‘ผยง’กรุงไทย ห่วงเศรษฐกิจนอกระบบสูง 48% ผู้ประกอบการเพียง 1% สร้าง GDP ถึง 65% สะท้อนโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย แนะเร่งเชื่อมโยงข้อมูล ใช้ Alternative Data เปิดทาง Micro SME เข้าถึงบริการทางการเงิน พร้อมกระจายโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่สู่คนตัวเล็กอย่างทั่วถึง
- ‘ผยง’ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ รายได้กระจุกตัว
- โจทย์สำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย คนตัวเล็กที่อยู่นอกระบบสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและบริการทางการเงินได้มากขึ้น
- เร่งพัฒนา”ข้อมูลทางเลือก” Alternative Dataเพื่อใช้ประเมินสินเชื่อ
- การแก้ปัญหาต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคธนาคาร เพื่อสร้างระบบที่ช่วยคัดกรองและประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
การลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึง “แหล่งทุน” ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของ “เศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วนระดับสูง และการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยฉายภาพให้เห็นถึง“ความท้าทาย”ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจใหม่”และ“การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”(AI)มาใช้มากขึ้น
โดยโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างความก้าวหน้าหรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงส่งผ่านไปถึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ
เหล่านี้สะท้อนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่มีเศรษฐกิจนอกระบบอยู่ในระดับสูงมากสัดส่วนสูงถึง 48% ขณะที่ผู้ประกอบการเพียง 1% มีสัดส่วนสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ถึง65%จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้โอกาสทางเศรษฐกิจกระจายไปสู่ผู้ประกอบการและประชาชนกลุ่มอื่นได้มากขึ้น
ซึ่งการกระจุกตัวในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เพราะข้อมูลค่าเฉลี่ยของโลกก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพิจารณาตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือ การหาทางลดช่องว่างดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสามารถมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจใหม่ได้ เพราะหากความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นและสร้างประโยชน์อยู่เฉพาะในกลุ่มที่มีความพร้อม โอกาสที่เกิดขึ้นก็อาจไม่สามารถส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนได้อย่างทั่วถึง
แม้การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มจาก “องค์กรขนาดใหญ่”แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมี“นโยบายและกลไก”ที่ทำให้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงไหลผ่านไปสู่“กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ” หรือ“โอกาสทางเศรษฐกิจ” (Underserved)รวมถึงชุมชนท้องถิ่น
และหนึ่งในประเด็นที่เชื่อมโยงกับการเข้าไม่ถึงโอกาส คือ “ข้อจำกัดด้านข้อมูล” โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro SME ที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งอาจไม่มีเอกสารแสดงรายได้หรือข้อมูลทางการเงินในรูปแบบที่สถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ประเมินสินเชื่อตามกระบวนการปกติได้
ดังนั้น การพัฒนาข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าถึงบริการทางการเงินจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดความเชื่อถือ สามารถเชื่อมโยงระหว่างกันได้ เพื่อช่วยให้ข้อมูลถูกนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัดหาแหล่งทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำให้ข้อมูลของคนกลุ่มนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลในรูปแบบที่ระบบสามารถนำไปประเมินได้ การเข้าถึงบริการทางการเงินก็ยังเป็นโจทย์ที่ต้องหาทางแก้ไข
นอกจากนี้ หากพูดในด้านข้อมูลด้านภาษีพบว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีประมาณ 12 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีจริงประมาณ 4 ล้านคน ขณะที่ประชาชน 70% ต้องการงานและสวัสดิการ
ดังนั้น ความท้าทายคือต้องพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประกอบการประเมินและคัดกรองได้อย่างเหมาะสมที่กระทรวงการคลังกำลังขับเคลื่อน เพื่อการพัฒนาระบบ Score และการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ
เช่นเดียวกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่เร่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินควบคู่กับการจัดการปัญหาการเข้าไม่ถึงหรือถูกกีดกันจากบริการทางการเงิน ซึ่งทั้งสองด้านต้องดำเนินควบคู่กัน เพราะการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินจำเป็นต้องมีกระบวนการประเมินและคัดกรองความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วย
“การพัฒนาข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสามารถได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมากขึ้น”
“ผยง” มองต่อว่า ภาคธนาคารมีบทบาทสำคัญในเรื่องดังกล่าว เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการชำระเงินและบริการทางการเงิน ตลอดจนการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลให้มีความปลอดภัยและเปิดกว้างต่อการเข้าถึง รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลยังมีความสำคัญต่อการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Connect the Dot ที่สมาคมธนาคารไทยนำเสนอ
ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่เพียงการสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดประโยชน์กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น การพัฒนาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การใช้ข้อมูลทางเลือก และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เป็นแนวทางที่มองว่ามีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานต้องคำนึงถึงการคัดกรอง และการบริหารความเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อให้การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1257829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EMFJMcPh87IHyvDg8KH0p

