Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.49 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    เพิ่มสัญญาณมือถืออำนวยความสะดวกประชาชนใช้สิทธิ์ และการรายงานผลเลือกตั้งทั่วประเทศ

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งดูแลความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G รองรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ การออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ตลอดจนสนับสนุนการติดต่อประสานงานและการรายงานผลเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจัดเตรียมความพร้อมสูงสุดของโครงข่ายทั่วประเทศ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้บริหารจัดการสัญญาณในพื้นที่หลักอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่มีการใช้งานหนาแน่น

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานจากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อร่วมวางแผนรองรับวันเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะมีการใช้งานมือถือทั้งวอยซ์และดาต้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาเปิดหีบลงคะแนน 08.00–11.00 น. และช่วงก่อนปิดหีบ 16.00–17.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีการใช้งานจำนวนมาก ตลอดจนช่วงติดตามรายงานผลการเลือกตั้งและเกาะติดสถานการณ์ต่างๆ หลังปิดหีบ

    ล่าสุด ทีมผู้บริหารด้านเครือข่ายทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย และนายจิระชัย คุณากร รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย นำทีมวิศวกรลงพื้นที่ตรวจความพร้อมและทดสอบสัญญาณ 5G และ 4G ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้งานมือถือในทุกสถานการณ์ รวมถึงรองรับการเลือกตั้งอีกด้วย

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราพร้อมให้บริการเครือข่ายมือถือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และออกเสียงประชามติทั่วประเทศ เราได้นำข้อมูลการใช้งานมือถือจากการเลือกตั้งล่วงหน้ามาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมของสัญญาณ 5G และ 4G รองรับการใช้งานที่หนาแน่นในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. พร้อมนำ AI และระบบเครือข่ายอัตโนมัติมาช่วยบริหารจัดการสัญญาณล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถใช้งานมือถือได้อย่างมั่นใจและต่อเนื่อง”

    เพิ่มสัญญาณในพื้นที่หนาแน่น พร้อมเสริม COW รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

    ทรูได้นำรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) ติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อขยายสัญญาณรองรับพื้นที่ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์หนาแน่น โดย COW จะนำมาให้บริการเทคโนโลยี 5G และ 4G บนคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้มากกว่า 50,000 คนต่อจุด

    ขณะเดียวกัน ทรูยังได้เตรียมความพร้อมสัญญาณในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง รวมถึงจังหวัดที่คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ และ ชลบุรี เป็นต้น รวมถึงครอบคลุมหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานพรรคการเมือง จุดแถลงข่าว และพื้นที่รายงานผลเลือกตั้งทั่วประเทศ

    ยกระดับเครือข่ายอัจฉริยะด้วย AI
    ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกในไทยที่คว้ามาตรฐาน AN Level 4.0 จาก TM Forum ได้นำเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง (Highly Autonomous Network) มาใช้บริหารจัดการการสื่อสารในช่วงสำคัญอย่างการเลือกตั้ง ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Intent-Based Operation (IBO) ที่เปรียบเสมือน “ทีมปฏิบัติการ AI” คอยวิเคราะห์ข้อมูล ความหนาแน่นของการใช้งาน พร้อมปรับแต่งสัญญาณ ช่องสัญญาณและมุมองศาเสาโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบประสบการณ์ 5G และ 4G ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทรูและดีแทคตลอดเวลา

    ติดตาม 24 ชั่วโมง พร้อมทีมเฉพาะกิจดูแลเครือข่าย
    ทรูได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ BNIC ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ AI เพื่อดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังวันเลือกตั้ง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์และการใช้งานที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ การเสริมประสิทธิภาพเครือข่ายดังกล่าว ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนสามารถสื่อสาร โพสต์ แชร์ หรือวิดีโอคอลได้อย่างราบรื่น แต่ยังเป็นการสนับสนุนการเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และช่วยให้การติดต่อประสานงาน การรายงานผล และการทำงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตลอดกระบวนการเลือกตั้ง

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่เพียงมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยและเร็วแรงกว่าเดิมในทุกสถานการณ์ โดยยังมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465048&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4JWYb6Od3OHpiLrBjETb

  • สื่อโลกจับตา เมื่อโครงสร้างไทยกำลังถึงทางตัน เปิดบทวิเคราะห์ที่คนไทยต้องฟัง

    สื่อโลกจับตา เมื่อโครงสร้างไทยกำลังถึงทางตัน เปิดบทวิเคราะห์ที่คนไทยต้องฟัง

    วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.47 น.

    โลกกำลังจับตามองประเทศไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ล่าสุด Financial Times สื่อเศรษฐกิจทรงอิทธิพลระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่บาดลึกถึงโครงสร้างชาติ โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเสือเศรษฐกิจอย่างไทย ? จนทำให้วันนี้สถานะถูกลดระดับลงมาเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) ที่กำลังเดินรั้งท้ายในสมรภูมิอาเซียน

    หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 ไทยเคยเป็นต้นแบบของปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย ที่ผงาดด้วยอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ ภาวะอัมพาต ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ กำลังเร่งเครื่องเติบโตเกิน 5% ต่อปี แต่ไทยกลับดิ้นรนเพื่อให้ได้เพียงครึ่งเดียว

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    Financial Times ชี้ว่าความเปราะบางของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่บริษัทข้ามชาติเริ่มมองข้ามไทย เพราะเราไม่มีแรงงานรุ่นใหม่ที่เป็นหัวหอก และนโยบายรัฐที่ขาดความชัดเจนจนนักลงทุนหนีไปหาตลาดที่มีพลังมากกว่า

    หนึ่งในเนื้อร้ายที่กัดกินศักยภาพของประเทศคือความไม่มั่นคงทางการเมือง บทวิเคราะห์ระบุว่าวงจรการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เสถียร ได้ทำลายความเชื่อมั่นในการวางแผนระยะยาว การปฏิรูปโครงสร้างสำคัญ ทั้งด้านภาษีและการศึกษาถูกแช่แข็งภายใต้อิทธิพลของโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความสิ้นหวัง และมองว่ามาตรฐานการครองชีพกำลังถอยหลังลง

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่สังคมสูงวัย ด้วยความเร็วที่น่ากลัวกว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาค แต่ความต่างที่เจ็บปวดคือ เราขาดงบประมาณและการเตรียมพร้อมที่ดีพอเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แรงงานที่ลดลงไม่เพียงแต่ทำให้ค่าใช้จ่ายรัฐพุ่งสูง แต่ยังลดเสน่ห์ของไทยในฐานะฐานการผลิตโลก หากไม่มีการปฏิวัติระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือนโยบายแรงงานต่างด้าวขนานใหญ่ ไทยอาจติดอยู่ในกับดักนี้ไปอีกนานฃ

    ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมนิกเกิล หรือเวียดนามที่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีรายใหม่ ไทยยังคงฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิม ซึ่งเสี่ยงต่อการถูก Digital Disruption

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ระบบการศึกษาไทยถูกวิจารณ์ว่าผลิตคนไม่ตรงงานทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงยังขาดแคลน ทำให้เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ที่จะไปแข่งด้านค่าแรงถูกก็ไม่ได้ จะแข่งด้านนวัตกรรมขั้นสูงก็ยังไม่ถึง

    ภาระหนักอึ้งที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยคือ หนี้ครัวเรือน ที่สูงติดอันดับเอเชีย คนไทยส่วนใหญ่กำลังใช้ชีวิตบนยอดดอยของหนี้สิน ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ เมื่อบวกกับความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างระหว่างกรุงเทพฯ และชนบท ยิ่งกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมความไม่สงบทางสังคมให้รุนแรงขึ้น

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    สื่อต่างประเทศของอังกฤษอย่าง Financial Times ยังทิ้งท้ายว่า ไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่ขาด ความกล้าที่จะปฏิรูปอย่างเด็ดขาด ทางรอดเดียวที่จะพ้นจากการเป็นคนป่วยคือการยอมผ่าตัดใหญ่ ทั้งการเมือง การศึกษา และโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หากไทยยังเลือกที่จะระมัดระวังจนเกินเหตุ และเน้นแก้ไขปัญหาภายในแบบเฉพาะหน้า เราอาจจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าเศร้าของภูมิภาค… ในฐานะประเทศที่พลาดโอกาสดี ๆ ไปทั้งหมดอย่างน่าเสียดาย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก Financial Times (กุมภาพันธ์ 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/945196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rLT9aFyT6kYqq0zwWC2Pe

  • สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้เผยแพร่บทความ เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย จากที่เคยมีเศรษฐกิจโตระดับเลขสองหลัก แต่วันนี้ กลับโตต่ำต่อเนื่องมาหลายปี

    Financial Times ตั้งชื่อบทความดังกล่าวว่า “How Thailand became the ‘sick man’ of Asia” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”?

    เนื้อหาในบทความย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2531 เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเติบโตและพุ่งทะยานถึง 13% จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “1 ใน 5 เสือแห่งเอเชีย” (ประกอบด้วยไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์และเวียดนาม) อย่างไรก็ตาม ภาพความทรงจำเหล่านั้นกำลังเลือนลางหายไป

    ปัจจุบันไทยติดอยู่ในภาวะโตต่ำ เฉลี่ยเพียงแค่ 2% มาตลอด 5 ปี และในปีนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2% ขณะที่ IMF คาดการณ์อาจโตได้เพียง 1.6% รั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน

    ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งได้ให้ความเห็นไว้กับ Financial Times อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยเคยถูกมองว่าสดใส แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นคนป่วยของเอเชียภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี”

    ขณะที่ไฟแนนเชียล ไทม์สชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว ประชากรลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา อัตราการเกิดของประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี

    และที่น่ากลัวที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงเกือบ 90% ของ GDP ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทำให้คนไทยไม่มีกำลังซื้อและต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่ายกันอย่างหนัก จนบรรยากาศตามร้านอาหารหรือแหล่งช้อปปิ้งเริ่มเงียบเหงา ร้านค้าต่างปิดตัวลง

    ขณะที่ภาคการผลิตก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นความภูมิใจ วันนี้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ฮอนด้า ซูซูกิ และนิสสัน เริ่มปิดโรงงานหรือลดกำลังผลิตลง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยสินค้าราคาถูกจากจีนและการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม

    ส่วนอุตสาหกรรมบริการที่เป็นความหวังอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม โดยปีที่ผ่านมา (2568) ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า (2567) และยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่เคยทำได้ถึง 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ไทยยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยจากปัญหาสแกมเมอร์หรือแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และการแข่งขันจากประเทศอย่างญี่ปุ่นและเวียดนามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปแทน

    อย่างไรก็ตาม ไฟแนนเชียล ไทม์สระบุว่า ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับพรรคปฏิรูปทำให้งบประมาณและการผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

    ขณะเดียวกัน การขาด “เครื่องยนต์ใหม่”หรือตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ มาผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Data Center (ศูนย์ข้อมูล) , การผลิตสินค้ามูลค่าสูง, ยา, และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจของไทย

    ประเด็นเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองต่างก็ประกาศว่าจะเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ

    บทสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และบรรดาผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เพียงอยู่ในห้อง ICU แต่ถ้าไม่รีบผ่าตัดด่วน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากที่เป็น “คนป่วย” ก็อาจทรุดลงไปอีกจนกลายเป็น “คนไข้อาการโคม่า” ในอนาคตอันใกล้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m-39Y9qTkKe9DIUfrPke2

  • การศึกษาไม่ควรแพง! อบจ.ลำพูน ผุดไอเดีย รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง เฉลี่ย 6,750 บาทต่อปี | เดลินิวส์

    การศึกษาไม่ควรแพง! อบจ.ลำพูน ผุดไอเดีย รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง เฉลี่ย 6,750 บาทต่อปี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก อบจ.ลำพูน เกี่ยวกับการนำเสนอแนวคิดโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ระบบข้อมูลในการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของครอบครัวเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าเดินทางบุตรหลานสูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้ จนกลายเป็นความเสี่ยงที่เด็กอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา ทาง อบจ.ลำพูน จึงได้นำข้อมูลที่อยู่จริงของนักเรียนมาวิเคราะห์เพื่อจัดเส้นทางเดินรถให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และปลอดภัย หวังช่วยลดต้นทุนชีวิตให้ผู้ปกครองและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่จับต้องได้

    โดยเพจระบุว่า การศึกษาไม่ควรแพง บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้าต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ว่า วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน

    นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น รายจ่ายแฝง ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะ หลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย

    อบจ.ลำพูน จึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง คำตอบหนึ่งคือ การเดินทาง แต่แทนที่จะทำแบบกว้างๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน มาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่ มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

    ผลที่ได้ไม่ใช่แค่รถวิ่งเป็นเส้นทาง แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ เด็กเข้าถึงบริการได้จริง มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน อบจ.ลำพูน เชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน และการใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ จ่ายไหว เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน เข้าถึงได้ โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5569929/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cFdqVmaf4uWkUXtdqzfUZ

  • เมื่อคนรุ่นใหม่

    เมื่อคนรุ่นใหม่

    กิโชรี การ์กี วัย 25 ปี คือผู้สมัครหญิงชาวเนปาลคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะลงเลือก เพื่อตั้งตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ในเลือกตั้งครั้งสำคัญของเนปาลที่จะมีในเดือนหน้า

    ก่อนที่จะเข้าสู่สมรภูมิการเมือง เธอได้ไปขอพรจากผู้ใหญ่ในชุมชนของเธอเสียก่อน 

    หญิงสาววัย 25 ปีคนนี้เป็นหนึ่งในผู้สมัครหน้าใหม่หลายคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคม และกล่าวว่า การต่อสู้กับการทุจริตและการยกระดับความต้องการของเยาวชนเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ

    “ความต้องการและความปรารถนาของเราไม่ควรถูกมองข้าม” เธอกล่าวขณะพูดคุยกับ AFP ในบ้านเกิดของเธอที่เมืองโอคัลดุงกา ทางตะวันออกของเนปาล

    กิโชรีเพิ่งจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์และย้ายมาอยู่ที่กาฐมาณฑุในเดือนกันยายน ตอนที่การประท้วงต่อต้านการทุจริตที่นำโดยเยาวชนซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตปะทุขึ้นในภูมิภาค

    ในเวลานั้น นักการเมืองสาวคนพาผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บไปโรงพยาบาลด้วยมอเตอร์ไซค์ และใมีการถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ จนกระทั่งคลิปนี้กลายเป็นภาพจำที่โดดเด่นที่สุดภาพหนึ่งของการเคลื่อนไหวในเนปาลเวลานั้น

    การประท้วงสองวันนั้นเริ่มต้นจากความโกรธแค้นต่อการที่รัฐบาลสั่งห้ามใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราว และนำโดยผู้ประท้วงหนุ่มสาวภายใต้ชื่อ “เจนซี” (Gen Z)

    แต่ความโกรธของพวกเขาลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ ภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการทุจริตที่ฝังรากลึกมานานหลายปีได้เตรียมประเทศที่มีประชากร 30 ล้านคนให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน และอาคารหลายร้อยหลังถูกเผา

    “หลังจากขบวนการเจนซี ถ้าเยาวชนที่มีการศึกษาอย่างพวกเรานิ่งเฉย พรรคการเมืองเดิมๆ ก็จะเล่นเกมเดิมๆ” กิโชรีอธิบาย

    กิโชรีลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้พรรคอุชยะโลเนปาลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ นำโดยอดีตรัฐมนตรี กุลมัน กิสิง ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากจากการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าเรื้อรังของประเทศ

    อดีตประธานศาลสูงสุด สุศีลา การ์กี (นามสกุลเหมือนกันแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิโชรี) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

    พลังของ’คนรุ่นใหม่’
    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 275 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสภาล่างของรัฐสภา จะได้รับการเลือกตั้ง โดย 165 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ 110 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งตามสัดส่วน

    มีผู้สมัครลงทะเบียนสำหรับการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด 3,406 คน ซึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

    “ถ้าคุณดูผู้สมัครแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่” ประกาศ นยาอุปาเน โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าว

    นยาอุปาเนกล่าวว่า ผู้สมัครรุ่นใหม่นั้น “แตกต่างออกไปเล็กน้อย” และเสริมว่า “ผู้นำรุ่นเก่าบางคนต้องถอยออกไปเพราะเรื่องนี้”

    พเลนทระ ชาห์ แร็ปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนายกเทศมนตรีของกาฐมาณฑุ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเพื่อเข้าร่วมพรรคราษฏริยะสวตันตระ (RSP) ก็เป็นผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่งเช่นกัน

    ชาห์ ผู้หวังจะเป็นนายกรัฐมนตรี จะท้าชิงตำแหน่งกับนายเคพี ษรรมะ โอลิ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง ในเขตจาปา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเขาในภาคตะวันออกของเนปาล

    ชาห์กล่าวกับ AFP ว่า การประท้วงได้ “เปิดประตู” ให้คนหน้าใหม่เข้าสู่การเมือง ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกครองในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นเยาว์

    สุทัน กูรุง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนกันยายน ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค RSP จากเขตโกร์คาในภาคกลางของเนปาลเช่นกัน

    กูรุง วัย 38 ปี ได้เรียกร้องให้ครอบครัวในเขตเลือกตั้งของเขา “เลือกคนที่เหมาะสม”

    ขณะเดียวกัน ทางตะวันตกของเขตรูกุม สันทีป ปุน วัย 28 ปี จะลงแข่งขันกับอดีตผู้นำกบฏและหัวหน้ากลุ่มเหมาอิสต์ คือ ปุษปะ กมล ทาหัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ประจันทะ” ซึ่งมีความหมายว่า “ดุร้าย” ในภาษาเนปาล

    บรรดาสมาชิกกล่าวว่า พรรคการเมืองและพันธมิตรใหม่หลายแห่งได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยสรรหาบุคคลหน้าใหม่และเป็นที่นิยมเพื่อเชื่อมต่อกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผิดหวัง 

    แม้ว่าจะมีผู้สมัครหนุ่มสาวจำนวนมากลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระด้วย

    “ดูเหมือนว่าการประท้วงในเดือนกันยายนได้กระตุ้นให้คนหนุ่มสาวเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สมัครเท่านั้น” ประนัย รานา ผู้รายงานข่าวการเมืองในภูมิภาคนี้กล่าว

    ‘กลับสู่เส้นทางเดิม
    สงครามกลางเมืองได้ครอบงำเนปาลมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ จนกระทั่งข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นในปี 2008 ทำให้กลุ่มกบฏเหมาอิสต์เข้าร่วมรัฐบาลในที่สุด

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมักจะมีอายุมากและมีการเปลี่ยนตัวอยู่บ่อยครั้ง และวัฒนธรรมการต่อรองทางการเมืองระหว่างสามพรรคการเมืองหลัก ได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชน

    “มันยากมากที่เราจะถูกหลอกด้วยคำสัญญาจากคนเหล่านั้นที่เคยอยู่ในรัฐสภามาหลายสมัยแล้ว” มันจิล รานา อายุ 37 ปี ผู้สมัครจากพรรคอุชยะโลเนปาลในเขตทานาฮู กล่าว

    “การปฏิวัติครั้งล่าสุดนั้นเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาว เสียงของพวกเขา และการมีส่วนร่วมของพวกเขาในรัฐบาล”

    มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 18.9 ล้านคน รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากกว่า 800,000 คน ตามข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เอเอฟพีตรวจสอบ

    ศจิน ติมัลเสนา ผู้สมัครอายุ 33 ปีจากพรรคเนปาลคองเกรส กล่าวว่าเนปาลอยู่ใน “จุดเปลี่ยนที่สำคัญ” และการเลือกตั้งอาจนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

    “ผมคิดว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อคนหนุ่มสาว ผมรู้สึกว่าสังคมของเราพร้อมสำหรับคนหนุ่มสาวแล้ว” เขากล่าว

    Agence France-Presse

    Photo – สมาชิกชุมชนพื้นเมืองกูรุงเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองเทศกาลทามู โลซาร์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ของชาวกูรุงในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025 (ภาพโดย PRAKASH MATHEMA / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40021&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ebzdrf8YbL8grw_F4I3XP

  • ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ โดยมีทั้งปัญหาภายนอกจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อที่ชะลอตัว การทุจริตคอร์รัปชัน ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ท่องเที่ยว และส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

    นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยก็กำลัง ‘สำแดงฤทธิ์’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากภาวะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคง ‘ต่ำกว่าระดับศักยภาพ’ อีกปี



    โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้จะโตต่ำกว่า 2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤต นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำสุดในภูมิภาคหลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่า จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปเรื่อยๆ

    ปัญหาเหล่านี้ถือเป็น ‘โจทย์’ สำคัญที่รัฐบาลใหม่ ‘ต้องแก้’ เพื่อทำให้ปากท้อง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ‘ดีขึ้น’

    THE STANDARD WEALTH ได้เปรียบเทียบ ‘นโยบายด้านเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-พลังงาน’ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังนี้


    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economic-policies-parties-election-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ALrRj0QkN8kXurilhW8Jf

  • “ศุภจี” ลั่นชัด “ภูมิใจไทย” พร้อมเดินหน้าใช้ทุกกลไก ดันศักยภาพข้าวไทย เปิดแผนหนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เล็งเพิ่มพื้นที่ภาคเกษตร ย้ำทุกคนในพรรค ขออาสาแบกประเทศไทย | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลั่นชัด “ภูมิใจไทย” พร้อมเดินหน้าใช้ทุกกลไก ดันศักยภาพข้าวไทย เปิดแผนหนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เล็งเพิ่มพื้นที่ภาคเกษตร ย้ำทุกคนในพรรค ขออาสาแบกประเทศไทย | TOPNEWS

    5 ก.พ.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เปิดใจให้สัมภาษณ์ผ่านทาง รายการพิเศษ ‘เจาะสนามเลือกตั้ง 69’ ทางช่องท็อปนิวส์ โดยมีนายธีระ ธัญไพบูลย์ และนายอุดร แสงอรุณ เป็นผู้ดำเนินรายการ

    โดยมีการพูดคุยกรณีผลักดันศักยภาพข้าวไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ “ทุกกลไก” ในการยกระดับศักยภาพข้าวไทยและสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ปัญหาภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง เช่น การประกันรายได้หรือการเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาพันธุ์พืช การจัดการน้ำ ไปจนถึงการทำการตลาดอย่างจริงจัง โดยเน้นให้เกษตรกรปลูกพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาด

    สำหรับข้าวไทย ยอมรับว่าปัจจุบันไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณและต้นทุนกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียได้ เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ของไทยยังต่ำกว่า แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของข้าว ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พรรคจึงมุ่งยกระดับข้าวไทยไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยเสนอการใช้ข้อมูลอุปสงค์–อุปทานในระดับพื้นที่ เพื่อวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยหากพบพื้นที่ใดมีภาวะอุปทานเกิน จะมีกลไกเข้าไปดูดซับผลผลิตและหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ

    ในด้านการเพิ่มรายได้เกษตรกร พรรคสนับสนุนให้ใช้พื้นที่ท้ายไร่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการ เช่น กล้วยหอม หรืออะโวคาโด ในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่บังคับให้เลิกปลูกข้าว พร้อมให้เงินสนับสนุนเพื่อปรับพื้นที่และเปลี่ยนรูปแบบการผลิตแทนการอุดหนุนที่กระตุ้นให้ปลูกข้าวเกินความจำเป็น

    นางศุภจี ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการดึงการลงทุน การขยายการค้า การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคการผลิต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้มากกว่า 3% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vJRhWxTWrmTAd16PWwCRv

  • ธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ปี 2026

    ธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ปี 2026

           ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจของละตินอเมริกาและแคริบเบียนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 2.3% ในปี 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่และความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยอาร์เจนตินาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในละตินอเมริการ่วมกับปานามา และสาธารณรัฐโดมินิกัน   

            ข้อมูลจากรายงาน Global Economic Prospects ของธนาคารโลก ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแคริบเบียนจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค โดยคาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปี 2026 จากแรงหนุนของการขยายตัวในภาคน้ำมันของประเทศกายอานา หากไม่รวมกายอานาอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 2.9% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของอเมริกากลางคาดว่าจะทรงตัว โดยขยายตัว 3.6% ในปี 2026 ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคยังคงมีความเสี่ยง หากผลการทบทวนความตกลงสหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก–แคนาดา (USMCA) ในปี 2026 นำไปสู่ข้อจำกัดทางการค้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเม็กซิโกซึ่งมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด

            เมื่อพิจารณาแยกตามประเทศ ธนาคารโลกประเมินว่าอาร์เจนตินาจะเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 4% ในปี 2026 และจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันในปี 2027 ท่ามกลางบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จากการดำเนินนโยบายการคลังอย่างเหมาะสมในช่วงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ดุลการคลังขั้นต้นเกินดุลตั้งแต่ต้นปี 2024 และต้นทุนทางการเงินลดลง โดยการวางนโยบายการคลังและการเงินอย่างเข้มงวดมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อ สำหรับประเทศอื่นในภูมิภาค ทางธนาคารโลกได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2026 ไว้ดังนี้ โคลอมเบีย 2.6% บราซิล 2% เม็กซิโก 1.3% ชิลี 2.2% และเปรู 2.5% 

             รายงานได้ระบุประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งราคาสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีและดุลบัญชีภายนอก รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน และระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงของหลายประเทศทำให้ภูมิภาคเผชิญความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของสภาวะทางการเงินโลก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ตอนใต้ของทวีปอเมริกา ซึ่งจะกระทบต่อการเพาะปลูกและภาคการเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคนี้ 

    ความคิดเห็นของสำนักงาน

             การเปลี่ยนแปลงทิศทางทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน เปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญให้กับประเทศไทย โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาร์เจนตินาจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเติบโตถึง 4% ในปี 2026 และ 2027 ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยมีช่วงเวลาสำคัญในการปรับตำแหน่งตนเองเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาสินค้าหลักให้กับตลาดอาร์เจนตินารวมทั้งประเทศอื่นในละตินอเมริกา

             การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงการกลับมาของการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่าจะมีความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยในระยะกลาง อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อะไหล่ยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนพลาสติกและยาง

    เครดิตภาพและที่มาข่าว:

    1. https://www.batimes.com.ar/news/economy/world-bank-trims-argentinas-2026-gdp-forecast-to-4.phtml?utm_source=chatgpt.com

    2. https://www.modaes.com/global/markets/world-bank-forecasts-latin-america-and-the-caribbean-to-grow-23-in-2026-and-26-in-2027?utm_source=chatgpt.com 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fxzjvmy8q4wgwlska2kpscj1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rUCoOwqgyWEEvCY-zzHiH

  • ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ  ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.49 น.

              กรุงเทพฯ 2 กุมภาพันธ์ 2569 — ทีทีบี ตอกย้ำบทบาท “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ภายใต้กรอบ B+ESG ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นหนึ่งเดียว มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเข้าร่วมโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม  

              นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทีทีบีตระหนักถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน 

              ทีทีบีเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดธนาคารได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดแก่โรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ภายใต้โครงการ G-Green ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งพลังงาน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง การปรับรูปแบบการดำเนินงานจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น 

              ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธนาคารส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องผ่านโซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ  

              สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ttb sustainability-linked loan) สําหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาวอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยมีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทาย เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้น้ำ หรือการได้รับใบรับรองที่ได้มาตรฐาน Green Hotel หรือ Green Hotel Plus ภายใต้โครงการ G-Green เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เจาะกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดต้นทุนด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว  

              สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทีทีบี (ttb solar rooftop solution) ช่วยลดภาระและประหยัดต้นทุนธุรกิจในระยะยาว ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุนแผงโซลาร์ ผ่อนชำระนานสูงสุด 8 ปี ไม่กระทบเงินทุนหมุนเวียน สะดวกและมั่นใจได้ เพราะมีพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิค รวมถึงการขอใบอนุญาตแบบครบวงจร โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 40-50% พร้อมสิทธิ์ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ อีกทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจด้านการลดการใช้คาร์บอนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ 

              สินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน (ttb green & blue loan program) ให้วงเงินสูงสุดไม่จำกัด ตามระยะเวลาโครงการ สนับสนุนโครงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายยั่งยืนตามหลักสากล รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน Green Project ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมโครงการหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างยั่งยืน การป้องกันมลพิษและการจัดการของเสีย การขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด อาคารสีเขียว และการจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

              นอกจากนี้ ทีทีบียังร่วมสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel และ Green Hotel Plus ผ่านการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทีทีบี เมื่อใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต ttb ณ โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ G-Green รับส่วนลดสูงสุด 35% อาทิ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ, โรงแรม วีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ – เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น, เคป ดารา รีสอร์ท พัทยา, โรงแรม โอโซ่ นอร์ธ พัทยา, โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ป่าตอง บีช และโรงแรมอื่น ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ 

              “ทีทีบียังคงมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าโซลูชันทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในระยะยาว การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายปิติ กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/945243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LWAear2yfwCijph4DRn6A

  • พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.45 น.

    Tag :

    สับไม่ยั้ง! “วิชชั่นใหม่” ชี้การเมืองเก่าใช้เงินซื้ออำนาจ 50 ล้านต่อเก้าอี้ เปิดทางทุนผูกขาดโกยกำไร ทิ้งประชาชนจมหนี้ ย้ำ “การเงินไร้ดอกเบี้ย” พรรควิชชั่นใหม่คือคำตอบ

    5 ก.พ.2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นยังสะท้อนการเมืองแบบเดิมที่หมุนวนอยู่กับ “อำนาจและผลประโยชน์” มากกว่าการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

    นายพิเชษฐ กล่าวถึง กระแสวิพากษ์ในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับการกว้านซื้อตัว สส.ด้วยเม็ดเงินสูงถึงหัวละ 50 ล้านบาท รวมถึงการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งเตะถ่วงสถานการณ์และช่วงชิงความได้เปรียบทางอำนาจ มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างแท้จริง

    “การเมืองที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจ คือรากเหง้าของความบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ เพราะเมื่ออำนาจทางการเมืองถูกซื้อขายด้วยเงิน การบริหารประเทศย่อมถูกบังคับให้ถอนทุนคืนให้กลุ่มทุน ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม จนหนี้สินกลายเป็นกับดักถาวรของคนไทย” นายพิเชษฐกล่าว

    นายพิเชษฐย้ำว่า เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ในเกมการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนถึงระบบการเงินที่เอื้อให้ทุนผูกขาดสะสมกำไร ขณะที่ประชาชนฐานรากต้องจมอยู่กับหนี้สิน พร้อมชี้ว่า พรรควิชชั่นใหม่จึงเสนอแนวคิด “การเงินไร้ดอกเบี้ย” เพื่อทำลายวงจรอำนาจ–ทุน–หนี้ และเตือนว่าการแข่งขันแจกเงินโดยไม่คำนึงถึงฐานะการคลัง อาจนำประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

    สำหรับกรณีการยื่นฟ้องเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติ นายพิเชษฐมองว่าเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่หลายพรรคการเมืองแข่งขันกันเสนอนโยบายแจกเงิน ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 และสร้างความกังวลให้ภาคเอกชน พรรควิชชั่นใหม่กลับเลือกเสนอแนวทางที่ไม่เพิ่มภาระการคลังของประเทศในระยะยาว

    “บางพรรคคุยเรื่องกติกาอำนาจ บางพรรคคุยเรื่องกู้เงินมาแจกเพื่อคะแนนนิยม แต่พรรคเราคุยเรื่อง ‘การเงินที่ยั่งยืน’ การเข้าถึงแหล่งทุนแบบไร้ดอกเบี้ยคือการเสริมพลังให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้จริง โดยไม่ผลักภาระหนี้ไปให้ประเทศในอนาคต”นายพิเชษฐกล่าว

    นายพิเชษฐ ยังแสดงความห่วงใยต่อบรรยากาศการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคะแนนเสียง โดยเฉพาะของประชาชนฐานราก มีความหมายอย่างแท้จริง

    “วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อย่าให้ละครการเมืองหรือความผิดพลาดของระบบมาทำให้ประชาชนเสียสมาธิ พรรควิชชั่นใหม่พร้อมเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนตัวเล็ก เปลี่ยนคะแนนเสียงของท่านให้เป็นกฎหมายที่ปลดเปลื้องหนี้ และสร้างระบบการเงินที่ไม่มีใครต้องตกเป็นทาสดอกเบี้ยอีกต่อไป” นายพิเชษฐ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945359&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B8aVSyx6aekvs0uniFvlu