Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 77.49 จุด หุ้นไอทีหนุน-เงินเฟ้อต่ำ คาด RBI ลดดอกเบี้ยธ.ค.นี้

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 77.49 จุด หุ้นไอทีหนุน-เงินเฟ้อต่ำ คาด RBI ลดดอกเบี้ยธ.ค.นี้

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (14 ต.ค.) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากหุ้นกลุ่มไอทีที่พุ่งขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ HCLTech ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งช่วยตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. นี้

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,404.54 จุด เพิ่มขึ้น 77.49 จุด หรือ +0.09%

    หุ้น 15 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.4% ตามลำดับ

    สำหรับปัจจัยหนุนมาจากกลุ่มไอทีที่ปรับตัวขึ้น 0.6% นำโดยราคาหุ้นของ HCLTech ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ที่พุ่งขึ้น 1.4% หลังบริษัทประกาศรายได้ไตรมาส 2 ดีกว่าที่คาดการณ์ และยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปีไว้ที่ 3-5%

    ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยบวกสำคัญมาจากข้อมูลเงินเฟ้อค้าปลีกเดือนก.ย. ที่ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.54% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี โดยมีสาเหตุหลักจากราคาอาหารที่ปรับลดลง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณบวก และเพิ่มน้ำหนักให้กับความเป็นไปได้ที่ RBI จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในเดือนธ.ค.

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9D0IQ4P5S26M4NQA3TMQ24LN5M6ENA&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3idKLTFLsTP9IdoReMFQ-Q

  • กัมพูชาโต้เกาหลีใต้! ท่องเที่ยวปลอดภัย ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์?| PPTV News ข่าวต่างประเทศ |14 ต.ค. 68

    กัมพูชาโต้เกาหลีใต้! ท่องเที่ยวปลอดภัย ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์?| PPTV News ข่าวต่างประเทศ |14 ต.ค. 68

    กัมพูชาโต้เกาหลีใต้! ท่องเที่ยวปลอดภัย ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์?| PPTV News ข่าวต่างประเทศ |14 ต.ค. 68

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาและผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้แยกแยะระหว่างคดีแก๊งหลอกลวงกับคดีที่เกิดกับนักท่องเที่ยว ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หลังเหตุนักศึกษาเกาหลีใต้เสียชีวิตซึ่งเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่ากัมพูชายังปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

    #กัมพูชา #เกาหลีใต้ #แก๊งสแกมเมอร์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A_cWTg503C_HRf64RZj3B

  • ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวเชียงใหม่ “ชมเสน่ห์หัตถศิลป์ สัมผัสวิถีถิ่นบ้านถวาย”

    ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวเชียงใหม่ “ชมเสน่ห์หัตถศิลป์ สัมผัสวิถีถิ่นบ้านถวาย”

    กรมการท่องเที่ยว ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวเชียงใหม่ “ชมเสน่ห์หัตถศิลป์ สัมผัสวิถีถิ่นบ้านถวาย” จัดทริปนำร่องแนะนำแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวแมสคอต “น้องไม้ขอน” ชูอัตลักษณ์งานหัตถกรรมไม้แกะสลัก

    กรมการท่องเที่ยว ชวนเปิดประสบการณ์ “ชมเสน่ห์หัตถศิลป์ สัมผัสวิถีถิ่นบ้านถวาย EMBRACE THE CRAFTMANSHIP, EMBRACE THE COMMUNITY LIFE” จัดทริปนำร่องแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนบ้านถวาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวให้ร่วมสมัย มอบประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวปัจจุบัน พร้อมเปิดตัวแมสคอต “น้องไม้ขอน” ชูอัตลักษณ์งานหัตถกรรมไม้แกะสลัก สินค้าขึ้นชื่อของชุมชน

    วันที่ 18 กันยายน 2568 : เชียงใหม่ – กรมการท่องเที่ยวจัดทริป “ชมเสน่ห์หัตถศิลป์ สัมผัสวิถีถิ่นบ้านถวาย EMBRACE THE CRAFTMANSHIP, EMBRACE THE COMMUNITY LIFE” เชิญอินฟลูเอนเซอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทริปนำร่องในโครงการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวบ้านถวาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ผสมผสานความหลากหลาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และไลฟ์สไตล์ เตรียมความพร้อมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ที่หลากหลายของชุมชน

    เริ่มต้นทริปด้วยการไหว้พระขอพรที่ “วัดถวาย” และเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ วัดถวาย” ทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของชุมชน ต่อด้วยรับประทานอาหารเหนือที่ร้านของคนในท้องถิ่นอย่างร้าน “ขนมจีนป้าคำ” และ “ข้าวซอยตานนท์” ช่วงบ่าย ร่วมทำงานหัตถกรรมไม้แกะสลัก เดินเส้นแต่งลาย ลงรักปิดทอง พร้อมเลือกซื้อสินค้าจากคนในชุมชน และปั่นจักรยานเที่ยวชมวิถีชีวิตที่ “ชุมชนบ้านถวายสองฝั่งคลอง” ปิดท้ายด้วยแหล่งท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์อย่างคาเฟ่ที่แนะนำโดยคนท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ในทริปยังมีการเปิดตัว “น้องไม้ขอน” แมสคอตตัวแทนช่างไม้ประจำชุมชนบ้านถวายที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของชุมชนอย่างงานไม้ เป็นคาแรกเตอร์ที่สะท้อนแก่นและอัตลักษณ์ของความสวยงามและพิถีพิถัน

    โดยการพัฒนาในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการออกแบบแนวคิดการพัฒนาชุมชน “บ้าน – เฮือน – โฮม” ที่สะท้อนวิถีชีวิตการอยู่อาศัยที่เรียบง่ายและสมดุลระหว่างชุมชนกับธรรมชาติ กลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนาอันเป็นรากฐานของชุมชน และวิถีชีวิตสากลที่เปิดพื้นที่เชื่อมโยงคุณค่าท้องถิ่นเข้ากับการท่องเที่ยว เป็นการยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวในชุมชนบ้านถวายให้มีความร่วมสมัย เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริงบนรากฐานและจุดแข็งของชุมชน ซึ่งในการดำเนินงานครั้งนี้ ครอบคลุมการพัฒนาใน 3 มิติหลัก ได้แก่

    1. การพัฒนาเชิงพื้นที่และภูมิทัศน์ ทั้งการตกแต่งร้านให้มีความร่วมสมัย การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวของชุมชนได้ รวมถึงการปรับปรุงทัศนียภาพของเส้นทางท่องเที่ยวแต่ละจุดให้มีความต่อเนื่อง เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น
    2. การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความหลากหลาย ทั้งรูปแบบและราคา สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการต่อยอดเป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของชุมชนผ่านการมีประสบการณ์ร่วมโดยตรง อย่างการทำเวิร์คช็อปงานไม้แกะสลัก การเดินเส้นแต่งลาย ลงรักปิดทองขันโตก เป็นต้น ถือเป็นการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน
    3. การพัฒนาแบรนด์และการประชาสัมพันธ์ สืบเนื่องจากการพัฒนาทั้ง 2 ด้านข้างต้นที่ส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวบ้านถวายให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ทางกรมการท่องเที่ยวได้มีการจัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชุมชน เผยแพร่ทางโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ใหม่ในวงกว้าง โดยในระยะยาว มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถถ่ายภาพและแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ได้ ซึ่งจะนำมาสู่การดึงคนมาท่องเที่ยวที่ชุมชนบ้านถวาย สร้างรายได้ให้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น

    YouTube video

    การฟื้นฟูและพัฒนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ แต่ยังสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ โดยปลายทาง กรมการท่องเที่ยวตั้งใจให้ชุมชนบ้านถวายแห่งนี้ กลายเป็นชุมชนหัตถกรรมร่วมสมัยตัวอย่างของการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับชุมชน ในขณะเดียวกันคนในชุมชนก็สามารถสร้างรายได้จากงานหัตถกรรมไม้ที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ถือเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีความยั่งยืน สอดรับกับยุทธศาสตร์ 20 ปีที่มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการสร้างและพัฒนาสินค้าและบริการด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ความคิดสร้างสรรค์ และทุนทางวัฒนธรรม

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3793644/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05dJZnWkstSgCnTsVmxjtD

  • นาแห้วฟิน! อุณหภูมิแตะ18องศาฯ ต้อนรับหยุดยาว-เปิดรับลมหนาว

    นาแห้วฟิน! อุณหภูมิแตะ18องศาฯ ต้อนรับหยุดยาว-เปิดรับลมหนาว

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นาแห้วฟิน! อุณหภูมิแตะ18องศาฯ

    ต้อนรับหยุดยาว-เปิดรับลมหนาว

    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ว่าในช่วงนี้สภาพอากาศเริ่มเป็นใจ มีอากาศหนาวเย็นมาเยือนติดต่อกัน 1-2 วันแล้ว และเมื่อรุ่งเช้าฟ้าเปิด ทำให้เกิดทะเลหมอก 180 องศา ที่สวยงามอย่างยิ่ง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวจำนวนมาก

    นายไพรัตน์ เชื้อบุญมี ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวและโฮมสเตย์บ้านบุ่ง เปิดเผยว่า จุดชมวิว ภูค้อนาแห้ว ในเช้าวันนี้มีอุณหภูมิอยู่ที่ 18 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวและครอบครัวนิยมขึ้นไปชมทะเลหมอกยามเช้า

    ทะเลหมอกที่นี่เปรียบเสมือนสายน้ำสีขาวโพลนที่ไหลเอ่อล้นตัดกับภาพพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสอากาศหนาวที่กระทบใบหน้าและร่างกายอย่างเต็มที่

    “จุดภูค้อนาแห้ว” เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบบ้านๆ ในบรรยากาศทะเลหมอกกลางป่าลึก โดยชาวบ้านจะให้บริการด้วย รถอีแต๊ก พาไต่ขึ้นยอดภูค้อ เพื่อไปยังจุดชมวิวที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้น เส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที (ระยะทางประมาณ 3 กม.) จะผ่านสวนไร่นาและภูเขาของชาวบ้าน ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาเยือน นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นทะเลหมอกทางด้านหน้า พร้อมกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับ สปป. ลาว ในฝั่งตรงข้าม เช่น ภูผาโกน เป็นต้น

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) แสดงให้เห็นว่าจังหวัดเลยเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างชัดเจน ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (ภูเรือ) 15.0, อุทยานแห่งชาติภูเรือ 17.0, อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 18.0, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 18.0, อ.ภูเรือ 20.5, อ.ด่านซ้าย / อ.หนองหิน 21.0, อ.วังสะพุง / อ.ท่าลี / อ.ภูกระดึง / อ.ปากชม / อ.ผาขาว 23.0 อ.เมืองเลย 23.9 และ อ.เชียงคาน / อ.ภูหลวง 24.0

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10JOYJN3kQrq6vq9EQ3IrM

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    | 182 view

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ ดร. Salim M. Al Malik ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม (The Islamic World Educational, Scientific and Cultural Organization: ICESCO)

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับ ICESCO ในด้านการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ วัฒนธรรม และเยาวชน โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบของ ICESCO ที่ประเทศไทย รวมถึงการเสนอเมืองในประเทศไทยให้เป็นเมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งบทบาทของไทยใน ICESCO จะช่วยชูภาพลักษณ์ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม พัฒนาการด้านการศึกษา และเอกลักษณ์ความเป็นไทย

    รัฐมนตรีฯ ได้ชื่นชมบทบาทของ ICESCO ในการเปิดมุมมองเยาวชนและส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรม พร้อมย้ำความตั้งใจจริงของไทยที่จะร่วมมือกับ ICESCO โดยทำงานอย่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-dg-of-icesco-oct-25-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CKHqFrOj_LpF7g5F_rUTb

  • บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    ไมโครซอฟท์ (Microsoft) สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตระบบปฏิบัติการ “Windows 10” แล้ววันนี้ แนะ 3 แนวทางใช้งานต่อ เลือกอัปเดต Windows 11 – ซื้ออุปกรณ์ใหม่ – ร่วมโปรแกรม ESU

    นับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ที่ทาง Microsoft บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก เผยโฉมระบบปฏิบัติการ Windows 10 โดยเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ปี 2015

    อย่างไรก็ตาม ในงานเดียวกัน Microsoft ยังได้ประกาศวันสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตระบบ Windows 10 ด้วย โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2025

    ซึ่งทาง Microsoft ได้ออกประกาศย้ำเตือนผู้ใช้งานทั่วโลกถึงการสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตนี้ โดยหลังจากนี้ผู้ใช้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางเทคนิค การอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ หรือการอัปเดตด้านความปลอดภัยอีกต่อไป

    Reuters/REUTERS
    บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    โดย Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้อัปเกรดเป็น Windows 11 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ “ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากกว่า”

    แต่หากอุปกรณ์ไม่สามารถรองรับ Windows 11 ได้ตามข้อกำหนดทางเทคนิค Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้เข้าร่วมโปรแกรม Windows 10 Consumer Extended Security Updates หรือ ESU หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ที่รองรับ Windows 11 แทน

    ทางเลือกของผู้ใช้ Windows 10 กรณีสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ต

    อัปเกรดเป็น Windows 11 บนอุปกรณ์เดิม

    หากอุปกรณ์มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดขั้นต่ำของ Windows 11 อาจได้รับการแจ้งเตือนให้อัปเกรดโดยอัตโนมัติ สามารถตรวจสอบความพร้อมได้ที่ Start > Settings > Update & Security > Windows Update > Check for updates

    ซื้ออุปกรณ์ใหม่ที่มาพร้อม Windows 11

    สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ หรือผู้ใช้ที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ Microsoft แนะนำให้เลือกซื้ออุปกรณ์ที่มาพร้อม Windows 11 ติดตั้งล่วงหน้า ซึ่งจะมีเครื่องมือช่วยเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

    เข้าร่วมโปรแกรม ESU

    สำหรับผู้ที่ต้องการเวลาเพิ่มเติมก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่หรือ Windows 11 ทาง Microsoft ได้เปิดทางเลือก Windows 10 Consumer Extended Security Updates หรือ ESU เพื่อให้ Windows 10 ยังคงได้รับการป้องกันด้านความปลอดภัยได้ต่อไปอีก 1 ปีหลังวันที่ 14 ตุลาคม 2025

    ที่มา: Microsoft

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/259115&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zwL_Y-U0duR7H_GtyYGxf

  • ส่องยุทธศาสตร์ โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว EEC อนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

    ส่องยุทธศาสตร์ โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว EEC อนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการสร้างรากฐานพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้านโยบาย “โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว” เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นอย่างมีเสถียรภาพ

    แนวนโยบายนี้ได้รับการตอกย้ำอย่างชัดเจนในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2025 จัดโดย สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้หัวข้อ “การค้าโลก ‘ป่วน’ ภูมิอากาศโลก ‘เปลี่ยน’ แผนพลังงานไทย ‘ปรับ’ อุตสาหกรรมไทย จะไปต่ออย่างไรให้ยั่งยืน” โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ปาฐกถาพิเศษชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์พลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และเทคโนโลยี ซึ่งเร่งให้ทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้อง “ปรับตัวเชิงนโยบาย” เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    นายอรรถพล กล่าวว่า ความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภายนอก รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า ได้ส่งผลต่อการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการที่ “พลังงานสะอาด” ถูกนำมาใช้เป็นประเด็นในการกีดกันทางการค้า (Non-Tariff Barrier) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emission จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของนานาประเทศในภูมิภาค

    กระทรวงพลังงานได้ดำเนินนโยบายในกรอบ “4D1E” ได้แก่ Digitalization, Decarbonization, Decentralization, De-regulation และ Electrification เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดในทุกมิติ 

    โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง

    โดยได้มีการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าการลงทุนกว่า 1,380 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงถึง 3,800 เมกะวัตต์ภายในปี 2580 พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม มูลค่าการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    ในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน กระทรวงพลังงานได้เดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น โครงการ Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง) ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1.6 ล้านตันต่อปี และสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง

    กระทรวงพลังงาน ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเป้าหมาย “Net Zero 2050” อย่างยั่งยืน โดยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน และการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการนำร่องในอ่าวไทยตอนบน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 540,000 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 6.4 ล้านตันต่อปี และสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง

    ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็น “ใบอนุญาตการลงทุนยุคใหม่” ของโลก บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft, Amazon และ Digital Edge ต่างมีนโยบายชัดเจนว่าดาต้าเซ็นเตอร์ของตนต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% เท่านั้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Digital Edge จากสิงคโปร์ ได้ร่วมกับ B.Grimm Power ลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 100 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี โดยใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งตอกย้ำว่า “ไฟฟ้าสีเขียว” คือหัวใจของการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าหมุนเวียนที่มีความผันผวน การขาดแคลนระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และความล่าช้าในการเปิดระบบ Third Party Access (TPA) หรือ Utility Green Tariff (UGT) ที่ยังอยู่ในขั้นตอนกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า หากไม่เร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อาจกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนที่ต้องการแหล่งพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้

    ภาครัฐจึงต้องเร่งเดินหน้าทั้งสามมิติไปพร้อมกัน ได้แก่ (1) การขยายระบบส่งไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงของโครงข่ายในพื้นที่ EEC (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้เพียงพอต่ออุปสงค์ใหม่จากภาคดิจิทัล และ (3) การพัฒนากลไกทางเศรษฐกิจและกฎระเบียบให้ยืดหยุ่น เช่น การอนุมัติ Direct PPA และ TPA ที่โปร่งใสและมีอัตราค่าไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ได้

    ในภาพรวม โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวใน EEC จะไม่เพียงเป็นระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็น “รากฐานของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่ผสานระหว่างพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    และในโลกที่พลังงานและข้อมูลคือสองเสาหลักของความมั่งคั่ง ประเทศที่มีทั้ง “ไฟฟ้าสะอาด” และ “ระบบดิจิทัลที่มั่นคง” เท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้นำอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาคได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qpIT-NXALjvV8YStE-9ua

  • แบงก์ชาติสิงคโปร์คงนโยบายการเงิน หลัง GDP โตเกินคาดใน Q3 แต่เตือนศก.ชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติสิงคโปร์คงนโยบายการเงิน หลัง GDP โตเกินคาดใน Q3 แต่เตือนศก.ชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์เปิดเผยในวันนี้ (14 ต.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3/2568 ของสิงคโปร์ ขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.9%

    อย่างไรก็ตาม GDP ไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่มีการขยายตัว 4.5% ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 1.5%

    ปัจจัยที่ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ของสิงคโปร์ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงนั้น มาจากการที่ภาคผลิตที่ซบเซาลง หลังจากมีการขยายตัวถึง 5% ในไตรมาส 2 ขณะที่ภาคการก่อสร้างชะลอตัวลงเช่นกัน โดยขยายตัวเพียง 3.1% ในไตรมาส 3 ซึ่งชะลอลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 6.2%

    ทางด้านธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งมากกว่าคาดในไตรมาส 3 แม้สิงคโปร์ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้าทั่วโลกที่เกิดจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ MAS ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือนโยบายหลักแทนอัตราดอกเบี้ย เปิดเผยในวันนี้ว่า คณะกรรมการ MAS จะคงความชัน ความกว้าง และจุดกึ่งกลางของกรอบนโยบายการเงินไว้เช่นเดิม โดย MAS ได้คงนโยบายการเงินที่ระดับดังกล่าวตั้งแต่เดือนก.ค.ปีนี้

    แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสิงคโปร์ขยายตัวได้ดีเกินคาด แต่ MAS เตือนว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการขยายตัวของ GDP จะอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากกิจกรรมในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

    นอกจากนี้ MAS คาดการณ์ว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกจะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตของสิงคโปร์ ขณะที่ภาคการก่อสร้างและการบริการทางการเงิน มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G__cPrHKCU-gUyWeyPLbQ

  • ครม.ถกแผนใหญ่ งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ-ก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 

    ครม.ถกแผนใหญ่ งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ-ก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 

    ครม.ถกแผนใหญ่ งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ-ก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นี้ ที่ประชุมเตรียมพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยจับตาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยกว่า 19 ตำแหน่ง ทั้งรองปลัด ผู้ตรวจราชการ อธิบดี และผู้ว่าราชการจังหวัด

    สำหรับวาระครม.ที่น่าสนใจ มีดังนี้

    กระทรวงท่องเที่ยวฯเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)

    กระทรวงท่องเที่ยวฯเสนอขอความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ประจำปี 2568-2570 (4 ปี)

    กระทรวงการต่างประเทศเสนอขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ครั้งที่ 19

    กระทรวงพลังงานเสนอร่างถ้อยแถลงร่วมสำหรับโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาวไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ฉบับที่ 6

    กระทรวงพลังงานเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มพันธมิตรเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (เอเชค) ครั้งที่ 3

    กระทรวงการคลังเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2568 การประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคด้านการปฏิรูปโครงสร้าง ครั้งที่ 4

    สศช.เสนอกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569

    สำนักงบประมาณเสนอขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    สำนักงบประมาณเสนอปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    สลค.เสนอแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี หรือที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว

    สมช.เสนอผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/641330&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mwQ3tYpXKFWUO3kanDe-s

  • แหล่งท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดเสน่ห์

    แหล่งท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดเสน่ห์

    แหล่งท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดเสน่ห์

    Economics

    Thai Economics

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ

    หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    Tag

    แหล่งท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดเสน่ห์

    Date Time: 14 ต.ค. 2568 06:00 น.

    Summary

    “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี “ประเมินท่องเที่ยวไทยปีนี้ยังเติบโต แต่ปีหน้าถึงจุดอิ่มตัว

    Latest



    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินท่องเที่ยวไทยปี 2568 ว่า ยังโตต่อเนื่อง แต่ส่งสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น ในปี 2569 สะท้อนถึงการอิ่มตัว จากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลง
    ขณะที่การท่องเที่ยวเป็นช่องทางสำคัญของการส่งผ่านเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ที่ปกติการหมุนเวียนของเม็ดเงินค่อนข้างต่ำ โดยประเมินรายได้ท่องเที่ยวของคนไทยในปีนี้ ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงถึง 284 ล้านคนต่อครั้ง ซึ่งแม้ยังอยู่ภายใต้บริบท “เที่ยวใกล้ ไปกลับ กระชับเส้นทาง” ส่งผลให้แม้รายจ่ายต่อทริปลดลง แต่ด้วยการชดเชยของจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้สร้างรายได้เกินกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
    การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา นับเป็นยุคทอง เพราะโครงสร้างอายุของประชากรวัยท่องเที่ยว (25 ปี – 65 ปี) ที่ส่งผลบวกให้กับการท่องเที่ยว แต่พบว่าสัญญาณการท่องเที่ยวเริ่มชะลอลง โดยเห็นได้จากกลุ่มเมืองท่องเที่ยวหลักในแต่ละภูมิภาค ที่ปกติมีนักท่องเที่ยวเกินกว่า 4 ล้านคน / ครั้ง / ต่อปี เช่นพระนครศรีอยุธยา ปี 2566 เติบโตดีที่ 15.3% แต่เริ่มชะลอตัวในปี 2567 ที่ 6.2% และปี 2568 เหลือเพียง 0.4% ปัจจัยที่สำคัญต่อการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวไทย ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ที่เริ่มสูญเสียแรงดึงดูด เมื่อไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ซ้ำซาก ทำให้ความพึงพอใจลดลง


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ
    หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2888805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sRkqh01Dmxzg2sGu5NSwP