รัฐบาลวางโรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันประเทศไทยขึ้นชั้น ‘ประเทศรายได้สูง’

รัฐบาลวางโรดแมป-12-ปี-7-เครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ดันประเทศไทยขึ้นชั้น-‘ประเทศรายได้สูง’

รัฐบาลมีแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มั่นคง แข็งแรงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ผ่านการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งการไปสู่เป้าหมายจะต้องทำให้รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8,000-9,000 ดอลลาร์ต่อปี

ในอดีตเคยมีรัฐบาลประกาศเป้าหมายลักษณะเดียวกัน โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) มีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ซึ่งมีแผนให้เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพและยั่งยืน และขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น แต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถูกลดบทบาทหลังพ้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) วันที่ 22 มิ.ย.2569 เพื่อเป็นเวทีทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้ มีการหารือเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันประเทศ ซึ่งประชุมทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อกลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พลังงาน แรงงาน การค้า ซึ่งจะประหยัดเวลาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ.เห็นชอบยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อยกระดับเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี โดยเป็นเป้าหมายที่มาจากการทำงานร่วมกับธนาคารโลกที่ระบุหากขับเคลื่อน 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายจะบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูง ได้แก่

1.เกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยน้นใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของไทย มายกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป

2.ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ระดับสากล

3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อดึงลงทุนใหม่

4.ยาและสุขภาพ โดยยกระดับอุตสาหกรรมยาและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ

5.การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากกว่าการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

6.การค้า โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่ดีของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สามารถติดต่อกับทุกประเทศทั่วโลกได้ 

7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยต่อยอดจากทักษะและความคิดสร้างสรรค์คนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่

รัฐบาลวางโรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันประเทศไทยขึ้นชั้น ‘ประเทศรายได้สูง’

  • ตั้งเป้ายกขีดแข่งขันขึ้นท็อป20 

นอกจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก โดยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดตามการจัดอันดับของ International Institute for Management Development (IMD) ซึ่งล่าสุดวันที่ 18 มิ.ย.2569 IMD ประกาศอันดับของไทยอยู่ที่ 26 ของโลก ดีขึ้น 4 อันดับจากปี 2568 มีแรงขับเคลื่อนหลักจากประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ประสิทธิภาพภาครัฐ

“การทำงานครั้งนี้เหมือนกำลังแข่งฟุตบอลโลกที่อาศัยความร่วมมือรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังที่รักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้มีความเชื่อมั่นตลาดเงินตลาดทุนในไทยช่วงที่ผ่านมา”

  • วางแนวทางผ่าน4เครื่องยนต์หลัก

สำหรับการดำเนินการขับเคลื่อนประกอบด้วย 4 Pillars หรือ 4 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 

1.การลงทุนใหม่ (New Investment) โดยดึงเงินลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่าน Future Investment Hub และโครงการ Fast Plus เพื่อแก้ปัญหาและส่งเสริมการลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยเน้นเป็น AI & Digital Hub และ Financial Hub ของภูมิภาค รวมถึงการผลักดัน เศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ SME และประชาชน

ทั้งนี้ ภายใน 4 ปีนี้ ด้านการลงทุนตั้งเป้าใกล้เคียง 30% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 22% ซึ่งหากเพิ่มสัดส่วนได้จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจขยายตัวชัดเจน

2.การท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Wellness) ยกระดับจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง เช่น Wellness Tourism และ Medical Hub 

พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐและอังกฤษ เพื่อขยายโอกาสการส่งออก

3.ทุนมนุษย์ (Human Capital) ยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) และสร้างความรู้เท่าทัน AI ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้มุ่งสร้างระบบนิเวศสำหรับ Startup และนวัตกรรม เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองในการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน

4.ประสิทธิภาพภาครัฐ (State Efficiency) โดยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” ซึ่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อน นำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ และป้องกันการทุจริต พร้อมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้งบประมาณภาครัฐหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

  • รัฐบาลหวังเห็นผลระยะสั้น-ยาว

สำหรับ 4 เครื่องยนต์จะทำงานแบบทีมเวิร์ค โดยมีเป้าหมายระยะสั้น Quick Big Win (เห็นผลใน 6-12 เดือน) และเป้าหมายระยะ 4 ปี เพื่อวางรากฐานสู่เป้าหมายใหญ่ใน 12 ปีข้างหน้า

“ทั้ง 4 ชุดมีการบ้านไปทำ เลือกทำ Quick Big Win และ Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยนำกลับมาเสนอเดือน ก.ค.นี้ และยอมรับว่าไทยมีปัญหาโครงสร้างมานาน ดังนั้นต้องมุ่ง Big Win ด้วย โดยเป็นโจทย์ที่ทั้ง 4 เสาไปขับเคลื่อน และต้องตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ติด TOP 20 ภายในปี 2573”นายเอกนิติ กล่าว

  • “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ประเทศคู่ค้าสำคัญ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการค้าและการส่งออกต้องพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยตั้งเป้าเจรจา FTA สำคัญให้สำเร็จภายในปี 2569 เช่น EU สหรัฐ แคนาดาและอังกฤษ  เพื่อกระจายตลาดส่งออกไม่พึ่งประเทศใดเกินไป

สำหรับภาคบริการจะยกระดับสู่ Wellness Tourism และMedical Hub ที่เน้นคุณภาพ และมูลค่าสูงมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว รวมถึงการวางตำแหน่งไทยเป็น Food Security Hub ผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตรให้ตรงความต้องการของตลาดโลก

  • “ยศนัน” เร่งเตรียมพร้อมกำลังคน

ศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การดึงการลงทุนต้องมีกำลังคนพร้อม โดยวางเป้าหมายยกระดับทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการสร้างความรู้เท่าทัน AI ทั้งระดับพื้นฐานคนไทยทั้งประเทศ และระดับสูงรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่

นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างผู้ประกอบการ Startup Ecosystem และ Sandbox เพื่อให้ภาคเอกชนและนักวิจัยร่วมกันพัฒนานวัตกรรม เช่น Semiconductor ที่จะเริ่มจากสเกล R&D เพื่อรอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต

  • “ปกรณ์” จับมือเอกชนแก้กฎหมาย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เครื่องยนต์ด้านกฎหมายเป็นเสมือนกองกลาง แต่ต้องดูแลกองหลังเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

สำหรับหัวใจสำคัญเป็นการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุม (Controller) เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยจะปฏิรูปกฎหมายลำดับรองเพื่อลดขั้นตอนการอนุญาตที่ปัจจุบันสูงถึง 90%

รวมทั้งรัฐบาลนำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาคอร์รัปชันได้โดยตรง นอกจากนี้เตรียมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้อัดฉีดงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

  • สภาพัฒน์เชื่อรายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 8-9 พันดอลลาร์ ขณะที่ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากจะผลักดันตามเป้าหมายต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5.0-5.5%

“12 ปีเชื่อว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่จะขยับเป็นประเทศรายได้สูงหรือไม่ ณ วันนี้ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ อีก 12 ปีข้างหน้าจะปรับขึ้นอีก อยู่ที่เราต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่านี้เพื่อให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น”นายดนุชา กล่าว

  • “หอการค้า”ชี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายการทำงานของกรอ.ต้องการยกระดับไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี ต้องอาศัยการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

“หอการค้าไทยนำเสนอข้อคิดเห็นท่ี่เคยเสนอไปหลายเรื่องและรัฐบาลก็รับฟัง โดยเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศและมีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด ที่มีตัวแทนภาคเอกชนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศ”

  • ส.อ.ท.ย้ำยกระดับภาคการผลิต

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นในการบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตใหม่ระยะยาว

ทั้งนี้ โลกเปลี่ยนแปลงเร็วทำให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากรูปแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ความสามารถของคนและความยั่งยืน โดย ส.อ.ท.เห็นว่าต้องดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ คือ

1.ยกระดับอุตสาหกรรมด้วย AI, Automation, Data และ Smart Factory เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน

2.ผลักดันอุตสาหกรรมไทยจากการผลิตแบบ OEM ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ ผ่านนวัตกรรม แบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญา

3.สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เชื่อมโยงไทยสู่ Global Supply Chain

4.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน กฎระเบียบ และระบบสนับสนุนธุรกิจ ให้พร้อมต่อการแข่งขันในอนาคต รวมทั้ง

5.สร้างการเติบโตที่สมดุล ให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ SMEs สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเติบโตอย่างยั่งยืน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DjfFqIzp3hUiB7flKS_YK