ผ่านช่วงเวลา 3 เดือนแรกในการบริหารประเทศของ “รัฐบาลอนุทิน” หลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 – 10 เม.ย.2569 ในช่วงแรกหลังจากที่ต้องฟันฝ่ากับวิกฤตราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รัฐบาลเริ่มขยับจากโหมดการแกปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารงานที่เริ่มเดินหน้าตามนโยบายที่ได้แถลงไว้
โดยในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจเริ่มเห็นบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยที่ขยับบทบาทมานั่งหัวโต๊ะบริหารคณะกรรมการระดับชาติที่เป็นคณะกรรมการในด้านเศรษฐกิจด้วยตัวเอง ซึ่งโดยรวมแล้วในขณะนี้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานบอร์ดเศรษฐกิจด้วยตัวเองถึง 8 คณะ
คำสั่งตั้ง-รื้อบอร์ดเศรษฐกิจ 4 ฉบับ ใน 2 สัปดาห์
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ลงนามใน คำสั่งนายกรัฐมนตรี 4 ฉบับ ที่ทำให้เห็นบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นประธานคณะกรรมการหรือบอร์ดทางเศรษฐกิจรวม 4 คณะ โดยฉบับแรกคือการตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ฯ หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์” มีองค์ประกอบของกรรมการทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ดยมีเป้าหมายที่ท้าทายในการให้ไทยสามารถดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปต้นน้ำ รวมถึงสามารถที่จะผลิต “ชิปขั้นสูง” ที่เป็นชิปเมดอินไทยแลนด์ในอนาคต
คำสั่งต่อมาคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยคณะกรรมการชุดนี้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานได้กำหนดการประชุมนัดแรกแล้วในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีแนวคิดตั้งขึ้นภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบหารือกับตัวแทนภาคเอกชน และนักธุรกิจรายใหญ่เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนั้นมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับคือคำสั่งที่ 233 /2569 และ 234/2569 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการแบ่งงานในอำนาจหน้าที่ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม โดยให้ยกเลิกการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก และการนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (กพอ.) โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ฉบับที่ประชุม ครม.รับทราบแล้ว
นายกฯแจงดึงอีอีซีกลับมาดูแลเอง
โดยต่อมาจึงมีคำอธิบายจากนายกรัฐมนตรีเองว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้งในพรรค หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่แก้สัญญาไฮสปีดเทรนด์เชื่อม 3 สนามบินแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นเพราะนายกรัฐมนตรีต้องการนำเอาโครงการนี้ไปโรดโชว์กับนักลงทุนในต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน จึงได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์เพื่อนำเอาอีอีซีมากำกับดูแลเอง รวมทั้งในระยะต่อไปจะปรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอีอีซีโดยเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นจุดแข็งในพื้นที่จริงๆ ได้แก่ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร การแพทย์ ส่วนเรื่องดาต้าเซนเตอร์ที่มีความต้องการลงทุนในพื้นที่เป็นอย่างมาก รัฐบาลจะกำหนดเงื่อนไขในการลงทุน โดยให้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งไฟฟ้า แหล่งน้ำที่จะใช้ รวมทั้งในส่วนของค่าไฟฟ้ารัฐบาลเตรียมจะประกาศอัตราค่าไฟฟ้าใหม่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ที่จะถูกเก็บค่าไฟฟ้าสูงกว่าบ้านเรือนของประชาชน
อย่างไรก็ตามนอกจากบอร์ดทางด้านเศรษฐกิจทั้ง 3 ชุดที่นายกรัฐมนตรี จะมีการนั่งเป็นประธานบอร์ดด้วยตัวเองยังมีบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอีก 5 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) และคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ ซึ่งแต่ละบอร์ดก็จะมีประเด็นสำคัญ รวมทั้ง “ปัญหาค้างคา” ที่รอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ดจะมานั่งหัวโต๊ะนำการประชุม บูรณการความร่วมมือ ข้ามพรรค ข้ามกระทรวง
เดินหน้าเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ และดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญในอนาคตให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย จนนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มขึ้น ในภาวะที่การแข่งขันทั่วโลกในการดึงดูดการลงทุนทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และรวดเร็ว
สรุป 8 บอร์ดด้านเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเองได้แก่
1.คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
2.คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ
3.คณะกรรมการร่ามภาครัฐเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.)
4.คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
5.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
6.คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
7.คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.)
และ 8.คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cc0GTrPCgjDE2sZWIsmt7
