“มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

“มหาหมอลำเฟสติวัล”-@-หนองคาย-soft-power-ไทย-สปป.ลาว

“หมอลำ นอกจากจะเป็นตัวแทนสื่อถึง “อัตลักษณ์ความเป็นอีสาน” แล้ว ยังเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมสายสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง สองฝั่งโขง ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว อีกด้วย” นี่คือบทพิสูจน์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความม่วนที่งาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ด้วย

สำหรับโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมการแสดงของศิลปินชื่อดังในเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ทั้งจาก สปป.ลาว และคณะหมอลำของไทยแล้ว สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้เปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่ได้พานักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนไปดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง ณ นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมสัมผัสรากเหง้าศิลปะการแสดงพื้นบ้านกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการจัดโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย และเปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทย-สปป.ลาว ว่า

“โครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาจัดแสดงในรูปแบบของ “เทศกาลมหาหมอลำ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดสอนหลักสูตรหมอลำมาเป็นเวลานาน ในโอกาสนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน จึงได้รวบรวมทั้งศิษย์เก่า ศิลปินหมอลำชื่อดัง และศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดมาร่วมแสดงบนเวทีหมอลำเดียวกัน นับเป็นการเชิดชูและยกระดับให้เป็นเทศกาลมหาหมอลำครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งมีการจัดการท่องเที่ยว “เส้นทางมหาหมอลำ” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลานครอย่างแท้จริง” 

“มาในครั้งนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ต้องการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เราจึงเลือกจัด “เทศกาลมหาหมอลำ” ที่จังหวัดหนองคาย (วันที่ 5 – 6 เมษายน 2569) สำหรับการจัดงานที่หนองคาย เป็นการจัดเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” งานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินหมอลำทั้งจากประเทศไทย “ปลาย กนกพร” และคณะหมอลำ “รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์” และศิลปินจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เช่น จิมมี่ สิทธิพร รวมถึงสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมสร้างสีสันความบันเทิงตลอดคืนในเทศกาลหมอลำริมฝั่งแม่น้ำโขง”

“โดยโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้นพร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทริปสุดท้ายที่ จังหวัดนครพนม ในธีม “สัมผัสวัฒนธรรมนาคาวิถี” โดยจะดึงเอาความโดดเด่นและอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมมาเชิดชูและนำเสนอผ่านเทศกาลมหาหมอลำอย่างยิ่งใหญ่”

ถอดบทเรียน การใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็นสื่อ เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทย-สปป.ลาว

อาจารย์ทม ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในการใช้ วัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งเป็น Soft power ที่ทั้งประเทศไทย และ สปป.ลาว มีเหมือนกันมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกันว่า

“เราสามารถใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายัง 2 ประเทศได้ เพราะ “หมอลำและเสียงแคน” เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ต้องมีกำแพงทางภาษา”

“ดังนั้น การจัดเทศกาลหมอลำจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้มาสัมผัสวิถีชีวิตของทั้งทางอีสานฝั่งไทย และทางฝั่งลาวได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่มีคนจากฝั่งลาวข้ามมาดูหมอลำคณะใหญ่ของไทยซึ่งหาดูได้ยากในฝั่งลาว โดยยอมรอจนด่านเปิดตอนเช้าถึงจะเดินทางกลับ”

“และการใช้เทศกาลหมอลำและการจัดทริปท่องเที่ยวสองฝั่งโขงนี้ ยังเป็นการทำให้เกิดร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้จัดงานได้เชิญศิลปินหมอลำที่มีชื่อเสียงจากฝั่งลาว เช่น จิมมี่ สิทธิพล และศิลปินจากสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมแสดง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรร”ม

“ส่วนการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น แน่นอนว่าสำหรับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งล่าสุดนี้ เราต้องการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมสองฝั่งโขง” โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในแบบ One day trip จากนั้นกลับมาพักและดูหมอลำที่ฝั่งไทยได้อย่างสบายๆ”

นอกจากนั้น ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ เราได้วางวัตถุประสงค์อีกด้านไว้ด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึง “วิถีหมอลำ” ได้ลึกซึ้งกว่าแค่ความสนุกสนาน จึงมีการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเทศกาล เช่น

  • เทคโนโลยี VR (Virtual Reality): เพื่อจำลองบรรยากาศหมอลำ 3 รูปแบบ คือ นิทรรศการเสมือนจริง, หมอลำแบบดั้งเดิม (หมอลำหมู่-หมอลำกลอน) และหมอลำสมัยใหม่ ให้คนได้เรียนรู้ก่อนชมการแสดงจริง
  • Projection Mapping: การยิงแสงสีเล่าเรื่องราวลงบนพื้น อาคาร หรือแม่น้ำ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดความสนใจของผู้คน
  • การจัด Workshops: สาธิตดนตรี ลายแคน และท่าเต้นบนเวที เพื่อให้คนดูเข้าใจที่มาและศิลปะของหมอลำมากขึ้น

“ส่วนในด้านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น เราตั้งใจที่จะทดลองทำ “ทริปนำร่อง” เพื่อส่งต่อโมเดลให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เช่น การออกแบบแพคเกจท่องเที่ยวโดยอิงกับเทศกาลมหาหมอลำ ที่ในทริปสองฝั่งโขงนี้ เราได้พาผู้เข้าร่วมทริปไปทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวที่พาข้ามไปนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญ กินเฝอ แล้วหลับมาเที่ยวงานเทศกาลมหาหมอลำ พักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองหนองคาย จากนั้นปิดทริปด้วยการพาไปทำกิจกรรมที่ชุมชนบ้านปะโคเหนือ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น โดยทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจ่ายเพียง 3,999 บาท เท่านั้น”

“และในอนาคต เราได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ-หนองคาย โดยในทรืปนี้จะมีการจัดโปรแกรมเสริม (Add-on) สำหรับผู้ที่ต้องการข้ามไปฝั่งลาวเป็นทางเลือกด้วย”

ดังนั้น ในมุมมองของอาจารย์ทม มองว่า การแสดงหมอลำ เป็นมากกว่าการแสดงบนเวที แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการนำเนื้อหา (Storytelling) และเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมสองฝั่งโขงให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

แชร์มุมมองจากศิลปินหมอลำ สปป.ลาว กับความประทับใจในฐานะ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ผูกร้อยด้วย “หมอลำและเสียงแคน”

.ในเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่จังหวัดหนองคายในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ศิลปินหมอลำจากทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มาสะท้อนมุมมอง 2 ด้าน หมอลำรุ่นใหม่และหมอลำแบบดั้งเดิม ท่านแรก คือ จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้” จากฝั่งลาวที่คลุกคลีกับการร้องเพลงมาเกือบ 10 ปี โดยจิมมี่เริ่มร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และเชื่อว่าพรสวรรค์นี้มาทาง “สายเลือด” เนื่องจากแม่และลุงเป็นคนชอบร้องเพลง แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพก็ตาม

จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้”

“ผมฝึกฝนการร้องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบันครับ ตอนนี้ผมมีฐานแฟนคลับกว้างมาก โดยผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอ (MV) ในช่อง YouTube มียอดวิวประมาณ 60-70 ล้านวิว ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในลาวที่มีประมาณ 7-8 ล้านคน และในการแสดงตอนนี้ ผมได้นำศิลปะดั้งเดิมมาเข้ากับการร้องหมอลำด้วย อย่าง “ลำตั้งหวาย” ซึ่งดั้งเดิมจะมีจังหวะช้าและใช้แคนเพียงอย่างเดียว แต่เรามาเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นและใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้าไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย”

“โดยส่วนตัวมองว่าหมอลำทางฝั่งไทยและลาวแทบไม่ต่างกันทั้งสำเนียงและลักษณะกลอนลำ เพลงจากฝั่งไทย คนลาวก็ฟังรู้เรื่อง ขณะที่เพลงจากฝั่งลาว คนไทยก็ฟังรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องแปล ดังนั้น “เสียงเพลงจึงไม่มีพรมแดน” และในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คนทั้งสองฝั่งสื่อสารและเข้าใจกันง่ายขึ้น และงานเทศกาลมหาหมอลำที่จัดขึ้นนี้ ยังเป็นโอกาสให้ ไทย-สปป.ลาว ได้แลกเปลี่ยนศักยภาพศิลปิน และการที่ผมได้รับเชิญมาแสดงที่หนองคาย ถือเป็นการให้ความสำคัญและให้โอกาสศิลปินหมอลำลาวอย่างผมได้มาแสดง เป็นตัวแทนศิลปินลาวที่ได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย”

ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว

ด้าน ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว สะท้อนมุมมองน่าสนใจในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ในศาสตร์ “หมอลำ” โดยแม่ดาหวันเริ่มเล่าประวัติการมาเป็น “หมอลำ” ของตนเองก่อนว่าเริ่มเป็นหมอลำตั้งแต่อายุเพียง 6 ปี เพราะเห็นคุณแม่ร้องลำในฐานะหมอลำ จึงซึมซับและมีสำนึกรักในศิลปะแขนงนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ และพรสวรรค์ของแม่ดาหวันก็เปล่งประกายในสมัยเรียน โดยสามารถนำบทเรียนมาเล่าเป็นกลอนลำได้โดยไม่ต้องแต่งล่วงหน้า

และมักจะใช้ความสามารถด้านการลำไปแสดงในโรงเรียนเพื่อขอคะแนน ซึ่งท่านก็มักจะได้คะแนนดีจากความกล้าแสดงออกนี้นอกจากนั้น ในปัจจุบัน นอกจากจะมีอาชีพเป็นหมอลำแล้ว ยังเป็นคณะบริหารสมาคมเสียงแคนลาว ซึ่งเป็นตัวแทนศิลปินหมอลำและหมอแคนจากทั่วประเทศที่มีสมาชิกเป็นพันคน

“ที่ประเทศลาว เราร้องหมอลำทั้งในงานบุญ งานมงคล งานอวมงคล อย่างงานศพ โดยกลอนลำที่ร้องก็จะมีเนื้อหาที่เข้ากับงานนั้นๆ ซึ่งรูปแบบการร้อง การลำ และภาษาที่ใช้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคในลาว เช่น การลำทางภาคเหนือ เรียกว่า “ขับ” เช่น ขับทุ้มหลวงพระบาง ขับซำเหนือ และลำทางภาคกลางและภาคใต้ อย่าง ลำสาละวัน”

“สายสัมพันธ์ระหว่างหมอลำและหมอแคน ไทย-สปป.ลาว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดและรากเหง้าเดียวกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตสองฝั่งโขงที่ไม่ต่างกัน ทั้งไทยและลาวต่างร้องหมอลำเพื่ออวยพรงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือไว้อาลัยในงานศพ ศิลปะแขนงนี้จึงสามารถสืบสานรักษาต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยคนทั้ง 2 ประเทศ และยังสามารถต่อยอดจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดหนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ได้ด้วย”

“โดยในฐานะคณะกรรมสมาคมเสียงแคนลาว เรามีการวางแผนว่าจะเปิดโครงการสอนเป่าแคนและขับลำให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบัน “แคน” ได้รับการรับรองเป็น มรดกโลก และมีการบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการเรียนในโรงเรียนของลาวแล้ว”

“และในวันนี้ในงานเทศกาลมหาหมอลำ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ได้เห็น หมอลำคนรุ่นใหม้อย่าง จิมมี่ สิทธิพล ที่นำหมอลำดั้งเดิมมาประยุกต์เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และแน่นอนว่าตัวแม่เอง ก็จะยังคงรักษาการร้องเพลงหมอลำแบบ ดั้งเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็นการแสดงที่เป็นรากเหง้าของ หมอลำลาว อย่างแท้จริง”

การใช้ Soft power ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

‘มหาหมอลำเฟสติวัล’ เพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมหมอลำ

บพข. จับมือ มมส. ยกระดับ อุตสาหกรรมหมอลำ

บพข. ขับเคลื่อน Isan Wellness Soundscape ใช้เสียงดนตรีท้องถิ่นเยียวยาชีวิตยุคใหม่

Post Views: 207

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/12/maha-morlum-festival-nongkhai-laos-msu/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvaAwcvTEiQAd56wceYC7