สนค. เผย ตลาดสมุนไพรไทยติดท็อป 11 โลก ชง 4 กลยุทธ์พลิกเกษตรไทยสู่ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” ชิงเค้กตลาดสุขภาพโลก 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนเสียโอกาสให้คู่แข่ง
- กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness and Longevity) กำลังกลายเป็นตลาดเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรอเจ็บป่วยแล้วรักษา มาเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพล่วงหน้า และยอมจ่ายเพิ่มให้สินค้าที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
- สนค. เสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและสมุนไพรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง เช่น การพัฒนาสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ และการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง “อาหาร-ความงาม-การแพทย์” เริ่มเลือนหาย กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืน หรือ “Wellness and Longevity” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีโอกาสต่อยอดจุดแข็งด้านเกษตร สมุนไพร การแพทย์ และการท่องเที่ยวสุขภาพ เข้าสู่ตลาดมูลค่าสูงนี้
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการติดตามเทรนด์สุขภาพโลก ว่า กระแส Wellness and Longevity หรือการดูแลสุขภาพและชะลอวัย กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2583 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีก่อน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงรักษา มาเป็นการลงทุนล่วงหน้าเพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันโรคในระยะยาว โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีผลลัพธ์พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน
ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพร 1,357.5 ล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 11 ของโลก ขยายตัว 5.2% จากปีก่อน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะ 1,836.4 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ขณะที่ข้อมูลจาก Global Wellness Summit 2026 ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจ Wellness เติบโตเร็ว โดยอยู่ในอันดับ 7 ของโลก
สำหรับภาพรวมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน โดยตลาด Wellness ในปี 2567 มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 74% จากปี 2562 และเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก สะท้อนโอกาสของไทยในการเชื่อมโยงจุดแข็งด้านสินค้าเกษตร สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยว เข้ากับตลาด Wellness ที่กำลังขยายตัว
ขณะเดียวกัน รายงาน “Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers” ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 50% จะเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับประสิทธิผล
จากแนวโน้มดังกล่าว สนค. เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทย เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่
1. ยกระดับสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ (Medical-Grade Extraction)
ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ให้ผลลัพธ์และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไทยจึงควรลงทุนด้านการวิจัยและการทดสอบทางคลินิก เพื่อยกระดับสารสำคัญจากสมุนไพรไทย เช่น ใบบัวบก ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการสมานผิวและต้านริ้วรอย ขมิ้นชันที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และกระชายดำที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ รวมถึงสมุนไพรในกลุ่มลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง
ตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพของตลาดคือ “บากูชิออล” ซึ่งมียอดเติบโตในตลาดออนไลน์ 19.1% ในช่วงปี 2564–2568 โดยไทยสามารถต่อยอดวัตถุดิบสมุนไพรให้เป็นสารสกัดมาตรฐานสูงและสร้างมาตรฐานระดับสากลได้
2. แทรกซึมสินค้าในชีวิตประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล
ไทยควรพัฒนาสารสกัดและวัตถุดิบเกษตรให้เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น โปรตีนจากพืช หรือเปปไทด์จากข้าว นำไปพัฒนาเป็นอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน รวมถึงเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 ซึ่งมีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในระดับสูง เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการเฉพาะบุคคลมากขึ้น
3. ผสานเทคโนโลยีสู่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตนเองมากขึ้น โดยผู้บริโภคดิจิทัล 52% ใช้ Generative AI เพื่อค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยี เช่น Smart Mirror มาใช้วิเคราะห์ใบหน้าและแนะนำชุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ผู้ประกอบการไทยจึงควรเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพและเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะบุคคล
4. เชื่อมโยงสินค้าเข้ากับบริการและ Wellness Tourism
ตลาดสินค้าและบริการ Luxury เชิงประสบการณ์คาดว่าจะเติบโต 52% ในช่วงปี 2568–2573 เป็นโอกาสให้ไทยนำสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เชื่อมเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา การแพทย์ และคลินิก Longevity เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การเติบโตของ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่
ทิศทางนโยบายจากนี้จึงควรมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Agri-Wellness Synergy ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก” เพื่อเปลี่ยนบทบาทภาคเกษตรจากการเป็นเพียงแหล่งผลิตอาหาร ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” (Health Economy)
การผลักดันสารสกัดจากภาคเกษตรให้ได้มาตรฐานระดับการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง ตอบรับความต้องการของตลาดโลก และพัฒนาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OIQCzjzgS-aRwaaPz5Cm5
