รัฐบาลเตรียมหนุนความร่วมมือเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ ดันนโยบายการคลังช่วยครัวเรือน–ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน ระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมเสริมทักษะการเงินคนรุ่นใหม่
15 ต.ค.2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปก ประจำปี 2569 เพื่อเตรียมการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปก ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 20–21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกำหนดรับรองแถลงการณ์ร่วมในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่าง 21 เขตเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างแถลงการณ์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่มีความน่าเชื่อถือและยืดหยุ่น ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมผลักดันความร่วมมือสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้นโยบายการคลังสนับสนุนครัวเรือน การระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน และการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ด้านการเงิน
สำหรับด้านการสนับสนุนครัวเรือน เอเปกให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อให้มาตรการทางการคลังสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมุ่งให้การใช้จ่ายภาครัฐเชื่อมโยงกับการยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน
ขณะเดียวกัน ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ร่างแถลงการณ์สนับสนุนการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน และส่งเสริมบทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีในการช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน ผ่านกลไกการค้ำประกันและการเงินแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้กรอบนโยบายและการกำกับดูแลที่โปร่งใสและเอื้อต่อการลงทุน
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการขยายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง โดยบริการทางการเงินควรมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ ใช้งานได้จริง และตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชน ครัวเรือน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
นอกจากนี้ เอเปกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและบุคลากรด้านการเงินรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้านการเงินอย่างต่อเนื่องในปี 2570 ภายหลังโครงการภายใต้หัวข้อนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการพัฒนาและการเติบโตที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจัดขึ้นในปี 2569
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครัวเรือน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินและเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างเขตเศรษฐกิจเอเปก โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีการลงนาม ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างไม่มีข้อขัดข้องต่อหลักการหรือสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ โดยรัฐบาลมุ่งใช้เวทีเอเปกเป็นกลไกส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลและนโยบายการคลัง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1089112/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CF4GcvAK4zRBAKoJUxHCv
