Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่าได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคมถึงแนวทางการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะต้องให้มีความสมเหตุสมผลมากที่สุด และไม่ให้เสียวินัยการเงินการคลัง

    “แนวทางการช่วยเหลือจะเกิดขึ้นแน่ เพราะเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดสำหรับทุกรัฐบาล เพราะทำงานทุกวันนี้ก็ทำให้กับประชาชน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แผนการลดค่าเดินทางให้ประชาชนนั้น ขอให้ใจเย็น เพราะต้องใช้เวลา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมดูแล เช่น กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะดูว่าจะทำด้านใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง“ให้พูดเรื่องนี้คนเดียวคงไม่จบ ขณะนี้กำลังดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอยู่ ส่วนจะลดค่าเดินทางได้ในอัตราเท่าไรนั้น ต้องขอหารือก่อน” นายพิพัฒน์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12756547&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw145t1aesKDevPugNGuCQDl

  • เส้นทาง ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ ฝ่ามรสุมเขากระโดง คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน

    เส้นทาง ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ ฝ่ามรสุมเขากระโดง คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน

    ท่ามกลางการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและการเมืองระดับประเทศ ชื่อของ นายพรพจน์ เพ็ญพาส ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้มีประสบการณ์สูงและผ่านสนามการบริหารมาอย่างโชกโชน กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง

    หลังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เห็นชอบให้เขากลับเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญอย่าง “อธิบดีกรมที่ดิน” หลังจากที่เพิ่งถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวงมหาดไทย” ได้ไม่ถึงสองเดือน 

    วิศวกรรมศาสตร์สู่การบริหารราชการแผ่นดิน

    นายพรพจน์ เพ็ญพาส เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2509 พื้นฐานทางการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศาสตร์เชิงวิศวกรรมและรัฐศาสตร์ เขาสำเร็จการศึกษาในระดับ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2530

    และต่อยอดความรู้ด้วยการคว้า วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตจาก Northrop University สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2533 ก่อนจะเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการบริหารราชการด้วยการจบ รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในปี พ.ศ. 2546

    ด้วยการเป็นผู้ใฝ่รู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ นายพรพจน์ได้ผ่านการอบรมในหลักสูตรชั้นสูงมากมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนักบริหารระดับประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 46 และหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) รุ่นที่ 24

    รวมถึงหลักสูตรด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (TIJ Executive Program) รุ่นที่ 3 และในฐานะข้าราชการระดับสูงที่มีผลงานโดดเด่น เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ในปี พ.ศ. 2565

    ประสบการณ์ระดับสูง จาก ปภ. สู่ผู้ว่าฯ และอธิบดี

    เส้นทางราชการของนายพรพจน์เริ่มต้นจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยไต่เต้าจากหัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัด และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง

    เช่น ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในปี 2554 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง 2560

    จากนั้น เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2560–2561 ก่อนจะกลับเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในหลายบทบาท (พ.ศ. 2561–2563 และอีกครั้งใน พ.ศ. 2565–2568)

    และเคยดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 นอกจากนี้ เขายังเคยเป็น กรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน และเป็น ประธานกรรมการ การประปาส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2567

    บทบาทกลางพายุ: คดีที่ดินเขากระโดง

    จุดที่ทำให้นายพรพจน์ อยู่ในความสนใจของสาธารณะและสื่อมวลชนอย่างยิ่ง คือบทบาทในฐานะ อธิบดีกรมที่ดิน ท่ามกลางข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กว่า 5,000 ไร่

    ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งรวมถึงช่วงรักษาการในปี 2567-2568 บทบาทของเขาถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตั้งคำถามถึงคำสั่งที่ว่าคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีมติเห็นควร ไม่เพิกถอนหรือแก้ไข เอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง

    ประเด็นดังกล่าวทำให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ต้องส่งหนังสือขอให้ นายพรพจน์ ในฐานะอธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายใน 7 วัน เนื่องจากข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครอง

    นายภูมิธรรมถึงกับประกาศว่าหากคำชี้แจงไม่น่าพอใจ หรือไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่รองรับ จะมีการตั้งกรรมการสอบเพิ่มเติมทันที

    ต่อมา กรมที่ดินได้ชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 และคณะกรรมการฯ มีมติไม่เพิกถอน เนื่องจากขาดพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ รวมถึงการโต้แย้งเรื่องแผนที่ที่ รฟท. นำมาอ้างอิงนั้นไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา

    นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการจะร่วมกับ รฟท. (ซึ่งเป็นคู่กรณี) ในการตรวจสอบแนวเขต อาจทำให้สูญเสียความเป็นกลางและขัดต่อกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทนี้ได้นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินชุดใหม่ โดยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อสร้างความชัดเจนและยึดหลักนิติธรรม

    และต่อมา เมื่อผลการสอบสวนยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ก็มีรายงานว่า อธิบดีกรมที่ดินได้ยื่นหนังสือขอโอนย้ายออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสโดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568

    การถูกโยกย้ายออกไปสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ เมื่อเดือนสิงหาคม ดูเหมือนจะเป็นการปิดฉากบทบาทในกรมที่ดินชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อมาก็ทำให้เกิดการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายพรพจน์ ก็ได้กลับมานั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมที่ดิน อีกครั้ง ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหม่ของผู้นำกรมที่ดินที่ต้องนำพาองค์กรผ่านความซับซ้อนของข้อกฎหมายและข้อพิพาทที่ยังคงอยู่ในความสนใจของสังคมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W8StWo7PMxPnUNF_GjXJP

  • ‘อนุทิน’ รับหารือ ‘คมนาคม’ ลุยศึกษาลดค่าเดินทางประชาชน

    ‘อนุทิน’ รับหารือ ‘คมนาคม’ ลุยศึกษาลดค่าเดินทางประชาชน

    ‘อนุทิน’ รับหารือ ‘คมนาคม’ ลุยศึกษาลดค่าเดินทางประชาชน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าได้มีการหารือกันหลายประเด็น รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน 

    สำหรับการชดค่าเดินทางให้กับประชาชนนั้น ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ ให้มีความสมเหตุสมผลมากที่สุดและไม่ให้เสียวินัยการเงินการคลัง 

    อย่างไรก็ดีเรื่องนี้แนวทางการช่วยเหลือจะเกิดขึ้นแน่  เพราะเรื่องของประชาชนเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด สำหรับทุกรัฐบาล เพราะทำงานทุกวันนี้ก็ทำให้กับประชาชน 

    ขณะที่นายพิพัฒน์ กล่าวว่าแผนการลดค่าเดินทางให้ประชาชนนั้น เรื่องนี้ต้องใจเย็น เพราะต้องใช้เวลาโดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ส่วนตัวพูดเรื่องนี้คนเดียวคงไม่จบ 

    “ปัจจุบันกำลังดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอยู่ โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแล เช่น กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะดูว่าจะทำด้านใดบ้างให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนจะมีการลดค่าเดินทางสำหรับรัฐบาลชุดนี้อยู่ในอัตราเท่าไหร่ เรื่องนี้ต้องหารือก่อน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบถนนสามเสนยุบตัว หน้าโรงพยาบาลวชิระว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนข้อสรุปนั้นขอให้ใจเย็น เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/641397&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jt8xo8SMiQMzFtV161ej6

  • TTB เปิดเวทีเสวนาเตรียมความพร้อมผู้ปกครองส่งบุตรหลานศึกษาต่อต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนรู้รับมือโลกยุคใหม่ พร้อมวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TTB เปิดเวทีเสวนาเตรียมความพร้อมผู้ปกครองส่งบุตรหลานศึกษาต่อต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนรู้รับมือโลกยุคใหม่ พร้อมวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และความต้องการทักษะใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานระดับโลก การศึกษาจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายของหลายครอบครัวที่ต้องการเปิดโลกทัศน์ สร้างโอกาสให้บุตรหลานได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากล

    อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ปกครองต้องเผชิญ การวางแผนทางการเงินที่รอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การลงทุนด้านการศึกษานั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เป็นภาระในระยะยาว

    ด้วยความเข้าใจในความต้องการนี้ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ได้จัดงาน “Empowering The Next Generation through International Education” ขึ้น เพื่อเปิดมุมมองและให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก EduSmith และ Skooldio เพื่อให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า Wealth ที่วางแผนส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ปกครองเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งในด้านการศึกษาและการจัดการการเงินที่ครอบคลุมทุกมิติ

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ช้าลงอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 (2020) ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4% แต่ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายโดยรวมของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านค่าครองชีพ ด้านสุขภาพ ด้านประกัน และด้านการศึกษา ส่งผลให้ความมั่งคั่งของคนไทยไม่เหมือนเดิม โดยสะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของเงินฝากในประเทศที่ลดลง และผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต นอกจากนี้ สำหรับผู้ปกครองที่มีแผนส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศยังต้องเผชิญกับอัตราค่าเล่าเรียนที่มีการเติบโตสูงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรหลานเรียนต่อต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสูงถึง 4 ล้านบาทต่อปี

    จึงกล่าวได้ว่า การเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดและต้องวางแผนให้ดี โดยเฉพาะการเตรียมทุนการศึกษาซึ่งผู้ปกครองควรวางแผนล่วงหน้าผ่านการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศและการออมเงินในสกุลเงินต่างประเทศที่เหมาะสมกับประเทศเป้าหมายที่จะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อ

    ทั้งนี้ ได้นำเสนอ “โซลูชันการเงินแบบครบวงจรเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ” โดยออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการวางแผนทางการเงินเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศของบุตรหลาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้กังวล ผ่านการจัดการด้วย 3C ได้แก่ Cost Saving การลดค่าใช้จ่ายด้วยการลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศที่เหมาะสมกับประเทศที่จะไปเรียน เช่น การลงทุนล่วงหน้าแบบ Target Payment เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้คุณภาพดี สกุล USD หรือ GBP ที่มีอายุคงเหลือสอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับเวลาที่จะไปเรียนและระยะเริ่มลงทุน ช่วยให้สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนที่หลากหลาย และอีก 1 ทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่เงินบาทแข็ง ได้แก่ การทยอยสะสมเงินทุนการศึกษาล่วงหน้าใน 5 สกุลเงินต่างประเทศผ่านบัญชี FCD e-Saving พร้อมรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 4.0% ต่อปีสำหรับเงินสกุล USD และ 2.60% ต่อปีสำหรับเงินสกุล GBP (สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่ ระยะเวลาโปรโมชัน 1 ต.ค.68 – 31 ต.ค.68 และรับดอกเบี้ยพิเศษถึงวันที่ 30 พ.ย.68) เพื่อช่วยผู้ปกครองวางแผนสะสมทุนการศึกษาล่วงหน้า กระจายความเสี่ยงจากค่าเงิน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า และบริหารความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า การเริ่มต้นวางแผนเร็ว จะช่วยลดภาระทางการเงินในอนาคต และทำให้ผู้ปกครองสามารถส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

    และ Convenience & Control สะดวก รวดเร็ว และ ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจ ผ่านแอป ttb touch และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะ โดยผู้ปกครองสามารถโอนเงินจากบัญชี FCD e-Saving ของตนเองไปยังบัญชี FCD e-Saving ของบุตรหลานได้ ผ่านแอปตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน สูงสุด 4 ล้านบาท/วัน และด้านการใช้จ่าย บุตรหลานสามารถเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ttb world pass  ที่ตัดค่าใช้จ่ายจากบัญชี FCD e-Saving ตามสกุลเงินที่ใช้จ่าย และสกุลเงินต่างประเทศอื่น ๆ ก็ยังใช้จ่ายสะดวก โดยตัดจากบัญชี ออลล์ฟรี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม FX Rate 2.5%

    นอกจากบัตรเดบิต ttb world pass แล้ว หากผู้ปกครองมีบัตรเครดิต ttb reserve สามารถออกบัตรเสริมให้บุตรหลานนำไปใช้โดยได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การสะสมคะแนนที่รวดเร็ว และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ รวมถึงฟรีค่าธรรมเนียม FX Rate 2.5% เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการใช้จ่ายผ่านแอป ttb touch ที่เห็นรายละเอียดทุกธุรกรรม พร้อมทั้งยังตั้งค่าควบคุมการใช้จ่ายรายหมวดหมู่ได้อีกด้วย

    เคล็ดลับการวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ

    นางสาวกิตติประภา จิวะสันติการ กรรมการผู้จัดการและนักกลยุทธ์วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ สถาบัน EduSmith เน้นย้ำว่า “ไม่มีสูตรไหนที่ผิดหรือถูก” สำหรับการศึกษาต่อต่างประเทศ จะไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเลยหรือจะไประดับมหาวิทยาลัยก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจภาพรวมของระบบการศึกษาและตัวตนของเด็กแต่ละคนเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสม หากพิจารณาระบบการศึกษาของแต่ละประเทศก็จะมีลักษณะเด่นต่างกัน เช่น ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอิสระทางการศึกษา เลือกหัวข้อการเรียนได้กว้างตามความสนใจ เน้นการค้นหาตัวเอง (Explore) และการมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร (Unique Story) ซึ่งเหมาะกับนักเรียนที่สนใจเรียนรู้แบบรอบด้าน (Well-rounded Student) ขณะที่ระบบของสหราชอาณาจักรจะเน้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งและเจาะลึก (In-depth Study) ลงไปในสาขาวิชาที่สนใจตั้งแต่ต้น เหมาะกับเด็กที่แน่วแน่ว่าตนเองต้องการเรียนอะไร ทั้งนี้ แนวคิดสำคัญของการเลือกมหาวิทยาลัย คือการเลือกแบบ “Best Fit” คือต้องเลือกมหาวิทยาลัยและระบบที่ “อยู่แล้วมีความสุข” และ สนับสนุนให้ผู้เรียนเป็น “Best Version” ของตัวเราเอง สิ่งนี้จึงสำคัญกว่าการยึดติดกับแบรนด์เนมของมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

    ทักษะแห่งอนาคตสำหรับ Generation ใหม่

    ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Skooldio ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า ทักษะแห่งอนาคตที่คนรุ่นใหม่ควรเตรียมไว้ สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1) The New Literacies หรือทักษะสมัยใหม่ที่จำเป็น คือ การเข้าใจและรู้เท่าทันเทคโนโลยี เช่น Digital Literacy, Data Literacy และ AI Literacy ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องมี ซึ่งหากเข้าใจและเปิดรับสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับความรู้ความสามารถได้ 2) Enduring Human Skills หรือทักษะมนุษย์ที่ยั่งยืน คือทักษะที่ไม่มีอะไรทดแทนได้และช่วยให้เราใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ถูกแทนที่ด้วย AI ไปได้ง่ายๆ เช่น Critical Thinking และ Creative Thinking ที่เป็นทักษะอันดับต้นๆ ซึ่งจะช่วยขยายศักยภาพในการใช้ AI ให้กว้างไกลขึ้น รวมถึงการมี Interpersonal Skill และการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning ซึ่งช่วยส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ได้ตลอดเวลา และ 3) Advanced Technical Skills หรือทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Software Development, UX/UI, Cloud Computing เพราะโลกในอนาคตจะเป็นโลกของผู้สร้าง ทักษะในกลุ่มนี้จะช่วยพัฒนาจากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นได้ ซึ่งการศึกษาในระบบของต่างประเทศนั้นช่วยส่งเสริมทักษะเหล่านี้ให้บุตรหลานได้

    ทีทีบี พร้อมเป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินให้กับผู้ปกครองเตรียมความพร้อมส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อยังต่างประเทศได้สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนของท่าน หรือ ttb reserve line 02-010-1428

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/14/586034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dwL9Sn4Uf-qF2fUIquVVA

  • รัฐธรรมนูญโลกทั้งใบของไอติม เส้นบางๆระหว่างมุ่งมั่นกับหมกมุ่น

    รัฐธรรมนูญโลกทั้งใบของไอติม เส้นบางๆระหว่างมุ่งมั่นกับหมกมุ่น

    ท่ามกลางโลกการเมืองที่มีเรื่องให้พูดนับพัน พริษฐ์ วัชรสินธุ” เลือกยืนหยัดอยู่กับเรื่องเดียว คือ “รัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าที่ใดหรือเมื่อใด เสียงของเขายังคงวนเวียนอยู่กับกติกาที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนประเทศได้ แต่เมื่อความเชื่อกลายเป็นโลกทั้งใบ เส้นบางๆระหว่างความมุ่งมั่นกับความหมกมุ่นก็เริ่มพร่ามัวลงทุกทีวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ในห้องประชุมรัฐสภา เสียงอภิปรายของ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดังขึ้นอีกครั้งในวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ชายหนุ่มในสูทสีกรมท่าคู่กับเนกไทสีส้ม ยืนอยู่ท่ามกลางแถวของสมาชิกสภา มือหนึ่งชี้นิ้วขึ้นในจังหวะอภิปราย สีหน้าจริงจัง เสียงหนักแน่น สะท้อนความเชื่อมั่นในสิ่งที่พูด

    บรรยากาศในห้องประชุมสงบแต่แน่นด้วยความคาดหวัง ไอติมกำลังอธิบายว่า ปัญหาของประเทศเริ่มต้นและจะจบลงที่ “รัฐธรรมนูญ”

    เนื้อหาการอภิปรายว่าด้วยความไม่สมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ตั้งแต่ที่มาของอำนาจ จนถึงบทบัญญัติที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน กติกาที่ไม่เป็นธรรม คือรากของปัญหาและเมื่อกติกาดี ประชาธิปไตยก็จะดีตาม

    ตลอดสองปีในเส้นทางการเมืองชื่อของ ไอติม มักปรากฏคู่กับคำว่า “รัฐธรรมนูญ” ในทุกเวทีอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งกระทู้ ถกงบประมาณ หรือออกสื่อยืนยันจุดยืนเดิมว่า ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ มาจากประชาชนจริง ๆ

    ความมุ่งมั่น นี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้มีการเริ่มตั้งคำถามว่า “ผู้แทนประชาชน” ควรพูดแทนประชาชนเพียงเรื่องเดียวหรือไม่

    แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อจำกัดจริง ทั้งในทางการเมืองและการบริหารประเทศ แต่ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้มีเพียง “โครงสร้างอำนาจ”

    ในขณะที่ ไอติม อภิปรายในสภา ฝนกำลังตกหนักทางภาคกลาง น้ำในแม่น้ำล้นตลิ่ง ภาคเหนือเริ่มเจอ ภัยแล้งก่อนฤดู ชายแดนไทย-กัมพูชามีชาวบ้านนอนฟังเสียงเครื่องยนต์ของหน่วยลาดตระเวนทุกคืน และ ราคายาง ในภาคใต้ก็ยังไม่ขยับขึ้นจากปีก่อน

    ชีวิตจริงของผู้คนไม่ได้รอให้รัฐธรรมนูญใหม่เสร็จจึงค่อยเดินต่อ แต่ดูเหมือนโลกของไอติมจะหมุนอยู่ในแกนเดียว คือการเปลี่ยน กติกา ให้สมบูรณ์ในเชิงทฤษฎี

    ความมุ่งมั่น ของเขาจึงมีสองหน้า หน้าหนึ่งคือ พลังของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน แต่อีกหน้าหนึ่งคือภาพของ นักการเมืองที่พูดซ้ำเรื่องเดิมทุกครั้ง แม้ประเด็นอื่น ๆ จะร้อนแรงไม่แพ้กัน

    คำถามที่เริ่มก่อตัวในวงสนทนาทางการเมืองคือ ไอติมยังคง “มุ่งมั่น” อยู่หรือไม่ หรือว่าได้ก้าวข้ามเส้นนั้นไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “หมกมุ่น” แล้วโดยไม่รู้ตัว

    พริษฐ์ วัชรสินธุ เติบโตและเรียนรู้ในระบบการศึกษาตะวันตก กรอบความคิดจึงถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า “สังคมที่ดี เริ่มจากระบบที่ดี” เชื่อใน กติกา เชื่อใน กลไก และเชื่อว่าเมื่อโครงสร้างอำนาจถูกปรับให้เท่าเทียม ประเทศจะค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ ความเป็นธรรม อย่างยั่งยืน

    แนวคิดแบบนี้งดงามในเชิงทฤษฎี แต่ในสังคมที่ความจริงยังปะปนกับความรู้สึกและผลประโยชน์หลายชั้น สูตรสำเร็จแบบตะวันตกจึงมักสะดุดกลางทาง เพราะประเทศไทยไม่ใช่เพียงพื้นที่ของกฎหมายและระบบ แต่เป็นพื้นที่ของ ชีวิตที่ซับซ้อนกว่าตัวบท

    เสียงอภิปรายของไอติมมักเต็มไปด้วยเหตุผล เปี่ยมด้วยศัพท์ทางการเมืองที่เป็นระบบระเบียบ แต่เมื่อฟังนานเข้า หลายคนเริ่มรู้สึกว่า นี่คือ “ภาษาอีกโลกหนึ่ง” ที่ยังไม่แตะหัวใจของสังคมไทย

    ความตั้งใจไม่เคยเป็นปัญหา สิ่งที่ท้าทายคือวิธีแปลงอุดมการณ์ให้เข้าใจได้ใน ภาษาคน ระหว่าง การวิเคราะห์ กับ การลงมือ ระยะห่างเล็กนิดเดียวแต่มีน้ำหนักมาก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ภาพของไอติมดูเหมือนคนที่ คิดเป็นระบบ แต่ยังไม่เข้าระบบของสังคมจริง

    พรรคประชาชน ในฐานะพรรคคนรุ่นใหม่ ย่อมหนุนแนวทางแบบเดียวกัน เพียงแต่เมื่อไอติมพูด มักกลายเป็นศูนย์กลางของอุดมการณ์นั้นโดยปริยาย เหมือนภาพสะท้อนของความเชื่อที่ว่า การเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มที่การแก้กติกา แม้บางครั้ง “กติกา” นั้นจะยังอยู่ไกลจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

    ความมุ่งมั่นของไอติมไม่ได้เกิดจากความทะเยอทะยานส่วนตัว แต่มาจากความเชื่อว่า กติกาที่ดีจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาอย่างเท่าเทียม มองว่าประเทศไทยติดหล่มเพราะกติกาเก่าขัดขวางพลังของประชาชน และการแก้รัฐธรรมนูญคือหนทางหลักในการคลี่คลายโครงสร้างนั้น

    แต่ในความเป็นจริง การเมืองไม่ใช่สนามจำลอง ที่เปลี่ยนกติกาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันที สังคมไทยมีรากทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่พันกันแน่น ตั้งแต่ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา ไปจนถึง ความคิดเรื่องอำนาจ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้เพียงด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

    จึงเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า ความมุ่งมั่นอาจกลายเป็นกรอบที่บีบตนเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อทุกคำตอบของปัญหาถูกส่งกลับไปยังคำว่า “กติกา” จนบทบาทของผู้แทนประชาชนดูเหมือนจำกัดอยู่เพียงการอภิปรายในเชิงระบบ

    ในขณะที่ชีวิตจริงของประชาชนยังต้องการคนลงมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องการเสียงที่พูดถึง น้ำท่วม ภัยแล้ง หนี้สิน หรือราคาพืชผล เสียงแบบนั้นกลับไม่ค่อยหลุดออกจากไมค์ของไอติม

    สิ่งที่น่าคิดคือ เมื่อความตั้งใจดีถูกใช้ซ้ำในรูปแบบเดิมนานเกินไป มันอาจค่อย ๆ แปรสภาพจาก พลังผลักดัน เป็น วังวนของความหมกมุ่น จนหลงลืมไปว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงกติกาที่ดี แต่คือชีวิตที่ต้องดีขึ้นพร้อมกันด้วย

    ไม่มีใครปฏิเสธว่า ไอติม คือคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และความตั้งใจ เป็นภาพแทนของการเมืองแบบใหม่ที่หวังจะพาประเทศออกจากวังวนเดิม แต่ความพยายามกลับติดอยู่ในกรอบที่แคบกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะทุกครั้งที่พูด ทุกครั้งที่ปรากฏตัว เสียงนั้นวนกลับไปที่คำเดิม “รัฐธรรมนูญ”

    ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่อยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญ แต่สังคมไทยกำลังต้องการ นักการเมืองที่ครบเครื่อง คนที่พูดเรื่อง กติกา ได้ แต่ก็พูดเรื่อง ชีวิต ได้ด้วย เพราะ ประชาธิปไตยไม่ได้มีอยู่แค่ในรัฐสภา มันอยู่ใน ตลาดเช้า ในท้องนา ในโรงงาน และบนท้องถนน ที่คนยังต้องดิ้นรน

    เมื่อคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาชนพูดแต่เรื่องโครงสร้าง ภาพของพรรคจึงกลายเป็นเหมือน ชมรมวิชาการทางการเมือง มากกว่าพื้นที่ที่คนรู้สึกว่าเข้าไปพึ่งได้ ความมุ่งมั่นในการแก้กติกา จึงเริ่มกลายเป็นภาพของ ความหมกมุ่นในอุดมคติ ที่ยังไม่เชื่อมถึงความทุกข์ของชีวิตจริง

    พริษฐ์ วัชรสินธุ อาจกำลังทำในสิ่งที่เชื่อว่าถูกที่สุด แต่ในทางการเมือง ความถูกไม่พอ ถ้ามันไม่แตะหัวใจคน เพราะ ความยุติธรรม ไม่เกิดจากบทบัญญัติอย่างเดียว มันเกิดจากคนทำงานการเมืองที่เข้าใจว่า กฎหมายที่ดี ต้องเดินคู่กับความเข้าใจชีวิตคน

    บางทีประเทศไทยอาจไม่ได้ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องการ นักการเมืองแบบใหม่ ที่เข้าใจว่า กติกาที่ดีจะไม่มีค่าเลย หากไม่ถูกใช้เพื่อทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    และนั่นคือบทเรียนเล็ก ๆ จากเรื่องใหญ่ของ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้มุ่งมั่นจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้ประเทศ แต่ยังลืมมองว่าบ้านหลังเดิม ยังมีคนอีกมากที่แค่ต้องการให้หลังคามันไม่รั่วในฤดูฝน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/878563/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMXn3HpCf_hwA63kNL1qM

  • สจด. จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิต ในหัวข้อ “แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบคลังหน่วยกิตสะสมการเรียนรู้แบบ Non-Degree และการต่อยอดสู่ Degree” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิต ในหัวข้อ “แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบคลังหน่วยกิตสะสมการเรียนรู้แบบ Non-Degree และการต่อยอดสู่ Degree” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115891/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1814ZxRaSwAiRYfc_nZwjL

  • สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “แสงแห่งปัญญา ที่ไม่เคยมืดดับ” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพ่อหลวงแห่งการศึกษาไทย 9 ปีแห่งการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงจุดประกายการเรียนรู้ส่องใจคนไทย – กระทรวงศึกษาธิการ

    สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “แสงแห่งปัญญา ที่ไม่เคยมืดดับ” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพ่อหลวงแห่งการศึกษาไทย 9 ปีแห่งการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงจุดประกายการเรียนรู้ส่องใจคนไทย – กระทรวงศึกษาธิการ

    วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปีคือวันแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนสำหรับพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน วันที่หัวใจของคนไทยต่างพร้อมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่า 70 ปี และทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรอย่างแท้จริง

    พระองค์มิได้ทรงเป็นเพียงมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ หากยังทรงเป็น “ครูแห่งแผ่นดิน” ผู้จุดแสงแห่งปัญญาให้ส่องสว่างในใจของคนไทยทุกคนแสงนั้นคือ “การศึกษา” พลังแห่งความรู้ที่พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่าจะนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    “การศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้มนุษย์รู้จักคิด รู้จักแยกแยะผิดชอบ และรู้จักรักษาความดีไว้”  พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9

    พระมหากษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงเป็นครูของชีวิต

    ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของพสกนิกรอย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงเห็นว่า “การศึกษา” มิใช่เพียงการเรียนในห้องเรียน หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมชาติ และเข้าใจสังคม พระราชกรณียกิจในโครงการพระราชดำริจำนวนมาก เช่น โครงการหลวง ศูนย์ศึกษาการพัฒนา และโครงการฝนหลวง ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณด้านการบูรณาการ “การเรียนรู้กับการพัฒนา” อย่างแนบแน่น พระองค์ทรงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง สร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรง ซึ่งถือเป็นรูปแบบของ “การศึกษาตลอดชีวิต” ที่พระองค์ทรงริเริ่มไว้นานก่อนโลกจะให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้

    การศึกษาพอเพียงรากฐานของความยั่งยืน

    กระทรวงศึกษาธิการได้สืบสานแนวพระราชดำริ พระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักคิดที่ลึกซึ้งและทรงพลัง ซึ่งมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นหลักการทางการศึกษาที่มุ่งสร้าง “ปัญญาแห่งความพอเพียง” ให้แก่คนไทยทุกคน โดยได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบูรณาการ้สู่หลักสูตรการเรียนการสอนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ดำรงตนอย่างมีภูมิคุ้มกัน และดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่ม ได้กลายเป็นต้นแบบของการเรียนรู้แบบบูรณาการเด็กนักเรียนได้เรียนรู้ทั้งวิชาการและวิถีชีวิต รู้จักปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำบัญชีครัวเรือน และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลนั่นคือ “การศึกษาที่มีชีวิต” ซึ่งพระองค์ทรงวางรากฐานไว้ให้คนไทยได้เรียนรู้เพื่ออยู่รอด และเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

    พระผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจนิรันดร์ของครูไทย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างของผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นเกษตร วิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ หรือเทคโนโลยี และทรงศึกษา ทดลอง คิดค้นด้วยพระองค์เองเสมอ แนวทางการเรียนรู้ของพระองค์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ครูไทยนับล้านคน ยึดถือเป็นแบบอย่างของ “ครูผู้สอนด้วยหัวใจแห่งการเรียนรู้” และยังเป็นรากฐานให้กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนนโยบาย “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมในยุคดิจิทัลปัจจุบันพระราชปณิธานนั้นได้ถูกสืบสานผ่านโครงการ “ห้องเรียนอัจฉริยะ” “ศูนย์การเรียนรู้ดิจิทัล” และ “แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์” ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ อันเป็นการต่อยอดพระราชดำริเรื่องการศึกษาอย่างแท้จริง

    การศึกษา คือพลังแห่งแผ่นดิน

    จากวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 9 ปีแล้วที่พระองค์เสด็จสวรรคต แต่แสงแห่งปัญญาที่พระองค์ทรงจุดไว้ยังคงส่องสว่างในหัวใจของคนไทยเสมอ ในทุกห้องเรียนของเด็กไทย ในทุกโครงการพัฒนาเพื่อชุมชน ในทุกความพยายามของครูที่มุ่งมั่นสร้างอนาคตให้ศิษย์ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพระบารมีและพระราชปณิธานของพระองค์ที่ยังคงดำรงอยู่ การศึกษาที่พระองค์ทรงีปลูกไว้ มิได้เป็นเพียงระบบ หากแต่เป็น “จิตวิญญาณของการเรียนรู้” ที่หยั่งรากอยู่ในสังคมไทยอย่างมั่นคง คือพลังที่หล่อเลี้ยงประเทศให้ยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก

    แสงที่ไม่มีวันดับ

    วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งความอาลัย แต่คือวันแห่งการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็น “แสงนำทาง” ให้คนไทยก้าวเดินต่อไปด้วยปัญญา ความดีงาม และความเพียร แม้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่แสงแห่งพระปัญญายังคงส่องอยู่ในใจของเราทุกคน ในห้องเรียน ในทุ่งนา ในห้องทดลอง และในทุกเส้นทางแห่งการเรียนรู้

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อหลวงแห่งการศึกษาไทย

    พบพร ผดุงพล / เรียบเรียง , กราฟิก
    เครดิตภาพ
    http://kanchanapisek.or.th/activities/ , http://archive4.kanchanapisek.or.th/html/book7.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/nawamindramaharajday/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33xLadtiYw8sf_nRrLjIMx

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/activity/67480/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32l00ZMYCtp1kMNm4muhM0

  • เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผนึกความร่วมมือกับการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) เดินหน้ากระตุ้นตลาดท่องเที่ยวปลายปีและยอดใช้จ่ายของนักเดินทางชาวไทย ผ่านเทศกาล “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” เทศกาลอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ เซ็นทรัล ฮาร์เบอร์ฟรอนท์ ริมอ่าววิคตอเรีย รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 300 บูธ ตั้งแต่ร้านระดับมิชลินไกด์ไปจนถึงสตรีทฟู้ดชื่อดัง และขยายเวลาให้เข้าชมถึงเที่ยงคืนเป็นครั้งแรก พร้อมแพ็กเกจพิเศษเริ่มต้น 11,999 บาท สำหรับสมาชิก เคทีซีเท่านั้น

    ภาพรวมตลาด: ฮ่องกงยังครองใจนักเดินทางไทย

    จากสถิติจากการท่องเที่ยวฮ่องกง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนฮ่องกงกว่า 33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 359,000 คน เพิ่มขึ้น 4.6%  ซึ่งจัดเป็นอันดับ 2 ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับเทศกาล “Wine & Dine Festival” ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของฮ่องกงช่วงปลายปี ที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เทศกาลดังกล่าวจัดตรงกับช่วงวันหยุดยาวของไทยพอดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

    KTC ชี้เทรนด์ “กิน–ช้อป–เที่ยว” ที่ฮ่องกงยังแรงไม่หยุด

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ฮ่องกงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 2 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รองจากญี่ปุ่น และเป็นประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ  ในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2568 มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 13,000 บาทต่อคน และ 3,500 บาทต่อครั้ง“เราพบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารซึ่งมีจำนวนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26% และจำนวนสมาชิกที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หมวดแฟชั่นและนาฬิกาเครื่องประดับยังคงเป็นอันดับต้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ฮ่องกงยังเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับ พรีเมียมของนักเดินทางชาวไทยได้เป็นอย่างดี” นางสาววริษฐากล่าว

    ไฮไลต์งาน “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025”

    เทศกาลในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ผสานวัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ไว้อย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ BEA Grand Wine Pavilion รวบรวมไวน์ชั้นเลิศจากแคว้นบอร์กโดซ์ รวมถึงไวน์ระดับ First Growth / Tasting Room ดินเนอร์ 10 คอร์สจาก 5 เชฟชื่อดัง และTowngas Gourmet Avenue ที่รวมร้านอาหารชั้นนำกว่า 12 ร้าน รวมถึงร้านที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินและรางวัลเพชร Black Pearl ซึ่งนับรวม 13 ดาว และ 7 เพชร ไว้ภายในบริเวณเดียวกัน งานจัดขึ้นริมอ่าววิคตอเรีย บริเวณเซ็นทรัล ฮาเบอร์ฟร้อนท์ (Central Harbourfront) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. จนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อาหารระดับโลกในบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามที่สุดของฮ่องกง

    แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับสมาชิกเคทีซี

    สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถจองแพ็กเกจสุดพิเศษ “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” ราคาเริ่มต้นเพียง 11,999 บาทต่อท่าน (จำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน) ประกอบด้วย

    • ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ฮ่องกง (สายการบิน Cathay Pacific / Emirates / Hong Kong Airlines
    • ห้องพัก 2 คืนที่ Regal Hong Kong Hotel หรือเทียบเท่า
    • บัตรเข้างานเทศกาล พร้อม Token มูลค่า HK$370/ท่าน สำหรับแลกเครื่องดื่มภายในงาน

    ผู้สนใจสามารถจองแพ็กเกจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 และเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/hk-wine-dine

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC WORLD Travel Service 02 123 5050 หรือติดตาม    โปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1542670&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LKo8QJeeUZV4y79v0l-R1

  • ททท. เผยผลสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง

    ททท. เผยผลสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง

    ททท. ท่องเที่ยววิถีชุมชน นักท่องเที่ยวจีน หลงไทยเมืองน่าเที่ยว

    Home / PR NEWS / ททท. เผยผลสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน ชูแนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” นำเสนอวิถีชุมชน 5 ภาค 15 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี โดยจัดทำคอนเทนต์ในรูปแบบเพื่อนไทยพาเพื่อนจีนเที่ยวจำนวนกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง รวมถึงผลิตรายการเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์จำนวน 5 ช่อง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวจีนจำนวนมาก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ในปี 2568 ททท. ได้เดินหน้ากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากจะจัดแคมเปญทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังได้มุ่งสร้างสรรค์ผลิตคอนเทนต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยชูกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” แนะนำการท่องเที่ยวไทยแบบฉบับเที่ยวเองได้ โดยนำวิถีวัฒนธรรมชุมชนมาเป็นคอนเทนต์สื่อถึงการเดินทางของคน 2 วัฒนธรรม (ไทย-จีน) ที่มีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน สอดแทรกการแลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อาหารในแต่ละท้องถิ่น การใช้ชีวิต การแต่งกาย ภาษา ศิลปะพื้นถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวท้องถิ่นชุมชน  และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจของประเทศไทย เผยแพร่สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนในไทย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในชีวิตวิถีชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป 

     “กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาคสู่สายตานักท่องเที่ยวจีน” นำเสนอ เมืองน่าเที่ยวของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสงคราม ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี เชียงราย อุดรธานี บึงกาฬ นครศรีธรรมราช ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร  บุรีรัมย์ สุรินทร์ จันทบุรี และตราด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ในรูปแบบเพื่อนไทย พาเพื่อนจีนเที่ยว  โดยให้ Influencer ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดีเป็นคนนำเที่ยว และจัดทำคอนเทนต์บทความประกอบภาพนิ่ง, คลิปวีดีโอ จำนวนรวมกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง และได้ผลิตรายการโทรทัศน์จำนวน 30 ตอน ๆ ละ 30 นาที ออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์จีน โดยรวม 120 ครั้ง ผ่านสถานีโทรทัศน์ 5 ช่อง ดังนี้

    1. สถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี (Guangxi Radio and Television Station)  สื่อครบวงจรครอบคลุมวิทยุ, โทรทัศน์, เว็บไซต์, โทรทัศน์มือถือ, IPTV, โทรทัศน์เคลื่อนที่, แอปพลิเคชัน และนิตยสาร โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี มีอัตราการออกอากาศครอบคลุมทุกเมืองหลวงของมณฑลทั่วประเทศจีน 100% เข้าถึงประชากรทั่วประเทศกว่า 800 ล้านคน

    2. ช่องโทรทัศน์มาเก๊า (TDM) ผู้ให้บริการกระจายเสียงสาธารณะแห่งมาเก๊า ให้บริการข่าวสาร ข้อมูล กีฬา และรายการบันเทิงคุณภาพหลากหลายผ่านโทรทัศน์ วิทยุ และแพลตฟอร์มมัลติมีเดียแก่ผู้ชมในท้องถิ่นและทั่วโลก ครอบคลุมมณฑลกวางตุ้งและทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านทีวีดิจิทัลในมณฑลกวางตุ้ง ช่อง TDM Ou Man และ ผ่านเว็บไซต์ Streaming ของ www.TDM.com รวมถึงผ่าน TDM App

    3. ช่อง Macau Variety (ช่องที่ 95) ออกอากาศในเขตมาเก๊า และมณฑลกวางตุ้ง เน้นเนื้อหาหลัก รายการวาไรตี้ สารพัดความบันเทิงต่าง ๆ โดย Streaming ผ่าน TDM App มีกลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นและครอบครัว

    4. ช่องดาวเทียม Macau-MACAU พื้นที่ส่งสัญญาณครอบคลุมมาเก๊า, จีนแผ่นดินใหญ่, ญี่ปุ่น และโปรตุเกส/ลูโซโฟน, ช่องดาวเทียมในกลุ่มโรงแรมระดับสูง, สถาบันการศึกษา, หน่วยงานราชการและการค้า พื้นที่อาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม สำหรับชาวต่างชาติและผู้อยู่อาศัยจากฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน แพร่ภาพสู่ 53 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันได้ขยายไปยังประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส 

    5. สถานี Nanning Radio and Television Station ช่องภาพยนตร์ ละครทีวีและบันเทิงโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์หนานหนิง มีคลื่นวิทยุจำนวน 4 คลื่น และช่องโทรทัศน์ 4 ช่อง ได้แก่ ช่องข่าวและสารคดี, ช่องชีวิตเมือง, ช่องภาพยนตร์และบันเทิง และช่องสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ “หนานหนิงวิทยุโทรทัศน์” รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อใหม่หลากหลาย เช่น แอปพลิเคชัน (APP), เว่ยป๋อ, วีแชท, เว็บไซต์, Douyin, และ Kuaishou สถานีโทรทัศน์ที่มีผู้ชมรวมมากกว่า 10 ล้านคน โดยมียอดเข้าชมรวมต่อวันเกือบ 100 ล้านครั้ง

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ารับชม “เมืองน่าเที่ยว” ของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด และสามารถช่วยแชร์เพื่อร่วมกันเผยแพร่ภาพความประทับใจในฐานะเจ้าบ้านที่ดี เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้นได้ ทางสื่อโซเชียลมีเดีย 恋恋泰兰德 (เลี่ยนเลี่ยนไท่หลานเต๋อ) ผ่านแพลตฟอร์ม Weibo, Douyin, Bilibili และ Xiaohongshu

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/399239.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oz80D4PSFs53w5n3mSN2S