Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จ่อชง ‘ครม.เศรษฐกิจ’ เคาะบูมท่องเที่ยว-เร่งใช้งบ ลุยเข็นลงทุน-ส่วนราชการจัดสัมมนาดันปลายปี

    จ่อชง ‘ครม.เศรษฐกิจ’ เคาะบูมท่องเที่ยว-เร่งใช้งบ ลุยเข็นลงทุน-ส่วนราชการจัดสัมมนาดันปลายปี

    ‘คลัง’ เตรียมชง ครม. เศรษฐกิจ เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-แผนเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณไตรมาส 1/2569 ลุยเข็นงบลงทุน-งบเหลื่อมปี หนุนส่วนราชการเร่งใช้งบจัดสัมมนา หวังช่วยดันเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีฟื้นตัว

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ในวันที่ 15 ต.ค. 2568 เกี่ยวกับการปรับแผนและเป้าหมายในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-ธ.ค.68) ซึ่งถือเป็นไตรมาส 4/2568 เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาลให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

    “ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่นอกจากจะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว คาดว่าจะมีการเสอนแผนและมาตรการในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในช่วง 4 เดือนของการทำงานรัฐบาล เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วย ทำให้มั่นใจว่าไตรมาส 4/2568 หรือไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 จะมีเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น” แหล่งข่าว กล่าว

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้รับมอบนโยบายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ให้มีการปรับแผนและเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณของไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 จะมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา โดยเบื้องต้นจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนและงบรายจ่ายประจำให้เร็วขึ้นในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี วงเงิน 3.2 แสนล้านบาทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนเร่งกระตุ้นให้ส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐเร่งการจัดประชุมและสัมมนาในช่วงปลายปี ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่าจะช่วยทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 พบว่า สามารถเบิกจ่ายได้ 92.3% ขณะที่งบรายจ่ายประจำ เบิกจ่ายได้เกินเป้าหมาย ที่ 100.2% ส่วนงบลงทุนสามารถเบิกจ่ายได้เพียง 65% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 80% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการจัดสรรและเบิกจ่ายไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถจัดสรรและเบิกจ่ายได้ทัน จึงถูกกันมาใส่ไว้ในงบกลางปี 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/878638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QLTcW5njOVVHpSGHSGx-r

  • คลังเตรียมชงแพ็คเกจใหญ่ ภาษี-ใช้จ่ายงบ เข้า ครม.เศรษฐกิจ พรุ่งนี้

    คลังเตรียมชงแพ็คเกจใหญ่ ภาษี-ใช้จ่ายงบ เข้า ครม.เศรษฐกิจ พรุ่งนี้

    วันนี้ (14 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก โดยเตรียมพิจารณาแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเวลา 4 เดือน ของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะครอบคลุมทั้งมาตรการด้านภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณ

    “การประชุม ครม. เศรษฐกิจ ครั้งนี้ จะเริ่มจากกระทรวงการคลัง จะนำเสนอ Road Map และ Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตาม Road Map ซึ่ง รมว.คลังต้องการเน้นย้ำ และทางกระทรวงการคลังหวังว่าทุกกระทรวงจะทำ Road Map และแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้” นายสิริพงศ์ ระบุ

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในการประชุมครม.เศรษฐกิจ ครั้งนี้ คาดว่ากระทรวงการคลัง จะเสนอรายละเอียดกั่ยวกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะมาตรการทางด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ครอบคลุมเมืองหลักและเมืองรอง เช่นเดียวกับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้วย

    ขณะที่การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นั้น จะเป็นอีกหนึ่งคณะที่จะหารือกัน โดยล่าสุดนายกฯ ได้ตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก แล้ว 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zyyTrypgLreR3z4y9RiEg

  • สตรีในจีน ‘แบกฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง’ ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม

    สตรีในจีน ‘แบกฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง’ ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม

    ปักกิ่ง, 13 ต.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (13 ต.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำโลกว่าด้วยสตรี (Global Leaders’ Meeting on Women) ในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่าจีนได้บูรณาการการพัฒนาของสตรีเข้ากับความพยายามเดินหน้าสร้างความทันสมัยแบบจีนและบรรลุความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้

    สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนคว้าชัยชนะในการขจัดความยากจนที่ครอบคลุมวงกว้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ นำพาสตรี 690 ล้านคนก้าวเดินสู่สังคมเจริญมั่งคั่งปานกลางไปด้วยกัน บรรลุเป้าหมายลดความยากจนที่ระบุไว้ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2030 ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ก่อนกำหนด

    นอกจากนั้นจีนมีกลุ่มตัวชี้วัดหลักด้านสุขภาพแม่และเด็กจัดอยู่ลำดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบนของโลก โดยอัตราการเสียชีวิตของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ คลอดลูก และหลังคลอดลูกในประเทศลดลงเกือบร้อยละ 80 เมื่อนับตั้งแต่ปี 1995

    สีจิ้นผิงเสริมว่าสตรีนั้นแบก “ท้องฟ้าครึ่งหนึ่ง” ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยปัจจุบันสตรีในจีนครองสัดส่วนกว่าร้อยละ 40 ในหมู่ประชากรที่มีงานทำ มากกว่าครึ่งหนึ่งในหมู่ผู้ประกอบการทั้งหมดในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต และมากกว่าร้อยละ 60 ของผู้คว้าเหรียญจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน 4 ครั้งที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ สีจิ้นผิงกล่าวว่าสตรีจีนในยุคใหม่กำลังมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารปกครองประเทศชาติและสังคมทั้งหมดด้วยความเชื่อมั่นและพลังความมีชีวิตชีวาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยสตรีทุกคนเป็นตัวเอกบนเส้นทางใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

    Chinese President Xi Jinping told the opening ceremony of the Global Leaders’ Meeting on Women in Beijing that China has integrated women’s development into its efforts to advance Chinese modernization and has achieved historic progress in the cause xhtxs.cn/7rk

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/around-the-world/3794414/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q3XOZPgBj4zssa1L46Fgq

  • “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวาระการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม นัดแรก ว่า เป็นวาระเพื่อให้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีระยะเวลา

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจากรณีภาษีและการค้าสหรัฐอเมริกา เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องนี้

    เมื่อถามย้ำว่า จะชงชื่อหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ และยังใช้กรอบเดิมที่ใช้เจรจาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเข้าห้องประชุม ครม.ทันที

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพูดคุยใน 2 เรื่อง คือเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และเรื่องเจรจา FTA ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/449609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rmRzDnrGWsci6WeQHSRnS

  • กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ แม้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในระดับสูงเพื่อรองรับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพหนี้ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าตามแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ในขณะที่ยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ในระดับสูงตามแผนที่วางไว้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการโดยรวม สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระดับ 16.6%

    ด้านรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวได้ถึง 10% ทั้งในฝั่งธุรกิจธนาคารและธุรกิจตลาดทุน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวจากต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงตามภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งเป็นโอกาสให้สินเชื่อกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ใหม่กลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยธนาคารทิสโก้สามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงลูกค้า (Penetration Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมต่อยอดรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้ากลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในภาวะตลาดทุนผันผวน ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์แม้จะอ่อนตัวลงจากปีก่อนหน้า แต่เริ่มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หลังความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าสหรัฐฯ คลี่คลายลง นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังรับรู้กำไรจากมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    ในด้านธุรกิจสินเชื่อปรับตัวลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนสินเชื่อของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยในไตรมาสล่าสุดเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยกลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในนโยบายการคัดสรรลูกค้าคุณภาพ (Selective Growth) ด้วยการคัดกรองลูกค้าตามเกณฑ์ Responsible Lending Guideline คือการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ตามเกณฑ์รายได้ เป็นธรรม และไม่สร้างความเปราะบางให้กับภาคครัวเรือน  พร้อมกับติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และการเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จากแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบนี้ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ที่ 171% สะท้อนถึงความมั่นคงในการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่กลุ่มทิสโก้ยึดมั่นมาโดยตลอด        

    นายศักดิ์ชัย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีว่า ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ 19% อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าคาด ปัญหาหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มทิสโก้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.9-2.1% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 1.6-1.8% ในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจ กลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลลูกค้าอย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการที่ปรึกษาทางการเงินอย่างครบวงจร ภายใต้บทบาท “Your Trusted Financial Advisor” ที่พร้อมเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงชีวิต

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดไตรมาส 3 และ9 เดือนแรกของปี 2568

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้รวมที่เติบโต 10.0% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.0% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลงเนื่องมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 25.9% ในทุกธุรกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวด 9 เดือนแรกเติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นเติบโตเช่นกัน รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดทุนไทยที่ฟื้นตัว รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นตามมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่สูงขึ้น ในงวดนี้ บริษัทตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.4% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยังคงดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) อยู่ที่ 43.4%

    ผลกำไรงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567  เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้รวมที่เติบโต 10.1% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1.3% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลง ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 31.6% จากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นๆ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวม รวมทั้งบริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ชะลอตัวลงตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.3%

    ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 5,017 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นผลมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติในปีนี้และรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รายได้รวมเติบโต 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย  ธุรกิจจัดการกองทุน พร้อมด้วยการรับรู้ผลกำไรจากพอร์ตเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อ่อนตัวลง จากผลกระทบจากภาวะตลาดทุนที่อ่อนแอ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.8% จากแผนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีจำนวน 230,409 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยเริ่มกลับมาเติบโต จากสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองและสินเชื่อมอเตอไซค์ รวมถึงการขยาย Penetration Rate ในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ทั้งนี้ บริษัทยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และรักษาระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 171%

    ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.9% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.8% และ 2.2% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20251014-performance-q32568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m9UAglzXEJi1_PV2pLfnM

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.22 น.

    กลยุทธ์ : เป้าต่อไป $4,200
    แนวรับ : $4,100  หรือ  63,500 บาท
    แนวต้าน : $4,200  หรือ  65,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำไทยพุ่งแตะ 64,000 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง!
    เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2568) ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 64,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยที่ราว 63,900 บาท สะท้อนแรงซื้อที่ยังแข็งแกร่งในทิศทางขาขึ้นจนเรียกได้ว่า “All-Time High ทุกวัน” ผู้ถือทองส่วนใหญ่ต่างมีกำไรเต็มกระเป๋า อย่างไรก็ดี นักลงทุนควร “ช้อปปิ้งอย่างมีสติ” เพราะการขึ้นแรงอาจตามมาด้วยแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้เสมอ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    แรงหนุนราคาทองคำรอบนี้มาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) นโยบายภาษีจีน 100% ของทรัมป์ ที่จุดชนวนความกังวลสงครามการค้าและผลักให้นักลงทุนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย (2) การกลับมาเปิดตลาดสหรัฐฯ หลังวันหยุดโคลัมบัสเดย์ ซึ่งอาจทำให้มีแรงซื้อขายเพิ่มขึ้น (3) ปัญหา Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่คลี่คลาย กดดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ (4) ความขัดแย้งอิสราเอล–ฮามาสที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ราคาทองยังยืนแข็ง สะท้อนว่าปัจจัยมหภาคหนุนชัดเจน และ (5) สัญญาณทางเทคนิคที่ยังคง “สวยทุกไทม์เฟรม” แม้ต้องระวังแรงเทขายหากราคาขึ้นเร็วเกินไป

    กลยุทธ์ :

    .

    ด้านแนวโน้มและกลยุทธ์ เป้าหมายระยะสั้นของทองคำโลกอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ฯ หรือราว 65,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจดันราคาทองคำไทยขึ้นถึงระดับ 70,000 บาทในปี 2569 สำหรับนักลงทุนสายสั้นควรทยอยขายทำกำไรและจัดพอร์ตให้ชัดเจน ส่วนสายถือยาว หากราคาย่อลงมา 50–100 ดอลลาร์ฯ อาจเป็นจังหวะเข้าซื้อเพิ่ม โดยสรุป แม้ทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ควรลงทุนอย่างมีวินัย เข้าใจความเสี่ยง และอย่าให้ความโลภนำทาง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZGzIoaCWRyYYzbH45ceN1

  • สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

    สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

              สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะออกมาก่อนหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ คนละครึ่งพลัส.com

    คนละครึ่งพลัส

              คนละครึ่งพลัส กำลังจะเริ่มลงทะเบียน 20 ตุลาคม 2568 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มคนยื่นภาษี 2 กลุ่มนี้จะได้เงินต่างกัน ดังนี้

              – คนทั่วไป ได้เงิน 2,000 บาท

              – คนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท

              วันที่ 14 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า ในกลุ่มคนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท มีข้อชัดเจนแล้วว่า ในส่วนที่เราจ่ายเองนั้นจะมีมูลค่ากี่บาท ระหว่าง 50% หรือ 60% (จาก 2,000 บาท)

              ทั้งนี้ คำตอบที่ได้จากเอกสารของเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com ระบุว่า ในส่วนนี้จะเป็นรัฐร่วมจ่าย 50% เราจ่าย 50% เท่ากับว่า เงินที่รัฐจ่ายคือ 2,400 บาท เราจ่ายคือ 2,400 บาท

              ในกลุ่มคนทั่วไป จะเป็นรัฐจ่าย 2,000 บาท เราจ่าย 2,000 บาท เท่ากับ 50% เหมือนกัน

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295699.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FWDGbyRuVU6JCMV_iLcCj

  • รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    Logo

    Logo

    หน้าแรกสังคมรพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ขอฝากแจ้งประชาสัมพันธ์ ถึงรถโดยสารแท็กซี่ที่สัญจรอยู่บริเวณใกล้เคียง ขอความร่วมมือขับเข้ามายังโรงพยาบาลวชิระ เพื่อรับส่งผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้ป่วยของ รพ.ด้วย

    เนื่องจากทาง รพ. ได้ประกาศให้ผู้มาใช้บริการงดนำรถมาจอดระหว่างการซ่อมแซมหลุมยุบที่บริเวณหน้า รพ. ทำให้ต้องการรถแท็กซี่มารับผู้ป่วยจำนวนมาก

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248863&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19AV-cXdwzAofWMrfEeAvH

  • เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้แยกแยะเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดจากแก๊งสแกมและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มาเที่ยวพักผ่อนและนักท่องเที่ยวในกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมากดดันทางการทูตล่าสุด หลังจากที่ชายชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงเสียชีวิต 

    สำนักข่าว The Korean Herald รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า “ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ‘ใช้มาตรการทางการทูตอย่างเต็มที่’ เพื่อปกป้องชาวเกาหลีใต้จากอาชญากรรมในกัมพูชา” 

    ร่างของชายวัย 22 ปี ถูกพบในจังหวัดกำปงเมื่อเดือนสิงหาคม หลังจากมีรายงานว่าเขาเดินทางมากัมพูชาภายใต้สัญญาว่าจะได้งานที่มีค่าตอบแทนสูง ซึ่งในเวลาต่อมา ชายชาวจีน 3 คนถูกควบคุมตัวภายใน 3 วันหลังจากพบศพชายคนดังกล่าว 

    รายงานข่าวยังระบุอีกว่า เกาหลีใต้เรียกร้องให้ประชาชนเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกแผนการเดินทาง และยังเตือนชาวเกาหลีใต้ให้ระวังประกาศรับสมัครงานปลอมในกัมพูชาที่โฆษณาเงินเดือนสูงเกินจริง  

    เซียม ซ็อกเค็ง ประธานสมาคมมัคคุเทศก์ภาษาเกาหลีประจำกัมพูชา เผยกับสำนักข่าว The Phnompenh Post ว่า “กัมพูชาไม่เป็นอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แม้แต่ชาวเกาหลีเองก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เชื่อมโยงขบวนการหลอกลวงเท่านั้น” 

    ซ็อกเค็งบอกอีกว่า ในเดือนนี้ เขาได้พานักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ท่องเที่ยวทั่วราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นเวลา 10 วัน และแขกของเขาก็บอกเขาหลายครั้งว่า “กัมพูชาปลอดภัย” แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่าเคยได้ยินเรื่องการหลอกลวงมาก่อนก็ตาม 

    “คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ใช่คนที่มาเที่ยว พวกเขาอาจสมัครงานผิดกฎหมายทางออนไลน์แล้วถูกโกง หรือรีดไถเงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง…น่าเสียดายที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อพบกับคนที่พวกเขาติดต่อทางออนไลน์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป เรารู้สึกเสียใจที่ผู้นำเกาหลีไม่แยกแยะระหว่างปฏิบัติการหลอกลวงกับการท่องเที่ยว”

    — ซ็อกเค็ง กล่าว 

    ซ็อกเค็งยังเรียกร้องให้ผู้นำเกาหลีพยายามให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจกลวิธีหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงข้อเสนอการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง และวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง   

    “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาเหมารวมสถานการณ์ในกัมพูชาไปในลักษณะนี้ ผมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีจำนวนมาก พวกเขามีความสุขและต่างก็บอกว่ากัมพูชาทั้งปลอดภัย และไม่เห็นจะมีความเสี่ยงใดๆ เลย มันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการมาเที่ยวเพื่อพักผ่อนกับการถูกหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อหางานผิดกฎหมาย ซ็อกเค็ง กล่าว   

    ด้าน คิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา ก็เห็นด้วยกับซ็อกเค็ง โดยเสนอให้รัฐบาลเกาหลีแนะนำประชาชนก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกประเทศ ไม่ควรเน้นเฉพาะกัมพูชา

    “แรงกดดันทางการทูตของผู้นำเกาหลีไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่มั่นคง พวกเขาควรร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ เพราะเป็นอาชญากรรมไร้พรมแดน มีเพียงความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะป้องกันได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกัมพูชา”

    — คิน เพีย กล่าวเสริม 

    อย่างไรก็ดี คิน เพีย ได้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ต่อไป เนื่องจากการหลอกลวง การทรมาน การลักพาตัว และในบางกรณี การเสียชีวิต ล้วนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการท่องเที่ยวของกัมพูชา 

    “จะไม่มีใครมาเยือนประเทศของเรา หากประเทศเราไม่ปลอดภัยและสงบสุข นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องกอบกู้ชื่อเสียงของเรา เพื่อที่เราจะสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนได้” คิน เพีย กล่าว 

    ขณะที่ ทัช โสคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทย บอกกับ The Phnompenh Post ว่า “คดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ต่อชาวเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง ขณะที่บางประเทศก็เผชิญกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่ากัมพูชาเสียอีก” พร้อมเผยอีกว่า คดีการเสียชีวิตของชายชาวเกาหลีไม่ควรถูกนำมาใช้สร้างความวุ่นวายในความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้ เพราะเป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรที่เชื่อมโยงกัน 

    “หากอาชญากรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา ก็ถือเป็นโอกาสให้องค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธความร่วมมือ หรือความสัมพันธ์ทางการทูตของพวกเขา เราเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาเมื่อพลเมืองของพวกเขาตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่เราต้องการคือให้พวกเขาเข้าใจว่ากัมพูชาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมนี้เช่นกัน”

    — โสคัก กล่าว 

    โสคัก กล่าวอีกว่า “ชาวกัมพูชาก็เคยเผชิญกับอันตรายจากการหลอกลวงทางออนไลน์ในประเทศอื่นๆ เช่นกัน สิ่งที่เราควรทำคือ เพิ่มคำแนะนำให้ประชาชนเพื่อให้เข้าใจถึงกลยุทธ์ของอาชญากรออนไลน์ เช่น การล่อลวงด้วยงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงในต่างประเทศ” และกล่าวเสริมว่า กัมพูชายินดีต้อนรับความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านทุกช่องทาง เช่น การแบ่งปันข้อมูลและการสนับสนุนทางเทคนิค 

    (Photo by TANG CHHIN SOTHY and TANG CHHIN SOTHY / AFP)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/officials-urge-south-korea-to-differentiate-between-tourists-those-lured-by-scams&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-x7KX9iI_bPmrVAGtTmJ

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดพิธีเปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในฐานะ “เจ้าบ้าน” ของคนไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและบริการที่อบอุ่น พร้อมทั้งรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า

    โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมบทบาทของคนไทยให้เป็นเจ้าบ้านที่ดี มีส่วนร่วมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี ตามแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    นางสาวนัทรียา เชื่อมั่นว่า เมื่อเจ้าบ้านไทยมีมาตรฐานการบริการที่อบอุ่น รู้เท่าทันเทคโนโลยี เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม และร่วมมือกันเป็นเครือข่าย ประเทศไทยจะโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ “ดีต่อผู้มาเยือน ดีต่อเจ้าบ้าน และดีต่อโลก” อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ภายในงาน มีผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ชุมชน สื่อมวลชน และอาสาสมัคร เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248857&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DR0t_OPfnGSTWn232oqI4