ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามในอิหร่าน ?
ที่มาของภาพ, Sedat Suna / Gett Images
-
- Author, ดาร์ชินี เดวิด
- Role, รองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ
-
เวลาอ่าน: 8 นาที
ผลกระทบทางการเงินจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มปรากฏให้เห็นชัดแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันเพื่อทำความร้อนภายในบ้านพุ่งสูงขึ้นที่เมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษ ไปจนถึงการปิดโรงเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในปากีสถาน
มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าผลกระทบจากการตอบโต้ของทางการอิหร่านที่ถูกออกแบบมาเพื่อสั่นคลอนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ อาจไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ และซ้ำไปกว่านั้น มันยังเกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียมเอามาก ๆ
นอกเหนือไปจากรายชื่อผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจำนวนมาก ยังมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย และนี่คือรายชื่อของพวกเขา
ผู้ชนะ: นอร์เวย์ แคนาดา และรัสเซีย
แม้จะมีความพยายามมากมายในการแสวงหาพลังงานหมุนเวียน แต่พวกเรายังคงต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ การสำรองน้ำมันเอาไว้จำนวนมากดูเหมือนจะนำความมั่งคั่งมหาศาลมาให้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้น้ำมันดิบถูกเรียกว่าเป็น “ทองคำสีดำ” (black gold) เมื่อราคาของมันสูงขึ้น ผู้ผลิตก็มักจะแสวงหากำไร ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันต้องจ่ายเงินจนหมดกระเป๋า
แต่นี่ไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน (oil price shock) ทั่วไป
ตะวันออกกลางคือภูมิภาคที่เป็นหัวใจของอุปทานน้ำมัน และช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นหลอดเลือดแดงหลัก
การปิดกั้นโดยพฤตินัยและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย เมื่อทางการอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรของอเมริกา
เมื่อลูกค้าเริ่มมองหาทางเลือกอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่นอร์เวย์และแคนาดาจะได้ประโยชน์
หลังรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 และเมื่อหลายประเทศพยายามที่จะเลี่ยงการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย นอร์เวย์สามารถเพิ่มการผลิตและช่วงชิงความได้เปรียบมาได้สำเร็จ
ในขณะเดียวกัน ทิม ฮอดจ์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของแคนาดา ก็วางจุดยืนของประเทศในฐานะ “ผู้ผลิตพลังงานที่มีเสถียรภาพ เชื่อถือได้ คาดเดาได้ และให้ความสำคัญกับคุณค่า (values-based)” ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ว่าพวกเขาสามารถเพิ่มการผลิตได้แค่ไหน
ที่มาของภาพ, Getty Images
บางรายงานคาดการณ์ว่าทางการรัสเซียอาจสร้างรายได้สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 1.63 แสนล้านบาท) หรือมากกว่านั้น ภายในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. และอาจอยู่บนเส้นทางของการได้รับรายได้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันตลอดทั้งปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
อเมริกาเสี่ยงที่จะมอบลาภลอยให้กับรัสเซียโดยแลกกับความสูญเสียของชาติในอ่าวอาหรับ และยังมีประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน
การที่บางประเทศได้เพิ่มการใช้ถ่านหิน นับเป็นโอกาสอันหอมหวานสำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย เมื่อราคาเชื้อเพลิงชนิดนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ผู้แพ้: สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป
แล้วผลกระทบต่อสหรัฐฯ เองล่ะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐฯ จะ “สร้างเงินได้มากมาย”
แน่นอนว่าผู้ผลิตน้ำมันชาวอเมริกันอาจอยู่บนเส้นทางของการสร้างรายได้เพิ่มเติมมากกว่าเดิมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบจะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้กับปัจจุบัน
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ เป็นผู้ชนะโดยสมบูรณ์
สาเหตุประการแรกก็คือ สายการผลิตส่วนที่อยู่ในตะวันออกกลางของผู้ผลิตบางรายหยุดต้องชะงักอย่างหนักไปด้วย เช่น เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) ที่มีการดำเนินการในศูนย์รวมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ ซึ่งต้องปิดการผลิตไปตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. และตอนนี้ก็ถูกโจมตีโดยขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้ว ทำให้เกิด “ความเสียหายเป็นวงกว้าง”
ประการที่สองคือ หลังจากที่มีการลดกำลังการผลิตลงมาหลายปีเนื่องจากราคาขายส่งที่ลดลง ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน (shale) หลายรายไม่สามารถจะเพิ่มการผลิตได้แบบทันทีทันใด
และประการที่สำคัญที่สุดมาจากพื้นฐานรายตัวบุคคลเอง ชาวอเมริกันคือผู้ใช้น้ำมันและก๊าซมากที่สุดบนโลกใบนี้
พวกเขากำลังเผชิญกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน ทั้งในการใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวที่เลวร้ายในเขตมิดเวสต์ ไปจนถึงการเติมเชื้อเพลิงยานยนต์ในฤดูกาลขับขี่
นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) เตือนว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 140 ดอลลาร์สหรัฐ (4,577 บาท) และคงอยู่ที่ระดับนั้น ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัว
ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images
แน่นอนว่า ชาวอเมริกันไม่ได้เผชิญกับความเปราะบางเช่นนี้เพียงลำพัง แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้าสำหรับผู้ใช้ก๊าซชาวยุโรป ซึ่งรวมถึงผู้คนในสหราชอาณาจักร ทำให้มีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย
และมันจะเกิดขึ้นด้วยการเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ โดยพัฒนาการของตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% ตามมาในปีนี้ หากทิศทางยังคงเดิม เมื่อราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข่าวดีก็คือ ประเทศตะวันตกโดยทั่วไปสามารถปรับตัวกับการขึ้นราคาพลังงานฉับพลันได้ดีกว่าในอดีต จากความพยายามประหยัดพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
กระนั้น เมื่อยกตัวอย่างสหราชอาณาจักรที่มีการใช้น้ำมันและก๊าซกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั้งหมด ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการทำให้อุณหภูมิในบ้านอุ่นขึ้น ไปจนถึงภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานในระดับสูงอย่างภาคอุตสาหกรรม ก็ยังคงประสบปัญหา และอีกหลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน
ผลกระทบโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาในอนาคตเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองของรัฐบาลต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทางการในหลายประเทศจะลังเลในการจะคิดถึงการจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อช่วยอุ้มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพราะบัญชีการเงินของพวกเขาก็กำลังร้อนระอุอยู่เช่นกัน
ปฏิกิริยาในตลาดตราสารหนี้ที่มีต่อความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มต้นทุนหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีหนี้สินอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วภัยคุกคามฉับพลันที่อันตรายที่สุดมักจะเกิดกับลูกค้าน้ำมันและก๊าซเหลวที่หลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนตะวันออกผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ
โดยทั่วไป ภูมิภาคเอเชียนำเข้าน้ำมันดิบราว 59% มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่เกาหลีใต้ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 70% เมื่อสัดส่วนดังกล่าวลดน้อยลงจากการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและจากความกังวลด้านต้นทุน ก็มีนักการเมืองบางส่วนที่ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมการผลิตชิปของประเทศ
เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ผลิตชิปหน่วยความจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ก็ออกมาตรการอื่น ๆ เช่น การปันส่วนเชื้อเพลิง รวมถึงการลดเวลาเรียนเหลือสี่วันต่อสัปดาห์และปิดสถานศึกษาต่าง ๆ
ทว่าผู้ที่บริโภคทรัพยากรนี้อย่างตะกละตะกลามที่สุดในทวีป กลับมีเกราะป้องกันโดยอาศัยการวางแผนและการทูต จีนสำรองเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการใช้งานอย่างดีได้สองถึงสามเดือน และยังมีรายงานว่าประเทศได้เพิ่มการซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านด้วย
เช่นเดียวกับอินเดียที่แสวงหาประโยชน์จากการได้รับไฟเขียวชั่วคราวในการหันไปหารัสเซีย
อะไรจะเกิดขึ้นตามมา แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่าในตอนที่สหรัฐฯ วางกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มโจมตีอิหร่าน พวกเขาไม่ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้บางประการ
และหากสงครามนี้ยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่อันตรายขึ้นมาอีกคือมันจะไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่มันจะแพร่กระจายและสาดกระเซ็นไปทั่วโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd7j3yrn1dqo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02SqRSYhhXnZomQMBeCCmU

