม และอาคารเรียนรู้อเนกประสงค์ ซึ่งดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

    🎯 รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เน้นย้ำแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ ได้แก่

    1️⃣ ให้ทบทวนแผนผังและลำดับเหตุการณ์สำคัญในการขอใช้ประโยชน์พื้นที่จำนวน 736 ไร่ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นระบบ

    2️⃣ ให้จัดทำแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/318506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ufqGbuwSk1aCY4hVYs2q2

  • “บิลลี่” เอาอีกลงรูปยิ้มหวานพร้อมขนมจีนตีนไก่ แถมด้วยเรื่องราวของ “หมาจรจัด” ทำโซเชียลลุกเป็นไฟ! | เดลินิวส์

    “บิลลี่” เอาอีกลงรูปยิ้มหวานพร้อมขนมจีนตีนไก่ แถมด้วยเรื่องราวของ “หมาจรจัด” ทำโซเชียลลุกเป็นไฟ! | เดลินิวส์

    ชัดเจนในทุกเรื่องจริงๆ สำหรับนักร้องรุ่นใหญ่สุดปัง บิลลี่ โอแกน ที่ล่าสุดออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนทางการเมืองว่าจะเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแบบทั้งคนทั้งพรรค ทำเอาหลายคนมาดราม่าและวิจารณ์อย่างร้อนแรง จนร้อนไปถึงเกรียนที่ตามด่าบิลลี่ แต่ก็ฟาดกลับด้วยการบอกเก็บหลักฐานจะฟ้อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุดในเฟซบุ๊กของบิลลี่ ได้มีการเคลื่อนไหวอีก โดยลงรูปตัวเองยิ้มหวาน และตามด้วยขนมจีนแกงไก่ที่มีตีนไก่ด้วย จากนั้นเขาก็ลงคลิปน้องหมา พร้อมข้อความฟาดแซ่บๆ ว่า “หมาจรจัดเห่ามักเกิดจากพฤติกรรมสัญชาตญาณในการปกป้องอาณาเขตหรือเตือนภัยเมื่อมีคนแปลกหน้าผ่านเข้ามาในพื้นที่ การเห่าสั้นติดต่อกันยาวนานเป็นวิธีแสดงขอบเขต หากสร้างความรำคาญหรืออันตราย สามารถแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นให้จัดการได้ ข้อกฎหมาย : แม้เป็นหมาจรจัด หากเห่ารบกวนเป็นประจำเข้าข่ายเหตุรำคาญตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข”

    ทำเอาหลายคนแคปรูปดังกล่าวไปวิจารณ์ต่อทันที ทั้งข้อความว่าห่วงอยากให้เบาๆ ไม่อยากให้มีดราม่า บ้างก็บอกว่าชัดเจนดี ชอบ บ้างก็บอกว่ารักชอบความตรงไปตรงมา บ้างก็บอกว่าเลือกอนุทินเหมือนกัน เป็นต้น

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก billy ogan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5566797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TLfBo0To1e2Mc3EqJv1AD

  • ตำรวจทุกหน่วยบนเกาะภูเก็ตเป็นแค่หนังหน้าไฟ …!!! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เจ้าภาพหลัก ต้องเร่งออกหน้า จัดระเบียบป้องกัน เรียกศรัทธาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาสู่เกาะภูเก็ตเหมือนเดิม

    ตำรวจทุกหน่วยบนเกาะภูเก็ตเป็นแค่หนังหน้าไฟ …!!! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เจ้าภาพหลัก ต้องเร่งออกหน้า จัดระเบียบป้องกัน เรียกศรัทธาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาสู่เกาะภูเก็ตเหมือนเดิม

    ​ ​อย่าปล่อยให้นักท่องเที่ยวถ่อยทะลักเข้ามาเกาะแห่งสวรรค์ เอะอะโยนให้ตำรวจ หวั่นภูเก็ตเมืองน่าเที่ยวยอดฮิต จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม

    พลันที่ผู้ประกาศข่าวอ่านพาดหัวข่าวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเมาเดินแก้ผ้า หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารโจ่งแจ้ง ก่อนที่จะบอกถึงรายละเอียด เชื่อว่าเสียงในหัวของคนส่วนใหญ่จะดัง “ภูเก็ตอีกแล้วเหรอ” พอผู้ประกาศข่าวอ่านรายละเอียดก็เป็นไปตามคาด

    เนื่องจากที่ผ่านมา ข่าวลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวเมืองภูเก็ตบ่อยมาก อาทิ นักท่องเที่ยวต่างชาติเมากัญชาเดินแก้ผ้าโชว์กลางถนน หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมรักกันแบบโจ่งแจ้งริมหาดแบบไม่แคร์สายตาชาวบ้าน

    ล่าสุดเกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสเมา เกิดอารมณ์ทางเพศร่วมรักกันบนรถตุ๊กตุ๊ก หรือสดๆ ร้อนๆ สื่อโซเชียลโพสต์คลิปกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมาทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ย่านท่องเที่ยวชื่อดังของ อ.กะทู้ บานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ กระทืบจนบาดเจ็บสาหัส

    เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ฉุดภาพลักษณ์เมืองภูเก็ต ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันอยากบินมาสัมผัสความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายถดถอยลง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อกำลังจ่าย เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวจะตัดสินใจมุ่งตรงเมืองภูเก็ตทันที ต้องกลับมาชั่งใจว่าจะไปเมืองท่องเที่ยวอื่นที่มีภาพลักษณ์ดีกว่าไหม ?

    ซึ่งชาวภูเก็ตส่วนใหญ่เริ่มหวาดหวั่นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์นักท่องเที่ยวเมายาอาละวาด หรือเสพกามตามที่สาธารณะ หรือก่อเหตุทำร้ายกันบ่อยๆ ภูเก็ตอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ไร้คุณภาพ

    ชาวภูเก็ตคนหนึ่งเล่าว่านับแต่รัฐบาลมีนโยบายขายใบกระท่อมและกัญชาถูกกฎหมาย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไร้คุณภาพหลั่งไหลมาจำนวนมาก มีเป้าหมายหลักคือเสพยาเสพติดมากกว่าที่จะเดินทางท่องเที่ยว ยิ่งรัฐบาลเปิดฟรีวีซ่าเท่ากับสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าประเทศมากขึ้น มีแต่สร้างความเสียหายมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แถมทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อหนีหายไปอีกด้วย

    ชาวภูเก็ตคนเดิมบอกว่าเมืองภูเก็ตมีปัญหาที่หลากหลาย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมกันแก้ไข แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะซ่อนอยู่ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สื่อสารสู่สาธารณชน และมีการแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง

    “แต่เหตุที่เกิดไม่เว้นแต่ละวัน ล้วนเป็นเหตุเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว อันเป็นหัวใจหลักของเมืองภูเก็ต เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ ซึ่งตำรวจเองจะทำหน้าที่ได้แค่เพียงแก้ไขฯ ทั้งที่รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่ามันป้องกันได้” ชาวภูเก็ตระบุ

    ชาวภูเก็ตระบุอีกว่าปัญหาในภาพรวมต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขในทุกมิติ แต่ในภาวะนี้ตำรวจคือยาหม้อใหญ่ จะช่วยบรรเทาอาการไม่ให้ทรุดหนักกว่าเดิม ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ซึ่งในภูเก็ตมีตำรวจเกือบทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจท้องที่ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสอบสวนกลาง ทั้งตำรวจน้ำและทางหลวง รวมถึงตำรวจสันติบาล ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่เข้าขากันด้วยดีตลอดมา

    “แต่ถ้าปกครอง กรมการท่องเที่ยว ร่วมมือกับ ป.ป.ส. กอ.รมน. ออกหน้าวางมาตรการป้องกัน คัดสรรแต่นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีอำนาจการใช้จ่ายสูง จะช่วยฉุดรั้งไม่ให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม

    อย่าให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำทะลักเข้ามาในภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลเป็นคนกำหนดขึ้นมา เช่น ฟรีวีซ่า ปล่อยให้บริษัททัวร์คุณภาพต่ำรับทัวร์ไร้คุณภาพ ไม่สนใจภาพลักษณ์ เมืองภูเก็ตที่โด่งดังไปทั่วโลกก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมได้ เพียงทำให้นักท่องเที่ยวเกรดเอทุกคนรู้สึกว่า เมื่อมาเยือนภูเก็ตแล้วปลอดภัย ไม่ต้องผวากับภัยอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ”

    ชาวภูเก็ตคนเดิมระบุ และว่าชาวภูเก็ตไม่ได้คาดหวังอะไรที่สูงแบบต้องปลอดอาชญากรรม ขอเพียงให้หน่วยงานระดับรัฐบาลต้องวางมาตรการเข้มถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุทั้งอาชญากรรมและอนาจารเป็นพอ

    ฝากรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเลือกตั้ง ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้!! ไม่ใช่เอะอะพอเกิดอาชญากรรมก็โยนให้เป็นของตำรวจเพียงหน่วยเดียว “คงไม่สำเร็จ ตำรวจซึ่งเป็นหนังหน้าไฟ จะได้มีเวลาไปเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนให้เกิดความผาสุก เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นคือสิ่งที่คนภูเก็ตต้องการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/275667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q4XOHg3mPDmrIrpnXFMlr

  • “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจใต้

    “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจใต้

    แสดงวิสัยทัศน์ หัวข้อ ถ้าได้มาเป็นรัฐบาลจะทำอะไร และแก้ปัญหาอะไรในภาคใต้

    นายก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ตอบคำถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมต่อโลจิสติกส์ระหว่างชุมพรไประนอง ในการขนส่งทางน้ำผ่านประเทศไทย ประหยัดเวลาประหยัดค่าใช้จ่าย โครงการนี้การลงทุน 1 ล้านล้านบาท จะมีการสร้างงาน 2 จังหวัด 280,000 ตำแหน่ง หมายความว่าลูกหลานพี่น้องชาวใต้จะมีงานทำที่นี่ 

    โครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างก่อสร้างปีละแสนกว่าล้านบาท หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 4 เท่า ก็เป็น 6 แสนกว่าล้านต่อปี

    ไม่ใช่แค่ชุมพรและระนองที่ได้อานิสงส์เต็มๆ แต่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ พัทลุง  และสงขลา ก็ได้เช่นกันในทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ขยับขึ้น ชุมพร ระนอง จะขยับเพิ่มเป็นเท่าตัว

    ส่วนจังหวัดอื่นจะขยับประมาณ 20 30% 

    นอกจากการจ้างงาน ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากมาย ก็เป็นอานิสงส์ต่อภาคใต้เต็มที่ ยังไม่รวมถึงการท่องเที่ยวที่เราจะสนับสนุนนอกจากเมืองหลักแล้ว รองอีกหลายจังหวัดก็มีสิ่งดีๆ อย่างชุมพรที่เป็นทางผ่าน ระนองที่เป็นเมืองหลบ นครศรีธรรมราชที่เป็นเมืองใหญ่แต่คนน่าจะเยอะกว่านี้ พัทลุงมีที่ท่องเที่ยวดังแต่คนรู้จักไม่กี่ที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีที่ท่องเที่ยวดีๆ แต่คนยังกลัวอยู่ สิ่งเหล่านี้จะต้องทำ ให้คนมาเที่ยวมากที่สุด
     

    คำถามกองบรรณาธิการเนชั่น ที่ถามว่า พรรคท่านจะตอกย้ำจุดยืนการเมืองไม่เทาอย่างไร ให้คนเชื่อมั่นว่าจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม

    นายก่อแก้ว บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินที่ผิดกฎหมาย เงินเทาเงินดำ ซึ่งเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง ตรงนี้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยมีปัญหามาก เพราะคนที่ซื้อเสียงแล้วเข้าไป ทำให้คนดีๆที่อยากเข้ามาการเมืองไม่อยากมา เพราะต้องมาฝ่าฟันกับการซื้อเสียงโดยใช้เงินเทาทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย พรรคเพื่อไทยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ที่เป็นพรรคไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน เราเน้นขายนโยบายและทำนโยบายให้เป็นจริง

    ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ในพรรคก็มีเงิน แต่เราไม่เคยใช้เงินซื้อเสียง เพราะมองว่าถ้าซื้อเสียงมันก็ต้องไปหาเงินมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเงินจากคอร์รัปชัน ธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งเราไม่ต้องการ แต่เราต้องการใช้เงินบริสุทธิ์ ไม่ซื้อเสียง ทำนโยบายที่ดีเพื่อประชาชน ยึดมั่นวิธีนี้มาโดยตลอด

    เพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย สังเกตว่าคนที่ดูเทาๆมา เรามักจะไม่ส่ง เราไม่ปฏิเสธการสมัครเป็นสมาชิก แต่เราไม่ส่งลง สส. ซึ่งเรามีวิธีคัดกรองระดับหนึ่ง

    ถ้าใครมีข้อมูลว่าผู้สมัคร สส. เพื่อไทยคนใดเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนเทาทั้งหลาย ก็ขอให้ช่วยตรวจสอบและส่งข้อมูลมาที่พรรคเพื่อไทยด้วย เราจะได้ช่วยกันไว้อีกแรง เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาต่อสังคมในอนาคต

    พร้อมฝากทิ้งท้าย ว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันมี 3 พรรคเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคือ เพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ส่วนพรรคอื่นเป็นพรรคเล็กถึงเสนอนโยบายมาคงไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคดันนโยบายให้เป็นจริงได้ เพื่อไทยเป็นพรรคที่ขับเคลื่อนเหตุการณ์ยากๆ ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง และผลักดันนโยบายให้เป็นจริงได้ แต่ก็เจออุปสรรคขัดขวางจากนอกระบบ

    ส่วนภูมิใจไทยก็เป็นเพื่อนกัน แต่ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ พี่น้องชาวสงขลาคงรับรู้ดี เลยทำให้เกิดการ สูญเสียเกินความจำเป็น ส่วนพรรคน้องใหม่ มีความตั้งใจดี แต่ตอนนี้ปัญหามันเยอะ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทางข้าราชการและนักธุรกิจ ดังนั้นควรเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อไทยทำได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23qwKKsa-T6c0MR1n48TYQ

  • เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่?

    เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่?

    ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และหารายได้เข้ารัฐมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรคเตรียมใช้ ‘ใบเสร็จ’ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและ SME เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อหวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นเกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสงสัยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวจะ ‘เพียงพอ’ ในการเคลื่อนภูเขานอกระบบได้หรือไม่ พร้อมหาคำตอบว่า ควรออกแบบนโยบายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืน



    หวยใบเสร็จ ‘อาวุธกระดาษ’ ของพรรคการเมือง หวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบไทย’

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย ‘หวย’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งรอบนี้ว่า แนวคิดดังกล่าว ‘ถูก’ กับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศ แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอ’ ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยได้

    “ผมก็เห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่ต่างเตรียมใช้เครื่องมือที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน อย่างน้อยในหลักการก็ถือว่า ถูกต้อง และถูกกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่มาก ราว 8-9 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP เปรียบเหมือนกับ ‘ภูเขาหินใหญ่’

    ดังนั้นการจะเอาเงินหลักพันล้านถึงหมื่นล้านต้นๆ ไปเคลื่อนภูเขา ก็คงทำได้ แต่คงทำได้ ‘จำกัด’ และไม่น่าจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้” ดร.นณริฏกล่าว

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 48.38% ของ GDP ในปี 2020 นับว่า มีสัดส่วนสูงอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเป็นรองเพียงเมียนมา ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงราว 49.59%

    ห่วงรางวัลออก ‘ยาก’ ไม่จูงใจรายเล็กเข้าร่วมโครงการ

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตนโยบายหวยของบางพรรคการเมืองว่า หากรางวัลยากเกินไป อาจทำให้คนทั่วไปหรือรายเล็กไม่สนใจ คล้ายกับสลากออมสิน

    โดยอธิบายว่า “สาเหตุที่คนไม่ซื้อสลากออมสินส่วนหนึ่งเพราะว่ามีฟีดแบก (Feedback) ว่าโอกาสถูกรางวัล ‘ยาก’ แม้ว่าตัวเงินรางวัลอาจสูงถึง 10-20 ล้านบาท (แล้วแต่ผลิตภัณฑ์) สะท้อนว่า คนไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจอยากจะซื้อ เว้นแต่จะเป็นคนรวยจริงๆ เช่น ผู้ที่ซื้อสลากออมสินอาจจะครั้งละ 5 แสนบาท 5 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ดังนั้น หลักการก็จะคล้ายๆ กับใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า คนที่ซื้อเยอะจะได้ถูกรางวัลเยอะกว่าคนซื้อน้อย

    จับตาผลข้างเคียงเป็น ‘ระบบทุนนิยม’

    ดร.นณริฏ ยังกล่าวว่า แม้เป้าหมายของนโยบายลักษณะนี้คือ อยากให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจาก SME เพื่อให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งก็คงจะได้ผลบางส่วน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง (Side Effect) คือ การเพิ่มเติมความเหลื่อมล้ำในท้ายที่สุด เพราะ คนที่ได้รางวัลก็มีโอกาสที่จะเป็นคนที่มีฐานะได้มากกว่า

    นโยบายเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาคนทุกกลุ่มได้

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บางพรรคการเมืองพยายามจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วย นอกเหนือไปจาก SME เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือ NGO จึงห่วงว่า จะทำให้พลังการขับเคลื่อนนโยบายอาจลดลง ดังนั้นจึงควรทำนโยบายแบบให้ความสำคัญเฉพาะแต่ละกลุ่มแทน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปัญหาและวิธีแก้ต่างกัน การใช้เครื่องมือเดียวแก้ทุกปัญหาจึงอาจจะขาดประสิทธิภาพได้

    “ความครอบคลุมเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายนโยบายนี้ไปกับทุกกลุ่มพลังในการขับเคลื่อนอาจจะหายไป พรรคการเมืองควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีปัญหาของแต่ละกลุ่มคืออะไร ต้องบอกให้ได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการทำแล้วที่จะสามารถพัฒนากลุ่มนั้นๆ ได้ ผมคิดว่า ผู้ออกนโยบายต้องตอบให้ชัด ไม่ใช่ว่าลองไปก่อน ลองจ่ายเงินของประเทศไปก่อนสัก 3,000 ล้าน แล้วค่อยไปดูว่า ออกมาดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ค่อยยกเลิก ผมคิดว่า การทำนโยบายลักษณะนี้ไม่มีความรับผิดชอบ”

    ดร.นณริฏ กล่าวต่อว่า การทำนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเป็นจุดๆ ไป เช่น อยากแก้ไขปัญหา SME ก็วางนโยบายมุ่งเป้าไปที่ SME ถ้าอยากแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็วางนโยบายไปที่เกษตรกร เป็นต้น

    ความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจซุกซ่อนอยู่

    นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังมองว่านโยบายหวยของบางพรรคการเมืองอาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณซ่อนอยู่ ในกรณีที่หากการตอบรับดี และใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาล

    โดยระบุว่า “ถ้ามุ่งหวังให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านงบประมาณให้ดี เนื่องจาก หากมีใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาลอาจจะคุมต้นทุนไม่ได้”

    นโยบายหวยอาจไม่ได้เกิด? จับตาความเป็นไปได้ทางกฎหมาย

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหวยของพรรคการเมืองอาจเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เนื่องจากไทยมีกฎหมายห้ามการพนัน เห็นได้จากความพยายามทำนโยบายหวยรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้ามักติดขัดด้านกฎหมาย

    โดยดร.นณริฏอธิบายว่า “การออกนโยบายลักษณะนี้ก็ไม่รู้ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ เนื่องจาก ต้องเข้าใจว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพนัน เพราะฉะนั้น การออกหวยจะมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกรูปแบบไหนก็ออกได้

    โดยย้อนกลับไป ในยุครัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามจะออกหวยหลายรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทำนโยบายคืนเงินบางส่วนกลับมาให้กับคนซื้อหวยในยามเกษียณก็เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทำไม่ได้

    นอกจากนี้ สลากที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกลไกที่ต่างจากข้อเสนอของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยปัจจุบัน การออกสลากมาจากการเก็บเงินจากประชาชนที่ซื้อสลาก แล้วก็นำเงินส่วนไปดำเนิน (Run) กิจการ อย่างไรก็ตาม (นโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองต่างๆ รอบนี้) รัฐต้องเป็นคนออกเงินจึงไม่แน่ใจว่า จะใช้งบประมาณได้โดยง่ายหรือไม่”

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

    ออกแบบ ‘หวยใบเสร็จ’ อย่างไรให้เกิดผลดีมากที่สุด

    ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ที่หลายพรรคการเมืองกำลังนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยนำเสนอ 5 แนวทางออกแบบเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศต่างๆ ดังนี้

    1. รัฐต้องเลิกคิดจากฝั่งการจัดเก็บ และหันมาออกแบบจากแรงจูงใจของผู้บริโภค: จากประเทศที่ทำได้ผลจริง เช่น ไต้หวัน จีน และบราซิล พบสิ่งเดียวกันคือ ผู้บริโภคขอใบเสร็จมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ที่ร้านค้ารายงานสูงขึ้น และรายได้ภาษีสุทธิของรัฐเพิ่มขึ้น แม้หักเงินรางวัลและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว

    2. การเล็งเป้าหมายไปที่กลุ่มที่มีปัญหา: จากประสบการณ์ของไทยตั้งแต่ปี 2546 พบว่าใบเสร็จที่เข้าระบบส่วนใหญ่มาจากร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ช่วยขยายฐานภาษี นโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อจำกัดเป้าหมายไปที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบ หากไม่เล็งเป้าให้แม่นยำ หวยใบเสร็จจะกลายเป็นเพียง ‘ของแถม’ ให้กับร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่เท่านั้น

    3. โครงสร้างรางวัลที่กระตุ้นพฤติกรรมได้จริง: งานวิจัยระบุว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ ‘รางวัลใหญ่’ แต่คือระบบที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย โดยยกตัวอย่างบราซิลที่ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน ให้รางวัลขนาดเล็กแต่บ่อยและรู้ผลทันที ซึ่งสร้างพฤติกรรมการขอใบเสร็จซ้ำได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่มีผู้ได้รับน้อยราย นอกจากนี้ยังเตือนถึงกรณีของจอร์เจียที่ระบบล้มเหลวเนื่องจากขาดความโปร่งใสจนเกิดการโกง

    4. ความคุ้มค่าในการเข้าสู่ระบบของ SMEs:

    การตัดสินใจเข้าสู่ระบบ VAT ของธุรกิจขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit) เป็นหลัก ดังนั้น รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบ ‘ง่าย’ เช่น การทำ e-invoice ต้นทุนต่ำ หรือลดความยุ่งยากในการยื่นแบบ

    5. ระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน (Whistle-blowing)

    กลไกที่สำคัญอีกประการคือช่องทางการร้องเรียน หลักฐานในต่างประเทศชี้ว่า ร้านค้าที่ถูกลูกค้าส่งคำร้องเรียนว่าไม่ยอมออกใบเสร็จ จะมีการออกใบเสร็จเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 7% เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 2

    รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

    นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

    วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

    • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
    • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

    ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

    กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

    “รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 3

    รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

    พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

    วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

    ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

    งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

    สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

    สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 4
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iQfWYjSMqK0Eszx8p-VDF