Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ด้านบริหาร และผู้บริหารธนาคารกรุงไทย นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง พลัส วันแรก สำหรับร้านค้า พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมลงทะเบียน ณ ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง 

    รมว.คลัง ระบุว่า วันนี้ (15 ต.ค.) เป็นวันแรกของการเปิดลงทะเบียนร้านค้าคนละครึ่ง ทีมงานได้ลงพื้นที่ที่ตลาดนัดหลัง กระทรวงการคลัง เพื่อให้ร้านค้าได้รับทราบข้อมูล โดยร้านค้าสามารถทยอยเข้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 68 

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    ทั้งนี้ คนละครึ่งพลัส มีเป้าหมายในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 88,000 ล้านบาท โดยมาจากเงินสมทบของรัฐบาล 44,000 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มใช้จ่ายได้วันแรกในวันที่ 29 ต.ค.ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 และเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะติดลบในไตรมาสที่ 4 ได้

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก  

    ร้านค้าเดิม หรือผู้ที่เคยเข้าร่วม โครงการคนละครึ่งพลัส มีฐานข้อมูลร้านค้าเดิมประมาณ 900,000 ราย สามารถอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และกดปุ่มยอมรับเงื่อนไขเพื่อเข้าสู่โครงการคนละครึ่งพลัสได้ทันที ซึ่งถือเป็นความสะดวกสำหรับร้านค้าที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว ปัจจุบันมีร้านค้าที่ยังคงมีสถานะการใช้งานอยู่ในระบบเกือบ 1 แสนราย

    ร้านค้าใหม่ ที่ต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมบัตรประชาชนและรูปถ่ายร้านค้าจริง เพื่อไปยืนยันตัวตนกับสำนักงานเขตหรือกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ จากนั้นนำหลักฐานไปที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อยืนยันว่ามีตัวตนและร้านค้าจริง เมื่อระบบตรวจสอบครบถ้วนภายใน 3 วัน ก็จะสามารถเข้าสู่ระบบแอปถุงเงินได้ ทั้งนี้ ร้านค้าสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้จาก เว็บไซต์คนละครึ่งพลัส.com โดยธนาคารกรุงไทย พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    โครงการนี้จะเน้นไปที่ธุรกิจรายเล็กรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด โดยไม่ได้เปิดให้รายใหญ่หรือโมเดิร์นเทรดเข้าร่วม และครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นิติบุคคลรายเล็กรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท สามารถเข้าสู่ระบบได้ด้วย จากเดิมที่เปิดให้เฉพาะร้านค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยคาดว่าจะมีร้านค้าร่วมลงทะเบียนในครั้งนี้รวมไม่ต่ำกว่า 9 แสนราย นอกจากนี้ การใช้บริการขนส่งมวลชนยังเปิดให้เข้าร่วม รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่มีใบขับขี่สาธารณะถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคม

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    “ผมไปเดินตลาดมา หลายร้านค้าก็บอกว่าได้เริ่มลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว ซึ่งร้านค้าที่เคยอยู่ในระบบอยู่แล้วก็ลงทะเบียนง่ายมาก ส่วนร้านค้าที่ยังไม่อยู่ ก็สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลและไปสมัคร คนละครึ่งพลัส.com ส่วนคนที่ติดปัญหาเดินเข้าไปแบงก์กรุงไทย ไปที่กระทรวงมหาดไทย และหน่วยราชการต่าง ๆ ก็พร้อมจะช่วย ตรงนี้ก็จะทําให้ร้านค้าเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น ร้านค้าที่มียอดขายมากขึ้น อย่ากังวลเรื่องจ่ายภาษ ข้อมูลในโครงการคนละครึ่งพลัสเป็น ระบบปิด และเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ข้อมูลการค้าขายจะไม่ถูกส่งออกไปให้ใคร รวมถึงกรมสรรพากรก็ไม่สามารถนำข้อมูลออกไปได้ อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนเมื่อมีรายได้ โดยการทำโครงการครั้งนี้รัฐบาลจะมีการให้แรงจูงใจสำหรับประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว กว่า 11 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินในโครงการมากกว่าผู้ที่ไม่ยื่นภาษี 2,400 บาท”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H4EZqDb1HB8tH4K8ZAIoK

  • “อนุทิน” นำถกครม.ศก.นัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้

    “อนุทิน” นำถกครม.ศก.นัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้


    “อนุทิน” นำประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้ ย้ำแนวทาง Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว นัดประชุมบ่ายวันจันทร์ ทุกสัปดาห์ 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 ถือเป็นนัดแรกของการประชุม และยังเป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนเฉพาะร้านค้า ในโครงการคนละครึ่งพลัส 

    โดยนายเอกนิติ ได้สวมเสื้อโครงการคนละครึ่งพลัส และเดินลงมารอให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีบริเวณชั้น 1 โถงอาคารรัฐสภา

    จากนั้นนายอนุทิน ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยได้กล่าวในที่ประชุม ว่า ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมประชุมนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ โดยได้มีนโยบายให้มีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีทั่วไป ซึ่งได้รับคำแนะนำจากนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า ในเมื่อเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจแล้วเพื่อเป็นการทำให้การสื่อสารความรวดเร็วและสามารถรับฟังปัญหาได้ ขอให้มีการตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมีตัวแทนภาคเอกชนมาร่วมด้วย และขอขอบคุณประธานสภาภาคเอกชน ที่ได้ให้ความร่วมมือมาร่วมประชุม 

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนมีความมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือนี้ก็จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโต และแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนได้ แม้จะมีระยะเวลาการบริหารงานแค่ช่วง 4 เดือนนี้ ซึ่งในการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะเน้นในเรื่องของการทำนโยบาย Quick Win หรือตามมติของนายเอกนิติก็คือ Big Quick Win ให้สอดคล้อง กับการบริหารนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มตัว

    สำหรับการประชุมนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และใช้วิธีนี้ในการพูดคุยอัพเดทข้อมูลงานที่แต่ละกระทรวงกำลังขับเคลื่อน และมีการแลกเปลี่ยนความคืบหน้าข้อชี้แนะกับทางภาคเอกชนด้วย ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความสำเร็จ และเห็นผลสำเร็จภายในระยะเวลาที่เรามีอยู่คือ 4 เดือน ตามแนวคิดกระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัวและเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตนได้ขอให้ปลัดกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยซึ่งหลายคนเหล่านี้จะได้เป็นสะพานเชื่อมนำสิ่งที่เราได้หารือในที่ประชุมแห่งนี้ไปให้ส่วนราชการที่ตนได้กำกับดูแล และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว 

    ในการประชุมวันนี้ขอให้เน้นเรื่องของการคล่องตัวและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เมื่อมีผลของการประชุมออกมาแล้ว เป็นมติของที่ประชุมก็ขอให้เรื่องที่อยู่ภายใต้หน้าที่ของท่านทำตามกฏหมาย หากมีความคืบหน้าอย่างไรขอให้มารายงานในที่ประชุมเพราะที่ประชุมแห่งนี้จะมีการประชุมทุกสัปดาห์ ช่วงบ่ายของวันจันทร์ และถ้ามีความจำเป็นในกรณีที่ต้องมีการใช้มติของหรืออำนาจของ ครม.ในการแก้ไขปัญหาหรือดำเนินการตนก็จะได้นำเรื่อง บรรจุเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป 

    นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าของโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย ก่อนจะเชิญสื่อออกจากที่ประชุม

    ก่อนการประชุม นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจวันนี้ ( 15 ต.ค.) ต้องมีการสรุปสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และจะสอบถามถึงมาตรการ ระยะสั้น ระยะกลาง ส่วนระยะยาวไม่ต้องถามถึงเพราะจะอยู่แค่ 4 เดือน เอาเรื่องที่เราแก้ปัญหาลดความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน

    เมื่อถามว่าวันนี้เป็นวันดีเดย์ในการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสสำหรับร้านค้าเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโชว์เสื้อคนละครึ่ง ก่อนตอบสั้นๆว่าให้ภาพเล่าเรื่อง

    แต่เมื่อเข้าคำถามเรื่องการออกมาตรการแก้ไขปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเกาหลีใต้ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ตอบสั้นๆว่ามีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว และเมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ประกาศตามหาตัวนายกฯเรื่องแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ตอบพร้อมขึ้นไปประชุมทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lVCh8cIkGBhsIusMUOMdY

  • คลัง เตรียมชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก : อินโฟเควสท์

    คลัง เตรียมชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 โดยรายละเอียดเบื้องต้น คาดว่าจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลักมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่วนเมืองรองจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่หากเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ จะให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดขอให้รอการพิจารณาจาก ครม. เศรษฐกิจก่อน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งหากไม่มีอะไรติดขัด ก็จะสามารถเริ่มมาตรการได้ทันที โดยให้มีผลถึงสิ้นปี 2568

    “รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปแล้ว ในส่วนนั้นเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมานั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ที่เงียบ ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้” นายเอกนิติ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0amxbimYMctN5kvYki-amu

  • IMF ชี้เศรษฐกิจโลกได้แรงหนุนหลังประเทศส่วนใหญ่ไม่ตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกได้แรงหนุนหลังประเทศส่วนใหญ่ไม่ตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันอังคาร (14 ต.ค.) ว่า การที่ประเทศส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ตอบโต้ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจโลก

    กอร์เกียวาระบุระหว่างการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันว่า จนถึงขณะนี้โลกยังคงค้าขายกันภายใต้กติกาเดิม และหลีกเลี่ยงการยกระดับสงครามภาษีซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรง

    ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP) ปี 2568 ในรายงาน World Economic Outlook จาก 3.0% เป็น 3.2% แต่เตือนว่าสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งทรัมป์ขู่จะเปิดฉาก อาจชะลอการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

    กอร์เกียวากล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ ลดลงจากที่คาดไว้ หลังจากที่ทรัมป์ประกาศภาษีในเดือนเม.ย. ซึ่งคำนวณไว้เฉลี่ยราว 23% แต่หลังทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และพันธมิตรหลักอื่น ๆ อัตราภาษีลดลงเหลือประมาณ 17.5%

    กอร์เกียวาเสริมว่า เมื่อคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงหลังมีข้อยกเว้นเพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้ตามปกติ พบว่าต่ำเพียงราว 9–10% หมายความว่าภาระจริงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่คาดไว้

    นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกได้แก่ นโยบายของประเทศต่าง ๆ ที่สนับสนุนภาคเอกชน การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และความคล่องตัวของธุรกิจในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษี เช่น การเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม กอร์เกียวาเตือนว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลกอาจถูกทดสอบจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญในการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในปีนี้

    เธอกล่าวว่า นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ หากประสบความสำเร็จ จะช่วยแก้ปัญหาการเติบโตต่ำ เพราะจะเห็นประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นและอัตราการเติบโตขยายตัว แต่หากเกิดช้าหรือไม่เป็นจริงตามที่คาด ก็ต้องจับตาว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร

    ด้านปิแอร์-โอลิเวียร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟกล่าวก่อนหน้านี้ว่า การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจสร้างภาวะฟองสบู่แตกคล้ายวิกฤตดอตคอมปี 2543 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนตลาดหุ้น แต่ไม่น่าก่อให้เกิดวิกฤตเชิงระบบ เพราะไม่ได้พึ่งพาหนี้สินจำนวนมาก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fZGGKW3zzhY3SaLixmxUx

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ 

    นอกจากนี้ จะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ 

    “การดำเนินมาตรการเหล่านี้ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ( GDP)  ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2%”

    ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 3.2 แสนล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางจะเน้นเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้รับนโยบาย Quick Big Win จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด ทั้งนี้จะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    “ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้กับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 65% เท่ากัน เพราะปีงบ 67 งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า อย่างไรก็ตามหากดูผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 66 นั้น สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 77% และก่อนสถานการณ์โควิดการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้สูงกว่า 70% ขึ้นไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QolELHsy7VwLJZv6vZeoz

  • สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก

    สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก

    สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก
    🔹 อัฟซอเนห์ เฮซอมีฟาร์ด แพทย์และนักปีนเขาชาวอิหร่าน ได้ทำสถิติขึ้นยอดเขาโชอาโย ความสูง 8,201 เมตร ในประเทศเนปาล และกลายเป็นสมาชิกสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร
    🔹 มียอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรทั้งหมด 14 ยอดในโลก ซึ่งมีเพียง 50 คนเท่านั้นที่เคยพิชิตได้
    🔹 ก่อนหน้านี้ในอิหร่าน อาซีม กัยชีซาซ์ นักปีนเขาชาวอิหร่านเป็นสมาชิกในสมาคมนี้และตอนนี้เฮซอมีฟาร์ด ก็ถูกเพิ่มเข้าเป็นสมาชิกด้วย

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนตุลาคม 2568 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนตุลาคม 2568 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนตุลาคม 2568

    สภาผู้บริโภคทบทวนแผน 5 ปี เดินหน้าจัดทำแผนปี 2569 มุ่งลดเหลื่อมล้ำ ฝ่ายงานเลขาธิการ จัดประชุมทบทวนแผนปฏิบัติงาน 5 ปี (ปี 2567-71) ระยะครึ่งแผน เมื่อวันที่ 6–7 ก.ย. 2568 พร้อมระดมความคิดจัดทำแผนปี 2569 เน้นประโยชน์ผู้บริโภค สอดคล้องนโยบายรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ เสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาต่อไป


    เริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยสาระดี ๆ กับ ฝ่ายบริหารสำนักงาน ส่งมอบความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิประกันสังคมที่ควรรู้ หรือในเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารเช้า ให้เตรียมพร้อมรับมือกับวันทำงานอย่างเต็มที่


    ปั้นทนายภูมิภาค 180 คน เสริมทักษะกฎหมายคุ้มครองสิทธิ ฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ จัดอบรมพัฒนาทนายความ ณ จังหวัดขอนแก่น สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร มุ่งยกระดับความรู้กฎหมายสัญญา–คดีแบบกลุ่ม พร้อมเวิร์กช็อป เสริมพลังเครือข่ายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคทั่วประเทศ


    สร้างพื้นที่ปลอดภัยในรั้วโรงเรียน แก้ไซเบอร์บูลลี่–สุขภาพจิต ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม ยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาฯ ผลักดันมาตรการคุ้มครองเด็กในโรงเรียน ครอบคลุมสุขภาพจิต ไซเบอร์บูลลี่ เพศศึกษา และสิทธิเด็ก ชี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องร่วมมือทุกภาคส่วนแก้ระยะยาว


    จับมือ สปน. เร่งปลดล็อกองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับ สสส. เดินหน้าโครงการเสริมความเข้มแข็งองค์กร หารือ สปน. วางแนวทางปี 2569 เน้นเร่งรัดการจดแจ้งองค์กรผู้บริโภค และจัดหางบสนับสนุนเพื่อสร้างความมั่นคงแก่กลไกคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่


    สิทธิผู้บริโภค รู้ไว้ไม่ถูกเอาเปรียบ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เปิดตัวหน้าเว็บไซต์ใหม่ รวมเคสปัญหาละเมิดสิทธิผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ที่จะช่วยให้ผู้บริโภค รู้จักสิทธิ รู้ทันปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และได้แนวทางรับมือแบบง่าย ๆ ใช้ได้จริง ร่วมเล่นได้ที่ https://rights.tcc.or.th/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/oct-2025-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iCGVvDOxB6-5fdOQZrqe3

  • โพลล่าสุดเผยพฤติกรรมชาวสเปน 7 กลุ่มหันใส่ใจสุขภาพ ความสะดวกมากขึ้น

    โพลล่าสุดเผยพฤติกรรมชาวสเปน 7 กลุ่มหันใส่ใจสุขภาพ ความสะดวกมากขึ้น

    รายงานล่าสุดจาก NielsenIQ (NIQ) บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก เผยผลสำรวจช่วงกลางปี 2568 ว่าพฤติกรรมการบริโภคของชาวสเปนกำลังเปลี่ยนแปลง โดยการศึกษาแบ่งผู้บริโภคชาวสเปนได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดั้งเดิม กลุ่มรีบเร่ง กลุ่มธรรมชาติ กลุ่มรักสุขภาพ กลุ่มครอบครัว กลุ่มใส่ใจสิ่งแวดล้อม และกลุ่มตามกระแส ซึ่งสะท้อนแนวโน้มสำคัญด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และความสะดวกสบาย เช่น 36% เลือกผลิตภัณฑ์ปลอดน้ำตาล 26% ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ 25% มองหาอาหารโปรตีนสูง 19% หลีกเลี่ยงสารปรุงแต่งและวัตถุกันเสีย 15% บริโภคผลิตภัณฑ์ปลอดแลคโตส และ 7% เลือกอาหารปลอดกลูเตน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมว่า 85 % ของผู้บริโภคชาวสเปนให้ความสำคัญกับโภชนาการ และ 80 % ตรวจสอบฉลากอาหารก่อนตัดสินใจซื้อ 

    NIQ แบ่งประชากรออกเป็น 7 กลุ่มหลักตามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

    image.png

    ลำดับ

    กลุ่มผู้บริโภค

    สัดส่วน (%)

    สิ่งที่ผู้บริโภคชาวสเปนให้ความสำคัญ

    ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม (Tradicionalistas)

    ๒๗%

    เน้นรสชาติ สุขภาพ และราคาสมเหตุสมผล

    ผู้บริโภคที่รีบเร่ง (Apurados)

    ๒๓%

    เลือกสิ่งที่รวดเร็ว อร่อย และคุ้มค่า

    ผู้บริโภคธรรมชาติ/ออร์แกนิก (Bio-Naturales)

    ๑๗%

    สนับสนุนท้องถิ่น เลือกสินค้าตามฤดูกาล สดใหม่ และยั่งยืน

    ผู้รักสุขภาพ (Fit & Healthy)

    ๑๑%

    มุ่งเลือกอาหารฟังก์ชันและโภชนาการสูง

    ผู้เน้นครอบครัว (Orientados a la familia) 

    ๑๑%

    ทำอาหารเป็นประจำ รสชาติสำคัญ และชื่นชอบอาหารดั้งเดิม

    ผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ (Conscientes) 

    %

    สนใจสุขภาพ สวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเปิดรับการลองอาหารใหม่ๆ

    ผู้บริโภคตามกระแส (Trendies) 

    %

    ใฝ่รู้ ทดลองสิ่งใหม่ และขับเคลื่อนด้วยกระแสแฟชั่น

    กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของชาวสเปน ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวกสบาย และความยั่งยืน ปัจจัยดังกล่าวทำให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น อาหารออร์แกนิกที่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยฉบับนี้อ้างอิงจาก NIQ Homescan Consumer Panel ซึ่งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Online Shopper Panel และ NIQ Discover ครอบคลุม 7 ประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อกว่า 1 ล้านตะกร้าในร้านค้า และกว่า 2 ล้านตะกร้าออนไลน์ต่อครั้ง ได้อย่างครบถ้วนและละเอียด

    Luis Simoes กรรมการผู้จัดการ NIQ Iberia กล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลว่า“ข้อมูลจาก Panel ไม่เพียงตอบคำถามว่า ผู้บริโภคซื้ออะไร แต่ยังบอกได้ว่า ทำไม ซื้อเมื่อไร และที่ไหน เมื่อเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม NIQ Discover ก็สามารถสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในร้านค้าได้อย่างสมบูรณ์และแม่นยำยิ่งขึ้น” เขาเสริมว่า แม้จะมีการคาดการณ์ว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคจะเติบโต 4.5% ในปี 2025 และ 3.9% ในปี 2026 แต่ตลาดกลับมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ผู้บริโภคดั้งเดิมไปจนถึงกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์

    ที่มา : NielsenIQ

    ข้อคิดเห็นของสคต.

    ในการขยายตลาดสู่สเปนอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความนิยมด้านรสชาติ ราคาที่รับได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องใด กำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน ปริมาณการบริโภค รูปแบบการบริโภค หรือสถานที่และเวลาในการบริโภค เป็นต้น เพื่อที่จะสามารถกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจและการทำการตลาดได้อย่างแม่นยำและตรงเป้า ทั้งในมิติของการพัฒนาสินค้าและสื่อโฆษณา อาทิ ควรเน้นด้านโภชนาการ การสร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาสินค้าโปรตีนสูง อาหารออร์แกนิก หรือผลิตภัณฑ์ปลอดสาร ฯลฯ ส่วนข้อค้นพบเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเปิดโอกาสในการเจาะตลาดกลุ่มย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ สำหรับคนรักสุขภาพและผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควรสื่อสารด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) และความยั่งยืน 

    ในระยะยาว การปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพ สะดวก การลดการบริโภคเนื้อสัตว์และการเลือกผลิตภัณฑ์ปลอดสารจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดได้ยิ่งขึ้น โดยการที่ 85% ของผู้บริโภคสเปนให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ และ 80% ตรวจสอบฉลากอาหารก่อนตัดสินใจซื้อ เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าตลาดอาหารกำลังเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกซื้ออาหารจาก ราคาและรสชาติเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาต้องการความมั่นใจในสิ่งที่รับประทาน ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมนี้บังคับให้ธุรกิจต้องโปร่งใสและเพิ่มเติมนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่มากขึ้น ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการออกแบบฉลากที่ให้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับผู้ประกอบการ นี่คือทั้ง ความท้าทายและ โอกาสหากผู้เล่นรายใดสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและโภชนาการได้ ก็จะครองใจตลาดในระยะยาว ในทางกลับกัน หากเพิกเฉยต่อสัญญาณนี้ ก็อาจสูญเสียความเชื่อมั่นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ จะเห็นถึงแนวโน้มสังคมที่กำลังมุ่งสู่การบริโภคอย่าง มีความรับผิดชอบมากขึ้น ผู้ที่สามารถปรับตัวได้ก่อนย่อมได้เปรียบในสมรภูมิการค้าอาหารที่มีความซับซ้อนและแข่งขันเข้มข้นมากขึ้นทุกวัน

    อนึ่ง หากเปรียบเทียบสัดส่วนผู้บริโภค “ดั้งเดิม” และผู้บริโภค “ตามกระแส” ที่พร้อมลองของใหม่จะเห็นว่ากลุ่มดั้งเดิมยังเป็นกลุ่มหลักที่ครองตลาด ชาวสเปนดั้งเดิมไม่นิยมลองบริโภคสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้น การแนะนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดจึงมีความท้าทาย ต้องอาศัยการ “สร้างการรับรู้” (educate) ซึ่งอาหารรสชาติไทยยังถือเป็นรสชาติ “ใหม่” สำหรับผู้บริโภคกระแสหลัก มีเพียงผัดไทยที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างและรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย เนื่องจากชาวสเปนจำนวนมากไม่ทานรสเผ็ด

    image.png

    ในปี 2569 สคต. ณ กรุงมาดริด มีแผนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้รสชาติอาหารไทย วิธีการปรุงอาหารไทย และวิถีครัวไทย ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในตลาดสเปนผ่านงานแสดงสินค้า Salon Gourmets 2026 ณ กรุงมาดริด งานแสดงสินค้า Alimentaria 2026 ณ นครบาร์เซโลนา โครงการยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับครัวไทย (Thai SELECT) ผ่านสื่อท้องถิ่นและ influencer ตลอดจนการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารรสชาติไทยแท้และร้านอาหาร Thai SELECT ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของสเปน สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน โปรตุเกส หรืออันดอร์รา สามารถติดต่อมายัง สคต. ได้ที่ info@thaitradespain.com

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lxs1da9uore7sc65idf9bmb6&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24uIb-LmtbQmPdWlg1wYBr

  • ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตร ีและ รมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานให้การเจรจาจบลงในเวลาอันเหมาะสม โดยการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐฯ  ให้เร่งเจรจาลดภาษีให้ต่ำกว่าหรือไม่เกิน 19% เพื่อคุ้มครองภาคส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน

    นอกจากนี้  ครม.เห็นชอบแนวทางการปรับกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้การจัดทำกรอบงบประมาณไม่ล่าช้า และทันใช้ตามปฏิทินงบประมาณ โดยในวันที่ 1 ธ.ค. 2568 นี้ นายอนุทิน จะมอบนโยบายให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจากไทม์ไลน์ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ประกาศไว้ว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 2569 และการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้เกิดความล่าช้า นายกฯ จึงมีข้อสังการไปยังสำนักงบประมาณให้ไปปรับไทม์ไลน์ของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570  ใหม่ เพื่อให้หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณก็รับไปพิจารณา

    “จากการพิจารณาตามแผนการจัดทำงบประมาณแต่ละปี หากมีการยุบสภาในช่วงต้นปี อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องดำเนินการในช่วงกลางปีอาจจะสะดุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งทางสำนักงบประมาณ ก็รับไปพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการใช้ตามปฏิทินงบประมาณปี 2570 โดยเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

     โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 15 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยจะเริ่มจากกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามโรดแมป ซึ่ง รมว.คลังต้องการเน้นย้ำและทางกระทรวงการคลัง หวังว่าทุกกระทรวงจะทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกในวันที่ 15 ต.ค.ก่อน  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันที่ 15 ต.ค.นี้ กระทรวงคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้ง มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วงไตรมาส 4ปีนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% 

    นางแพตริเซีย  มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 320,000 ล้านบาท โดยกรมบัญชีกลาง จะเน้นกาคกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้  ยังเร่งดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของนายเอกนิติ ปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด โดยจะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรมว.คลัง พิจารณาอีกครั้ง 

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  เบิกได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10V1oieMSAgcTjqs1LESCL

  • ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย  ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    ธุรกิจ

    ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    อุตสาหกรรม “สุขภาพ” ของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปี 2566 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” และหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอย่าง “สมุย” กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอันน่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

    จากเดิมที่เป็นเกาะหรูสำหรับการพักผ่อน ปัจจุบันสมุยได้ปรับภาพลักษณ์ให้สอดรับกับเทรนด์ระดับโลกที่ผสานแนวคิดเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ และการดูแลสมรรถนะร่างกาย จนกลายเป็นนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญทั้งกับสุขภาพและการผ่อนคลาย

    ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้าน “เศรษฐกิจสุขภาพ” ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตั้งแต่รีทรีตโยคะ รีสอร์ตสปา คลินิกสุขภาพ ไปจนถึงศูนย์ส่งเสริมอายุยืน จากปัจจัยภาคธุรกิจสุขภาพของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ “สมุย” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ผสานความสงบของทะเลเมืองร้อนเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพและกีฬา

    อินโก ชเวเดอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกโค ฮอสพิทาลิตี้ (GOCO Hospitality) และกรรมการผู้จัดการ โฮร์เวิธ เอชทีแอล เฮลธ์ แอนด์ เวลเนส (Horwath HTL Health & Wellness) กล่าวในงาน C9 Sessions – Koh Samui Wellness Tourism “Beyond the Spa” ซึ่งเป็นเวทีรวมผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเกาะสมุยให้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและไลฟ์สไตล์แอคทีฟในเอเชียว่า 

    “เศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมยา แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความจริงใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ทำให้เกาะสมุยมีโอกาสในการยกระดับมาตรฐานใหม่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ การยืดอายุขัย และสมรรถนะของร่างกาย”

    ทั้งนี้ การแพทย์เพื่อการยืดอายุ (Longevity Medicine) สุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Precision Health) และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Wellbeing) คือ 3 แกนหลักของการเติบโตในอนาคต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวซึ่งมองหาประสบการณ์ด้านสุขภาพที่มีความหมาย และให้ผลลัพธ์จริงในทุกมิติของการบริการด้านการท่องเที่ยว

    มาร์เซโล ฟอนเซกา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต (Maraleina Sports Resort) ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ ผสานแนวคิดหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ฟุตบอล ว่ายน้ำ ฟิตเนส กีฬาแร็กเกต และกิจกรรมสำหรับครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของ “มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต” มาจากความหลงใหลในกีฬา และความเชื่อมั่นในศักยภาพของเกาะสมุย สิ่งที่เริ่มต้นจากความฝันในการสร้างโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นผ่านสโมสร “สมุย ยูไนเต็ด” (Samui United) ได้ขยายกลายเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน

    “นักท่องเที่ยวมิลเลนเนียลและเจนซีไม่ได้มองหาการพักผ่อนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการขยับร่างกาย สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยกีฬาได้กลายเป็นประตูสำคัญที่เปิดเส้นทางสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือของ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต กับโครงการฝึกอบรมฟุตบอล ปารีส แซ็ง แฌร์แม็ง อะคาเดมี (Paris Saint-Germain Academy) ได้ยกระดับเกาะสมุยให้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกีฬาระดับนานาชาติ มอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้ฝึกซ้อมตามมาตรฐานระดับโลก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมุยให้โดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

    มิก้า ชูนวลศรี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงกีฬา” คือเรื่องของผู้คนและเป้าหมาย และที่สโมสร สมุย ยูไนเต็ด กำลังสร้างโอกาสให้ผู้เล่นท้องถิ่น พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเกาะ อีกทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนแบบทั่วไป ให้ได้ฝึกซ้อม เล่นกีฬา และฟื้นฟูร่างกายในสถานที่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดียวกัน

    เมื่อการท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เปลี่ยนวิธีที่จุดหมายปลายทางต่างๆ ใช้ในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยว แนวคิดแบบ “ไฮบริด” ที่รวมการฟื้นฟูร่างกายเข้ากับการพัฒนาศักยภาพ และเชื่อมโยงการมีสติ (Mindfulness) เข้ากับการเคลื่อนไหว กำลังกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับแต่ละจุดหมาย

    บิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์ โฮเทลส์เวิร์คส์ (C9 Hotelworks) กล่าวว่า การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เติมพลังให้สมุยมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพียงตามฤดูกาล แต่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดึงดูดผู้เดินทางจากทั่วโลก และยกระดับสมุยให้ก้าวข้ามจากจุดหมายแห่งการพักผ่อนแบบเดิมๆ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและโครงการใหม่ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ เกาะสมุยจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์แอคทีฟของเอเชีย

    “จากรีสอร์ตหรูที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพและยืดอายุขัย ไปจนถึงสถาบันฟุตบอลระดับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงของเกาะสมุยสะท้อนให้เห็นถึงกระแสการท่องเที่ยวระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ชุมชน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1203127&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bR6iHH2SMpMaNL3K94Y_d