กนง.ห่วงดอกเบี้ยต่ำนาน เพิ่มต้นทุน สร้างความเสี่ยงเสถียรภาพระยะยาว | เดลินิวส์

กนง.ห่วงดอกเบี้ยต่ำนาน-เพิ่มต้นทุน-สร้างความเสี่ยงเสถียรภาพระยะยาว-|-เดลินิวส์
กนง.ห่วงดอกเบี้ยต่ำนาน เพิ่มต้นทุน สร้างความเสี่ยงเสถียรภาพระยะยาว | เดลินิวส์

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) แต่อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและผลดียังกระจุกตัว

ขณะที่เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.4% จากเดิม 2.3% และปี 2570 ขยายตัว 2.1% จาก 1.8% โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนเอไอ ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1% และปี 2570 อยู่ที่ 1.3% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% และปี 2570 อยู่ที่ 1.3%

พร้อมต้องติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ กนง. ระบุว่า การปรับประมาณการของจีดีพีในรอบนี้ ยังไม่ได้รวมการปรับปรุงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่มาจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องบอกว่า MPI มีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาโน๊ตบุ๊ก แล็ปท็อป ผลิตมานานแต่ไม่เคยรวมการคำนวณ

ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและธปท.ได้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าจำได้ 2 ปีที่ผ่านมาส่งออกสินค้าไปได้ดี แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ไปไหน หรือไม่ไปด้วยกัน ซึ่งพยายามดูมาระยะหนึ่งแล้ว

ขณะที่หากมีการปรับ MPI ก็อาจทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.4% อยู่ที่การปรับข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งตอนนี้ความไม่แน่นอนมีสูง ต้องดูว่า สศช. ปรับฐานข้อมูลย้อนหลังแค่ไหน

นายดอน กล่าวว่า จากเดิมในการประชุมครั้งก่อนที่ กนง. ส่งสัญญาณว่าการปรับลดดอกเบี้ยลงไปอีกจะได้ไม่คุ้มเสีย แต่มาในรอบนี้ กนง.ระบุว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานเริ่มมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว

“ทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าไม่ได้ถูกล็อกไว้ล่วงหน้า แต่จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจจริงในอนาคต หากเกิดปัจจัยลบรุนแรง กนง. ก็พร้อมปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่หากเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวเข้าสู่ระดับศักยภาพอย่างมั่นคง ก็พร้อมที่จะลดระดับการผ่อนคลาย”

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งพอจนถึงจุดที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย นโยบายการเงินจะดำเนินไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดย กนง. เน้นย้ำว่า สถานการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นที่สุดคือการถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน หรือแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก

นายดอน ชี้แจงถึงความกังวลเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินสวนทางกับธนาคารกลางโลก ว่า ยึดบริบทในประเทศเป็นหลัก กนง. ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศ เพราะบริบทของไทยต่างจากประเทศอื่น และเงินทุนไหลออกไม่ได้เกิดจากส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

จากการสังเกตประเทศในภูมิภาคที่เผชิญปัญหาเงินทุนไหลออกหรือเงินอ่อนค่ารุนแรง เช่น ฟิลิปปินส์ หรือ อินโดนีเซีย ปัจจัยหลักเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐาน เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง หรือความกังวลด้านฐานะทางการคลังและธรรมาภิบาล ไม่ได้เกิดจากส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นต่อไทยยังดี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการคลังและปัจจัยพื้นฐานทางการเงินของไทย ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพเงินทุน

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 7% กว่า และหากนับจากการประชุม กนง. ครั้งก่อน เงินบาทอ่อนค่าลงราว 2% โดยการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ตลาดปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ตลาดคาดว่าอาจขึ้นอีกถึง 3 ครั้ง

แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่ กนง. ประเมินว่าค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ และเป็นการอ่อนค่าที่สอดคล้อง ไม่ได้เกินกว่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน และถึงแม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศจะกว้างขึ้น แต่ภาพรวมเงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงมีเสถียรภาพและไม่พบสัญญาณการไหลออกสุทธิผิดปกติ

ขณะที่ตลาดหุ้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ และถือเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่ยังมีสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร แม้อัตราดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความดึงดูดใจลดลงไปบ้าง แต่ในภาพรวมตลาดพันธบัตรไทยยังคงเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิเช่นกัน ไม่ได้เกิดการไหลออกสุทธิอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

“เงินสำรองระหว่างประเทศสูง สัดส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นของไทยสูงถึง 2.5 เท่า ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งมากในการรองรับความผันผวนในตลาดการเงินโลก, ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกแรง ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในภาวะสมดุล และในปีหน้าคาดว่าจะกลับมาเกินดุลสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว และหนี้ต่างประเทศต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ”

นายดอน ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ว่ากระทบต่อ GDP เพียงเล็กน้อยไม่ถึง 0.1% เนื่องจากความเสียหายอยู่ในวงจำกัด และจะมีแรงส่งบวกจากการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา

“กนง. เห็นว่า การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด และมาตรการทางการคลัง ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึง”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6312586/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E6wRKPqxzi3wfwMfj-b9a

Related Post