รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการปรับลดอัตราภาษีการบริโภค (Consumption Tax) สำหรับสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 1 เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 2 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีกำหนดที่จะตัดสินใจเชิงนโยบายภายในต้นเดือนสิงหาคม 2569 และผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวในการประชุมสภาช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ราวเดือนตุลาคมถึงธันวาคม) เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดอัตราร้อยละ 1 แทนการยกเลิกภาษีทั้งหมด (ร้อยละ 0) คือ การปรับระบบเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register System) ให้รองรับอัตราภาษีร้อยละ 1 ใช้เวลาน้อยกว่า จึงบังคับใช้ได้เร็วกว่า อีกทั้งมีต้นทุนทางการคลังต่ำกว่า โดยการปรับลดสู่ร้อยละ 1 จะทำให้รัฐต้องจัดหางบประมาณชดเชยราว 4 ล้านล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 8.3 แสนล้านบาท ขณะที่การยกเลิกภาษีทั้งหมดสู่ร้อยละ 0 จะมีต้นทุนสูงถึงราว 5 ล้านล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 1.03 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการลดภาษีดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่จะปรับอัตราภาษีกลับสู่ร้อยละ 8 เมื่อครบกำหนด 2 ปี โดยวางให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทางไปสู่การจัดตั้งระบบเครดิตภาษีแบบคืนเงินได้ (Refundable Tax Credit) ที่เชื่อมโยงกับระดับรายได้ ซึ่งตั้งเป้าบังคับใช้เต็มรูปแบบในปีงบประมาณ 2572
ประเด็นที่มีนัยสำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐกิจและการคลัง คือ ทิศทางนโยบายการคลังของญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบายพื้นฐานด้านการบริหารเศรษฐกิจการคลังและการปฏิรูป (Basic Policy) ซึ่งกำหนดให้ตัดสินใจมาตรการลดภาษีการบริโภคที่เป็นรูปธรรมภายในต้นเดือนสิงหาคม และที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ การตัดถ้อยคำเรื่องการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ออก พร้อมปรับทิศทางจากการให้น้ำหนักกับการทำงบประมาณสมดุลขั้นปฐมภูมิ (Primary Balance) ไปสู่การสร้างกรอบการลงทุนใหม่ที่แยกออกจากงบประมาณปกติ โดยยังคงตั้งเป้าให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Debt-to-GDP) ปรับลดลงอย่างมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ ยังวางกรอบการลงทุนภาครัฐ-เอกชนรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 76.6 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปีงบประมาณ 2583 ใน 17 สาขายุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ (AI & Semiconductors) ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนายาและการแพทย์ขั้นสูง คอนเทนต์ (เกม อนิเมะ เพลง) เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงาน อวกาศ การต่อเรือ และแร่ธาตุสำคัญ สะท้อนการวางเศรษฐกิจแบบเข้มแข็ง ที่เน้นการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัดทางการคลัง อย่างไรก็ดี ทิศทางขยายตัวนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินอย่างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นระยะยาว (อายุ 30 ถึง 40 ปี) ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับราว 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนความกังวลของ นักลงทุนต่อความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่พึ่งพาการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล (Deficit-covering Bonds) แต่จะจัดหาแหล่งรายได้ทดแทนจากการทบทวนเงินอุดหนุน มาตรการภาษีพิเศษ และรายได้ที่มิใช่ภาษี โดยจะชี้แจงรายละเอียดในช่วงการจัดทำงบประมาณปลายปี ส่วนตัวมาตรการภาษีเองยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาแห่งชาติว่าด้วยหลักประกันสังคมและยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย
ประเด็นสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจ คือ การปรับลดภาษีการบริโภคนี้บังคับใช้กับสินค้าอาหารทุกประเภทในตลาดญี่ปุ่นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้านำเข้า ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงไม่ได้สร้างความได้เปรียบด้านราคาให้แก่สินค้าไทยเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่นโดยตรง หากแต่ผลที่แท้จริงคือการขยายขนาดตลาดการบริโภคอาหารโดยรวม และภาษที่ลดลงจะเพิ่มงบประมาณค่าอาหารของภาคครัวเรือน (Income Effect) ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีกำลังหันไปเลือกซื้อสินค้าอาหารที่มีคุณภาพหรือมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นทิศทางที่แตกต่างจากช่วงภาวะเงินเยนอ่อนและเงินเฟ้อก่อนหน้านี้ที่กดดันให้ผู้บริโภคเน้นเฉพาะสินค้าราคาประหยัด ประการต่อมา มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้เป็นการชั่วคราวในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 ถึงมีนาคม 2572 จึงจะส่งผลให้เกิดการสร้างวัฏจักรอุปสงค์ (Demand Cycle) เฉพาะตัวที่ต้องระมัดระวัง กล่าวคือ จะเกิดแรงกระตุ้นการบริโภคในช่วงที่ภาษีอยู่ในระดับต่ำ และเมื่อใกล้ครบกำหนดปรับภาษีกลับสู่ร้อยละ 8 มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปรากฏการณ์เร่งซื้อกักตุนล่วงหน้า (Demand Front-loading) ตามด้วยการชะลอตัวของอุปสงค์หลังการปรับขึ้นภาษี เช่นเดียวกับที่ตลาดญี่ปุ่นเคยประสบมาแล้วก่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคในปี 2557 และปี 2562 โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าอาหารที่เก็บรักษาได้นาน (Shelf-stable) จึงควรเตรียมวางแผนการผลิตและสต็อกสินค้ารองรับวัฏจักรดังกล่าว ในทางกลับกัน กลไกที่มีความยั่งยืนกว่าและเป็นฐานอุปสงค์ระยะยาว (Long-term Demand Base) ที่แท้จริงคือระบบเครดิตภาษีแบบคืนเงินได้ที่เชื่อมโยงรายได้ ซึ่งจะเริ่มในปี 2572 อันจะช่วยประคับประคองกำลังซื้อสินค้าอาหารของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่เป็นฐานผู้บริโภคสำคัญได้อย่างต่อเนื่องมากกว่ามาตรการลดภาษีชั่วคราว
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
สคต. ณ กรุงโตเกียว มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรให้น้ำหนักกับทิศทางเชิงโครงสร้างของนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่นโดยรวม การที่แนวนโยบายพื้นฐานฉบับล่าสุดปรับสู่แนวทางการคลังแบบขยายตัว เน้นการลงทุนและการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัด ประกอบกับการจัดตั้งระบบเครดิตภาษีที่เชื่อมโยงรายได้ในปี 2572 สะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปกป้องและกระตุ้นกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ (Demand) สินค้าอาหารในระยะกลางถึงยาว ทั้งนี้ ผู้ส่งออกควรแยกแยะระหว่างมาตรการลดภาษีชั่วคราวที่จะสิ้นสุดใน 2 ปี กับระบบเครดิตภาษีที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวรและคาดการณ์ได้มากกว่า และควรใช้กลไกระยะยาวนี้เป็นหลักในการวางกลยุทธ์ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านการคลังและปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตรเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาในเชิงธุรกิจโดยตรง เพราะภาวะตึงเครียดทางการคลังและเงินเยนอ่อนค่าจะกระทบทั้งต้นทุนนำเข้าและอำนาจซื้อของคู่ค้าญี่ปุ่น อันส่งผลต่อการตั้งราคาและปริมาณคำสั่งซื้อของผู้ส่งออกไทยในทางปฏิบัติ
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
เพื่อเตรียมความพร้อมและใช้ประโยชน์จากจังหวะการเปลี่ยนแปลงนโยบายในครั้งนี้ สคต. ณ กรุงโตเกียว ขอเสนอแนวทางเชิงธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทย ดังนี้
1. วางตำแหน่งสินค้า (Product Positioning) บนพื้นฐานของการขยายตัวของตลาดอาหารโดยรวมและแนวโน้มการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงขึ้นของผู้บริโภคมากกว่าการหวังผลจากส่วนต่างราคาที่ลดลง โดยเน้นสินค้าอาหารไทยที่มีความแตกต่างและมูลค่าเพิ่ม อาทิ ผลไม้คุณภาพ อาหารแปรรูปพรีเมียม เครื่องปรุงรส และสินค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
2. วางแผนการผลิตและบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับหน้าต่างโอกาส (Window of Opportunity) ในช่วง 2 ปีของมาตรการ พร้อมเตรียมรับมือกับภาวะอุปสงค์ (Demand) ชะลอตัวหลังภาษีปรับกลับสู่ร้อยละ 8 ในปี 2572 และโอกาสเกิดการเร่งซื้อกักตุนล่วงหน้าสำหรับสินค้าที่เก็บรักษาได้นาน โดยควรพิจารณาโครงสร้างสัญญาและกำหนดการจัดส่งให้ครอบคลุมทั้งช่วงเริ่มต้น (เมษายน 2570) และช่วงสิ้นสุด (มีนาคม 2572) ของมาตรการ
3. ใช้ระบบเครดิตภาษีที่เชื่อมโยงรายได้ในปี 2572 เป็นหลักยึดในการวางแผนระยะยาว เนื่องจากเป็นกลไกที่ยั่งยืนและช่วยพยุงกำลังซื้อของฐานผู้บริโภคได้ต่อเนื่องกว่ามาตรการชั่วคราว
4. บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk Management) อย่างจริงจัง เนื่องจากทิศทางการคลังแบบขยายตัวและเงินเยนที่อ่อนค่าราว 162 เยนต่อดอลลาร์ จะเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยของคู่ค้าญี่ปุ่น โดยอาจใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) หรือเสนอทางเลือกการตกลงราคาในสกุลเงินที่ยืดหยุ่นสำหรับคู่ค้ารายสำคัญ
5. ติดตามสัญญาณเชิงเศรษฐกิจและการคลังอย่างใกล้ชิด ทั้งความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเยน ควบคู่กับการเริ่มหารือกับผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกญี่ปุ่นตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อร่วมวางแผนการทำตลาดในช่วงหน้าต่างโอกาสดังกล่าว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ Nikkei MJ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p1nwibicjm8m5bijp7j5lj6r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SDVkenRP9JgohGyfD16xq
