Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตามคาด! หลานสาวเนวิน ชนะเลือกตั้ง เป็น สส.อายุน้อยที่สุด

    ตามคาด! หลานสาวเนวิน ชนะเลือกตั้ง เป็น สส.อายุน้อยที่สุด

    8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เขต 2 บุรีรัมย์ ปรากฏว่า ณัฐธิดา เล็กอุดากร ผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกเป็นผู้แทนฯ
     

    “พลอย” เป็นลูกสาว ภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวเนวิน ชิดชอบ ถูกส่งลงสนามแทน “นก” ไชยชนก ชิดชอบ อดีต สส.บุรีรัมย์ ที่ขยับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 
     

    พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร

    ณัฐธิดา เล็กอุดากร วัย 25 ปี มีชื่อเล่นว่า “พลอย” จบการศึกษา ปริญญาตรี University of Sussex Bachelor of Science and Accounting and Finance และปริญญาโท Hult International Business School Master of Science in International Business ประเทศอังกฤษ 
     

    ตามคาด! หลานสาวเนวิน ชนะเลือกตั้ง เป็น สส.อายุน้อยที่สุด

    เขตเลือกตั้งที่ 2 มีความสำคัญอย่างไร ต้องมากางแผนที่ดูชัดๆ จะรู้ว่า เป็นพื้นที่ 7 ตำบลของ อ.เมืองบุรีรัมย์ และมี ต.เสม็ด และ ต.อิสาณ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรธุรกิจของตระกูลชิดชอบ ทั้งโรงโม่หินศิลาชัย สนามฟุตบอล และสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต
     

    มีรายงานข่าวว่า ผลการเลือกตั้ง จ.บุรีรัมย์ อย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะยกจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973291&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LJEtQNzNKAJHAPoK4v6nH

  • ‘สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ ดึงมืออาชีพทำงาน-วางทิศทางประเทศ

    ‘สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ ดึงมืออาชีพทำงาน-วางทิศทางประเทศ

    ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังสนามเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป สายตาของภาคธุรกิจต่างจับจ้องไปยังทำเนียบรัฐบาลด้วยความคาดหวังระคนกังวล ต่อเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ 

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรค้าปลีกระดับโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคของไทยในปัจจุบัน เรากำลังติดอยู่ในหล่มที่เรียกว่า “ภาวะไร้ยุทธศาสตร์ระยะยาว” (Long-term Strategy) มานานเกินไป ตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 1.6 – 1.7% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 2% ต่อปี ต่อเนื่องมานานนับสิบปีนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในสภาวะหลังชนฝาแล้ว

    “สิ่งที่ภาคธุรกิจโหยหาไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าผู้นำ แต่คือทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะมุ่งหน้าไปทางไหน ไม่ใช่การบริหารแบบขอไปทีที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ของพรรคพวกหรือชัยชนะทางการเมืองระยะสั้นจนลืมมองผลประโยชน์ของชาติ”

    ดร.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลว่าในช่วง 90 วันแรกว่า จะเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายในการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสายตาภาคเอกชน คือวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมที่เน้นการ “แบ่งโควต้าเก้าอี้ดนตรี” และตั้งคำถามถึงการคัดเลือกตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมักถูกดูแลโดยนักการเมืองที่ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองคือ ต้องกล้าดึงมืออาชีพ (Professionals) เข้ามาทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำมาสร้างภาพลักษณ์เป็นไม้ประดับ แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำเป็นและแปรนโยบายจากกระดาษสู่การปฏิบัติจริงได้

    นอกจากนี้ ดร.สุทธิพันธ์ ยังเตือนถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เปรียบเสมือนสนิมกัดกินชาติ โดยแนะให้รัฐบาลใหม่เลิกโฟกัสเฉพาะโครงการระยะสั้นที่มุ่งหวังเพียงการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะในขณะที่ไทยวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับสปีดแซงหน้าไปไกลด้วยความชัดเจนทางการเมืองและการบริหารที่รวดเร็ว

    “ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและรากฐานที่ดีที่สุดในเอเชีย แต่กลับพ่ายแพ้ในสนามแข่งขันเพราะความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐ”

    ในมุมมองของเอกชน ดร.สุทธิพันธ์ ยอมรับว่า แม้กลุ่มเซ็นทรัลจะมีความสามารถในการแข่งขันและได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำระดับโลก (World Leader) ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยตั้งแต่อินเดียจรดญี่ปุ่น แต่สภาพเศรษฐกิจในบ้านเราที่ซบเซาบีบให้ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาโอกาสในน่านน้ำใหม่ ทั้งเวียดนาม อาเซียน และยุโรป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยบาดแผลจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ดังเช่นบทเรียนราคาแพงจากการลงทุนในยุโรปที่ต้องเจอทั้งโควิด สงคราม และคู่ค้าล้มละลาย

    ดร.สุทธิพันธ์ ทิ้งท้ายเป็นโจทย์ใหญ่ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า หากภาครัฐสามารถสร้างนโยบายที่เอื้ออำนวยและช่วยสนับสนุนเอกชนได้จริง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยที่เคยเดินสะดุด ก็อาจกลับมาคำรามและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อีกครั้ง แต่หากยังย่ำอยู่กับที่ด้วยการเมืองแบบเก่าๆ เราอาจตามไม่ทัน เพื่อนบ้านที่กำลังสปีดหนีเราไปทุกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZWfXgOaB62O-kj4kxPfQ1

  • โจทย์ยากภารกิจ ‘รมว.คลัง’ คนใหม่ เดิมพันฝ่าวิกฤติ ‘เศรษฐกิจไทย’

    โจทย์ยากภารกิจ ‘รมว.คลัง’ คนใหม่ เดิมพันฝ่าวิกฤติ ‘เศรษฐกิจไทย’

    การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี 

    รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

    การเฟ้นหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตหนี้สาธารณะสูงและความเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันของ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแนวทางในการคัดเลือกขุนคลังแตกต่างกัน โดยพรรคประชาชนอาจใช้คนนอก, พรรคภูมิใจไทยชูเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, และพรรคเพื่อไทยมีชื่อจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นตัวเลือก

    สำหรับผู้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องเผชิญโจทย์ท้าทายในการบริหารจัดการฐานะการคลังของประเทศที่อ่อนแอลง โดยมีระดับหนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

    พรรคประชาชน ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

    พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ประกาศชัดเจนสุดให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่องานที่ทำไว้ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ประเทศ 

    ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2569-2572 โดยพรรควางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3% ขึ้นไป

    พรรคเพื่อไทย แม้ไม่ระบุบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ผู้ที่วางเป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนาวสาวแพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งรับหน้าที่หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการที่เป็นตัวเลือกในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้าน ทั้งการสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน 

    รวมทั้งหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3czFzx_TnUW38O9_Paewp2

  • พายุฝนทำนับคะแนนเลือกตั้ง สส. และประชามติ ล่าช้าในพื้นที่กรุงเทพตะวันออก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว

    พายุฝนทำนับคะแนนเลือกตั้ง สส. และประชามติ ล่าช้าในพื้นที่กรุงเทพตะวันออก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว

    (8 ก.พ. 69) ณ ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติกรุงเทพมหานคร ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร: นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) แถลงความคืบหน้าการรวมคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา

    ● พายุฝนกระทบการนับคะแนนในหลายพื้นที่

    ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากปิดการลงคะแนน พบว่ามีกลุ่มฝนตกหนักถึงปานกลางในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อาทิ เขตมีนบุรี คลองสามวา สะพานสูง บึงกุ่ม และคันนายาว รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรีในบางจุด โดยหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ข้างต้นได้ประสบปัญหาพายุและลมแรง ต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนจึงจะเริ่มนับคะแนนได้ ทำให้ภาพรวมการนับคะแนนเกิดความล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    ● ความคืบหน้าและปัญหาในเขตเลือกตั้งที่ 15 (คันนายาว)

    ผอ.กกต.กทม. กล่าวถึงรายละเอียดว่า สำหรับการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 15 (เขตคันนายาว) พบปัญหาจากพายุลมแรง 2 หน่วยเลือกตั้ง ดังนี้

    • หน่วยเลือกตั้งที่ 10: วัสดุอุปกรณ์และแบบขีดคะแนนได้รับความเสียหายจากพายุ แต่หีบบัตรเลือกตั้งทั้ง 3 ประเภท (สส. แบบแบ่งเขต, สส. แบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ) ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ขณะนี้ได้จัดส่งอุปกรณ์ชุดใหม่ไปให้เพื่อให้ดำเนินการนับคะแนนต่อแล้ว
    • หน่วยเลือกตั้งที่ 9: พายุพัดเอกสารบางส่วนปลิวไปตามกระแสลม ส่งผลกระทบต่อแบบขีดคะแนนและบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการนับไปแล้วบางส่วนเปียก ขณะนี้ทางต้องรายงานมายังศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง คณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งมีมติให้งดการนับคะแนนเป็นการชั่วคราว และได้รายงานเรื่องมายังสำนักงาน กกต.กทม. โดย สำนักงาน กกต.กทม. จะต้องรายงานไปยังคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อขอคำวินิจฉัยและมติในการดำเนินการขั้นต่อไป จึงทำให้วันนี้หน่วยดังกล่าวไม่สามารถนับคะแนนต่อไปได้

    ● คาดการณ์การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ

    ผอ.กกต.กทม. ระบุว่า จากเดิมที่คาดว่าจะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการบางส่วน ผ่านระบบ ECT Report https://ectreport69.ect.go.th/ ในเวลาประมาณ 20.00 น. และทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในภาพรวมส่วนใหญ่ในช่วง 22.00 น. แต่เนื่องจากปัญหาอุปสรรคด้านฝนฟ้าคะนองที่ทำให้การนับคะแนนล่าช้าไปประมาณ 2 ชั่วโมง จึงคาดว่าจะสามารถรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการผ่านระบบ ECT Report ได้ในเวลาประมาณ 24.00 น. ส่วนผลคะแนนอย่างเป็นทางการจะต้องรอการตรวจสอบเอกสารทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน จึงจะแล้วเสร็จ

    ● ภาพรวมสถานการณ์ทั่วไป

    สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติ ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า พบรายงานกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (คุณยาย) ฉีกบัตรเลือกตั้งโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าจะต้องฉีกตามรอยปรุเพื่อลงหีบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและส่งตัวไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งได้มีการให้ประกันตัวเรียบร้อยแล้ว

    ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมทั้ง 6,530 หน่วยเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ได้เริ่มนับคะแนนแล้วหลังจากฝนหยุดตก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครทุกคนยังคงประจำอยู่ในพื้นที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และจะเร่งดำเนินการนับคะแนนและรายงานผลให้เร็วที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_KhmrD5C4nfeUlm6P7DNI

  • “คุณหญิงกัลยา” ควง “คุณโชติ” ลงคะแนนเขตบางนา เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ เปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ

    “คุณหญิงกัลยา” ควง “คุณโชติ” ลงคะแนนเขตบางนา เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ เปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ

    วันที่ 8 ก.พ.69 เมื่อเวลา 10.39 น. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคุณโชติ โสภณพนิช คู่สมรส เข้าคูหาใช้สิทธิเลือกตั้งที่บริเวณเต็นท์โรงเรียนอรรถวิทย์ เขตเลือกตั้งที่ 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

    ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ถึงเวลานี้พร้อมแล้วที่จะนำนโยบายธนู 4 ดอก โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษา มายกระดับเยาวชนในเป็นที่หนึ่งในอาเซียนให้ได้ เพราะการศึกษาเป็นทางเลือกเดียวของประเทศให้พ้นจากวิกฤติได้

    ​ดร.คุณหญิงกัลยา ยังเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้ถล่มทลาย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางประเทศไทยไปด้วยกัน

    นายโชติ กล่าวว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะมาใช้สิทธิพร้อมกับคุณหญิงกัลยาเป็นประจำ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเลือกคนดีคนมีความรู้เข้าสู่สภาทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127977&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37f8Ihy2orb9oIUpT495Ad

  • “อนุทิน” นำทัพ “ภูมิใจไทย” ประกาศชัยชนะ! ผงาดเบอร์ 1 เลือกตั้ง 69 ชูทีมเศรษฐกิจบิ๊กเนม พร้อมบริหารประเทศทันที

    “อนุทิน” นำทัพ “ภูมิใจไทย” ประกาศชัยชนะ! ผงาดเบอร์ 1 เลือกตั้ง 69 ชูทีมเศรษฐกิจบิ๊กเนม พร้อมบริหารประเทศทันที

    สัญญาณชัด! พรรคสีน้ำเงินยึดเก้าอี้ สส. อันดับหนึ่งของประเทศ! “อนุทิน ชาญวีรกูล” ควงแขนทีมมืออาชีพทั้ง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์-วราวุธ” แถลงน้อมรับคำสั่งประชาชน พร้อมสานต่อความมั่งคั่งและแก้ปัญหาปากท้องอย่างยั่งยืน ย้ำชัยชนะครั้งนี้คือของคนไทยทุกคน

    วันที่ 8 ก พ.2569 เวลา 22.20 .น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายวราวุธศิลปอาชา ร่วมกันแถลงข่าว หลังทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งว่า ในนามของพรรคภูมิใจไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณในทุก ๆ เสียง ทุก ๆ คะแนน ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้กรุณาให้ความเมตตามอบให้พรรคภูมิใจไทยมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร ขณะนี้ถึงแม้ว่ายังไม่มีการประกาศรับรองจำนวนสมาชิกที่พรรคภูมิใจไทยจะได้รับให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่จากการประสานงานติดตามตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยการติดตามโดยตรงกับผู้สมัครทุกคน ก็พอจะทราบได้ว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งในวันนี้เป็นลำดับที่ 1 แล้วก็ต้องกราบเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้มอบให้กับพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ ถือเป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

    นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในการมอบความมั่นใจ มอบความไว้วางใจให้กับพรรคภูมิใจไทย ถือว่านี่คือคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาทำความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย เข้ามาแก้ปัญหาทั้งหลายที่รบกวนใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย พวกเราได้รับสัญญาณจากท่านอย่างชัดเจน และพวกเราขอน้อมรับข้อสั่งการของพี่น้องประชาชนในการที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต ด้วยความทุ่มเท และด้วยความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายของการทำงาน พวกเราทุกคน

    “ชัยชนะของภูมิใจไทยวันนี้คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ได้ลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนคือคนที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานรับใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ”หัวหน้พรรคภูมิใจไทย กล่าว

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้เราก็คงจะได้รับทราบเพียงผลของการเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการ ต้องรอการประกาศรับรองสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งแบบแบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้การรับรองทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในเวลา 60 วัน หลังจากการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปนั้น เราคงจะต้องมีขั้นตอนในการปฏิบัติ และสิ่งที่จะยืนยันได้อย่างดีที่สุดตอนนี้ก็คือ เราจะดำเนินการทุกอย่างโดยยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนของประเทศชาติเป็นเป้าหมายสำคัญ ต้องกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และขอแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้รับชัยชนะในแต่ละเขต ทั้ง 400 เขต รวมไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีก 100 ท่าน ขอแสดงความยินดีจากใจจริง แล้วก็หวังว่าพวกเราทุกคนก็จะมาร่วมกันทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/128146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_IngoHqZN-ryUxCLv2WRa

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    ผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ให้ต้องลุ้น ต้องรอกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล จับขั้วการเมือง ซึ่งจะส่งให้แคนดิเดตคนใดคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

    นับถอยหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ราว 2 ปี 9 เดือน ประเทศไทยผ่านมือนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ราชการแผ่นดินไม่ใช่สนามลองของ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก นายกรัฐมนตรีและทีมของเขามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศ สภาพการณ์ ปากท้องไม่เป็นใจ ประชาชนพร้อมโกรธเกรี้ยวได้ทุกเมื่อ

    “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอรวบรวมปัญหา ภารกิจ โจทย์เศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสาง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ไม่มีเรื่องไหนง่าย

    นายกรัฐมนตรีที่คุมความเสี่ยงได้จริง

    ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือการคุมทิศทางของรัฐบาลผสมให้เป็นรัฐบาลเดียวกัน ไม่ใช่การรวมนโยบายหลายพรรคมาทำพร้อมกัน เพราะความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของรัฐบาลผสม คือการต่อรองทางการเมืองที่ผลักนโยบายต้นทุนสูงเข้ามาเป็นนโยบายรัฐบาลโดยไม่มีกรอบชัดเจน จนภาระงบประมาณบานปลายและกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศมีข้อจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65.7% ของจีดีพี ใกล้เพดานที่ 70% และเศรษฐกิจเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี พื้นที่การใช้จ่ายของรัฐจึงมีจำกัดกว่าที่ผ่านมา หากการใช้จ่ายขยายตัวเร็วเกินไป รัฐอาจต้องกู้เพิ่ม ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น และงบลงทุนที่จำเป็นต่อการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวจะถูกเบียดออกไป

    การตัดสินใจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ที่การตั้งกรอบวินัยทางการคลังว่าอะไรทำก่อน อะไรทำหลัง อะไรไม่ควรทำในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างภาระระยะยาวหรือบิดเบือนกลไกตลาด หากไม่กล้าชะลอหรือปรับรูปแบบ นโยบายระยะสั้น จะกลายเป็นต้นทุนระยะยาวของทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรียังต้องจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลให้สมดุลระหว่างการดูแลปากท้องวันนี้ กับเสถียรภาพเศรษฐกิจวันหน้า ช่วยเหลือได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่คุมต้นทุนได้ และไม่ทำให้ระบบการคลังเสียสมดุล

    สุดท้ายประเทศต้องการนายกรัฐมนตรีที่กล้าพูดความจริง กล้าตัดสินใจ และคุมเกมได้ เพราะในเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง ผู้นำที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คนที่ให้มากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ประเทศ “ไม่พลาด” ในเรื่องการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    งานหินอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างให้ได้

    แม้ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงเกรดซี  แต่งานของ รมว.อุตสาหกรรมไม่หมูและเป็นงานเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มีวาระเร่งด่วนที่ไม่มีช่วงฮันนีมูน เพราะต้องเข้ามาเข้ารีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของไทย ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น 1.เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

    (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CapU) ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ เพราะ MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของประเทศไทยมานานหลายปี ขณะที่ CapU ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อแต่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะต้นทุนการผลิตยังมีความผันผวน ทั้งจากค่าเงินบาทและภาษีสหรัฐฯ

    2.ปลดล็อกเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 3.กำหนดมาตรการ รับมือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากัดกินสินค้าไทย เกิดการตัดราคา ทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ โรงงานไทยต้องปิดกิจการ และ 4.ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve+Green Industry โจทย์ใหม่ในยุคที่โลกไม่ได้ต้องการของถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าสะอาด-มีเทคโนโลยี-ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

    ตั๋วร่วม-พระราม 2 เรื่องสยองที่คมนาคม

    ที่กระทรวงคมนาคม นโยบาย “ตั๋วร่วม” คือสิ่งที่เจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด นโยบาย “ตั๋วร่วม” เดินหน้าได้เมื่อไร จะส่งผลให้การเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ใช้บัตรใบเดียวชำระค่าโดยสารในราคาเหมาจ่ายต่อวัน ช่วยทำให้ราคาลดลง ลดภาระคนทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีภาระค่าเดินทางแพงหูฉี่

    ไม่ว่าใครเข้ามา เชื่อว่ามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแก้ปัญหาค่าโดยสารราคาแพงให้จงได้ ส่วนจะเป็นในรูปแบบใด ต้องรอลุ้นว่าพรรคไหนจะได้เจาะไข่แดง

    และอีกเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ นั่นคือความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเข้ามาสะสางปัญหาต่อให้จบ โดยรัฐบาลก่อนหน้าเคยประกาศว่าขอให้ชาวบ้านทนอีกหน่อย หลังกลางปี 2569 จะไม่มีก่อสร้างบนถนนพระราม 2 อีกแล้ว รัฐมนตรีใหม่เข้ามาน่าจะต้องถูกกดดันต่อ

    ขุมทรัพย์พลังงานรอสานต่อแบบจุกๆ

    เลาะเลียบมาแถวถนนวิภาวดีรังสิต จอดป้ายที่กระทรวงพลังงาน ทำเลที่นักการเมืองจ้องตาเป็นมัน แม้มีงบประมาณหมุนเวียนระดับแค่ 3,000-4,000ล้านบาทต่อปี แต่ขุมทรัพย์ที่แฝงเร้นอยู่นับว่าเอกอุ

    รมว.พลังงานคนใหม่จะต้องเข้ามาผลักดันเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการเดินหน้าเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยต้องผลักดันให้เกิดการประกาศผลผู้ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (รอบที่ 25) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องอนุมัติ รวมถึงเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 บริเวณทะเลน้ำลึก โดยคาดว่าจะเปิดการสำรวจได้จริงในช่วงปลายปี 2569 และยังต้องเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่ออายุสัมปทาน พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ซึ่งใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี 2572

    2.เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ของประเทศไทย ฉบับใหม่ให้เสร็จ หลังจากมีการปรับปรุงร่างแผนพีดีพีมาหลายครั้ง โดยต้องพิจารณาเรื่องการแห่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในประเทศไทย ที่เพิ่มการใช้ไฟมหาศาล การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์

    ของไทยในปี 2593 และ 3.ต้องเร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี 2568 วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดกรองโครงการ ส่วนงบปี 2569 วงเงิน 9,000 ล้านบาท เป็นอำนาจเต็มไม้เต็มมือของ รมต.ใหม่

    คลังชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปุ๊บปั๊บ

    ส่วนที่กระทรวงใหญ่ งานเยอะอย่างกระทรวงการคลัง คาดว่าสิ่งที่ รมว.คลังคนที่กำลังจะมา ต้องเดินหน้าลุยสถานเดียว คือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว กระตุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ที่ต่ำสุด 1.5% ให้ได้ เรื่องนี้ทีมงานกระทรวงการคลังได้ศึกษานโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองไว้เบื้องต้นแล้ว รอแค่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล มาปุ๊บอัดฉีดปั๊บ ไพร่ฟ้าจะได้หน้าใส อารมณ์ดี

    นอกจากนั้นยังน่าจะต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปภาษี ที่ต้องถูกเสนอให้ตัดสินใจแน่ๆ คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งบรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางแล้ว ส่วนจะปรับขึ้นครั้งเดียว จาก 7% เป็น 10% หรือจะทยอยปรับเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้มีผลในปีงบประมาณ 2570 ท่านรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ

    เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีทอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อจดทะเบียนธุรกิจทองคำ เนื่องจากการค้าขายผ่านออนไลน์ ยังไม่มีการกำกับดูแล และอาจช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงป้องกันการฟอกเงินของธุรกิจสีเทาด้วย

    ดีอีล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าแก๊งสแกมเมอร์

    ตามล้างตามผลาญกันมาหลายยุค หลายรัฐมนตรี ท่าน รมว.ดีอีคนใหม่หนีไม่พ้นภารกิจปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ โจรไซเบอร์ ต่อแบบห้ามพัก

    นอกจากการกระชับพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ติดตามให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันแล้ว กระทรวงดีอียังมีหน้าที่ออกกฎหมาย ปรับปรุงให้เท่าทันกับกลเม็ดเด็ดพรายที่เปลี่ยนรายวันของแก๊งโจร ที่ รมต.ใหม่ต้องเข้ามาเจอและตัดสินใจว่าจะสานต่อหรือไม่ คือการพยายามออกกฎหมายที่ทำให้รัฐไทยสามารถตอบโต้กับแก๊งโจรได้บ้าง หากโดนแฮ็กมา จะมีทีมแฮ็กกลับ อันเป็นไอเดียของ รมต.คนก่อนหน้า

    นอกเหนือจากการเดินหน้ายกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้ครอบคลุมต่อไป เพราะยังมีเหยื่อภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟป่า ดินถล่ม แม้กระทั่งฝุ่นพิษ ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเพราะหล่นหายไปจากการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้บังเกิด อย่างโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) ที่ทำให้งบประมาณปี 2569 ของกระทรวงดีอีปูดขึ้นมาแตะ 10,000 ล้านบาท

    “ภาษีสหรัฐฯ-ราคาพืชผล” สาละวนที่พาณิชย์

    งานด่วนงานแรกๆที่กระทรวงพาณิชย์หนีไม่พ้นการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 1-2 เดือน และภาคใต้ที่จะออกหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งผลไม้ชนิดอื่น และพืช 3 หัว คือ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่

    นอกจากฝั่งรายได้เกษตรกรแล้ว ฝั่งผู้บริโภคยังรอมาตรการลดค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงนี้ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยภาษีต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART Text) ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายให้เสร็จตั้งแต่สิ้นปี 2568 แต่ขณะนี้ยังไม่เสร็จ

    รัฐมนตรีใหม่ยังต้องตัดสินใจจะเอาอย่างไรต่อกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยที่ยังคั่งค้าง เช่น FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ไทย-ศรีลังกา, ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และไทย-ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าหมายมีผลใช้บังคับภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มแต้มต่อการค้า การลงทุนไทย ตลอดจนการเร่งเยียวยาผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และกรณีเมียนมาปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี รวมทั้งการเร่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหานอมินี ธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย และสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ ที่รัฐมนตรีใหม่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน

    โจทย์ใหญ่ปลุกความคึกคักหุ้นไทย

    การที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไม่ถึง 2% ต่ำกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯถูกจำกัดหรือมีกำไรลดลง กดดันผลตอบแทนและดัชนีตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในการลงทุนหรือไม่มีแรงจูงใจในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

    ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ทั้งการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง ท่ามกลางสภาพคล่องลดลง เห็นจากปี 2568 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน SET+mai ลดลง 22.7% จากปี 2567 เหลือวันละ 31,400 ล้านบาท ดัชนีสิ้นปีปิด 1,259.67 จุด (ลดลง 10% จากสิ้นปี 2567) จากในอดีตที่ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 60,000-70,000 ล้านบาท สภาพคล่องที่หายไปทำให้ “หุ้นดีขึ้นยาก หุ้นเล็กยิ่งผันผวน”

    และที่สำคัญคือ ผลของคดีทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนครั้งแล้วครั้งเล่า กัดกร่อนความเชื่อมั่นธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในตลาดทุน แม้จะมีความพยายามในการแก้ไข เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา รัฐบาลใหม่ก็ยังมีภาระหน้าที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาสดใสเสียที.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2912919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMWo6Gjb9lGp5XpVrJoCQ

  • ผลโพลเดลินิวส์ X มติชน เลือกตั้ง 69 รอบ3 “พรรคประชาชน” มาแรงกวาดเรียบทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-สส.แบ่งเขต | เดลินิวส์

    ผลโพลเดลินิวส์ X มติชน เลือกตั้ง 69 รอบ3 “พรรคประชาชน” มาแรงกวาดเรียบทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-สส.แบ่งเขต | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 8 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลโพลเดลินิวส์และเครือมติชน ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เดลินิวส์Xมติชน โพลเลือกตั้ง 2569 ฟังเสียงคนไทย” โดยทำการสำรวจผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อเดลินิวส์และเครือมติชนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 6 ก.พ.69 ที่ผ่านมา และได้เก็บรวบรวมไว้จนกว่าการเลือกตั้งสิ้นสุด หลังปิดหีบบัตรเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโพลครั้งที่ 3 สำรวจความคิดเห็นแบ่งเป็น 3 ข้อ คือ 1. ท่านจะเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด 2.ท่านจะเลือก สส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด และ 3.ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

    พรรคส้ม”มาแรงนำโด่ง

    ผลสำรวจออกมาดังนี้ รายละเอียดคะแนนนิยมภาพรวมทั้งประเทศ “สส.ระบบบัญชีรายชื่อ” อันดับ1. พรรคประชาชน 49.4% อันดับ2. พรรคเพื่อไทย 37.1%, อันดับ3. พรรคภูมิใจไทย 4.9%, อันดับ4. พรรคประชาธิปัตย์ 3.5%, อันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.6%, อันดับ6. พรรคเศรษฐกิจ 0.6%, อันดับ7. พรรครวมไทยสร้างชาติ 0.5% และพรรคกล้าธรรม 0.5%, อันดับ8. พรรคไทยภักดี 0.4%, อันดับ9. พรรคประชาชาติ 0.3% และพรรคเสรีรวมไทย 0.3%, อันดับ10. พรรคไทยสร้างไทย 0.2% และพรรคไทยก้าวใหม่ 0.2%, อันดับ11. พรรคพลังประชารัฐ 0.1%, พรรคโอกาสใหม่ 0.1%, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.1%, พรรคเป็นธรรม 0.1%, พรรคปวงชนไทย 0.1% ,อันดับ12. พรรคไทยธรรม 0.0% และ พรรครักชาติ 0.0%

    ทั่วไทย88.6%“เห็นชอบ”แก้รธน.

    สำหรับผลคะแนนนิยม “สส.ระบบเขต” อันดับ1. พรรคประชาชน 48.9%, อันดับ2.พรรคเพื่อไทย 36.6%, อันดับ3.พรรคภูมิใจไทย 5.7%, อันดับ4.พรรคประชาธิปัตย์ 3.4%, อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.4%, อันดับ6.พรรคกล้าธรรม 0.8%, อันดับ7.พรรคประชาชาติ 0.5%, อันดับ8.พรรคเศรษฐกิจ 0.4%, พรรครวมไทยสร้างชาติ 0.4%, อันดับ9.พรรคไทยภักดี 0.2%, พรรคพลังประชารัฐ 0.2%, พรรคไทยก้าวใหม่ 0.2%, อันดับ10.พรรคไทยสร้างไทย 0.1%, พรรคโอกาสใหม่ 0.1%, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.1%, พรรคเสรีรวมไทย 0.1% และ อันดับ11.พรรคปวงชนไทย 0.0%

    ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ตอบแบบสำรวจความเห็นระบุว่า เห็นชอบ 88.6% ไม่เห็นชอบ 8.9% ไม่แสดงความคิดเห็น 2.6%

    เมืองกรุงภาคกลาง”ลุ้นกันสนุก

    ขณะเดียวกัน โพลเดลินิวส์Xมติชน ยังได้แยกข้อมูลสำรวจความนิยมของแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ ออกมาให้เห็น ไล่ตั้งแต่พื้นที่ “กรุงเทพมหานคร” สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 58.9.% อันดับ2.เพื่อไทย 33.4%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 3.2 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.5%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.6% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 58.9.% อันดับ2.เพื่อไทย 33.4%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 2.9 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.8%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.8% สำหรับ “ลงประชามติ”จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 93.1%, ,ไม่เห็นชอบ 6%, และไม่แสดงความเห็น 0.8%

    ภาคกลาง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 52.4% อันดับ2.เพื่อไทย 33.7%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 6.4 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.5%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.4% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 52.8.% อันดับ2.เพื่อไทย 32.8%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 7. %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.6%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.3% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 88%, ,ไม่เห็นชอบ 8.7%, และไม่แสดงความเห็น 3.3%

    เหนืออีสาน”เพื่อไทยไล่บี้แซง

    ภาคเหนือ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.เพื่อไทย53.4% อันดับ2.ประชาชน36.8%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 3.0 %, อันดับ4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.5. อันดับ5.กล้าธรรม 1.5%, และอันดับ 6. ประชาธิปัตย์1.0% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1. เพื่อไทย53.3 % อันดับ2.ประชาชน35.9%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 2.8 %, 4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.5% อันดับ5.กล้าธรรม 1.5%, และอันดับ 6. ประชาธิปัตย์1.0% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 91.7%, ,ไม่เห็นชอบ 5.7%, และไม่แสดงความเห็น 2.6%

    ภาคอีสาน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.เพื่อไทย48.3% อันดับ2.ประชาชน 40 %, อันดับ3.ภูมิใจไทย 4.2 %, อันดับ 4. ประชาธิปัตย์ 4.0%,อันดับ และ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.7 ส่วน “สส.เขต” อันดับ1. เพื่อไทย 48.5 % อันดับ2.ประชาชน38.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 5.7 %, 4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.7% และอันดับ5.ประชาธิปัตย์ 1.4%, สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 89.6%, ,ไม่เห็นชอบ 7.5%, และไม่แสดงความเห็น 2.9%

    ตะวันออกตะวันตก”ขับเคี่ยวเดือด

    ภาคตะวันออก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 53 % อันดับ2.เพื่อไทย 38.8%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 4.7 %, อันดับ4.ไทยภักดี 0.6% ,พลังประชารัฐ0.6% และไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.6% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 52.1% อันดับ2.เพื่อไทย 38.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 5.7%, อันดับ4.พลังประชารัฐ 1.6% และ อันดับ5.ประชาธิปัตย์ 0.6%, สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 91.5%, ,ไม่เห็นชอบ 7.9%, และไม่แสดงความเห็น 0.6%

    ภาคตะวันตก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 51.4% อันดับ2.เพื่อไทย 27.6.%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 9.3 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 3.3% อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.8% อันดับ6.รวมไทยสร้างชาติ 1.4% อันดับ7.เสรีรวมไทย0.9% ไทยภักดี 0.9 % และเศรษฐกิจ 0.9% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 48.6% อันดับ2.เพื่อไทย 25.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 12.6% อันดับ4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4.7% อันดับ 5.ประชาธิปัตย์ 2.8% อันดับ6.กล้าธรรม 2.3% และอันดับ 7. เศรษฐกิจ 1.9% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 79.4%, ,ไม่เห็นชอบ 15.4%, และไม่แสดงความเห็น 5.1%

    ปักษ์ใต้”ฟ้าทวงคืนพื้นที่

    ภาคใต้ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 47.9 % อันดับ2.ประชาธิปัตย์ 18.5%, อันดับ3.เพื่อไทย 12.9%, อันดับ4.ภูมิใจไทย 8.6 % ,อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3.6%, อันดับ6.ประชาชาติ 2.1 % , อันดับ7.รวมไทยสร้างชาติ 1.9 % ,อันดับ8.เสรีรวมไทย 0.9 % และกล้าธรรม 0.9% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 47 % อันดับ2.ประชาธิปัตย์ 17 %, อันดับ 3.เพื่อไทย 10.7%, อันดับ4. ภูมิใจไทย 11 %, อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 6.4% ,อันดับ6.ประชาชาติ 2.8 % และกล้าธรรม 1.7 % สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 71.2%, ,ไม่เห็นชอบ 23.6%, และไม่แสดงความเห็น 5.2%.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5581477/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35GiLuMuMDOCO_V_L3djxR

  • รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายตุล (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาคดี “ฉ้อโกง” และมีหมายจับติดตัว รวม 8 หมายจับ โดยจับกุมได้บริเวณลานจอดรถคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

    สืบเนื่องจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ว่าถูกนายตุล (นามสมมุติ) หลอกลวงว่าสามารถจัดส่งไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีได้ ในตำแหน่งงานต่าง ๆ เช่น โรงงาน งานสวน และงานอื่น ๆ โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว รวมถึงค่าเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นเงินทั้งสิ้น 100,000 บาท เชื่อว่านายตุล (นามสมมุติ) สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่กล่าวอ้างได้จริง จึงได้จ่ายเงินเป็นค่ามัดจำ เป็นเงิน 50,000 บาท โดยจ่ายไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2566 หลังจากที่จ่ายเงินมัดจำแล้ว นายตุล (นามสมมุติ) ไม่สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่ตกลงไว้ ผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กับทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อได้ตรวจสอบประวัติผ่านระบบ ปรากฏว่านายตุล (นามสมมุติ) ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้าง หรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศแต่อย่างใด ทางจังหวัดอำนาจเจริญ จึงมอบให้ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับตำรวจ

    โดยผู้เสียหายเข้าแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก แชตไปหาคนร้าย เพื่อขอซื้อทัวร์ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะนำของเพื่อนผู้กล่าวหา โดยพบว่าคนร้าย ประกาศรับจัดท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ สำรองตัวเครื่องบินทุกประเภท รับทำวีซาประกาศเป็นสาธารณะให้บุคคลทั่วไปให้ทราบ จึงสนใจไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และต้องการไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วย ซึ่งคนร้ายคิดค่าท่องเที่ยวในราคา 40,000 บาท ส่วนค่าทำงานในราคา 60,000 บาท โดยให้ผู้กล่าวหาจ่ายค่าท่องเที่ยวไปก่อน จำนวน 40,000 บาท และโอนเงินให้กับคนร้ายไป ก่อนจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยไปพบคนร้ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ซึ่งผู้กล่าวหาเชื่อว่าเป็นคนร้ายในคดีนี้รอผู้กล่าวหาอยู่ ในระหว่างพบกันนายตุล (นามสมมุติ) ได้เทรนภาษาอังกฤษให้กับผู้กล่าวหา และนัดขึ้นเครื่องในวันที่ 22 มีนาคม 2566 เมื่อถึงกำหนดวันบินไปประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าไม่ใด้ไป ทางสายการบินไทยปฏิเสธโดยแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบว่า มีการจองเที่ยวบินจริง แต่ไม่ได้มีการชำระเงิน ทางสายการบินฯ จึงได้ยกเลิกเที่ยวบินเมื่อผู้กล่าวหาสอบถามไปยังนายตุล (นามสมมุติ) แล้ว ทางนายตุล (นามสมมุติ) อ้างว่าลูกทัวร์ไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน จึงขอยกเลิกและขอเงินคืน แต่นายตุล (นามสมมุติ) ไม่ยอมคืนเงินให้และขอผลัดผ่อนเรื่อยมา ผู้กล่าวหาเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายตุล (นามสมมุติ)

    ต่อมาตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม  ได้ทำการสืบสวนทราบว่า นายตุล (นามสมมุติ) ได้หลบหนีมาพักอาศัย อยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปตรวจสอบจับกุมตัว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง  เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามผู้ต้องหาให้การเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I9GSk2nACc53lhlg5f1ja

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fCQysr5wxxqcg4PGC7l4V