Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าหมายช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภาของรัฐบาลนี้ หรือตั้งแต่เดือนต.ค.68 – ม.ค.69 ต้องการให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยให้ได้ 12 ล้านคน สร้างรายได้ 580,000 ล้านบาท แม้จำนวน และรายได้ลดลง 7% และ 3% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม 
 

    “ตลอดปี 68 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยว 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปี 67 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่แนวโน้มปี 69 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปี 68 แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%”

    สำหรับบิ๊กอีเวนต์ ที่จะกระตุ้นการเดินทางช่วง 4 เดือน เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค. คาดนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท 
 

    นอกจากนี้ จะมี “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” เดือน พ.ย. ใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 450,000 คน ก่อให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท, งาน  “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ วันที่ 1 พ.ย -15 ธ.ค.68 คาดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท, งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” วันที่ 30 พ.ย.68 จะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 36,000 คน เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท ขณะเดียวกัน จะมีงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” หลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2888821&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FeRGjDbzt_rbAxXHcfpeV

  • ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68 ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    “บิ๊กอีเวนต์” หนึ่งในไฮไลต์ของภาคการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน เปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในช่วงโค้งท้ายปี 2568 ปลุกบรรยากาศและมู้ดการจับจ่าย กระตุ้นเม็ดเงินสะพัดตามโจทย์มุ่งสร้างการเติบโตด้านรายได้ เพิ่มค่าใช้จ่าย แก้เกมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในไฮซีซัน ตามที่ “อรรถกร ศิริลัทธยากร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้งเป้าไว้ช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดใหม่ก่อนยุบสภา ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 – ม.ค.2569 อยากให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 12 ล้านคน ซึ่งลดลง 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เน้นเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%

    ทั้งนี้ ช่วงไฮซีซันจะมีอีเวนต์มากระตุ้นการเดินทาง เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือน ต.ค. กิจกรรมไฮไลต์อยู่ในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง (16-20 ต.ค.) และย่านพาหุรัด (18-20 ต.ค.) มีการแสดงขบวนแห่พระแม่ลักษมี ขบวนแห่พระพิฆเนศ ขบวนแห่สไตล์บอลลีวูด รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-อินเดีย โชว์จากศิลปินชื่อดัง และการประดับตกแต่งไฟและแลนด์มาร์กแห่งแสงสี

    โดยการจัดเทศกาลดิวาลีครั้งนี้ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของตลาดอินเดีย ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.8 ล้านคน

    งาน “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” ในเดือน พ.ย. มุ่งยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น “มหาลอยกระทง” เทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยในปีนี้ ททท.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และพระนครศรีอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

    “เราต้องการยกระดับงานมหาลอยกระทงให้เป็นงาน IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) ของประเทศไทย จึงสร้างขึ้นมาอีกแบรนด์ต่อเนื่องจากงานมหาสงกรานต์ หลังจาก 2 ปีก่อนเราทำแบรนด์มหาสงกรานต์ให้เข้มแข็งได้แล้ว”

    อีกงานคือ “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก จัดเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดวันที่ 30 พ.ย. ณ ถนนพญาไท หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน โดยแบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000 คน และชาวต่างชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย (Expat) อีกจำนวน 8,000 คน คาดก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท

    อีกไฮไลต์สำคัญคืองาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเคานต์ดาวน์ระดับโลก (Global Countdown Destination) ซึ่ง ททท.ใช้งบรวมสำหรับการจัดงานและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศราว 25 ล้านบาท โดยจะเป็นผู้จัดงานเองใน 2 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ และพะเยา คาดมีคนเข้าร่วมงาน 1.5 แสนคน นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเคานต์ดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ วันแบงค็อก และอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งภาคเอกชนเหล่านี้มีความแข็งแรงในการจัดงานอยู่แล้ว โดยปีนี้ ททท.จะไม่มีการจัดงานที่วัดอรุณฯ เพราะไม่ต้องการแย่งฐานผู้เข้าร่วมงานเดียวกับงานอื่นๆ

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ส่วนไฮไลต์ปีหน้า ททท.เดินหน้าจัดงาน “มหาสงกรานต์ 2026” ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง หลังทำแบรนดิ้งได้แล้ว มีกระแสการรับรู้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี คาดใช้งบจัดงานประมาณ 100 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีที่แล้วเพื่อสร้างงาน IP ของประเทศไทยให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานและสร้างการเติบโตด้านเงินหมุนเวียน 5-10% จากจำนวนคนเข้าร่วมงาน 1.1 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งสร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4 พันล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ณัฐ กล่าวว่า แนวโน้มตลอดปี 2568 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%

    แนวโน้มปี 2569 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปีนี้ แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1202925&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jvjPNs4Oc6GboEj6TXo_w

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 14 ตุลาคม 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 12 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 25,096,346 คน ลดลง7.54 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 มาเลเซีย 3,608,943 คน
    • อันดับ 2  จีน 3,582,322 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,850,318 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1,319,164 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,205,556 คน

    ต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 6-12 ตุลาคม 2568 นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือ13.63 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 74,915 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.31 %  นักท่องเที่ยวจีน 70,069 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46.93%  นักท่องเที่ยวอินเดีย 39,481 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 25.67 % นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 31,019 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 30.01%  และนักท่องเที่ยวรัสเซีย 25,570 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.38%

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FAqABCJw11eHVj1AScF5K

  • ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

    หน.อช.ทองผาภูมิ ประกาศเปิดการท่องเที่ยวเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติระยะไกล เขาช้างเผือก ปี 2569 เริ่ม 1 พ.ย.นี้

    14 ตุลาคม 2568 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ  จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ด้วยสภาพพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและโดดเด่น โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่บริเวณป่าบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวและประชาชน ให้ความสนใจและประสงค์จะเข้าไปศึกษาและสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง ด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล เพื่อพิชิตยอดเขาที่ระดับความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.)

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม ปรากฏว่ามีความพร้อมเพื่อบริการนักท่องเที่ยว จึงได้มีประกาศอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เปิดการท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระยะทาง 8 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

    สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีระยะทาง 8 กิโลเมตร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์เหนือผืนป่าที่สมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของทุกปีเท่านั้น

    โดยสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นับว่าได้รับความนิยมและจองได้ยากสุดก็ว่าได้ ด้วยเป็นเส้นทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางได้ง่าย และความสวยงามของทัศนียภาพ ความสวยงามของทิวเขาสุดตาที่ติดชายแดนพม่า เหนือเขื่อนวชิราลงกรณ

    ไฮไลท์ของเส้นทางนี้ คือ สันคมมีด สันเขาที่แคบและท้าท้ายจิตใจผู้ท่องเที่ยวธรรมชาติภายใต้วิว 360 องศา หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเป็นเส้นทางที่วิวดีที่สุดก่อนเข้าสู่เส้นทางระยะสุดท้ายขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือก และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจุดสูงสุดของเส้นทางนี้อยู่ที่ยอดเขาช้างเผือกที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล  1,249 เมตร ซึ่งสามารถชมวิวได้ 360 องศา และระหว่างทางเป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ปรับปรุงระบบการจองที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกคนสามารถวางแผนและจองขึ้นเขาช้างเผือก ผ่านระบบ Google Form ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 เป็นระบบที่โปร่งใสนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านลิงค์ซึ่งเป็นระบบ Real Time ได้ที่หน้าเพจอุทยานแห่งชาติ

    โดยในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยในแต่ละวันจะรับนักท่องเที่ยวตามความสามารถในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) จำนวน  60 คนต่อวัน และจะเปิดให้เป็นรอบรอบจองละ 15 วัน โดยเริ่มเปิดจองรอบแรก (1-15 พฤศจิกายน 2568) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจ Facebook ของอุทยานแหงชาติทองผาภูมิ ทั้งนี้การเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเขาช้างเผือก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างความคึกคักให้กับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอทองผาภูมิ ทั้งหมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล๊อก และอำเภอทองผาภูมิ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้า ที่พัก ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

    นายยุทธพงค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเขาช้างเผือก ต้องมีความพร้อมทางด้านสุขภาพและร่างกาย โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีอายุ 13 ปี และไม่เกิน 70 ปี การเข้าไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติ ได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    สำหรับมาตรการในการจัดการขยะผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องนำขยะออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในส่วนการขับถ่ายให้ขับถ่ายได้เฉพาะจุดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้โดยใช้ถุงขับถ่ายย่อยสลายรูปแบบที่อุทยานแห่งชาติกำหนด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมีความสูงชัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในพื้นที่.

    012

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/920822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aY3B2kyXteZG187T8711c

  • “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zrIpHJRuJ8Oqc9ssDSDx_

  • ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 

    ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 


    ครม.ไฟเขียวงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 69 วงเงิน 1.6 ล้านลบ. คาดดัน GDP โตเพิ่มอีก 0.3% จับตา ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกพรุ่งนี้( 15 ต.ค.)  จ่อพิจารณามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-เงินเยียวยาน้ำท่วม ก่อนชงครม.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานว่างบลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.3%

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ให้นโยบายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการไปปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยให้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Customer Centric หรือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    “การบริการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นภาระ อุปสรรคกับประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจไปแก้ระเบียบให้เรียบร้อย ตลอดจนการไม่ได้รับความสะดวกจากการบริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ขอให้ไปปรับปรุงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการวางนโยบายสำหรับปี 2570 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะได้ไปมอบนโยบายในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

    “นายกฯ ได้สั่งการให้ไปปรับระยะเวลา timeline ของกรอบปี 70 หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ให้พยายามทำให้ทันปีงบประมาณ 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณ จะรับไปพิจารณา” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. วันนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) ก่อน

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ที่กำหนด Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือนนี้ให้ครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันพรุ่งนี้

    พร้อมกันนี้ นายสิริพงศ์ ระบุอีกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากเห็นทุกกระทรวงจะทำ Roadmap และ Action Plan ด้วยเช่นกัน

    ส่วนการต่อสัญญาการแข่งขัน Moto GP นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการนำสู่ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ เรื่องนี้ทางกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาจะเป็นผู้พิจารณา 

    อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ คือ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36473&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ES7yrFrG-iMbmEcl_X27U

  • จับสัญญาณ นักท่องเที่ยวมาเลย์แผ่ว! รายได้หด 9 หมื่นลบ. จีน-ญี่ปุ่นงัดกลยุทธ์แย่งตลาด : อินโฟเควสท์

    จับสัญญาณ นักท่องเที่ยวมาเลย์แผ่ว! รายได้หด 9 หมื่นลบ. จีน-ญี่ปุ่นงัดกลยุทธ์แย่งตลาด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แต่ละปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย มากเป็นอันดับ 1 หรือไม่ก็อันดับ 2 มาต่อเนื่อง จากความได้เปรียบด้านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ และโดยเฉพาะพรมแดนที่ติดกัน ทำให้ชาวมาเลเซียเดินทางมาเที่ยวไทยสะดวก ทั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว และไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า

    จากข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศไทยของชาวมาเลเซีย พบว่ากว่า 80% เดินทางมาเที่ยวไทยทางบก ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางผ่านด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา และด่านพรมแดนเบตง จ.ยะลา

    ทั้งนี้ สอดคล้องกับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่นิยมเที่ยวในจังหวัดทางภาคใต้ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เที่ยวไทย สำหรับจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางไปท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.สงขลา 2.กรุงเทพฯ 3.ยะลา 4.ภูเก็ต และ 5.นราธิวาส โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีวันพักในไทยเฉลี่ยที่ประมาณ 4.3 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ประมาณ 4,830 บาท/วัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยในปีนี้ และระยะข้างหน้า พบว่า ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยเริ่มมีสัญญาณน่ากังวลขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยลดลง จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ต.ค. 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย มีจำนวน 3.53 ล้านคน ลดลง 7% (YoY)

    แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียไปประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อาทิ อินโดนีเซีย (จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย) สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในและต่างประเทศของชาวมาเลเซีย โดย Malaysia Tourism Promotion Board จะระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของชาวมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาเที่ยวไทย ยังมีจำนวนสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศก็ตาม

    อย่างไรก็ดี การที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้น มาจากหลายปัจจัย อาทิ

    – มาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น นโยบายวีซ่าฟรีระหว่างจีน-มาเลเซีย ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 หนุนชาวมาเลเซียเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีนเพิ่มขึ้น

    – การปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายทางศาสนา อาทิ สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น มีการปรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิม เช่น ห้องละหมาด และร้านอาหารฮาลาล เพื่อเข้าถึงตลาดการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม

    – ราคาและความคุ้มค่า ซึ่งราคาสินค้าและบริการท่องเที่ยวของไทยปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งส่วนหนึ่งจากผลของเงินบาทที่แข็งค่า จากผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสำคัญกับราคาค่อนข้างมาก โดยงบประมาณมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

    – ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยว จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย ได้แนะนำให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยัง 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย

    “หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ การกลับมาของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย อาจลำบากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐคงต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในหลายจังหวัดทางภาคใต้” บทวิเคราะห์ ระบุ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายปี 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย น่าจะยังไม่ฟื้นตัว จึงคาดว่าทั้งปี 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยจะอยู่ที่ 4.6 ล้านคน ลดลง 7% จากปี 67 และต่ำกว่าปี 66 ซึ่งกระทบรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 8% จากปี 67 หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 96,100 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายหลักของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย กว่า 70% คือ ค่าซื้อสินค้า/ของที่ระลึก เช่น อาหารฮาลาล สินค้าเพื่อสุขภาพ ค่าที่พัก และค่าอาหาร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FimGuP_qL3e4MHexyyRt0

  • “อรรถกร” สั่งตรวจสอบด่วน “ไกด์เถื่อน” บังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ

    “อรรถกร” สั่งตรวจสอบด่วน “ไกด์เถื่อน” บังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ

    รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งตรวจสอบด่วนกรณีไกด์เถื่อนบังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ หากพบผิดจริงเจอโทษหนัก ชี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เข้าข่ายหลอกลวง

    วันนี้ (14 ต.ค.2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปและกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ว่า มีไกด์ทัวร์ต่างชาติบังคับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งให้ซื้อสินค้าตามที่ไกด์เถื่อนแนะนำ ไม่เช่นนั้นจะกลับประเทศไม่ได้ นั้น

    นายอรรถกร กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สั่งการด่วนให้กรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจดทะเบียนไกด์และบริษัทนำเที่ยว ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสถานที่เกิดเหตุ ช่วงเวลา บริษัททัวร์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรูปแบบโปรแกรมท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

    ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทุกด้าน ทั้งความปลอดภัย ความสะดวก ความสะอาดและมาตรฐานการบริการ หากตรวจสอบพบผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงหรือบังคับนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

    รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวอีกว่า กระทรวงท่องเที่ยวฯ จะดำเนินการทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวโลก

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว พบว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 โดยไกด์ต่างชาติ มีความผิดฐานทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 86 ประกอบมาตรา 49) และไกด์ไทย มีความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 60)

    ส่วนบริษัททัวร์ จะมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยไม่เป็นธรรมจากนักท่องเที่ยว มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 6 เดือน (ตามมาตรา 83 ประกอบมาตรา 25 และระเบียบข้อ 5(7)

    อ่านข่าว

    “เอกนิติ” เผยถก “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก 15 ต.ค.

    ฟังเสียงผู้ประกอบการก่อนเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    “ปานเทพ” ยื่นหนังสือถึง “นายกฯ” จี้ยกเลิก MOU 43-44

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zR1uXLdS3fViH0hDFwveu

  • ทางการเกาหลีใต้ เตือนประชาชนงดท่องเที่ยวในกัมพูชา เสี่ยงถูกลักพาตัว

    ทางการเกาหลีใต้ เตือนประชาชนงดท่องเที่ยวในกัมพูชา เสี่ยงถูกลักพาตัว

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 หลังจากมีภาพเหตุการณ์ที่ชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง โพสต์ภาพพาสปอร์ตหลายสัญชาติ ถูกทิ้งลงถังขยะในประเทศกัมพูชา แสดงถึงเรื่องไม่ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวที่กัมพูชา รวมถึงเหตุลักพาตัวและค้ามนุษย์ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ อายุ 22 ปี ถูกชาวจีน 3 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งสแกมเมอร์ หลอกลวงและลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ก่อนทรมานจนเสียชีวิต

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า… ล่าสุด ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการทางการทูต เพื่อปกป้องชาวเกาหลีใต้จากอาชญากรรมในกัมพูชาและขอข้อเท็จจริงเรื่องการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่ม พร้อมมีมาตรการตอบโต้หากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ

    ด้านกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ ยกระดับการเตือนภัยให้นักท่องเที่ยวงดเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีก 5 จังหวัด คือ อุดรมีชัย, พระวิหาร, บันเตียเมียนเจย, พระตะบอง และสีหนุวิลล์ ไม่รวมอีกหลายจังหวัด ที่มีคำเตือนระดับต่ำกว่า แต่พร้อมยกระดับคำเตือนขึ้นอีกหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

    ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ออกแถลงตอบโต้รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยระบุว่า เหตุลักพาตัวและสังหารนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา  “เหตุเกิดจากชาวจีน ไม่ใช่ชาวเขมร” และยืนยันว่าไม่พบเอกสารร้องเรียนจากครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศ ร่วมมือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกัน

    ที่มา รัฐบาลเกาหลีใต้

     https://www.mofa.go.kr/www/brd/m_4080/view.do?seq=376515&page=1&pitem=10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L-kIS-E2Jf0tUcev6C_YX

  • ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-12 ต.ค.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือ 13.63% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 74,915 คน จีน 70,069 คน อินเดีย 39,481 คน เกาหลีใต้ 31,019 คน และรัสเซีย 25,570 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.31% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46.93% 30.01% 25.67% และ 8.38% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนในสัปดาห์นี้ (13-19 ต.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว

    ขณะที่ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-12 ต.ค. 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 25,096,346 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,608,943 คน จีน 3,582,322 คน อินเดีย 1,850,318 คน รัสเซีย 1,319,164 คน และเกาหลีใต้ 1,205,556 คน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12756370&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_nKo_xE8h6LQOm6iEgafu