สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด

สื่อญี่ปุ่นเผย-ครบ-1-ปี-ปิดด่านไทย-กัมพูชา-เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด
สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด

สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจเมืองชายแดนกัมพูชาทรุดหนัก คาสิโนปอยเปตปิดหลายแห่ง จาก 30 แห่ง เหลือไม่ถึง 10 แห่ง

30 กรกฎาคม 2569 สื่อญี่ปุ่น นิอิงาตะ -นิปโป (niigata-nippo) รายงานสถานการณ์ครบรอบ 1 ปี ของการปิดด่านการเข้าออกทุกด่านตามชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 หลังเกิดเหตุปะทะกัน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา โดยพบว่า เศรษฐกิจเมืองชายแดนกัมพูชาได้รับผลกระทบทรุดหนัก นักท่องเที่ยวหาย คาสิโนซบเซา ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาเปิดด่านเมื่อใด

คาสิโนคนหด-ธุรกิจพึ่งพาแรงงานซบเซา

โดย ก่อนปิดด่าน ปอยเปตรับนักท่องเที่ยวจากไทย วันละประมาณ 1,000–1,500 คน ส่วนใหญ่เดินทางไปเล่นคาสิโน ช่วงเวลานั้่น มีคาสิโนเปิดให้บริการราว 30 แห่ง แต่หลังปิดชายแดน คาสิโนเหลือเปิดไม่ถึง 10 แห่ง หลายแห่งปิดกิจการ และโรงแรมที่ติดกับคาสิโนก็ถูกทิ้งร้าง

นอกจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยว  ทางการกัมพูชายังเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ (Special Scam) ที่เคยใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานดำเนินการ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพากลุ่มแรงงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติยิ่งซบเซาลง

ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

จากธุรกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างจากงานที่เกี่ยวข้องกับคาสิโน รายได้หายไปเกือบทั้งหมด แต่ยังต้องผ่อนบ้านและชำระหนี้ แต่ไม่มีรายได้เพียงพอ โดยคาดหวังเพียงว่าชายแดนจะกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้สื่อข่าวของ นิอิงาตะ -นิปโป ได้ลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่าบริเวณด่านพรมแดนเงียบเหงา แทบไม่มีผู้คน ต่างจากในอดีตที่มีนักท่องเที่ยว และนักพนันจากฝั่งไทยเดินทางเข้าออกตลอดทั้งวัน

โดยรวมแล้ว รายงานชิ้นนี้สะท้อนว่า การปิดชายแดนไม่ได้กระทบแค่การเดินทางระหว่างสองประเทศ แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเมืองปอยเปต ซึ่งเคยพึ่งพานักท่อเที่ยวจากไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกัน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็ยิ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซามากขึ้น

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

ผลกระทบนี้ ได้ลุกลามไปถึงการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทญี่ปุ่น โดยบริษัทลูกในประเทศไทยของ “เกียวดะ เดนเซน” (Gyoda Densen) ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสายไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ที่เดิมใช้วิธีขนส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นไปยังกัมพูชาโดยผ่านประเทศไทย และส่งออกสินค้าสำเร็จรูปกลับไปยังญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยเช่นกัน แต่หลังการปิดด่านชายแดน บริษัทได้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางโลจิสติกส์ ที่เชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาโดยตรงแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งยืดเยื้อจากเดิมเพียงหนึ่งวันกลายเป็นหนึ่งเดือน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นประมาณ 3 เท่า มีรายงานว่าทางบริษัทยังคงแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไว้เองเพื่อหลีกเลี่ยงการผลักภาระไปยังลูกค้า

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

จุนยะ ซากางูจิ ประธานบริษัทสาขาในประเทศไทยของ เกียวดะ เดนเซน กล่าวว่า “ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก เราจึงต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดด่านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอีกครั้ง ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

รายงานระบุด้วยว่า ในขณะที่ด่านชายแดนยังคงปิด ประกอบกับการที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าก่อสร้างกำแพงสูงกว่า 3 เมตร ตลอดแนวชายแดน จึงยังไม่มีวี่แววว่าการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็วๆ นี้

ข่าวล่าสุด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378980971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_8–uBvPfWyfmjeh8ZDDa