
ที่มาของภาพ, ANTHONY WALLACE / AFP via Getty Images
-
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
-
Published
-
เวลาอ่าน: 11 นาที
“เราเคยอยู่ที่เดียวกันนี้เมื่อปี 1991 [พ.ศ. 2534] และถ้าเทียบกับตอนนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย ภายในงานการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นี่ถือเป็นเวลากว่า 35 ปี นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในปี 2534 โดยถูกจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งเดียวกันนี้ และในตอนนั้นไทยเองก็ถูกจับตาจากนานาชาติที่คาดการณ์ว่า จะกลายเป็น ‘เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย’
ทว่าคล้อยหลังแค่เพียง 6 ปี ความฝันที่อยากเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียกลับสะดุดลง เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่นำมาสู่การลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 และต่อมาได้เข้าเจรจาขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อพยุงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะนั้น
“หากคุณเทียบเอเชียเมื่อปี 1998 [พ.ศ. 2541] กับตอนนี้ ประเทศไทยมาไกลมากแล้ว ในแง่หนึ่ง วิกฤต [ต้มยำกุ้ง] ครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เศรษฐกิจ [ไทย]ใหญ่ขึ้นสองเท่าครึ่ง [ในแง่มูลค่าที่แท้จริง] จีดีพีต่อหัวเพิ่มจาก 1,800 ดอลลาร์เป็น 8,000 ดอลลาร์” ศรีนิวาสัน กล่าว

ที่มาของภาพ, สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix
แม้ว่าในปัจจุบัน ไทยไม่ใช่ลูกหนี้อีกต่อไปแล้ว กองทุนฯ แห่งนี้มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟจะอธิบายในบทความนี้ ซึ่งจะมีนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการในไทยมาให้มุมมองที่ใกล้ตัวสำหรับผู้อ่านด้วย
จาก 2540 ถึงปัจจุบัน
วันที่ 20 ส.ค. 2540 ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงการณ์อนุมัติวงเงินสินเชื่อที่สามารถเบิกถอนได้ให้กับประเทศไทยด้วยมูลค่า 2.9 พันล้าน SDR (ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเข้าช่วยเหลือวิกฤตด้านการเงินของประเทศหรือที่เรียกว่า ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’
ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ของปีเดียวกัน หลังรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทว่าจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก
ก่อนหน้านั้น ไทยอยู่ในยุคทองมานานกว่า 20 ปี เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงอัตราการเติบโตที่แท้จริง (Real GDP) [หักลบตัวเลขเงินเฟ้อออกไปแล้ว] สูงถึง 8.9% ในปี 2537 และ 8.7% ในปี 2538 ก่อนจะลดลงมาเป็น 6.4% ในปีก่อนหน้า ‘วิกฤต 40’

ที่มาของภาพ, EMMANUEL DUNAND/AFP via Getty Images
รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงนั้นประเทศไทยมีหนี้สกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นจำนวนมาก โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จึงทำให้มูลค่าหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท
ส่วนที่รัฐบาลต้องยอมลอยตัวค่าเงินนั้น รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ อธิบายว่าเป็นเพราะ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยใช้พยุงค่าเงินในตอนนั้น “พูดง่าย ๆ คือมันหมด ขาดสภาพคล่อง”
ท้ายที่สุด รัฐบาลในขณะนั้นจึงต้องหันไปพึ่งไอเอ็มเอฟที่มีสถานะเป็น “ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายระหว่างประเทศ” (International Lender of Last Resort) และเม็ดเงินที่ได้มาช่วยเหลือเศรษฐกิจในยามคับขันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็น “การขายชาติ”

ที่มาของภาพ, Yvan Cohen/LightRocket via Getty Images
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) บอกกับบีบีซีไทยว่า สถานการณ์ในเวลานั้นเพราะไอเอ็มเอฟมีสถานะเป็นคนปล่อยกู้ จึงต้องออกเงื่อนไขที่ทำให้มั่นใจได้ว่ากองทุนฯ จะได้รับเงินคืน
อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่าแม้แต่ไอเอ็มเอฟเองก็ยอมรับว่าอาจทำอะไรผิดพลาดไปบ้างในปี 2540
ดร.พิพัฒน์ เล่าว่า วิกฤตส่วนใหญ่ที่หลาย ๆ ประเทศเจอในช่วงยุค 70-80 หรือแม้กระทั่งวิกฤตเม็กซิกัน (Mexican Peso Crisis) ในช่วงปี 1994 มักมีรัฐบาลเป็นต้นเหตุ ขณะที่วิกฤตต้มยำกุ้งที่ฝั่งเอเชียเผชิญ นับเป็นวิกฤตแรก ๆ ที่ปัญหาเกิดจากภาคเอกชน ดังนั้นแนวทางในการแก้วิกฤตของไอเอ็มเอฟในยุคนั้นจึงยังเป็นสูตรสำเร็จที่เอาไว้ใช้แก้ปัญหาที่เกิดจากรัฐบาล
“ง่ายสุดก็คือรัดเข็มขัดก่อนเลย ใครขาดดุลเยอะ ๆ ก็ตัดงบรายจ่าย ขึ้นภาษีก่อนเลยเพื่อที่จะดึงการเงินภาคการคลังให้กลับเข้าสู่ระเบียบ” ดร.พิพัฒน์ กล่าว
เขาเสริมว่าพอไอเอ็มเอฟมาถึงไทย มาตรการแรก ๆ ที่กองทุนฯ กำหนดก็คือรัดเข็มขัดเพราะว่าใช้เครื่องมือเดิมที่ตัวเองมี ปรากฏว่ามาตรการนี้ก็ถูกวิจารณ์เลยว่าทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก
“เศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว ซึ่งแย่จากภาคเอกชน แทนที่รัฐจะไปช่วยดัน รัฐไปดึงเข็มขัดทำให้เศรษฐกิจที่อาจจะไม่ควรต้องร่วงลงไปหนักเท่านั้นหนักลงไปอีก อันนี้เป็นการเป็นการวิจารณ์ที่ผมว่า With Benefit of Hindsight [เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยสิ่งที่เรารู้แล้วตอนนี้] ก็จริง แล้วไอเอ็มเอฟก็เปลี่ยน” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ที่มาของภาพ, EMMANUEL DUNAND/AFP via Getty Images
ทว่าสุดท้ายแล้ว ประเทศไทยก็สามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจกลับมาได้ และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2546 รัฐบาลสามารถใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเวลาราวหนึ่งปี และยุคสมัยแห่งการเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟก็จบลง
อย่างไรก็ดี มรดกหนี้มหาศาลที่เกิดจากวิกฤตครั้งนั้นยังไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ อธิบายว่า นอกจากเงินกู้ไอเอ็มเอฟ ยังมีหนี้อีกก้อนที่ใหญ่กว่าหลายเท่า คือหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ราว 1.32 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการที่รัฐเข้าไปค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนในสถาบันการเงินที่ล้ม
“หนี้ก้อนนี้ยังนับเป็นหนี้สาธารณะอยู่จนถึงวันนี้ และถูกทยอยชำระผ่านเงินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งปีละ 0.46% ของยอดเงินฝาก ซึ่งต้นทุนส่วนหนึ่งก็ถูกส่งต่อมายังดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้บริโภค และทุกวันนี้หนี้ก้อนนี้ก็ยังอยู่” เขาอธิบาย
ไทยแทบไม่มีวันกลับไปกู้ไอเอ็มเอฟแล้ว
แม้จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศในภูมิภาค ทว่าทั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการที่บีบีซีไทยได้คุยด้วยต่างก็ยืนยันถึงความก้าวหน้าและความเข้มแข็งทางการเงินของไทยที่ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ จากยุคปี 2540
ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า เงินสำรองระหว่างประเทศรวม อยู่ที่ 2.76 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ไทยมีเงินสำรองฯ สูงกว่าหนี้ต่างประเทศที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี ราว 2.5 เท่า (247%) โดยตัวเลขหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่เพียง 9.73 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
“โอกาสกู้เงินของไอเอ็มเอฟ ต้องถามว่ามีโอกาสที่ประเทศไทยจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับดุลการชำระเงินหรือเปล่า… ประเทศไทยสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูงมาก ๆ เพราะฉะนั้นก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าโอกาสจะเกิดวิกฤตแบบในอดีต แทบจะต่ำหรือแทบจะไม่มีเลย น้อยมาก ๆ” รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เสริมว่า วันนี้ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมาก เขาเปรียบเทียบว่า ในอดีตปัญหาของไทย “ผมใช้คำว่า speed limit แล้วกัน คือเศรษฐกิจไทยวิ่งเกิน speed limit จนไปทำให้ความเสี่ยงมันบานออก แต่วันนี้เราวิ่งต่ำกว่า speed limit เยอะมาก มันไม่มีทางที่เราจะแหกโค้ง ปัญหาคืออยู่ดี ๆ เราจะหยุดไปเฉย ๆ”
“ถ้าเรามองไอเอ็มเอฟเป็น emergency crew [หน่วยกู้ภัย] เขาไม่มีทางไปรอรับเราที่โค้งแน่นอนเพราะเราไม่มีทางแหกโค้ง ปัญหาคือเราจะไปไม่ถึงโค้งเอา… วันนี้โจทย์มันคนละโจทย์ วันนั้นเขาพยายามจะเบรคเราไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป วันนี้เราวิ่งช้า เพราะฉะนั้นวันนี้มันเป็นปัญหาโครงสร้าง ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ประเด็นเรื่องของครัวเรือนที่ยังมีปัญหาอยู่มากกว่าว่าเศรษฐกิจโตเร็วเกินไปจนจะไปเข้าสู่วิกฤตแบบที่เราเคยเห็นในอดีต ซึ่งโตช้าก็จะเป็นวิกฤตอีกแบบ เพียงแต่ว่าไอเอ็มเอฟอาจจะช่วยไม่ได้” ดร.พิพัฒน์ กล่าว
IMF มีความสำคัญต่อไทยอย่างไร
แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายระหว่างประเทศ แต่ ดร.พิพัฒน์ ซึ่งเคยทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ให้กับไอเอ็มเอฟบอกกับเราว่าหน้าที่จริง ๆ ของกองทุนฯ ยังมีอีกสองส่วน คือ การตรวจสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ซึ่ง “ในภาวะปกติก็คือเป็นที่ปรึกษา แต่ส่วนใหญ่ ประเทศก็ไม่ค่อยฟัง ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง” และหน้าที่อีกส่วนคือการเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าไปดูตั้งแต่นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน รวมไปถึงนโยบายต่างประเทศ
ในงานแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 13 ต.ค. กองทุนฯ ประเมินตัวเลขการเติบโตจีดีพีไทยประจำปี 2569 อยู่ที่ 2.1% เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน เมื่อเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 1.9% อย่างไรก็ดี ตัวเลขประเมินจีดีพีสำหรับปี 2570 ถูกปรับลดลงมาเหลือ 2.1% จากการประเมินรอบก่อนที่อยู่ที่ 2.2%
นอกจากกองทุนฯ จะเปิดเผยบทวิเคราะห์ผ่านตัวเลขเหล่านี้ พวกเขายังมีรายงานที่ชื่อว่า ‘รายงานประเมินเศรษฐกิจประจำปีตามข้อบทที่ 4 (Article IV)’ ซึ่งเผยแพร่ล่าสุดออกมาเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งตอนนั้นกองทุนฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้เพียง 1.6% เท่านั้น เพราะ “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ”
รายงานฉบับนั้นระบุว่า ปัญหาของไทยมีตั้งแต่การลงทุนต่ำ ผลิตภาพที่เติบโตช้า และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่บาดแผลจากวิกฤตโรคระบาด โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ได้บั่นทอนความสามารถในการรับมือแรงกระแทกของเศรษฐกิจลงไปอีก ส่งผลให้การฟื้นตัวยืดเยื้อและล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
เท่านั้นยังไม่พอ จุดเปราะบางเหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงต้านระลอกใหม่ทั้งภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
เอกสารหรือคำเตือนจากไอเอ็มเอฟเหล่านี้ออกมาเป็นระยะตามกำหนดการที่แน่นอน มีทั้งคำชมถึงสิ่งที่แต่ละประเทศทำได้ดี ไปจนถึงประเด็นที่กองทุนฯ มองว่าเป็นปัญหาและควรถูกแก้ไข ทว่าเมื่อประเทศไม่ได้อยู่ในสถานะลูกหนี้ที่ต้องทำตามเงื่อนไขแล้ว เอกสารเหล่านี้ที่ออกมายังเหลือน้ำหนักมากแค่ไหน
นี่คือคำถามที่บีบีซีไทยถามไปยังนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และตัวผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟประจำภูมิภาคนี้
“เราให้คำแนะนำโดยอิงจากการประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต การจ้างงาน การคลัง และอื่น ๆ เราให้คำแนะนำด้วยเจตนาที่ดีทั้งหมด และแน่นอนว่าประเทศต่าง ๆ ได้รับคำแนะนำจากหลายสถาบันเช่นเดียวกับไอเอ็มเอฟ ท้ายที่สุดแล้ว เขาจะพิจารณาว่าอะไรเหมาะกับตัวเอง และนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ เราจึงเป็นเหมือนสถาบันที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบาย ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะนำไปใช้หรือไม่” ศรีนิวาสัน ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีไทย
เขาเสริมด้วยว่า “ในหลายกรณี [ประเทศต่าง ๆ] ก็รับคำแนะนำไป ในบางกรณี เขาก็มีมุมมองที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติโดยสิ้นเชิง นั่นคือเหตุผลที่สิ่งนี้เป็นการเจรจาระหว่างเรากับประเทศสมาชิก การหารือที่ดี การถกเถียงที่ดี และการเจรจาที่ดี คือสิ่งที่ทำให้ทั้งไทยและไอเอ็มเอฟแข็งแกร่งขึ้น”

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai
สำหรับ ดร.พิพัฒน์ เสียงวิจารณ์ของไอเอ็มเอฟผ่านการประเมินเหล่านี้ เสมือนมีที่ปรึกษามาวิเคราะห์ซึ่งทั้งฝั่งประชาชนหรือฝั่งการเมืองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ว่านี่คือการพิจารณาจากมุมมองที่เป็นอิสระ “ที่มองการดำเนินนโยบายของรัฐบาล แล้วก็วิเคราะห์วิจารณ์อย่างซีเรียส [จริงจัง]”
ขณะที่ รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า จริงอยู่ที่ไอเอ็มเอฟไม่ได้มีอิทธิพลเชิงนโยบายต่อประเทศไทยเหมือนในปี 2540 อีกต่อไปแล้ว แต่รายงานแต่ละฉบับที่ออกมาจากสถาบันแห่งนี้ ยังมีอิทธิพลต่อนักลงทุนต่างประเทศ เวลาที่พวกเขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร เหมาะสมต่อการเข้ามาหรือไม่
“มันแสดงให้ต่างประเทศเห็นว่าไอเอ็มเอฟมองไทยเชื่อมั่นขนาดไหน อันนี้สำคัญมาก สมมติเรื่องพื้นที่การคลังเรามีจำกัด ไอเอ็มเอฟเขียนออกมาเตือนอยู่เรื่อย ๆ ภาพพจน์ของประเทศไทยในเชิงการคลังก็จะเสีย เสียความเชื่อมั่นไปได้ ก็อาจจะไปมีผลกับ Credit Rating [อันดับความน่าเชื่อถือ] ที่พวกนี้เขาก็ดูรายงานพวกนี้ด้วย… เพราะฉะนั้น [ไอเอ็มเอฟ]ยังมีความสำคัญอยู่พอสมควรเลยในภาพของมุมมองของชาวต่างประเทศ” รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ ชี้
เหล่า Gen Z ยังต้องสนใจไอเอ็มเอฟอยู่หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับศรีนิวาสันเอง เขาบอกว่า “ไอเอ็มเอฟเป็นเหมือนสินค้าสาธารณะของโลก (global good) เราอยู่ที่นี่เพื่อให้คำแนะนำที่ดีแก่ประเทศต่าง ๆ เราอยู่ที่นี่เพื่อเจรจากับคนไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย สื่อ หรือภาคประชาสังคม เราพูดคุยหารือกับทุกคน นี่จึงเป็นช่องทางให้คนไทยได้เรียนรู้ว่ามีสิ่งดี ๆ อะไรเกิดขึ้นที่อื่นที่นำมาใช้ได้ และเป็นช่องทางให้เราได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในไทยเพื่อนำไปบอกประเทศอื่น เป็นการแลกเปลี่ยนสองทางระหว่างสถาบันกับประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อทุกคนในโลก”
ด้าน รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ บอกว่า เด็กยุคใหม่ที่เกิดไม่ทันเห็นประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตการเงิน อาจไม่รับรู้ว่าเสถียรภาพของประเทศมีความสำคัญมากแค่ไหน
“เวลาที่คลื่นลมมันสงบ เราก็ไม่รู้สึกว่าเสถียรภาพของประเทศมันมีความสำคัญ Gen Z ที่เติบโตมา เขาเติบโตมาในสถานะที่ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ อันนี้เขารับรู้ แต่ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเงินของประเทศมีระดับที่สูงมาก ๆ สิ่งที่เขาอาจจะยังไม่เห็นก็คือ เวลาประเทศเกิดวิกฤตทางการเงิน มีปัญหาการขาดเสถียรภาพของระบบการเงิน มันกระทบกับชีวิตผู้คน รายได้ กระทบกับเศรษฐกิจมากเลย” รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าว
เขาเสริมว่า ปัจจุบันนี้ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้า อาจเปรียบเสมือนกับ เรือที่แล่นไปอย่างเอื่อย ๆ “แต่เวลามีพายุ เราเหมือนมีตัวป้องกันว่าเรือไม่คว่ำ ถึงแม้จะไปช้าแต่ไม่คว่ำ”
“อย่างปี 2008 เกิดวิกฤตการเงินโลก ใครจะคิดว่าอเมริกาจะได้รับผลกระทบขนาดนี้ จะเกิดวิกฤตในยุโรป แต่เชื่อไหมว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะเรามีบทเรียนมาแล้ว เราดูแลระบบสถาบันการเงิน ระบบนโยบายการเงินของเรามาดีมาก ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นผลกระทบเลยไม่เห็น มันเหมือนกับเรานั่งเรือไป ทุกอย่างมันสงบหมด ไม่มีปัญหา จนกระทั่งพอมีคลื่นลมมาปุ๊บ อันนี้ถึงรู้ว่าเสถียรภาพมันสำคัญ” เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / AFP via Getty Images
แม้องค์กรระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟอาจให้ความรู้สึกห่างไกลจากชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป แต่ ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบว่ากองทุนฯ แห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นตำรวจดับเพลิง ที่มีหน้าที่ทั้งคอยดับไฟเมื่อเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้น ทว่าในยามปกติ พวกเขาก็คอยตรวจสอบสอดส่องว่าแต่ละประเทศมีถังดับเพลิงเพียงพอไหม มีเส้นทางหนีไฟถูกต้องตามหลักหรือไม่
“ตำรวจดับเพลิงที่มีหน้าที่สองสามอย่าง หนึ่งก็คือ ถ้าไฟไหม้ต้องเดินมาดับ แต่ถ้าเกิดบ้านเราไฟไม่ไหม้ เราก็จะไม่รู้จักตำรวจดับเพลิง ใครเป็นตำรวจดับเพลิงอยู่ที่ไหนเรายังไม่รู้เลย” ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบ
สำหรับคนที่เกิดไม่ทันยุคไทยเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ทิ้งท้ายว่า “อาจจะเป็นการดีที่เราไม่รู้จักไอเอ็มเอฟ เพราะแปลว่าไฟบ้านเราไม่ไหม้”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c62e9wzv42n0o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oXqkfTi_9USnMq1Fw8dc7




