Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’ อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    ช่วงนี้หลายๆ ประเทศมีปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ถือเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะรัฐบาลต้องการหารายได้เข้าประเทศ แต่คนท้องถิ่นต้องรับมือกับปัญหาความแออัด การท่องเที่ยวเมืองรองถือเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

    ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจต้องหาหนทางแก้ไขในรูปแบบที่ไม่ได้ต่อต้านแขกต่างชาติ แต่เป็นแนวทางอันสมดุลตามวิถีญี่ปุ่น นั่นคือการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการกระจายนักท่องเที่ยวให้เท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างมหานครสำคัญกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ การท่องเที่ยวเมืองรองนั่นเอง 

    ในงานมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันก่อน เมืองรองหลายแห่งของญี่ปุ่นมาร่วมออกบูธด้วย ซึ่งเวิลด์พัลส์ได้แวะไปเยี่ยมชมและพูดคุยที่บูธของจังหวัดคาโกชิมา เปิดดูเอกสารคู่มือการท่องเที่ยว ระบุว่า จังหวัดคาโกชิมา มีพื้นที่ทอดยาวจากเหนือจรดใต้กว่า 600 กม. ประกอบด้วยหลากหลายเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวโดยเฉพาะอาหารเลิศรส 

    อ่านเอกสารอาจไม่เห็นภาพ พูดคุยกับตัวแทนของจังหวัดสนุกกว่า พิชัย วิสูตรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยว ตัวแทนของคาโกชิมา เล่าว่า  คาโกชิมาเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของเกาะคิวชู การเดินทางจากเมืองไทยไม่ยาก บินไปที่ฟูกุโอกะก่อน แล้วนั่งชินกันเซ็นต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีก็ถึงตัวเมือง 

    “หลัก ๆ ที่คาโกชิมา  เรามีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่แต่ว่าไม่อันตรายซึ่งสวยงามและก็อยู่ในตัวเมือง  จากตัวเมืองเรานั่งเฟอร์รี่ข้ามไป 15 นาที ก็เที่ยวภูเขาไฟได้นะครับ ขับรถวนรอบภูเขาไฟได้เลย”

    พิชัยเล่าฟังดูน่าตื่นเต้น ภูเขาไฟที่ว่า ชื่อ “ซากุราจิมะ” เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก ว่ากันว่าซากุระจิมะเปลี่ยนสีสันถึงเจ็ดครั้งในแต่ละวัน เป็นที่ประทับใจผู้พบเห็นเป็นอย่างมากเที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse Cr: https://www.kagoshima-yokanavi.jp

    “มันเป็นภูเขาที่ไม่ได้สูงมากนัก รูปร่างมันคล้าย ๆ ฟูจิถ้าดูไกล ๆ นะครับ ถ้าหน้าหนาวก็จะมีหิมะอยู่ข้างบน หน้าร้อนก็เป็นภูเขาไฟธรรมดา สวยงามมาก เพราะใกล้เมือง สามารถเที่ยวแล้วได้วิวถ่ายรูปเห็นชัด” พิชัยกล่าวต่อ เรื่องวิวถ่ายรูปสวยนี่ถือว่าถูกใจสายคอนเทนท์อย่างมาก

    อีกหนึ่งที่ที่เป็นไฮไลท์ของการไปเที่ยวคาโกชิมาคืออิบุสึกิ เมืองหาดทรายดำร้อนตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่น ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (เจเอ็นทีโอ) บอกว่า การอบทรายร้อนธรรมชาติสีดำ (Sunamushi Onsen)  ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องใส่ชุดยูคาตะลงไปนอนบนทรายร้อนๆ จากนั้นก็จะมีพนักงานคอยโกยทรายมากลบที่ตัวให้ 

    เที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    (Cr:https://www.jnto.or.th)

    ความร้อนจากทรายทำให้รู้สึกสบายตัว เชื่อกันว่าจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่ออีกด้วย เด็กๆ จนถึงผู้สูงวัย ก็สามารถเข้าใช้บริการอบทรายร้อนนี้ได้ จึงเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวทั้ง 3 รุ่นจะได้นอนเรียงเล่นกันอย่างสนุกสนาน

    พูดถึงที่เที่ยวแล้ว มาดูอาหารการกินกันบ้าง ตัวแทนการท่องเที่ยวคาโกชิมา กล่าวว่า ที่นี่เป็นแหล่งผลิตหมูคุโรบูตะใหญ่สุดของญี่ปุ่นส่งขายทั่วประเทศ เนื้อวากิวของคาโกชิมาก็ดีที่สุดในญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในด้านการเลี้ยงปลาคัมปาจิ ซาชิมิปลาคัมปาจิของที่นี่จึงมีเนื้อสัมผัสฉ่ำเด้ง ส่วนของหวานก็ต้องน้ำแข็งไสประจำถิ่นเนื้อนุ่มละเอียดราดด้วยนมท้อปปิงด้วยผลไม้ประจำถิ่น สายดื่มต้องลองโซจูทำจากมันฝรั่ง เป็นที่นิยมมานานกว่า 500  ปี 

    “จุดขายของเราคืออาหารการกินถูก ที่เที่ยวเป็นธรรมชาติ สวยงาม และการที่เราเป็นเมืองรอง เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะถูกกว่า  ธรรมชาติสวยงามกว่า  เราก็เลยพยายามโปรโมทให้คนไทยไปเที่ยวให้มากขึ้น” พิชัยย้ำถึงข้อเด่นของการเป็นเมืองรอง พร้อมแนะว่า คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเมืองหลักก่อนอย่างโตเกียว โอซากา ถ้าเคยไปญี่ปุ่นหลายครั้งแล้วก็ควรไปเที่ยวเมืองรองที่ยังไม่เคยเห็น 

    สำหรับคนที่ตัดสินใจไปคาโกชิมา พิชัยแนะนำว่า ควรไปเดือน เม.ย.หลังซากุระบานอากาศจะดีมาก เพราะซากุระที่นี่บานเร็วกว่าที่อื่นประมาณเดือน มี.ค.ก็บานแล้ว อีกช่วงที่แนะนำคือ เดือน ต.ค. อากาศดีไม่หนาวมาก

    “ญี่ปุ่นก็ยังเป็นที่ประเทศที่ยังน่าเที่ยวอยู่มาก เพราะ 1. ประเทศสงบสุข 2. สะอาดสะอ้าน 3. ปลอดภัย 4. อาหารการกินดี  และยิ่งช่วงนี้ค่าเงินอ่อนทำให้คนไทยอยากไปญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าสมัยก่อน” ตัวแทนท่องเที่ยวคาโกชิมาฉีดยาก่อนกลับ ชนิดที่ฟังแล้วเคลิ้มอยากจัดกระเป๋าไปญี่ปุ่นตอนนี้เลย! 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1219820&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-tCSzViurQCxywXyHa9S

  • “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    ที่ สวนนงนุชพัทยา ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวในยุคยานยนต์ไฟฟ้า

    โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 3.5 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยว่า
    โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก และยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

    ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยามุ่งยกระดับบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Attraction)” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTg3h2Dp8Cfn7UCdSCJSg

  • โพลชี้ “วาเลนไทน์ 69” เงินสะพัด 2.9 พันล้าน สูงสุดรอบ 6 ปี คนไทยกล้าใช้จ่าย ดันเฉลี่ยต่อคนทุบสถิติ

    โพลชี้ “วาเลนไทน์ 69” เงินสะพัด 2.9 พันล้าน สูงสุดรอบ 6 ปี คนไทยกล้าใช้จ่าย ดันเฉลี่ยต่อคนทุบสถิติ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sgnCCkifz6AMDL6PYJGdL

  • ตะลึง! รวบวัยรุ่น 17 ประกันตัวสู้คดียิง 2 ศพ ออกมาก่อเหตุยิงอริเพื่อนเจ็บอีก | เดลินิวส์

    ตะลึง! รวบวัยรุ่น 17 ประกันตัวสู้คดียิง 2 ศพ ออกมาก่อเหตุยิงอริเพื่อนเจ็บอีก | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 5 ก.พ. 2569 พ.ต.ต.ศุภวัฒน์ มนัสชัย สว.(สอบสวน) สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รับแจ้งเหตุวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมถนนสุวินทวงศ์ ขาออกเมืองฉะเชิงเทรา พื้นที่หมู่ 3 ต.วังตะเคียน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.เอกภพ สกุลสยมภู สว.สส.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่กู้ภัย

    ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า NMAX สีขาว ทะเบียนฉะเชิงเทรา และอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ตกอยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บคือ นายอำนาจ อายุ 29 ปี ถูกยิงเข้าที่ขาซ้าย 2 นัด ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ฉะเชิงเทรา ไปก่อนหน้านี้

    เบื้องต้น พ.ต.ท.เอกภพ นำชุดสืบสวนแกะรอยจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายดิว (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 17 ปี และนายนุ้ย (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 17 ปี ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงบุกเข้าจับกุมตัวนายดิว ได้คาห้องพัก พร้อมของกลางอาวุธปืนขนาด 9 มม. ขณะที่นายนุ้ย ไหวตัวทันหลบหนีไปได้

    สอบสวนนายดิว เบื้องต้นรับสารภาพว่า ระหว่างซ้อนท้ายรถ จยย. นายนุ้ย มากดเงิน บังเอิญเจอนายอำนาจ ซึ่งเป็นคู่อริเก่าของเพื่อน จึงเกิดการด่าทอท้าทายกัน อ้างว่าฝ่ายตรงข้ามคว้ามีดปรี่เข้าหา จึงชักปืนยิงสวนเพื่อป้องกันตัว

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทำเอาเจ้าหน้าที่ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่านายดิว คือผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืน เคยก่อเหตุยิงวัยรุ่นเสียชีวิต 2 ศพ บริเวณใกล้สำนักสงฆ์พระอาจารย์ซ่วน ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพิ่งได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีได้ไม่นาน แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เบื้องต้นตำรวจได้คุมตัวดำเนินคดี พร้อมเร่งล่าตัว นายนุ้ย เพื่อนร่วมก่อเหตุที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5569170/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35SyO_7GSQmXghQkJW-E_5

  • แถลงข่าวร่วม ธนาคารแห่งประเทศไทยและ TikTok สานต่อความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน ความรู้ทางการเงินและการป้องกันภัยทางการเงินแก่ประชาชน

    แถลงข่าวร่วม ธนาคารแห่งประเทศไทยและ TikTok สานต่อความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน ความรู้ทางการเงินและการป้องกันภัยทางการเงินแก่ประชาชน

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ TikTok ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อสานต่อและขยายความร่วมมือในการยกระดับความรู้ทางเศรษฐกิจการเงิน การป้องกันภัยทางการเงิน และทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา โครงการ #คนไทยรู้ทัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้านการเงิน การบริหารหนี้ และการป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสององค์กรในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในยุคดิจิทัล นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ระบุว่า TikTok เป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารความรู้ทางการเงินและการตระหนักรู้เรื่องภัยการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างขึ้น ขณะที่คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยต่อยอดการเผยแพร่ความรู้และเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนใช้สื่อออนไลน์อย่างรอบรู้และปลอดภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี

    rn

     

    rn

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ TikTok ประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเป็นช่องทางสื่อสารองค์ความรู้ด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเสนอผ่าน TikTok ช่วยกระจายข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน การเตือนภัยทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในปัจจุบัน การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากฉบับก่อน โดยจะเพิ่มการเผยแพร่ความรู้และทักษะทางการเงิน รวมทั้งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงในโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    rn

     

    rn

    คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ที่เชื่อถือได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับพฤติกรรมการรับสื่อในยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศของคอนเทนต์ด้านเศรษฐกิจการเงินคุณภาพบนแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น การเตือนภัยทางการเงิน ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินการลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย TikTok มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างรอบรู้และปลอดภัย

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    TikTok Thailand

    rn

    5 กุมภาพันธ์ 2569

    rn”}}” id=”achor01″>

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ TikTok ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อสานต่อและขยายความร่วมมือในการยกระดับความรู้ทางเศรษฐกิจการเงิน การป้องกันภัยทางการเงิน และทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน

    ที่ผ่านมา โครงการ #คนไทยรู้ทัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้านการเงิน การบริหารหนี้ และการป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสององค์กรในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในยุคดิจิทัล นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ระบุว่า TikTok เป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารความรู้ทางการเงินและการตระหนักรู้เรื่องภัยการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างขึ้น ขณะที่คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยต่อยอดการเผยแพร่ความรู้และเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนใช้สื่อออนไลน์อย่างรอบรู้และปลอดภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ TikTok ประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเป็นช่องทางสื่อสารองค์ความรู้ด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเสนอผ่าน TikTok ช่วยกระจายข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน การเตือนภัยทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในปัจจุบัน การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากฉบับก่อน โดยจะเพิ่มการเผยแพร่ความรู้และทักษะทางการเงิน รวมทั้งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงในโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ที่เชื่อถือได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับพฤติกรรมการรับสื่อในยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศของคอนเทนต์ด้านเศรษฐกิจการเงินคุณภาพบนแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น การเตือนภัยทางการเงิน ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินการลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย TikTok มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างรอบรู้และปลอดภัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    TikTok Thailand

    5 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260205.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z7tqyLzfa_v5mn3ZkEqRc

  • ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงความมั่นใจในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569  โดยระบุว่า พรรคกล้าธรรม วางเป้าหมายที่จะเป็นพรรคการเมืองที่ตัวแทนของคนฐานรากซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แนวทางเศรษฐกิจของพรรคกล้าธรรมคือต้องการทำให้ฐานรากของเศรษฐกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนฐานปิรามิดแข็งแรงซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว ซึ่งพรรคเน้นในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ข้าราชการครู ถ้าคนกลุ่มนี้มีความมั่นคงในชีวิตเศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าได้ พรรคจึงมีนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาหนี้สิน

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้ขับเคลื่อนเพื่อมัดใจคนฐานราก ร.อ.รรมนัส เน้นย้ำนโยบายของพรรคว่ามีนโยบายสำคัญดังนี้

    เสนอตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ยั่งยืน

    1.) การยกระดับราคาเกษตรด้วยกลไกตลาด  โดยพรรคจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการอุปสงค์ และอุปทาน  เนื่องจากตนเองอยู่กระทรวงเกษตรฯมานานจึงเห็นว่าเรื่องของ Supply และ Demand เป็นเรื่องสำคัญ หากสามารถจัดการให้สมดุล โดยเน้นส่งเสริมการผลิตสินค้า “เกรด A” ที่คุณภาพสูงเพื่อดันราคาให้แพงขึ้นแทนการเน้นปริมาณและใช้แนวทางการชะลอการขายสินค้าเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมามามาก

    โดยให้สถาบันเกษตรกรเก็บสต็อกสินค้าไว้ในช่วงราคาต่ำ และรัฐช่วยสนับสนุนเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการจำนำหรือประกันราคาที่มีช่องโหว่ให้คอร์รัปชัน ซึ่งนโยบายแบบที่ผ่านมาทั้งการประกันและจำนำเห็นแล้วว่าใช้ไม่ได้ผล ส่วนนโยบายการประกันกำไรนั้นยิ่งทำไม่ได้จริงเพราะไม่รู้ว่าต้นทุนของเกษตรกรนั้นเป็นเท่าไหร่กันแน่

    ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    2.) การปฏิรูปโครงสร้างหนี้และสถาบันการเงินชุมชน โดยพรรคกล้าธรรมเสนอให้มีการตั้ง “สหกรณ์กลาง” เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งภาคเกษตร และหนี้ครู โดยเฉพาะ หนี้ครู ที่ต้องปรับให้มีเงินเหลือใช้เหลือดำรงชีพไม่น้อยกว่า 20-30% ต่อเดือน โดยแนวทางแก้ไขคือการปฏิรูปอำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ให้มีความเข้มงวดในการกำกับดูแลเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อป้องกันความเสียหายจากการบริหารที่ผิดพลาด และให้สหกรณ์เป็นตัวกลางสำคัญในการแก้หนี้โดยมีการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    คัดค้านเปิดเสรีนำเข้าสินค้าเกษตร

    3.) คัดค้านการเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยพรรคมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องการ ต่อต้านสินค้าเกษตรเถื่อน และคัดค้านการเปิดเสรีทางการค้าที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

    รวมถึงนโยบาย “เซตซีโร่” (Set Zero) เพื่อแก้ปัญหาสแกมเมอร์และสินค้าเถื่อนตามชายแดน โดยการสแกนบุคคลที่ไปทำงานต่างแดนและปิดช่องทางธรรมชาติเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบ

    ตั้งเป้าได้ สส.50 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

    สำหรับใน ปี 2569 พรรคกล้าธรรมตั้งเป้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไว้ที่ประมาณ 10-15% ของที่นั่งในสภา หรือ เป้าหมายที่ 50 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

    “ในพรรคของเรามีผู้สมัคร “เกรด A” อยู่กว่า 100 คน ซึ่งหากมองในกรณีที่เลวร้ายที่สุดว่าหายไปครึ่งหนึ่ง ก็ยังมั่นใจว่าจะได้ สส. เขตถึง 50 ที่นั่งอย่างแน่นอน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ทั้งนี้ในพื้นที่เป้าหมายหลักประกอบด้วย พื้นที่ ภาคใต้ ที่คาดหวังไว้ไม่ต่ำกว่า 10-15 ที่นั่ง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาที่มั่นใจว่าจะกวาดได้ถึง 4 เขตจาก 9 เขต รวมถึงในพื้นที่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี (ไม่ต่ำกว่า 3 เขต) และในจ.ชุมพร ก็มีโอกาสได้ สส.เช่นกัน

    ส่วน ในพื้นที่ภาคเหนือ พรรคมั่นใจรักษาฐานที่มั่นในจังหวัดพะเยา และมีลุ้นในทุกจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง

    ส่วน ภาคกลางและตะวันออก มั่นใจว่าจะสามารถแทรกตัวได้ในจังหวัดสระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ ซึ่งจะได้ สส.บางส่วน

    ในเชิงกลยุทธ์ทางการเมือง ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับตามความเป็นจริงว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่พรรคก็ต้องการที่จะสื่อให้ชัดว่าพรรคนี้มีผมเป็นเจ้าของ และเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียวของพรรค เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสับสน

    พร้อมเป็นโซ่ข้อกลางประสานตั้งรัฐบาล

    ที่สำคัญคือพรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” หรือพรรคสำรองที่เป็นตัวนำในการประสานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคประกอบด้วยนักการเมืองมืออาชีพ เป็นนักเลือกตั้งที่เป็นระดับ “ปรมาจารย์” ทางการเมืองและคนในพรรคก็ถือเป็นนักปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่นักคิดที่สร้างภาพฝัน

    “พรรคกล้าธรรมคือพรรคการเมืองสายปฏิบัติการ เป็นพรรคสีเขียวที่เป็นที่พึ่งของคนตัวเล็กพรรคเราไม่ใช่พรรคสีเทาอย่างแน่นอน และเราทำมากกว่าพูด นโยบายทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ทำได้จริงเพื่อความมั่นคงของชีวิตประชาชน” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qV3EX1K1q1F8GHVKBhcuH

  • เลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้ชะตาประเทศ เตือนกับดักประชานิยม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้ชะตาประเทศ เตือนกับดักประชานิยม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ประธานสภาผู้บริโภคชี้บทเรียนเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคที่เน้นนโยบายประชานิยมแจกเงินไม่ยั่งยืน กระตุ้นผู้บริโภคเลือกนโยบายที่ทำได้จริงและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

    จากปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่ใช้เวลายาวนานและเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง และระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนต่างจังหวัดเข้าไม่ถึง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน สภาผู้บริโภคย้ำการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศที่ผู้บริโภคต้องพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและสามารถปฏิบัติได้จริง ย้ำบทเรียนเลือกพรรคแจกเงินไม่ยั่งยืน

    นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้มีความสำคัญมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือการร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตว่าจะก้าวสู่วิถีใหม่ หรือยังคงเลือกแนวทางเดิม ๆ หากยังตัดสินใจเลือกแบบเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา

    “ไม่ควรคาดหวังว่ากลุ่มอำนาจเดิมจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ เพราะหากทำได้จริงก็คงเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้น การเปิดโอกาสให้คนใหม่หรือพรรคใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ควรนำมาพิจารณา เมื่อเทียบกับการให้โอกาสกลุ่มอำนาจเดิมมานานหลายสิบปี” นางสาวบุญยืน กล่าว

    นางสาวบุญยืน ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องนโยบายประชานิยมที่เน้นการแจกเงิน ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยทุกคนควรมีบทเรียนที่ผ่านมาว่า สิ่งที่พูดในช่วงหาเสียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังได้อำนาจมักไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ นโยบายที่เข้าใจภาคประชาชน สามารถปฏิบัติได้จริง และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน

    ยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมายาวนานและยังไม่ได้แก้ไขกรณีถนนพระราม 2 ที่ก่อสร้างและซ่อมแซมยาวนานกว่า 50 ปี เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แต่รัฐกลับไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เนื่องจากกระบวนการร่างสัญญาโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อเอกชนกระทำผิดพลาด เช่นเดียวกับกรณีสัมปทานเหมืองทองที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่รัฐกลับยอมเสียเปรียบเอกชนมาโดยตลอด

    “สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญญาโง่ ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้ลงนามในสัญญาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ” นางสาวบุญยืน กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบขนส่งมวลชนและวิกฤตพลังงาน โดยรัฐมักให้ความสำคัญกับระบบขนส่งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับถูกละเลย ต้องเผชิญกับระบบสัมปทานรถโดยสารแบบผูกขาดที่อยู่ในตระกูลเดิม ส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะในหลายพื้นที่ต้องปิดตัวลง และทำให้ประชาชนบางส่วนจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อซื้อรถส่วนตัว และเผชิญความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

    ขณะเดียวกัน นโยบายด้านพลังงานยังสร้างภาระให้ประชาชน ผ่านค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม และการจ่ายเงินชดเชยค่าพร้อมจ่ายให้แก่กลุ่มทุนไฟฟ้า ทั้งที่ประเทศไทยควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ที่อยู่อาศัย เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้ประชาชนได้จริงจังตามทิศทางของโลก

    “การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เลือกคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านอนาคตของประเทศ และสลายกลไกอำนาจที่ไม่เคยเห็นและเข้าใจภาคประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวบุญยืน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/election-turning-point-nation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtE6l6PfdCDWY3U5-x8sL

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดโครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดโครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120431/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q4jMFu-4sxcUAJscvFyzS

  • อินเดียตามรอยออสเตรเลีย ศึกษากฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย

    อินเดียตามรอยออสเตรเลีย ศึกษากฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย

    วันนี้ (5 ก.พ.2569) BBC รายงาน อินเดียในขณะนี้กำลังมีการถกเถียงอย่างเข้มข้นเรื่องการจำกัดหรือห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยรัฐมนตรีของรัฐหลาย ๆ รัฐเริ่มแสดงท่าทีชัดเจนว่ากำลังศึกษากฎหมายโซเชียลมีเดีย ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่

    รัฐมนตรีในรัฐทางตอนใต้ของอินเดียอย่างน้อย 2 รัฐ กล่าวว่ากำลังตรวจสอบว่า การห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานสำรวจเศรษฐกิจประจำปี ซึ่งจัดทำโดยทีมงานภายใต้ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจหลักของนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้รัฐบาลกลางพิจารณากำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การออกกฎหมายดังกล่าวในอินเดียไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเจอกับความท้าทายทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่สูงมาก

    นิกฮิล ปาห์วา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิดิจิทัล ระบุว่า แม้บริษัทสามารถตรวจจับตำแหน่งผู้ใช้ผ่านที่อยู่ IP ได้ แต่ระบบนี้มักไม่แม่นยำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เขตแดนรัฐติดกัน หากรัฐหนึ่งห้ามใช้อีกรัฐไม่ห้าม ก็อาจเกิดความขัดแย้งได้

    ปาห์วายังชี้ว่าการตรวจสอบอายุก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากจะบังคับใช้จริง บริษัทต้องตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ปราทีค วาเกร ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะจากสถาบันเทค โกลบอล กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายจะต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าบริษัทจะยอมปฏิบัติตามหรือจะฟ้องศาลโต้แย้งหรือไม่

    ในขณะที่ออสเตรเลียเพิ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่าง ๆ แสดงท่าทีต่อต้านอย่างหนัก แต่ในอินเดีย เด็กบางคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงข้อห้ามได้ง่าย ๆ โดยใช้ข้อมูลวันเกิดปลอมสร้างบัญชีใหม่

    ผลการศึกษาล่าสุดที่สำรวจวัยรุ่นอินเดียกว่า 1,277 คน พบว่าการสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่ได้ทำโดยตัวเด็กเอง แต่มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนช่วยสร้าง และไม่ได้ผูกกับอีเมลส่วนตัว ทำให้ระบบตรวจสอบอายุเจ้าของบัญชียาก

    ในรัฐอานธรประเทศ สส.พรรค Telugu Desam ได้เสนอร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แม้เป็นเพียงร่างกฎหมาย แต่ก็ช่วยจุดประกายการถกเถียงในระดับชาติ นารา โลเกช รัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐอานธรประเทศ โพสต์ใน X ว่า เด็กอินเดียกำลังติดโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ส่งผลเสียต่อสมาธิและการเรียน และรัฐบาลกำลังพยายามทำให้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้หญิง

    รัฐอื่น ๆ ก็แสดงความสนใจเช่นกัน โรฮัน คาอุนเต รัฐมนตรีไอทีของรัฐโกอา บอกว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการบังคับใช้มาตรการห้าม ส่วน ปริยันก์ คาร์เก รัฐมนตรีไอทีของรัฐกรณาฏกะ กล่าวถึงโครงการ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” ที่ทำร่วมกับ Meta เพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีสติในนักเรียนและครูหลายแสนคน

    ผู้ปกครองบางส่วนก็เห็นด้วยกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย แต่หลายคนชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงลึกกว่านั้น จิเทนเดอร์ ยาดาฟ พ่อแม่ชาวเดลี บอกว่า พ่อแม่หลายคนปล่อยให้ลูกเล่นโทรศัพท์ เพราะไม่ให้เวลาให้ลูก ไม่มีเวลาพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ

    อ่านข่าวอื่น :

    พายุเอปสตีน ส่อโค่น “สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ขณะที่ “ทรัมป์” แทบไม่สะเทือน

    พรรคใหญ่ปรับแผน ปล่อยแคมเปญ โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    “สองล้อ” เตรียมเก็บตัว พร้อมลุยศึก “เอเชียนเกมส์ 2026”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501856&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KsKx5iCzU2HhGa-uGlgyf

  • เยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120453/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P4ZpxGGf0V-mm0ZD7M7xb