ดีเดย์อัดเงิน 1.76 แสนล้าน แลกเศรษฐกิจโตได้แค่ไหน?  | เดลินิวส์

ดีเดย์อัดเงิน-1.76-แสนล้าน-แลกเศรษฐกิจโตได้แค่ไหน? -|-เดลินิวส์

นับตั้งแต่วันนี้ (1 มิ.ย.69) ไปอีก 4 เดือน หรือไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ “จุดทดลองสำคัญ” อีกครั้ง หลังรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยอัดฉีดเงินจำนวน 1.76 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคับประคองลดค่าใช้จ่ายควบคู่ไปกับการกระตุ้นกำลังซื้อ และพยุงเศรษฐกิจฐานรากให้มีลมหายใจอีกเฮือกใหญ่ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง โดยเฉพาะกำลังซื้อในประเทศที่รายได้ของประชาชนคนไทยอยู่ในสภาพที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

แม้ว่าภาคการส่งออกที่เป็นรายได้หลัก ยังคงทำรายได้ทุบสถิติที่ขยายตัวเป็นบวกอย่างต่อเนื่องมานานถึง 22 เดือนก็ตาม แต่…การส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นก็มีสาเหตุปัจจัยมาจากการแห่ “ออร์เดอร์” ล่วงหน้าจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขณะที่ท่ามกลางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังตึงตัวและไม่รู้ว่าจะยุติอย่างแท้จริงได้เมื่อใด แม้ว่าล่าสุดบรรยากาศการตกลงกันระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ดูเหมือนมีทีท่าที่ผ่อนคลายและน่าจะสามารถลงนามกันได้ แต่…เอาเข้าจริง ความไม่แน่นอน ก็คือความแน่นอน

ขณะเดียวกันในมุมของรัฐบาลในเวลานี้ ต่างมองว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัส ด้วยการแจกเงินให้กับประชาชน 43 ล้านคนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 จำนวน 30 ล้านคน ใช้เงินรวมแล้วประมาณ 1.2 แสนล้านบาท รวมไปถึงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางประมาณ 13.4 ล้านคน วงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท จะเป็นเพียง “เครื่องยนต์ระยะสั้น” เพื่อช่วยดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง และประคับประคองให้เศรษฐกิจตลอดทั้งปี 69 นี้เติบโตได้อย่างน้อยในระดับที่ 2%

แจกเงินประเทศได้อะไร

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ’แจกเงินแล้วประชาชนได้อะไร“ แต่คือ ’ประเทศจะได้อะไรกลับมา“ จากเงินจำนวนมากที่กำลังถูกปล่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว เงินทุกบาทที่รัฐใช้ คือการเดิมพันระหว่าง ’การประคับประคองในระยะสั้น“ กับ ’เสถียรภาพระยะยาว“

หากมองลึกลงไป จะพบว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ใช่แค่โครงการช่วยค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหา 3 ด้านพร้อมกัน โดยในส่วนของด้านแรก คือ การพยุงกำลังซื้อประชาชน ท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบ แม้ตัวเลขจีดีพีไม่ได้ดิ่งลงเหว แต่รายได้ที่แท้จริงของประชาชนคนไทยจำนวนมาก ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติ โดยเฉพาะแรงงานฐานราก หรือแม้แต่ประชาชนโดยทั่วไป มนุษย์เงินเดือน บรรดาเกษตรกร บรรดาคนที่ทำงานในลักษณะฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็กรายน้อย และเอสเอ็มอี

สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

ด้านที่สอง คือ การเร่งเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้ภาคการส่งออกของไทยยังไม่ได้ดิ่งเหวเพราะยังสามารถขยายตัวและทำสถิติมาโดยตลอดในรอบ 22 เดือน หรือเกือบ 2 ปี หรือแม้แต่รายได้ของการท่องเที่ยวที่ยังมีอยู่ แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถดึงรายได้ลงสู่ฐานล่างได้เต็มที่ และ ด้านที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุด คือ “การสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” เพราะในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ภาคธุรกิจชะลอลงทุน และธนาคารเข้มงวดสินเชื่อ รัฐจำเป็นต้องกลายเป็น “เครื่องยนต์ชั่วคราว” เพื่อดันเศรษฐกิจให้เดินต่อไปให้ได้

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ครั้งนี้ แม้เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และช่วยทำให้รักษากำลังซื้อของคนในประเทศไว้ก่อนก็ตาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งแรงกระเพื่อมให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้ แม้เศรษฐกิจจะหมุนได้

ไม่กี่รอบก็ตาม แต่เมื่อประชาชนได้รับเงิน ก็จะนำไปซื้อสินค้า อาหาร เดินทาง หรือใช้บริการ เงินจะไหลต่อไปยังร้านค้า ร้านค้าสั่งของเพิ่ม ผู้ผลิตเพิ่มกำลังผลิต แรงงานมีรายได้เพิ่ม และเกิดการหมุนเวียนเป็นลูกโซ่

เพราะ…หากดูในเชิงทฤษฎีแล้ว จำนวนเงิน 1 บาท อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 บาท หากระบบเศรษฐกิจตอบสนองดีพอ โดยเฉพาะธุรกิจฐานราก เช่น ร้านอาหาร ตลาดสด ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน และ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลโดยตรงมากที่สุด

ให้ออกซิเจนประคอง

ในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง การมีเงินใหม่เข้าสู่ระบบทันที เปรียบเสมือน “ออกซิเจน” ที่ช่วยประคองธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้สะดุดอีกด้านหนึ่ง โครงการยังมีผลทางจิตวิทยาเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อประชาชนเริ่มจับจ่ายมากขึ้น บรรยากาศเศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีโอกาสปรับดีขึ้น และในเศรษฐกิจยุคใหม่ “ความเชื่อมั่น” คือปัจจัยที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินสด

ธุรกิจได้อานิสงส์

กลุ่มค้าปลีกถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์อันดับแรก ทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เกต และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นปลายทางการใช้จ่ายโดยตรง เช่นเดียวกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็จะได้รับแรงหนุนทันที โดยเฉพาะร้านระดับกลางและระดับชุมชนที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวในประเทศอาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อม หากประชาชนมีเงินเหลือสำหรับเดินทางมากขึ้น

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยเร่งการใช้จ่ายระยะสั้น แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กังวล คือ “ผลที่หมดเร็ว” ประสบการณ์จากหลายประเทศพบว่า หากไม่มีรายได้ใหม่เกิดขึ้นจริง ประชาชนจะกลับมาระมัดระวังการใช้เงินอีกครั้งหลังมาตรการจบลง นั่นหมายความว่า… เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นเพียงชั่วคราวก็เป็นไปได้
อีกประเด็นสำคัญ คือ ภาระทางการคลัง เพราะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในทุกโครงการอัดฉีดต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งในเวลานี้การจัดเก็บรายได้ตามปกติก็หืดขึ้นคอกันทุกกรมจัดเก็บภาษี หากรัฐต้องหันไปใช้วิธีการกู้เงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อยู่ที่ 66.38% ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต้องใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งก็ทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 68.03% ซึ่งก็กระทบพื้นที่ทางการคลังในอนาคตเช่นกัน ยิ่งในยุคที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐจำเป็นต้องใช้เงินอีกมหาศาลกับสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ ’แจกได้หรือ

ไม่“ แต่คือ ’แจกแล้วเศรษฐกิจโตพอจะสร้างรายได้กลับคืนหรือไม่“

อีกความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ปัญหาเงินเฟ้อในบางพื้นที่ หากความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นเร็ว แต่สินค้ามีจำกัด ผู้ประกอบการอาจปรับขึ้นราคา สุดท้าย ผู้บริโภคอาจรู้สึกว่าได้เงินเพิ่ม แต่ค่าครองชีพก็เพิ่มตามไปด้วย ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มมากกว่าหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ

โจทย์ใหญ่กว่าการแจกเงิน

ในความเป็นจริงแล้ว โครงการไทยช่วยไทย พลัส อาจเป็นเพียง “ยาเร่งด่วน” มากกว่าจะเป็น “ยารักษาโรค” เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่แค่กำลังซื้อหาย แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจที่โตช้า ผลิตภาพต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และรายได้ประชาชนโตไม่ทันค่าครองชีพ

หากรัฐต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างยั่งยืน สิ่งที่ต้องเร่งทำต่อจากนี้ คือ การสร้างรายได้ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ การท่องเที่ยวคุณภาพ รวมทั้งการยกระดับเอสเอ็มอีไทย

เพราะ… สุดท้ายแล้ว ไม่มีประเทศใด “แจกเงิน” จนเติบโตได้ตลอดไป การอัดฉีดเงินทำได้เพียงซื้อเวลา แต่การเติบโตระยะยาวต้องมาจาก “ความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจใหม่”

เชื่อได้เลยว่าในมุมของรัฐบาลแล้ว โครงการนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือเศรษฐกิจ แต่คือเดิมพันทางความเชื่อมั่น เพราะหากเงินที่ปล่อยออก

ไปสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ร้านค้าเริ่มขายดี การจ้างงานดีขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจฟื้น ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นทันที แต่หากเงินไหลผ่านระบบอย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจจริง หรือประชาชนยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ดีขึ้น เสียงวิจารณ์เรื่อง “ใช้งบมหาศาลแต่ไม่คุ้มค่า” จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น นับจาก 1 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป ประเทศไทยจึงไม่ได้แค่เริ่มโครงการแจกเงิน แต่กำลังเริ่ม “บททดสอบครั้งใหม่” ว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถใช้การกระตุ้นกำลังซื้อแบบเดิม เพื่อพาประเทศเดินต่อได้อีกนานแค่ไหน และคำตอบที่แท้จริง อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินในกระเป๋าประชาชน แต่อยู่ที่ว่า หลังเงินหมดลง เศรษฐกิจไทยยังเดินต่อได้ด้วยตัวเองหรือไม่? นี่สิ… คือการบ้านใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้!.

ทีมเศรษฐกิจ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5907196/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pCWMTOEC-za7K9Wx1Y4mZ