แอตต้ารุก“ทูเวย์ ทัวริซึม”6ตลาดหลัก ใช้คนไทย12ล้านเป็นแต้มต่อ

แอตต้ารุก“ทูเวย์-ทัวริซึม”6ตลาดหลัก-ใช้คนไทย12ล้านเป็นแต้มต่อ

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งวิกฤตพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนเร็ว สมาคมฯ ได้กำหนดทิศทางใหม่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้การท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน โดยปรับจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางสู่การเป็นผู้สร้างเครือข่ายเศรษฐกิจท่องเที่ยว 

 “วันนี้โลกไม่ได้แข่งกันแบบประเทศต่อประเทศแล้ว แต่แข่งกันที่ใครมีเครือข่ายที่แข็งแรงกว่ากัน โจทย์ของเราไม่ใช่แค่มีนักท่องเที่ยวไหม แต่คือระบบต้องไม่พัง และต้องมีเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุด” 

 นายอดิษฐ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ Two Way Tourism โดยไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขาย (Seller) มาเป็นพันธมิตร (Partner) ที่พร้อมแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวแบบส่งไป-ดึงกลับ เนื่องจากปัจจุบันไทยมีฐานคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศสูงถึงปีละ 12 ล้านคน ซึ่งถือเป็นอำนาจต่อรองสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการตลาดและกระจายความเสี่ยงจากวิกฤตในตลาดเดิมๆ ได้อย่างดี

 สำหรับแผนปฏิบัติการ แอตต้าเตรียมเดินหน้าโรดโชว์เชิงรุกใน 6 ตลาดยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากไทย (ใช้เวลาบินไม่เกิน 6 ชั่วโมง) โดยเน้นเป้าหมายหลักคือ จัดแพ็กเกจร่วม เช่น ทัวร์เส้นทางไทยบวกประเทศพันธมิตร เร่งเจรจาเพิ่มสายการบินและเที่ยวบินเหมาลำจับคู่ธุรกิจจริงจัง ตั้งเป้าเกิดการเจรจา B2B Matching ไม่ต่ำกว่า 2,000 ดีล

 นอกจากนี้ แอตต้าจะผลักดันกลไกความร่วมมือ 3 ประสาน ระหว่างภาครัฐที่คุมนโยบาย ภาคเอกชนที่ลงมือปฏิบัติ และภาควิชาการที่คอยวัดผล เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่จับต้องได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดกลุ่มนักเดินทางคุณภาพและกลุ่มที่เพิ่งเริ่มเดินทางท่องเที่ยวครั้งแรก เพื่อสร้างรายได้ใหม่เข้าสู่ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

 นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ตลาดจีนในปี 2026 มีทิศทางที่สดใสมาก ข่าวเชิงลบเกี่ยวกับไทยลดน้อยลงจนเกือบหมด ขณะที่สัดส่วนผู้โดยสารในเที่ยวบินเริ่มมีความสมดุลระหว่างคนจีนมาไทย 60-70% และคนไทยไปจีน 30-40% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ

 ทั้งนี้ แอตต้ามั่นใจว่าผลลัพธ์ในระยะสั้น (3-6 เดือน) จะเห็นการฟื้นตัวของยอดจองในกลุ่มตลาดใกล้เคียง และในระยะยาว 1-3 ปี ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจท่องเที่ยวภูมิภาค ที่มีระบบนิเวศเชื่อมโยงหลายประเทศเข้าด้วยกัน สร้างความเติบโตแบบยั่งยืนและลดผลกระทบจากความผันผวนของโลกในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2924956&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lKvHvJuCLjGG0J9TeygJh